โสภณ พรโชคชัย: อย่าหมิ่นพระพุทธเจ้า

 

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน

กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ

บาปเกิดแต่ตนคน เป็นบาป

บาปย่อมทำโทษซ้ำ ใส่ผู้บาปเอง’ (2)

 

 

ไม่ แปลกที่พบคนนอกศาสนาหมิ่นพระพุทธเจ้าอยู่เนืองๆ เพราะความไม่ศรัทธาซึ่งชาวพุทธคงต้องอธิบายเพื่อให้โลกได้เห็นความจริง แต่ผู้หมิ่นพระพุทธเจ้า บิดเบือนคำสอนและบ่อนทำลายพุทธศาสนาอย่างร้ายกาจ อาจเป็นชาวพุทธ โดยเฉพาะผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอด เข้าทำนอง ‘สนิมเกิดแต่เนื้อ ในตน’ เสียเอง

 

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เคยบรรยายธรรมเรื่อง ‘หมิ่นพระพุทธเจ้า บาปเพียงใด’ (3) และผมก็ได้อ่านหนังสือประวัติพระพุทธเจ้าของท่านภิกษุ ติช นัท ฮันห์ ซึ่งแปลโดยคู่สามีภรรยา รสนา โตสิตระกูล - สันติสุข โสภณสิริ (4) ได้ พบว่า ทุกวันนี้ชาวพุทธหรือไม่หนอ ที่เป็นผู้หมิ่นพระพุทธเจ้าเอง บทความนี้จึงมุ่งให้ชาวพุทธได้ฉุกคิดและร่วมทำนุพุทธศาสนาให้ถูกทาง

 

 

               บิดเบือนให้กลายเป็นอื่น

พระพุทธเจ้า เป็นศาสดาเพราะได้ศึกษาจนรอบรู้ทั้งศาสตร์และศิลปะอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง ก่อนตรัสรู้ก็ศึกษาคัมภีร์ศาสนาอื่นจนหมดสิ้น น้อมใจเป็นศิษย์ในหลายสำนักโดยพำนักแห่งละ 3 เดือนบ้าง 6 เดือน บ้าง จนพลังภาวนาและพลังสมาธิแก่กล้ายิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถค้นพบหนทางที่แท้จริงได้ในช่วงแรก นี่แสดงชัดว่า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ที่บรรลุธรรมด้วยการศึกษาอย่างจริงจังต่อเนื่องจนรู้ แจ้ง ไม่ได้อวตารมาจากไหน

 

แต่ ทุกวันนี้เรากลับพยายามทำให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นอื่น เป็นส่วนหนึ่งของเทพ พรหม สวรรค์ ฯลฯ พุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์กลับแยกกันแทบไม่ออก ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนเสริมต่อ และใครได้ประโยชน์จากการนี้ ท่านภิกษุ ติช นัท ฮันห์ กล่าวสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อเตือนสติชาวพุทธว่า ‘บุคคลไม่สามารถข้ามพ้นจากอวิชชาโดยการสวดอ้อนวอนและยัญบูชา’ ชาวพุทธจึงควรศึกษาธรรมะให้รู้เพื่อความหลุดพ้น ไม่ใช่ไปยึดติดกับเปลือกหรือกระพี้

 

 

ขัดคำสั่งพระพุทธเจ้า

เร็วๆ นี้มีเจ้าอาวาสแห่งหนึ่งสั่งห้ามชาวบ้านกราบพระพุทธรูป (5) กรณี นี้อาจดูแปลก แต่หลายท่านคงเคยได้ยินพุทธพจน์ที่ว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้ด้วยดี นั่นแหละจักเป็นพระศาสดาของพวกท่านสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว” (6) พระพุทธเจ้าให้ชาวพุทธยึดถือ (และปฏิบัติตาม) พระ ธรรมเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงไม่มีประวัติการสร้างพระพุทธรูปเลยในอีกนับร้อยๆ ปีต่อมาในยุคนั้น ใครสร้างพระพุทธรูปอาจถือเป็นการล้อเลียนและไม่เคารพพุทธพจน์ (7) จะเห็นได้ว่าในการเผยแพร่พุทธศาสนาในยุคต้น จึงมีการสร้างพระไตรปิฎกเป็นตัวแทนของพุทธศาสนาออกไปเผยแพร่

 

แต่ ในระยะหลังมา ชาวพุทธกลับมีพระพุทธรูปไว้กราบไหว้จำนวนมาก และได้รับการอ้างอิงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งๆ ที่เราก็เคยได้ยินคำว่า ‘พระอิฐ พระปูน’ มานานแล้ว นอกจากนี้ เรายังก้าวเลยไปถึงการสร้างพระเครื่อง และรูปเหมือนของพระสงฆ์ต่างๆ ทั้งที่ในสมัยพุทธกาลหรือแม้แต่พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่หลังพุทธกาลก็ไม่มีใคร สร้างเช่นนี้ การขัดพุทธพจน์นี้ทำให้เรายึดถือพุทธแต่เพียงเปลือกหรือไม่ ทำให้เราไม่ได้เน้นการเรียนธรรมะ เน้นการนิยมวัตถุ และเท่ากับทำให้พุทธศาสนาเสื่อมลงเพราะพวกเรากันเองหรือไม่

 

บาง ท่านอาจแย้งว่า คนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนอาจต้องมีพระพุทธรูปหรือพระเครื่องเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เพื่อนำพาไปสู่ธรรมะในที่สุดแต่ข้อนี้ก็คงต้องมาประเมินกันให้ชัดว่า การนี้นำไปสู่ธรรมะหรือนำไปสู่พุทธพาณิชย์เป็นสำคัญและยิ่งทำให้ชาวพุทธยึด ติดในการนิยมวัตถุหรือไม่

 

 

พระพุทธรูปมีผม!

แปลก แต่จริง พระพุทธรูปส่วนมากมักมีมวยผมหรือเกล้าผม หรือมีบางสิ่งวางอยู่เหนือพระเศียร ไม่ใช่แค่มีผมธรรมดา ซึ่งไม่แปลก เพราะในสมัยพุทธกาลอาจไม่มีใบมีดโกนอย่างดี แต่ในความเป็นจริง พระพุทธเจ้าโกนผมออกบวชและดำรงอยู่เช่นนี้จนปรินิพพานในสมัยพุทธกาล องคุลีมาลก็ยังเคยเคยตะโกนว่า “สมณะโล้น (พระพุทธเจ้า) หยุดก่อน ๆ” (8) ในปัจจุบัน รูปปั้นพระที่ศีรษะโล้นส่วนมากจะเป็นพระสาวกเสียมากกว่า

 

กรณีนี้ หลายท่านคงไม่คิดมาก และคิดเพียงว่าเป็นการให้เกียรติ ให้พระพุทธเจ้ามีภาพลักษณ์ที่ดูงามดี (โดยเฉพาะเมื่อวางพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าเคียงคู่กับพระอัครสาวกที่โกนหัวอยู่สองข้างซึ่งมักเห็นอยู่ทั่วไป) แต่ หากคิดให้จริงจัง การสร้างพระพุทธรูปโดยให้มีมวยผมหรือสิ่งอื่นอยู่เหนือศีรษะถือเป็นการ บิดเบือน ดูหมิ่นพระพุทธเจ้าอย่างร้ายแรงหรือไม่ พระพุทธเจ้าเป็นผู้บรรลุธรรมสูงส่ง ย่อมไม่มีอารมณ์ความรู้สึกอะไร แต่ถ้าเป็นบรรพชนของเราถูกบิดเบือน-หมิ่นเช่นนี้ ท่านก็คงเสียใจอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม บางท่านอาจมองในแง่ศิลปะของการสร้างพระพุทธรูปที่สืบทอดมานับพันปี แต่ศิลปะที่สร้างให้ศาสดามีลักษณะผิดไปจากความจริง เป็นสิ่งที่ควรทบทวนหรือไม่

 

 

Discredit พระพุทธเจ้า

ในแวดวงพุทธศาสนา ผมเชื่อว่ามีขบวนการหรือความพยายามในการทำให้พระพุทธเจ้าดูด้อยลง (Discredit) อยู่ เหมือนกัน ผมก็ไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้านั้นมีกี่พระองค์ แต่มักมีการกล่าวขานกันว่า ในโลกนี้มีพระพุทธเจ้ามากมายหลายองค์ หมดยุคนี้ก็ไปยุคนั้น อะไรทำนองนี้ เราไม่คิดกันบ้างหรือว่า การโฆษณาเช่นนี้เป็นการ Discredit พระพุทธเจ้า เพราะดูคล้ายกับว่า เดี๋ยวก็พ้นยุคพระพุทธเจ้านี้แล้วและไปสู่ยุคพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป

 

บ้างก็ ‘โหยหา’ พระศรีอริยเมตตรัย ซึ่งมีทั้งภาพวาด รูปปั้น และตำนานต่างๆ ที่กล่าวว่า จะมาเป็นศาสดาแทน (Replace) พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันและในยุคหน้านี่แหละที่จะเกิดความสมบูรณ์พูนสุข (โดยนัยก็คือดีกว่าในยุคพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้) ข้อ นี้ผิดแผกไปจากความเชื่อของศาสนาอื่นที่เชื่อว่า ‘พระเจ้า’ มีหนึ่งเดียวเท่านั้น ผมก็ไม่เข้าใจว่า ผู้เกี่ยวข้องในพุทธศาสนากลับปล่อยให้มีการโฆษณาถึงพระพุทธเจ้าองค์อื่นกัน มากมายได้อย่างไรเพราะนี่คือการ Discredit พระพุทธเจ้าโดยคนในพุทธศาสนาเองหรือไม่

 

 

               กันพระพุทธเจ้าไปจากผู้คน

ตาม หนังสือของพระภิกษุ ติช นัท ฮันห์ พระพุทธเจ้ามุ่งสร้างความเท่าเทียมในหมู่ชน โดยแสดงออกด้วยการดื่มน้ำแก้วเดียวกับเด็กชายวรรณะจัณฑาล ทั้งยังให้เด็กคนนั้นดื่มก่อน และยังรับคนจัณฑาลเข้ามาอยู่ในคณะสงฆ์พระพุทธเจ้ายังเป็นผู้ไม่ถือตน โดยสมัยที่ลาจากวรรณะกษัตริย์มาบำเพ็ญเพียร เด็กชายวรรณะจัณฑาลให้หญ้ามาใช้ปูนั่ง ก็ยกมือไหว้ขอบคุณสมัยเป็นพระพุทธเจ้าก็พนมมือ น้อมกายเป็นการตอบรับพระพุทธเจ้าเคยช่วยเด็กวรรณะจัณฑาลตัดหญ้าด้วย หรือร่วมกับพระอานนท์ช่วยกันอุ้มภิกษุที่อาพาธขึ้นเตียงและเปลี่ยนจีวรให้ แล้วยังขัดถูพื้นกุฏิและซักจีวรที่เกรอะกรังดินของภิกษุดังกล่าว เป็นต้น

 

เป็นไปได้ไหมที่มีกระบวนการทำให้พระพุทธเจ้าแปลกแยก (Alienated) ไป จากผู้คน เรามักใช้คำราชาศัพท์กับพระพุทธเจ้า ทั้งที่พระพุทธเจ้าไม่ประสงค์จะอยู่ในวรรณะกษัตริย์ แต่ประสงค์จะใช้คำพูดธรรมดา และแม้แต่ภาษาก็ยังให้ใช้ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้กันในสมัยนั้น ดังนั้น การใช้คำราชาศัพท์กับพระพุทธเจ้า แม้ในแง่หนึ่งถือเป็นการแสดงความเคารพสูงสุด แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจเป็นการไม่นำพาต่อความตั้งใจของพระพุทธเจ้าในการสละวรรณะนี้ การใช้คำราชาศัพท์ก็เท่ากับการผูกพันพระพุทธเจ้าไว้กับวรรณะเฉพาะ

 

โดย สรุปแล้ว อาจกล่าวได้ว่า การโอนอ่อนไปตามทางโลก โดยถึงขนาดขัดกับหลักการของศาสนาอย่างชัดเจนนั้น อาจเป็นเพราะการคล้อยตามอำนาจรัฐที่ปกครองมาแต่ในอดีต ในอีกแง่หนึ่ง การโอนอ่อนอาจมองเป็นกุศโลบายหวังชักจูงให้คนเข้าหาศาสนาในทางอ้อม แต่การนี้อาจเป็นความสูญเปล่าเพราะไม่อาจชักจูงให้คนเข้าหาแก่นแท้ของศาสนา กลับไปติดอยู่แต่เปลือกตลอดไปและอาจเป็นการทำร้ายพุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนาผิดเพี้ยน เข้ารกเข้าพงมากยิ่งขึ้น

 

ข้าง ต้นนี้ จึงเป็นข้อปุจฉาและวิสัชนาเพื่อให้ชาวพุทธได้ตระหนักถึงสถานะของศาสนาที่ถูก บิดเบือน และชาวพุทธควรยึดถือในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าให้ยึดถือไว้เหนือเหนือยศ-ศักดิ์ เหนือชาตินี้-ชาติ หน้า เหนือการนิยมวัตถุ หรือเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อให้หลุดพ้นไปจากความทุกข์และประสบแต่ความสุขมีมงคลต่อชีวิตและสังคม ตามบทประพันธ์ของท่านพุทธทาสที่ว่า

           

  • กรรมดี ดีกว่ามงคล สืบสร้าง กุศล ดีกว่า นั่งเคล้า ของขลัง
  • พระเครื่อง ตะกรุด อุทกัง ปลุกเสก แสนฉมังคาดมั่ง แขวนมั่ง รังรุง
  • ขี้ขลาด หวาดกลัว หัวยุ่ง กิเลส เต็มพุง มงคล อะไร ได้คุ้ม
  • อันธพาล ซื้อหา มาคุม เป็นเรื่อง อุทลุม นอนตาย ก่ายเครื่อง รางกอง
  • ธรรมะ ต่างหาก เป็นของ เป็นเครื่อง คุ้มครอง เพราะว่า เป็นพระ องค์จริง
  • มีธรรม ฤามี ใครยิง ไร้ธรรม ผีสิง ไม่ยิง ก็ตาย เกินตาย
  • เหตุนั้น เราท่าน หญิงชาย เร่งขวน เร่งขวายหาธรรม มาเป็น มงคล
  • กระทั่ง บรรลุ มรรคผล หมดตัว หมดตน พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย
  • บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ใจกาย อุปัทวะ ทั้งหลาย ไม่พ้อง ไม่พาน สถานใด
  • เหนือโลก เหนือกรรม อำไพ กิเลสา- สวะไหน ไม่อาจ ย่ำยี บีฑา ฯ (9)

 

 

หมายเหตุ :

โปรดอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าได้จากบทความของผู้เขียนเรื่อง ‘พระพุทธเจ้า: ผู้ประกาศศักยภาพความเป็นมนุษย์’ ที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market172.htm

 

 

อ้างอิง :

(1)  ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ดูรายละเอียดได้ที่: http://www.thaiappraisal.org/Thai/contact/Default_Dr.Sopon.htm Email: sopon@thaiappraisal.org

(2)  โคลงโลกนิติ โปรดดูที่ http://www.st.ac.th/bhatips/loganit.html

(3)  โปรดดูจากเว็บบอร์ดอกาลิโก http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=15775

(4)  โปรดอุดหนุนและอ่านหนังสือของมูลนิธิโกมลคีมทอง 3 เล่ม ชุดนี้ได้ที่ http://www.komol.com/autopage/show_page.php?t=1&s_id=18&d_id=18

(5)  โปรดอ่านข่าวและความเห็นได้ที่ http://www.phrathai.net/node/1365 และ http://webboard.mthai.com/52/2008-07-26/402940.html

(6)  พระพุทธเจ้าให้ยึดพระธรรม โปรดดูในพระไตรปิฎก http://www.84000.org/tipitaka/picture/f76.html

(7)  เกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูป เช่น http://www.bhodhiyalaya.com/forum/viewthread.php?tid=317

(8)  ดูเรื่องเกี่ยวกับองคุลีมาลได้ที่ http://www.larnbuddhism.com/ongkulymal/ongkuly05.html

(9)  โปรดดูรายละเอียดได้ที่ http://watnuamkhanon.igetweb.com/index.php?mo=3&art=242669

Comments

ปติ ตันขุนทด

@@@พระพุทธเจ้าถูกหมิ่น
****มีมานานแล้ว ทั้งในสมัยพระพุทธองค์ดำรงพระชนม์อยู่ จากคนทั้งนอก และในพระพุทธศาสนา คนนอกพระพุทธศาสนาดูหมิ่น ไม่เป็นเรื่องแปลก แต่คนในพระพุทธศาสนาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทำไม่เหมาะ ไม่ควร ไม่ปฏิบัติตรง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มันเป็นเรื่องของออวิชา และโมหะของผู้นั้น ที่ยังเข้าไม่ถึงแก่นธรรมจักร

@@@แต่พระพทธเจ้า หรือสาวกคงไม่มีใครออกมาฟ้องฐานหมิ่นประมาทหรอกนะ เพราะผู้ทำกรรมดีย่อมได้ดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับชั่ว

***ธรรม หรือศาสนา ไม่ใช่เหล็ก จึงไม่มีสนิม ธรรม หรือศาสนา เป็นน้ำใสสะอาด บริสุทธิ์ เหมาะสำหรับสัตว์โลกดื่มกิน ถ้าผู้ใดเอาไปต้มให้มันร้อน แล้วฆ่าเชื้อโรงก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าต้นให้ร้อนแล้วเข้าไปนอนแช่ก็เป็นเรื่องของเขา ธรรม หรือศาสนา เป็นน้ำที่เยือกเย็นโดยปกติ เอาไปดับไฟได้ แต่ถ้าไฟมาก คือคนบาปมาก น้ำน้อยก็แพ้ไฟ แต่น้ำก็ยังคงเป็นน้ำ ที่ทุกคนขาดไม่ได้อยู่ดี

***อายุพระพุทธศาสนาท่านว่าแค่ 5000 ปี จะไม่มีคนปฏิบัติตาม จะมีคนบาปเกือบทั้งโลก เบียดเบียน เข่นฆ่ากัน จนเหลือแต่ผู้บำเพ็ญบุญน้อยนิดในป่าในถ้ำที่หลบไปภาวนา
ดังนั้นอย่าวิตกวิจารณ์ให้มาก เพราะศาสนา ก็อยู่ใต้กฎ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นกัน
คนอื่นเขาปฏิบัติไม่ถูกอย่างไร ก็ดูเขาไป ขอเพียงเขาอย่าได้มาเล่วงเกินสิทธิ และเสรีภาพในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ของเราก็แล้วกัน

***ขอจบด้วยพุทธภาษิตที่ว่า---ธฺมโม หเว รกฺขติ ธมฺจาริง---คือ "ธรรมย่อมตามรักษาผู้ประพฤติธรรม"

xxx

ความเห็นที่ 1

มีมานานแล้ว ทั้งในสมัยพระพุทธองค์ดำรงพระชนม์อยู่ จากคนทั้งนอก และในพระพุทธศาสนา คนนอกพระพุทธศาสนาดูหมิ่น แต่พระพทธเจ้า หรือสาวกคงไม่มีใครออกมาฟ้องฐานหมิ่นประมาทหรอกนะ เพราะผู้ทำกรรมดีย่อมได้ดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับชั่ว

พูดได้ใจมากๆครับ พระพุทธเจ้าไม่เคยบังคับให้ใครรัก ไม่บังคับให้ใครศรัทธา

นวมทอง

ความแตกแยกของศาสนามีตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่

เมื่อมีสองแนวทาง

พระโมคลา ศิษย์เอกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า

ผู้ทรงฤทธิ์อภินิหาร

พระสารีบุตร ศิษย์เอกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า

ผู้ยึดมั่นในทางปฎิบัติตามคำสอน

แล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตัดสินว่า

ทางใดถูก เป็นการฟันธง

รูปปั้นพระพุทธเจ้า ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง

ยิ่งมาถึงสมัยประเทศสยามแล้ว

รูปปั้นพระพุทธเจ้าที่แท้จริงยังมีอยู่หรือ

มีแต่รูปปั้นอาจารย์ดังๆ อ้างเป็นพระพุทธเจ้า

เรียกว่าเอาแฟนไซส์เขามา แต่ไม่รักษาข้อกฎที่กำหนดไว้

ไหว้กันดะไป เพราะไว้พระพุทธเจ้าแล้วให้หวยไม่เป็น ไม่ให้ลาภ ไม่ให้อำนาจ

รูปพระพุทธเจ้าในประเทศสยามยังคงความงามบริสุทธิ์อยู่หรือ

หน้าเหมือนหญิง มืออ่อนแขนอ่อน เอวคอด

ดูสวยงามในงานศิลป

มีใครในบ้านเมืองนี้ที่ยังคงนับถือพระพุทธเจ้าอยู่

ศีลห้าข้อยังปฏิบัติบัติไม่ได้

ข้อปฏิบัติอีก แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์

ใครบ้างปฏิบัติได้

เกจิผู้อ้างว่าถึงบรรลุทำได้หรือ

มีแต่พวกขี้คุย ให้หวย

ยังมีอยู่หรือศาสนาพุทธในแผ่นดินสยาม

Iterator

มี fact บางอย่างที่ ควรจะรู้ประกอบบทความนี้

http://th.wikipedia.org/wiki/พระพุทธรูป

แต่เดิมนั้นพุทธศาสนาไม่มีรูปเคารพแต่อย่างใด ศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู ซึ่งมีมาก่อนศาสนาพุทธ ก็ไม่มีรูปเคารพเป็นเทวรูปเช่นกัน หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา อยากจะมีสิ่งที่จะทำให้รำลึกถึง หรือเป็นสัญญลักษณ์ขององค์ศาสดา ...

...พระพุทธรูป หรือ รูปเคารพแทนพระพุทธเจ้า เริ่มมีการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ระหว่าง พ.ศ. 500 ถึง 550 เมื่อชาวกรีก ที่ชาวชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) เรียกชาวต่างแดนว่า "โยนา" หรือ "โยนก" โดยพระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1 หรือ พระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายกรีก ยกทัพกรีกเข้ามาครอบครองแคว้นคันธาราฐ (ปัจจุบันเป็นดินแดนของอัฟกานิสถาน) จากนั้นพระองค์ก็แผ่อาณาเขตไปทั่วบริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีป

นั่นคือการมีรูปเคารพแนวเทพเจ้า ที่เรากราบไหว้กัน เป็นวิถีความเชื่อ ตามอย่าง ชาวกรีก
ที่นิยมกราบไหว้เทวรูป ชนิดต่างๆ

พระพุทธรูป เป็นสิ่งที่เห็นได้ จับต้องได้เข้าใจได้ง่าย ทั้ง ๆ ที่แก่นสารของศาสนาพุทธอยุ่ที่ พระธรรม

Freeman

ความคิดเห็นต่อข่าว/บทความ :

"ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรม เหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น"

เป็นธรรมที่พระอัสสชิ กล่าวกับพระสารีบุตร ...

วิภาดา

การอ้างอิงพระไตรปิฎก ต้องระวังสังวรบ้าง
เพราะเป็นการเขียนภายหลังการปรินิพพานหลายร้อยปี
เขียนจากคำบอกเล่า ความทรงจำต่อๆกันไป
พระพุทธทาสเคยบอกไว้ว่า...มีแก่นธรรมไม่เท่าไหร่ 10-20%

ย่อเหลือสุดท้าย "อย่ายึดมั่นถือมั่น"
ย่อสุดคือ"ตถตา"

.........
ยึดถือแค่นี้ก็พอแล้ว...แล้วเอาเวลาที่เหลือไปสร้างอาหาร ที่อยู่ ยา เสื้อผ้า และก็ไปเรียกร้องประชาธิปไตยของส่วนรวม...อย่าแยกตน

เวลากินเอาของส่วนรวมมากิน

เวลาทำ กูไม่ทำ มึงทำกูกิน เพราะกูเป็นคนดี

การทำมาหากินเป็นธรรมะของคนสมัยนี้...หากินอย่างเป็นธรรมะ คือช่วยกันหา ช่วยกันทำ แบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม
..................................................
ศาสนาเกิดขึ้น 2000-4000 ปีก่อน
สมัยนี้ไม่มีศาสนาและศาสดาใดๆ เพราะใครเสนออะไหม่ ก็ถูกโต้แย้งทันที ทุกคนจึงเป็นศาสดา มีโอกาสรู้เท่าเทียมกัน และเห็นว่าไม่มีใครผูกขาดความรู้จนเป็นศาสดา...ศาดาและศาสนาในยุควิทยาศาสตร์เจริญจึงไม่มี

.....................
การบันทึกพระไตรปิฎก...ในสมัยนั้น..สังคมยังล้าหลัง เต็มไปด้วยความเชื่อ นิทาน และถูกปกครองในระบอบทาส
ทุกคนเชื่อผู้นำ เชื่อผู้อาวุโส การโต้แย้งมีน้อย ข้อมูลน้อย จึงอนุมาน คาดเดา และยอมตาม

............
จึงเกิดสาสนาต่างๆกันทั่วโลก ในเวลาใกล้เคียงกัน

หลักศาสนาพุทธไม่เสื่อม 3 ข้อ
1.การเปลี่ยนแปลง อนิจจัง--การเคลื่อนที่ตลอดเวลา
2.ความทุกข์กดดัน ทุกขัง--ความขัดแย้ง
3.ไร้ตัวตนสัมบูรณ์ -อนัตตา---ไม่คงที่ในรูปร่างแต่มีอยู่แบบไร้รูปร่างกับมีรูปร่าง

รู้ 3 เรื่องนี้ แม้ไม่บวชก็เป็นพุทธ แม้ไม่มีพระ ศาสนา 3 ข้อนี้ก็อยู่กับคนทั่วไปแล้ว

..........
เมื่อทุกคนรู้ศาสนา จึงไม่จำเป็นที่ต้องมีใครคอยผูกขาดคำสอน....
แต่เพื่อการดำรงชีพและร่ำรวยของบางคน..จึงมีคนปรุงจตุคาม สร้างโบสต์ไม่รู้จบทั้งๆ ที่พระน้องลง คนไปวัดน้อบลง............
อะไรที่ไร้สาระก็เลิกๆไปบ้าง...พระพุทธเจ้าบอกไว้..(อ้างในพระไตรปิฎก)

วิภาดา

หลักศาสนาพุทธไม่เสื่อม 3 ข้อ
1.การเปลี่ยนแปลง อนิจจัง--การเคลื่อนที่ตลอดเวลา
2.ความทุกข์กดดัน ทุกขัง--ความขัดแย้ง
3.ไร้ตัวตนสัมบูรณ์ -อนัตตา---ไม่คงที่ในรูปร่างแต่มีอยู่แบบไร้รูปร่างกับมีรูปร่าง

รู้ 3 เรื่องนี้ แม้ไม่บวชก็เป็นพุทธ แม้ไม่มีพระ ศาสนา 3 ข้อนี้ก็อยู่กับคนทั่วไปแล้ว

ปัจจุบัน..มีข้อที่ 4 คือ การเปลี่ยนแปลงต้องผ่านจากปริมาณสู่คุณภาพ---กำข้อนี้ พระพุทธเจ้ายังไม่ค้นพบ...พบแต่ว่ามันมีเหตุปัจจัย...แต่ไม่มีกฎ..จากปณิมาณสู่คุณภาพ--นี้เป็นกฎทั่วไปของจักรวาล

ข้อที่ 5 กฎ..การเปลี่ยนแปลงแบบ Thesis, antithesis, synthesis -

นี่คือกฎข้อที่ 5 ที่พระพุทธเจ้ามิได้พบกฎจักรวาล...เพียงแต่กล่าวคร่าวว่า"เป็นไปตามกรรม หรือกฎแห่งกรรม"

ทำให้คนเข้าใจไปว่า ฆ่าแมว1 ตัว เท่ากับฆ่าพระ 9 รูป ฆ่าหมูจะเกิดเป็นหมู....จินตนาการไปตามแต่บุคคล

กฎข้อที่ 6.....จิตเกิดก่อนวัตถุ หรือวัตถุเกิดก่อนจิต....โลกกลมๆเกิดก่อนสิ่งมีชีวิต..หรือสิ่งมีชีวิตเกิดก่อนก้อนหินกันแน่...นี่ก็เถียงกันไม่รู้จบ

อีเขียวขอบขาด

กรรมใดใครก่อกรรมนั้นตอบสนอง

อาบน้ำ 5 ขัน

ลัทธิบิดเบือนคำสอนถือเป็นการหมิ่นพระพุทธเจ้าเช่นกัน

ให้เสียงภาษาไทยโดยพันธมิตร

ตั้งตัวเป็นพ่อมดหมอผีประพรมน้ำมนต์ ทำเสน่ห์คุณไสย์ ทำตัวเยี่ยงสังฆะ ถือเป็นการหมิ่นศาสดาอย่างรุนแรง

อติเมโธ

อาตมาอ่านแล้วทั้งบทความและความเห็นนับว่ามีส่วนถูกและมีส่วนผิด

แช่ม

ชาวพุทธ ควรสนใจเรื่อง

พระธรรมคำสั่งสอน ซึ่งเป็น "นามธรรม"

มากกว่า เรื่องของพระพุทธรูป ซึ่งเป็น "รูปธรรม"

แก่นของศาสนาพุทธ อยู่ที่ "จิตใจ" คือ นามธรรม

ส่วนเรื่อง รูปแบบ พิธีกรรม เป็นเพียง ส่วนประกอบ หรือ สัญลักษณ์

มีไว้เพื่อให้ นามธรรม นั้นคงอยู่ได้ เท่านั้น

การถกเถียง หรือ หมกหมุ่น อยู่กับรูปธรรมมากเกินไป

จะก่อให้เกิดความเสื่อมแก่พระศาสนา ในที่สุด...

ฉะนั้น เราควรเน้นที่ "แก่น" ไม่เน้นที่ "กระพี้"

อิอิอิไม่กร๊ากๆๆๆๆ

ดูสถานีโทรทัศน์ดาวธรรมของสำนักธรรมกาย
"ธัมมชโย" เขาโชว์ให้เห็นภาพหยาดหยดแห่งบุญที่เป็นเกร็ดประกายดังสายฝน
ให้เห็นภาพสวรรค์วิมานเทพบุตรเทพธิดาที่ได้อานิสงน์ของการทำบุญโดยบริจาคทาน
มีตัวอย่างการระลึกชาติของบุคคลต่างๆ
แล้วจุดโฟกัสของการบรรยายธรรมคือ "ทำบุญ"ๆ เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย
เพื่อรูปสมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆไป

อยากให้ผู้เขียนบทความวิพากษ์ธรรมกายบ้าง
จะเป็นการแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างยิ่ง

อิอิอิไม่กร๊ากๆๆๆๆ (กลัวตกนรก)

plt

ข้อความของผู้เขียน ดูเหมือนว่าต้องการเทียบเคียงหรือต้องการสื่อความอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องของธรรมชาติทั้งสิ้น แต่คนธรรมดาอย่างเราจะสามารถรู้ตามหรือสามารถรับธรรมะของท่านในระดับไหนต้องว่ากันอีกที พระองค์ท่านเป็นผู้รู้แจ้งโลก โลกวิฑู ธรรมะของฆาราวาส ธรรมะของภิกขุ หรือ ธรรมะของผู้ต้องการหลุดพ้น มีให้พร้อม แล้วแต่ว่าเราจะตั้งใจปฎิบัติตามที่ท่านชี้ทางไว้จริงจังหรือไม่เท่านั้นเอง

มนุษย์ต้องการที่พึ่งทางใจดังนั้นการยึดมั่นในทางวัตถุธาตุจึงเป็นเรื่องที่มีกันทุกศาสนาเพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ ถ้าพระพุทธองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ การยึดในวัตถุคงจะมีน้อยมาก

คำว่าธรรมชาตินั้น ความหมายไม่ได้จำกัดอยู่ที่ในป่าเท่านั้น ธรรมชาติกินความหมายรวมทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีอยู่ตามสภาวะธรรม เช่น อาหารการกิน บ้านช่อง คน สัตว์ จักรวาล ดวงอาทิตย์ ที่สำคัญพระพุทธองค์ ต้องการให้มนุษย์ อยู่กันอย่างสงบไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันซึ่งเป็นธรรมเบื้องต้น โดยมีศีลเป็นตัวกำกับ ซึ่งศีลนี้มีความหมายเดียวกับคำว่า ประชาธิปไตยนั่นเอง

แต่คนทั่วไปที่ไม่สนใจศึกษา หรือขาดความเข้าใจถึงหลักการดังกล่าว จึงได้สร้างความเดือดร้อนให้กันและกัน กลายเป็นการทำตามอำเภอใจ ยึดตนเองเป็นสรณะ จึงมีแต่ความวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้น

ถ้าคนเรามีความเข้าใจในธรรมชาติมากขึ้น เราจะเบียดเบียนกันน้อยลง

คำว่าพระเจ้าของศาสนาคริส ความหมายที่แท้จริงน่าจะเป็นตัวธรรมชาตินั่นเอง พระเยซู หรือ มนุษย์ สัตว์ สิ่งของ เป็นบุตรของพระเจ้าทั้งนั้น ดังนั้น ความรู้เรื่องธรรมชาติรอบตัวเราเองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ปัญญาทางโลก และ ปัญญาทางธรรม เป็นของคู่กันแยกกันไม่ได้ เมื่อมีความเข้าใจธรรมชาติของตัวเราและรอบตัวเราจะเกิดเป็นปัญญา และจะนำไปสู่การปฏิบัติให้ถึงปัญญาของธรรมง่ายขึ้น

plt

คนไทยมีความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติรอบตัวน้อยมากเมื่อเทียบกับฝรั่ง การที่เราต้องเรียนจากตำราที่เขียนโดยฝรั่ง เนื่องมาจาก ฝรั่งเรียนรู้และสรุปมาเป็นทฤษฎี โดยการศึกษาจากธรรมชาตินี่เอง ยกตัวอย่าง เขาเรียนรู้จากระบบสุริยจักรวาลเป็นจุดเริ่มต้น และรู้ว่าดวงอาทิตย์เป็นแหล่งสำคัญสุดในการให้พลังงาน และทำให้โลกยังคงอยู่ได้

หลักการบริหารก็เช่นเดียวกัน คนไทยต้องเดินตามตำราที่ฝรั่งเขียน ไม่เคยคิดว่าจะเขียนตำราเองเลยดังนั้นจะทำอะไรก็ต้องจ้างฝรั่งมาศึกษาและสรุปให้ เสียเงินในการจ้างมิใช่น้อย
ทั้งๆที่ ลองเอาร่างกายของเราเป็นตัวตั้ง ก็จะเข้าใจอะไรมากขึ้น เช่น อาหารที่กินกันอยู่ทุกวันนี้ เกิดมาจากพืชพันธุ์ทั้งหลาย และพืชเหล่านี้ต้องใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการทำให้เจริญเติบโต คนหรือสัตว์ ก็นำไปเป็นอาหาร และที่เรียกว่าอาหารนั้นมีองค์ประกอบหลัก เป็น ธาตุ คาร์บอน ( C ) และธาตุไฮโดรเจน ( H ) และเมื่อคนกลืนอาหารเข้าไป ร่างกายจะมีกระบวนการย่อยที่กระเพาะ และดูดซึมเข้ากระแสโลหิตที่ลำใส้เล็ก กากอาหารถูกขับถ่ายออกจากร่างกาย ผ่านลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก ธาตุอาหารที่อยู่ในกระแสโลหิตจะถูกส่งไปทั่วทุกเซลของร่างกาย ถ้าไม่มีธาตุอาหารไปเลี้ยงเซล เซลจะตาย และอาจเกิดโรคได้

ดังนั้นทุกอวัยวะของร่างกายมีความสำคัญหมด หากไม่ดูแลเราจะเป็นคนพิการ แล้วแต่ว่าจะมากน้อย อย่างไรเท่านั้น องค์กร หรือ ประเทศ ก็เฉกเช่นเดียวกัน ถ้าเรามีความคิดดีต้องการให้มีความเจริญไม่เป็นโรค ก็ต้องจัดการให้มีการทำงานที่สอดรับกันเป็นอย่างดี ถ้ากระเพาะย่อยแล้วลำไส้เล็กไม่ดูดซึมธาตุอาหาร ร่างกายจะเสียสมดุลย์ และเป็นโรค เกษตรกร พ่อค้า ประชาชน ต้องมีความสัมพันธ์ที่สอดรับกัน

ทุกวันนี้ไม่ว่าปัญหาการเมือง หรือปัญหาเรื่องทำมาหากิน เกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรกันทั้งสิ้น และทรัพยากรดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ต้องการมีของดีๆ ไว้รับประทาน เอาไว้ใช้ และทั้งของกิน และของใช้ทั้งหลายเกิดจากสารที่มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น และองค์ประกอบหลักก็มาจาก ธาตุทั้ง2 นั่นเอง ( C , H )

เรากำลังรบราฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่เกิดโดยกธรรมชาติและที่คนสร้างทำจากธรรมชาติทั้งนั้น รวมทั้งน้ำมันที่นำมาใช้ในเครื่องยนต์ต่างๆ ก็มีองค์ประกอบหลักเป็นธาตุทั้ง2 ( C , H ) เช่นกัน วันใดวันหนึ่งดวงอาทิตย์เกิดความเกลียดชังความโลภของคนบนโลกนี้ หนีไปทีอื่น ทุกอย่างก็จบ

รากหญ้า

อยากให้ผู้รู้ทางพุทธ วิเคราะห์ข้อเสียที่พราหมณ์ หรือฮินดู
เข้ามาเกาะเกี่ยวกับพุทธจนแทบแยกไม่ออก

หรือพุทธยังดีไม่พอ จึงต้องผสมพันธุ์กับพราหมณ์หรือฮินดู
มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเป็นอย่างนั้น???

พราหมณ์หรือฮินดูเป็นเหตุหนึ่งที่ทำพุทธเสื่อมหรือไม่???
พราหมณ์หรือฮินดูเป็นเหตุให้ชาติบ้านเมืองล้าหลังหรือไม่???

แท้จริงแล้วคนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธหรือพราหมณ์ฮินดูกันแน่???
ตูงง..????????????????????????????????????????????????????

The Other

ทุกข์ติดจรวดยี่ห้อชินคอร์ป
-----------------------------

เพราะความโลภของเขาไม่รู้จักหยุดยั้ง

เขาจะเก็บสิ่งที่เขาพอใจไว้ไม่ได้เลย

“ถ้าคุณทักษิณและภรรยาย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะเตือนลูกโอ๊ค-เอมว่าไม่ควรเลี่ยงภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปมั้ยน้อ” ผมคิดอยู่ในใจ ขณะที่อ่านข่าวคตส.ชงสรรพากรเรียกเก็บภาษีซื้อขายหุ้นแอมเพิลริชฯและภาษี ณ ที่จ่ายรวมกว่าหมื่นล้าน

และเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ถ้าเราอยู่ในบริบทแบบคุณทักษิณ เราจะไม่โลภอย่างเขา ลองใช้ดัชนีบริหารชีวิตตรวจวัดดู

ดัชนีบริหารชีวิต

คำชี้แจง : ในช่วงที่ผ่านมา ท่านใช้ชีวิตกับเงินทองเป็นอย่างไรบ้าง กรุณาให้คะแนนหน้าข้อ

(1 = ไม่จริง, 2 = จริงบางครั้ง, 3 = ค่อนข้างจริง, 4 = จริงมาก) ตามที่เห็นว่าตรงกับตัวท่านมากที่สุด

_______ 1.เมื่อฉันได้รับเงินทอนเกินจำนวน ฉันรีบคืนส่วนเกินให้เจ้าของทันที

_______ 2. เมื่อฉันพบเห็นสิ่งของที่ตนอยากได้ ฉันถามตนเองก่อนว่าสิ่งนั้นจำเป็นจริงๆหรือไม่

_______ 3. ฉันเคยนั่งคิดถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไรที่มีคุณค่ามากกว่ามีเงินมีทองที่อนิจจัง หรือไม่

ข้อเสนอแนะ : ข้อใดที่ได้คะแนนน้อยกว่า 4 หากต้องการพัฒนา อาจใช้ ”ทักษะสกัดเชื้อแห่งความโลภ” ช่วยได้

ทักษะสกัดเชื้อแห่งความโลภ (Greed-resisting skill)

ทักษะ นี้เป็นการกำกับควบคุมการรักเงินทองในตัวบุคคล โดยอาศัยการสำรวจตนในทางถูกต้องชอบธรรม และการตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ อันจะช่วยป้องกันและแก้ไขโรคไม่รู้จักพอซึ่งเกิดจากเชื้อแห่งความโลภได้ ตั้งแต่ต้นมือ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนดังโมเดลและคำอธิบายถัดไปนี้

The Other

โมเดล การสกัดเชื้อความโลภ
--------------------------------

1. ถามตนอย่างจริงใจ เป็นการตรวจเช็คจิตใจตนเองอย่างตรงไปตรงมาด้วยคำถามต่างๆ เพื่อกระตุ้นการยับยั้งชั่งใจ การไตร่ตรองในทางถูกต้องชอบธรรม ซึ่งจะเป็นดังภูมิคุ้มกันเชื้อแห่งความโลภไม่ให้มาครอบงำได้ ได้แก่

* ฉันคิดแต่ว่าตนเองจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง จนไม่สนใจว่าผู้อื่นจะเดือดร้อนอย่างไรบ้าง หรือไม่

* ฉันทำทุกวิถีทางเพื่อจะรวยให้ได้ จนมองข้ามความถูกต้องไป หรือไม่

* ฉันอยากได้บางอย่าง จนคิดอุบายล่อลวงเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา หรือไม่

* ฉันมีทรัพย์สินเงินทองมากกว่าแต่ก่อนก็จริง แต่ก็ยังรู้สึกไม่พอ หรือไม่

* พอได้ยินว่าใครมั่งคั่งร่ำรวย ฉันรู้สึกอิจฉาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หรือไม่

2. เลือกใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ เป็น การตั้งเป้าหมายให้ชีวิตอย่างมีสติปัญญา ด้วยตระหนักว่าชีวิตคนเรา ไม่ได้อยู่ที่การมีสิ่งของฟุ่มเฟือย แต่อยู่ที่ความสุขจากการได้ช่วยเหลือกันและกันด้วยความรัก เราอยู่ได้ เขาอยู่ได้ สังคมอยู่ได้ โลกอยู่ได้ เรียกว่า อยู่ดีมีสุขร่วมกัน

3. ยอมรับยอมเปลี่ยน เป็น การลด ละ เลิกพฤติกรรมใดๆ ที่บ่มเพาะเชื้อแห่งความโลภตั้งแต่วันนี้ ด้วยการยอมรับอย่างกล้าหาญเพื่อแก้ไขได้ทันการ หาไม่แล้วเชื้อแห่งความโลภจะครอบงำจิตใจ และจะสร้างเหตุผลจอมปลอมมาเป็นข้ออ้าง จนบางคนต้องถึงขั้นให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด ได้แก่ หยุดการค้ากำไรเกินควร เลิกค่านิยมให้สินบนหรือเงินใต้โต้ะ เป็นต้น

“วันนี้ ท่านสังเกตเห็นเชื้อแห่งความโลภเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง

เชื้อนี้เคยติดต่อมาถึงท่านหรือไม่

ท่านมีวิธีป้องกันอย่างไร”

RPG

มีจริงครับ สํานักทรงเจ้าเข้าผี ตั้งชื่อตัวเองเหมือน
พระพุทธเจ้า หากินทางหลอกลวงรับบริจาค จากสาวกงมงาย
เลี้ยงนักเลงไว้คุ้มครอง ใครพูดมากใครรู้ทัน มันจับขังคุกบ้าง
ฆ่าบ้าง ..แม่ค้าขายกล้วยแขกข้างสํานัก กว่าจะรู้ทันก็แก่ซะแล้ว
..ตบอกผาง...กูสงสัยมานานแล้วว่า ..
พระโพธิ์สัตว์ ทําใมออกลูกเป็นเฮี่ย..ผมต้องปลอบใจว่า
...ป้าอย่าไปทวงเงินบริจาคคืนเลย นึกว่าให้ทานหมามันไป

fffffffffk

The Other and Plt!!! you both will go to hell ( because both of you don,t know the trues!! about GOD in Thailand!! but If you both know! (mean) both of you telling lies to Thais!!) because god in Thailand an Evils!! and dummy! Tricks!! Thais like SHIT!!the world do know!! But about Business of course!! Money and Money!! take at much at they can from Old GID!! who very Richer in Thailand!!

คริสตชนอิสาณ

พระพุทธเจ้านับเป็นผู้หนึ่งที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ชาวโลกซึ่งพระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระเจ้าให้เกิดเป็นพระพุทธเจ้าและทำคุณประโยชน์ให้ชาวเอเซียแบบเดียวกับที่พระเยซูในทางซีกโลกตะวันตก

นี่เป็นปฐมบทของการสร้างโลกของพระเจ้าที่เราได้ใช้เผยแพร่ให้ชาวอิสาณครับ

อาบน้ำ 5 ขัน

อยู่อย่างเศร้า-โศกสันติ กินผักกินหญ้าไปประเทศไทย

วิภาดา

นิทานยอดฮิต

เอาไปเล่าหากินง่าย

............
พระเจอชาวนาไถนา หว่านข้าว

พระบอกว่าเราเหนื่อยกว่าทำนายากกว่าไถนาเพราะเราไถกิเลส

จากนั้นชาวนาก็ทึ่งในวาทะกรรม

เมื่อพากเพียรทำนา ได้ข้าวก็เลยขนเอาไปให้พระ
..............

ชาวนาเสียข้าว...แต่ได้บุญ

พระได้ข้าว ได้กุศล

ต่อมาชาวนาก็ไปบวชบ้าง..ขาคนทำนา

ชาวนาทั้งหมู่บ้านก็ไปบวช

ไม่มีข้าวกินในหมู่บ้านนี้

คนทั้งนั้ก็พากันไปไถกิเลสที่ในเมืองใหญ่ ตามตลาด ตามห้าง ชุมนุมกันอึงคนึงรอบโภคทรัพย์อันเป็นรางวัลแด่คนช่างฝัน

..........
จากนั้นก็ไม่มีใครสนใจกิจกรรมทางการเมือง การเศราฐกิจ นอกจากอภิสิทธิ์กับนายกรณ์เด็ก 2 คน ยอดนักกู้ เขายอมเป็นคนบาปให้คนที่ไถกิเลสสุขสบายต่อไป

สาธุ

วิภาดา

นิทานเรื่องที่ 2

ชาวนาเอาข้าวไปให้สมณะโพธิพันธุ์

ระหว่างทางเจอขอทานอยากกินข้าว
ชาวนาบอกว่าให้เอ็งได้บุญน้อย
ให้สมนะได้บุญมาก

...
เพื่อตนเองจะได้มากก็ต้องเก็งกำไร
อย่าให้ขอทานมันเลย
ได้น้อย

..
ยุคเก็งกำไร

ยอห์น

เห็นด้วยว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระบุตรของพระเจ้า

รากหญ้า

ชอบสำนวนเล่นคำของ คห.22
ชอบนิทานคุณวิภาดา
อยากบ้องหู the other

จบ

น้ำเน่า

คำเตือน......เสพขยะความคิดของ the other ทุกวัน ปัญญาของท่านจะน้อยลง เราเตือนคุณแล้ว

ดงดิบ

ยุบหนอ....ออกหนอ...ปชป.

เด็กวัด

พระพุทธเจ้า++++ ไม่ได้บอกให้เราต้องเชื่อ ต้องทำ ต้องปฏิบัติ ผู้ไม่ศัทธาคงห้ามอะไรไม่ได้ ธรรมะไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นบนโลกนี้ ทรงตรัสไว้ดีแล้ว อันเป็นความจริงอันประเสริฐ์ " ทางพ้นทุกข์"

!!!

ศาสดาของพวกท่านถูกคนบิดเบือนถึงเพียงนี้
พวกท่านไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยหรือ

แดงเหนือ

the other เค้าให้ออกความเห็นเกี่ยวกับพุทธศาสนา อย่าเอาคนอื่นมาพูดเปรียบเปรย ไอ้น้องอย่าให้รู้นะ ว่าอยู่แถวไหน เจอแน่

ไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์ ในพระพุทธศาสนา หมายถึง ลักษณะสามัญ ๓ ประการของสรรพสิ่งทั้งปวง ซึ่งเป็นเหมือนกฎธรรมชาติ ครอบงำสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัญลักษณะ ประกอบด้วย อนิจจา ทุกขตา และอนัตตตา
๑.อนิจจา ความไม่คงที่ ไม่ถาวร หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรเที่ยงแท้ สิ่งมีชีวิต เมื่อเกิดแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงตามวัย จากเด็กเติบโตมาเป็น
วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยชรา และตายไป สิ่งมีชีวิตก็เช่นเดียวกัน จะต้องมีการทรุดโทรม ผุกร่อน และเสื่อมโทรมไปในที่สุด
๒.ทุกขตา ความเป็นทุกข์ของสิ่งทั้งปวง คือ ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
๓.อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน ตามปกติคนทั่วไปจะมีการยึดมั่นในเรื่องตัวตน คือการยึดว่า สิ่งนั้นเป็นของเรา นี่คือเรานี่เป็นเรา แต่ในทางของพระพุทธ
ศาสนาถือว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา และไม่มีอะไรที่เป็นของเรา
ประโยชน์ของไตรลักษณ์คือ เพื่อให้มนุษย์ไม่ลุ่มหลงไม่ยึดติดยึดถือกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นของเรา ทำให้ลดอุปทานคือ การยึดมั่นยึดถือ ไม่ก่อความ
ทุกข์หรือความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ลดความเห็นแก่ตัวลง สามารถปรับตัวได้ แม้ว่าจะเกิดการพลัดพรากจากสิ่งที่พึงปรารถนาที่รักใคร่หรือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

ไตรลักษณ์

อนิจจัง แปลว่าไม่เที่ยง หมายความว่าสิ่งทั้งหลายมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไป ไม่มีความ

คงที่ตายตัว

.........ทุกขัง แปลว่าเป็นทุกข์ มีความหมายว่า สิ่งทั้งปวงมีลักษณะที่เป็นทุกข ์มองดูแล้วน่าสังเวชใจ

ทำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้ที่ไม่มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งนั้นๆ

.........อนัตตา แปลว่าไม่ใช่ตัวตน หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความหมายแห่งความ

เป็นตัวเป็นตน ไม่มีลักษณะอันใดที่จะทำให้เรายึดถือได้ว่าเป็นตัวเราของเรา ถ้าเห็นอย่างแจ่มแจ้ง

ชัดเจนถูกต้องแล้ว ความรู้สึกที่ว่า "ไม่มีตัวตน" จะเกิดขึ้นมาเองในสิ่งทั้งปวง แต่ที่เราหลงเห็นไปว่าเป็น

ตัวเป็นตนนั้น ก็เพราะความไม่รู้อย่างถูกต้องนั่นเอง

.........ขอให้ทราบว่า ลักษณะสามัญ ๓ ประการนี้ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมากกว่าคำสั่งสอนอื่นๆ

ในบรรดาคำสั่งสอนทั้งหลายจะนำมารวบยอดอยู่ที่การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ทั้งนั้น

plt

คนทุกคนเกิดมาแต่กรรมที่เคยกระทำไว้ จึงมีความแตกต่างทั้งรูปร่าง หน้าตา กริยา วาจา ฐานะ ปัญญา ไม่เหมือนกัน

เราทุกคนไม่สามารถฝืนกฏของธรรมชาติข้อนี้ได้ ถ้าไม่กระทำกรรมฝ่ายดีเพิ่มเติมเพื่อถอยห่างทิ้งระยะจากกรรมฝ่ายไม่ดี ผลของกรรมไม่ดีก็จะปรากฎได้ไว กรรมฝ่ายดีก็คือการที่ไม่ไปเบียดใครก็แล้วแต่ ด้วยกาย วาจา และใจ เป็นเบื้องต้น

คนในชาติเดียวกันยังคิดประหัตประหารกัน มันแสดงถึงว่าชาตินั้น เกิดวิปริตขึ้นมาแล้ว ความวิปริตดังกล่าว เกิดมาจากกิเลส หรือ ตัณหาสาระพัด ซึ่งทุกคนที่ยังไม่บรรลุธรรมมีด้วยกันทุกตัวตน

กิเลสที่ว่านั้นถ้าเกิดกับคนที่ไม่มีศักยภาพก็ทำลายได้น้อย แต่ที่ไปบังเกิดกับคนที่มีอำนาจ อิทธิพล ก็จะเกิดอำนาจทำลายในวงกว้าง หรือก่อกรรมหนักขึ้นมากนั่นเอง

ลองพิจารณากันเอาเองก็แล้วกันว่ามีความเป็นจริงหรือไม่ ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะคุ้มครองท่านด้วยธรรมะ

ไม่เข้าใจคนแสดงความเห็น

ไม่ค่อยแสดงความเห็นในเนื้อหาเลย
บทความเขาเขียนอย่าง
แต่บางคนแสดงความเห็นไปอีกอย่าง
งง

หลักธรรมอยู่ในพระไตรปิฏก

หลักธรรมอยู่ในพระไตรปิฏก แต่ชาวพุทธเอง กลับบบอกว่า พระไตรปิฏกไม่น่าเชื่อถือ
ปฏิบัติได้ถึงแก่นแล้วหรือ จึงอาจหาญวิจารณ์เช่นนี้
หรือแค่จินตนาการ คิดเอาเองว่าเป็นไปไม่ได้ จึงหาว่า ไร้สาระไม่น่าเชื่อถือ
นี่แหละคือ ตัวจริง ทำลายพระศาสนา

คุณรู้หรือเปล่าว่า Guinness world record เขายังยอมรับและบันทึกเป็นสถิติโลกไว้แล้ว่า
มีพระภิกษุ รูปหนึ่ง ท่านสามารถจำเนื้อหาในพระคัมภีร์ได้ทุกตัวไม่ผิดเพี้ยนถึง ๑๖๐๐๐ หน้า
อ่านว่า หนึ่งหมื่นหกพันหน้า ไม่ผิดหรอกครับ
ท่านยังมีชีวิตอยู่ ผมไม่กล้าคิดว่า ท่านเป็นอรหันต์หรือไม่ แต่ ๔๐๐ ปี ที่แล้ว พระอรหันต์คงเต็มเมือง
ท่านจึงไม่ต้องท่อง ก็สามารถบอกธรรมะได้ จึงได้จารึกเป้นพระไตรปิกกกันมาถึงทุกวันนี้
และจนถึงวันนี้ ก็ยังมีผู้ท่องจำได้ ทั้งที่พระไตรปิฏกเป็นหนังสือแล้ว
จะเชื่อได้หรือยังว่า ที่ท่องๆกันมา ไม่ได้ผิดเพี้ยน

แต่เพี้ยน เพราะ ตัวเองทำไม่ได้ แล้วก็เลยคิดว่า ไม่มีใครน่าจะทำได้
แล้วก็เลยว่าเขามั่ว
ที่สำคัญ พระท่านถือศีล ๒๒๗ ข้อ ไม่ให้อวดอุตรมนุสธรรม
การที่ให้จารึกไว้ได้ ทั้งๆที่ไม่จริง แปลว่าที่ประชุมสงฆ์นั้น ผิดศีลทุกองค์ แล้วก็อวดอุตรมนุสธรรมทุกรูป ต้องขาดจากความเป็นพระ เพราะแค่บทสวดธััมมจักกัปปวัตตนะสูตร ก็พูดเรื่องสวรรค์อย่างโน้นอย่างนี้

อย่าทำบาปต่อไปอีกเลยครับ

ผมเองยังปฏิบัติธรรมไม่ถึงไหน แค่เพียงฝุ่นในเล็บ ไม่อาจเทียบกับแผ่นดินทั้งโลก
แต่ก็ยังรู้สึกได้ ในความอัศจรรย์แห่งธรรมปฏิบัติ และพยายามดัดนิสัยตัวเองเหลือเกินให้ตั้งใจมากกว่านี้
แต่เพียงเท่านี้ ก็เชื่อแล้วว่า นรก สวรรค์มีจริง และพระไตรปิฏกคือ เนื้อแท้จริงๆครับ

ตอบคุณ

ตอบคุณ อิอิอิไม่กร๊ากๆๆๆๆ(กลัวตกนรก)

๑.น่าเสียดายที่บอกว่า เป็นคนหนึ่งที่ได้ดูดาวธรรม แต่แปลกใจ ทำไมไม่เห็นธรรม
เห็นแค่ว่า "ทำบุญ" แล้วก็หยุดแค่นั้น คนเป็นแสนๆคนที่กลับมาเป้นคนดี
ล่าสุด ไอ้จ่อย จากเด็กเกเรที่กลายมาเป็นประธานนักเรียน
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะการทำบุญ นี่แหละครับ ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินจากดาวธรรมบ้างหรือครับ

๒.การปฏิบัติธรรม ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อการบรรลุธรรม ไม่เคยเห็นในดาวธรรมบ้างหรือครับ
ถ้าเคยเห็น เคยดู แล้วเคยลองทำดูบ้างไหมครับ ชาวต่างชาติ ใครต่อใคร เขายืนยันกันมากมาย
หลายคน ถึงกับยอมมาบวชด้วยซ้ำ
คุณล่ะ เห็นแต่ว่า วัดชวน "ทำบุญ" อีกแล้ว เท่านั้นหรือ

๓.ถ้ากล้าจริง คือต้องกล้าพิสูจน์สิครับ ลองทำดูสิครับ เรื่องการนั่งสมาธิแบบธรรมกาย
และถ้าแน่จริง กล้าจริง เข้าพรรษานี้ ไปบวชที่วัดพระธรรมกายเลยไหมครับ
ไปอยู่ไปดูให้รู้แจ้งเห้นจริงไปเลยดีกว่านะครับ ว่า ที่วัดพระธรรมกาย โฟกัสอะไรกันแน่
บวชฟรีด้วยนะครับ ก็เพราะ โฟกัส ที่ชวน ทำบุญ อีกนั่นแหละครับ
จึงมีเงิน มีปัจจัย มาให้คนบวชฟรี ครับ

๔.พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านทำเพื่อพระพุทธศาสนาขนาดนี้ จึงได้ทำให้ สมเด็จมหารัชมังคลาจารย์(ฝ่ายมหานิกาย)และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์(ฝ่ายธรรมยุต) ได้มาร่วมเป็นประธานในวันคุ้มครอง ๒๒ เมษายนที่ผ่านมา พร้อมกับพระราชาคณะ พระสังฆาธิการ เจ้าอาวาสกว่า ๓๐๐๐๐๐ วัดทั่วประเทศ อ่านว่า สามหมื่นวัด ครับ รวมสงฆ์กว่า แสนรูป ซึ่งไม่น่าจะมีใครเคยทำได้ นับแต่มีประเทศไทยมาก็ว่าได้ นี่ก็เพราะ โฟกัส ที่ ทำบุญ อีกนั่นแหละครับ

๕.ตั้งใจดูดาวธรรมใหม่ เถอะครับ แล้ว ก็ลองขยายโฟกัส เรื่องทำบุญ ออกไปอีก ว่า ใน บุญที่ทำกันมานั้น ได้สร้างอะไรออกไปอีกบ้าง แล้วคุณจะเข้าใจว่า คนเข้าวัดพระธรรมกายทำไมมีกันทั่วโลก จากวัดเล็กๆ จนคนมากันเป็นแสน จากทั่วทุกมุมโลก ขนาดระดับนายกรัฐมนตรีศรีลังกา ยังมาร่วมงานมาฆบูชาเป็นการส่วนตัว
ดร.ไมเคิล โนเบล ทายาทรุ่นที่ ๔ ของเจ้าของรางวัลโนเบล ที่นักวิชาการสุดยอดของโลกอยากได้ ทำไมจึงต้องบินมาที่วัดพระธรรมกาย

แล้วจะได้เลิกกลัวตกนรกนะครับ

คนเราทำบุญไปเพื่ออะไร?

คนเราทำบุญไปเพื่ออะไร? จุดมุ่งหมายของการทำบุญคืออะไร? ทำแล้วได้ไปสวรรค์หรือ?

ไอ้คนที่พร่ำสอนคุณน่ะ

ไอ้คนที่พร่ำสอนคุณน่ะ ผมเห็นมันรวยโคตรเลย นับวันก็ยิ่งรวยโคตร ไม่เห็นว่าจะยอมพอตรงไหนเลย

ไอ้คนที่พร่ำสอนคุณน่ะ

ไอ้คนที่พร่ำสอนคุณน่ะ ผมเห็นมันรวยโคตรเลย นับวันก็ยิ่งรวยโคตร ไม่เห็นว่าจะยอมพอตรงไหนเลย