ข้อสังเกตบางประการจากละครอิงประวัติศาสตร์เกาหลี 'ซอนต๊อก'

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทางโทรทัศน์ช่อง 3 ได้นำเอาละครอิงประวัติศาสตร์จากประเทศเกาหลีหลายต่อหลายเรื่องมาให้เราได้รับชม ละครเหล่านี้มีเรื่องราวที่แตกต่างหลากหลายกันไปเช่น เรื่องของการทำอาหารและหมอผู้หญิงในละครเรื่อง 'แดจังกึม' ที่นับว่าเป็นการเปิดศักราชให้กับละครที่มาจากประเทศนี้ ตามติดมาด้วยอีกหลายเรื่องที่สามารถยึดครองเวลาช่วงหัวค่ำของหลายๆ ครอบครัวไปได้ ละครอิงประวัติศาสตร์เหล่านี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับการเมืองในราชวงศ์เกาหลีในหลายยุคหลายสมัยที่แก่งแย่งชิงดีและเล่ห์เหลี่ยมที่สลับซับซ้อนและละครที่กำลังฉายในขณะนี้ก็เช่นกัน เรื่องของ 'ซอนต๊อก' มหาราชินีที่ทำให้แคว้นชิลลาสามารถรวมเอาแคว้นอื่นๆ เข้ามาไว้ในอำนาจได้ แต่กว่าที่จะสำเร็จลงก็ต้องผ่านอุปสรรคและเกมการเมืองต่างๆ มาอย่างมากมาย บทความชิ้นนี้เป็นเพียงข้อสังเกตบางส่วนระหว่างที่ได้รับชมละครเรื่องนี้และนำมาโยงเข้ากับความรู้ทางประวัติศาสตร์และสังคมที่ผู้เขียนพอจะมีอยู่บ้างเท่านั้น


ปฏิทิน ความรู้ และอำนาจ

ช่วงประวัติศาสตร์ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะปรากฏขึ้นทำให้ผู้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยกับสิ่งแวดล้อมรายรอบตัวหรือแม้แต่กับตัวมนุษย์เอง เราคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าอำนาจที่มาจากการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติเป็นอำนาจสำคัญที่ทำให้การสถาปนาอำนาจของผู้นำในสังคมเกิดขึ้นได้ และยิ่งการสามารถติดต่อสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้แสดงอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาก็ยิ่งทำให้ผู้นำคนนั้นมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเกมการเมืองในอดีตจึงมักจะพุ่งเป้าไปที่การทำตัวเป็นผู้มีความสามารถพิเศษเหนือผู้อื่น ผู้ปกครองจำเป็นต้องแสดงตัวให้ประชาชนใต้อาณัติของตนเห็นว่าตนเองนั้นได้รับอำนาจจากสวรรค์หรืออะไรก็ตามที่จะปกครองพวกเขาเหล่านั้นได้

สนามแรกของการต่อสู้ระหว่างซอนต๊อกกับอดีตพระสนมมีซิลจึงเกิดขึ้นจากความคิดดังกล่าวเช่นกัน มีซิลไม่เพียงแต่กุมอำนาจในทางการเมืองเอาไว้เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นธิดาเทพผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับสวรรค์และทำนายโชคชะตาของบ้านเมืองได้อีกด้วย การมีอยู่ของอำนาจที่มองไม่เห็นเหนือมวลชนที่ศรัทธาต่อสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับมีซิลเสมอมาโดยที่ทุกคนก็ยังคงเชื่อว่าอำนาจของนางมาจากการติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติจริงๆ

แต่ในความเป็นจริงแล้วนางก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ค้นพบประโยชน์ของปฏิทินร้อยปีในการพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ล่วงหน้าและนำมันมาใช้ประโยชน์เท่านั้นเอง จนเมื่อต๊อกมานค้นพบความลับดังกล่าวจึงได้นำมันมาใช้บ้างโดยอ้างว่าตนเองเป็นผู้ที่สวรรค์ส่งมาให้กับแคว้นชิลลาแทนพระขนิษฏาที่ถูกมีซิลลอบสังหารไป ต๊อกมานได้นำก้อนหินไปฝังเอาไว้กลางเมืองและใส่เมล็ดถั่วที่ชุ่มน้ำรองเอาไว้ข้างใต้ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเมล็ดถั่วก็เริ่มงอกและดันให้ก้อนหินที่สลักคำพยากรณ์เกี่ยวกับต๊อกมานโผล่ขึ้นมาปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ประชาชนทุกคนยกเว้นมีซิลที่รู้เท่าทันแผนการดังกล่าว ในเวลาประจวบเหมาะกับที่ปฏิทินกล่าวว่าจะมีสุริคลาสต๊อกมานก็ได้ปรากฏกายขึ้นเพื่ออ้างถึงความชอบธรรมที่สวรรค์บันดาลให้นาง นั่นนับเป็นการเปิดตัวต๊อกมานครั้งแรกเพื่อลงสู่สนามการเมืองกับมีซิลอย่างสง่างาม

การครอบงำในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกยุคทุกสมัยได้นำมาใช้และคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังคงมีพลังอย่างยิ่งสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการและปรับปรุงบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสังคมที่มีกรอบคิดแบบวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น การอ้างเพียงแค่ความเป็น "ผู้รู้" ที่มีมากกว่าบุคคลอื่นๆอาจเป็นไปไม่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความรู้หลากหลายแบบ ไม่มีใครที่จะสามารถประกาศตัวเองได้อีกแล้วว่าเป็นผู้ที่สามารถหยั่งรู้และติดต่อกับเทพเจ้าได้ แต่ทุกสิ่งย่อมจะมีการพัฒนา เราจึงมักจะเห็นความคิดที่เคารพผู้อาวุโส ความคิดที่ว่าคนดีย่อมจะเป็นคนที่เหมาะสมต่อสังคม ความคิดที่คนกลุ่มหนึ่งแสดงตัวว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เหนือกว่าคนกลุ่มอื่นๆ และสมควรจะได้รับอำนาจในการปกครอง สิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาครอบงำเราอยู่เสมอและทำให้เราข้ามไปไม่พ้นความเชื่อดังกล่าว จนในที่สุดมันได้ขยายตัวกลายมาเป็นจารีตหรือกฎเกณฑ์หรืออะไรก็ตามที่ส่งผลต่อการจัดระเบียบทางสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่คนที่เอ่ยอ้างตนเองเหล่านี้ต้องการ

นอกจากการใช้ความรู้มาสถาปนาตนเองให้มีอำนาจในสังคมแล้ว สงครามข่าวลือก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่หลายต่อหลายครั้งในละครเรื่องนี้ ข่าวลือเป็นอาวุธที่ทรงพลังและพื้นฐานที่สุดในการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายไปได้ ใบปลิว ข้อความที่ปิดอยู่ทั่วเมืองหรือแม้แต่การกระซิบปากต่อปากสามารถทำให้เหตุการณ์เป็นไปตามที่ผู้สร้างสถานการณ์ได้คาดเดาเอาไว้ การใช้ใบปลิวของต๊อกมานหลังจากที่มีซิลก่อการกบฏได้ทำให้ชาวบ้านเริ่มตั้งคำถามต่อการกระทำของรัฐบาลที่ใช้อำนาจทหารในการควบคุมเสรีภาพในการพูดหรือแม้แต่การชุมนุม หรือการใช้สงครามข่าวลือว่าองค์หญิงต๊อกมานจะวางยาพิษในแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองที่มีซิลตั้งมั่นต่อสู้ในฐานกบฏก่อได้ทำให้กำลังของนางลดดน้อยลงไปและต้องพ่ายแพ้ในที่สุดโดยที่ไม่ต้องมีการสู้รบเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่ในขณะเดียวกันคุณความดีที่มีของข่าวลือก็ยังทำให้บัลลังก์ของราชินีซอนต๊อกต้องสั่นคลอนอีกครั้งหลังจากที่ฝ่ายศัตรูต้องการจะโค่นล้มพระนางโดยการใช้ข้อความที่ลอยมากับเรือศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่าจะมีพระราชาองค์ใหม่ เราจึงอาจจะกล่าวได้ว่ากลการเมืองประเภทนี้มีทั้งข้อดีและข้อด้อยสำหรับผู้กุมอำนาจในมือ มันอาจเป็นทั้งสิ่งที่จะทำให้อิทธิพลของเขาเหล่านี้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกันมันก็อาจเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนได้หากมันอยู่ในมือของฝ่ายศัตรู

ในโลกปัจจุบันที่ข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและแพร่หลายในวงกว้างจึงไม่เพียงแต่ทำให้ผู้มีอำนาจสามารถใช้มันเป็นช่องทางในการทำให้ประชาชนเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ แต่เขาเหล่านี้ก็ต้องพยายามอย่างหนักเช่นกันที่จะควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้ การใช้ข่าวลือจึงเป็นอีกเกมหนึ่งที่ผู้มีอำนาจมักใช้ต่อประชาชนเพื่อให้เป้าหมายของตนเองไปตามที่ปรารถนา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามที่จะจำกัดไม่ให้มีคนกลุ่มอื่นเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐเผด็จการจำนวนมากมีท่าทีที่แข็งกร้าวอย่างยิ่งต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อสารมวลชนในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตน ขณะที่การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐก็ยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้นเพื่อให้สังคมได้ตระหนักแบบผิดๆ ว่าพวกเขากำลังอยู่ในโลกแห่งความสุขและจงเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐบาลต่อไป

เผ่าคายา : คนชายขอบกับสังคม

ชนเผ่าคายาเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในแคว้นชิลลามาก่อนแต่กลับถูกทำให้มีสถานภาพเหมือนกับพลเมืองชั้นสองของแคว้นชิลลาที่ถูกผลักออกจากสังคมตลอดมา ตอนที่มีซิลยังเรืองอำนาจในฐานะของพระสนมและธิดาเทพ นางได้ใช้อำนาจที่สามารถติดต่อกับสวรรค์ในการบอกคำพยากรณ์ที่ว่าจะต้องขับไล่ชนเผ่านี้ออกไปอยู่นอกเขตเมืองหลวง ชนเผ่าคายาจึงเป็นคนกลุ่มที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่เสมอมาและต้องมีชีวิตอย่างยากลำบากหลายสิบปี จนทำให้ต้องมีการตั้งกลุ่มกู้ชาติขึ้นมา หัวหน้ากลุ่มที่นำโดยแวยาที่เป็นเจ้าชายของชนเผ่าได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยองค์หญิงต๊อกมานและผลักดันให้คิมยูซินที่เป็นคนเชื้อสายคายาเหมือนกันและยังเป็นทหารคนสนิทขององค์หญิงได้ขึ้นเป็นพระราชาเพื่อทำให้เผ่าคายาได้มีอำนาจ ในท้ายที่สุดเขาไม่ประสบผลสำเร็จแต่ได้รับการเจรจาจากองค์หญิงต๊อกมานซึ่งในขณะนั้นได้มีสถานะเป็นพระราชินีซอนต๊อกแล้ว เนื้อหาการเจรจามีอยู่ว่าเขาจะต้องสลายตัวกลุ่มกู้ชาติคายานี้และเข้าร่วมในกองทัพของพระนาง โดยข้อแลกเปลี่ยนคือพระราชินีซอนต๊อกจะช่วยให้ชาวคายาได้มีสถานภาพที่ดีขึ้น ในที่สุดแวยายอมตกลงและมอบรายชื่อของกลุ่มกู้ชาติทั้งหมดให้กับทางการ แต่พระราชินีซอนต๊อกได้เผารายชื่อนั้นจนหมดและกล่าวว่าต่อแต่นี้ไปจะไม่มีเผ่าคายา เพราะทุกคนจะเป็นลูกหลานชิลลาของพระองค์ทั้งหมด

บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการทำให้เผ่าคายาต้องสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง แต่ตัวผู้เขียนกลับคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ท่ามกลางปัญหาของการแบ่งแยกระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่มีสถานภาพไม่เท่าเทียมกัน ความพยายามที่จะแบ่งแยกของรัฐจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายขึ้นไปอีก การจะระบุสัญชาติหรือเชื้อสายของแต่ละคนว่าใครเป็นกลุ่มไหนไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถจัดการได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการยักย้ายถ่ายเทและผสมปนเปกันระหว่างเชื้อชาติไปหมด ทางออกที่เราจะทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันโดยที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวคือการก้าวข้ามไปให้พ้นกับอคติของเชื้อชาติและตระหนักว่าเรากำลังอยู่บนผืนดินเดียวกัน

ภายใต้ความเป็นไทยที่เรากำลังชื่นชมนั้น มีหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าความเป็นไทยแท้จริงแล้วคืออะไร มันคือเรื่องของเชื้อชาติ อัตลักษณ์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่หรือแม้แต่อาหารประจำชาติหรือไม่ เราไม่อาจจะระบุลงไปได้แน่ชัดว่าอะไรคือไทย แต่ตอนนี้เรากลับกำลังใช้คำนี้ในการแบ่งแยกคนแต่ละกลุ่มออกไปจากสังคม เรากำลังเบียดขับและผลักดันให้คนที่ไม่ใช่คนไทยหรือไม่มีความเป็นไทยไปอยู่ในที่อื่น คำถามคือถ้าเช่นนั้นใครควรจะเป็นคนไทยบ้าง? ชาวกระเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บนดอยสูงในเขตภาคเหนือ โสเภณีชาวอีสานที่กำลังขายบริการแลกเงินจากนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่เด็กสาวที่สังคมประณามว่าเป็นเด็กใจแตกที่กำลังตั้งครรภ์ ทั้งหมดนี้เราเรียกว่าเป็นคนไทยและเรียกว่าเป็นความภูมิใจของไทยได้หรือไม่ ความเป็นไทยไม่เพียงแต่เป็นการเสนอด้านที่ดีให้กับคนอื่นได้รับรู้ แต่มันหมายถึงการที่เราตระหนักว่าเรากำลังอยู่ร่วมกับใครและเพื่ออะไร หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่แค่การกล่าวประณามด่าทอคนที่ไม่ใช่คนไทยและไม่ทำตัวเป็นไทย แต่หน้าที่ของเราคือการที่ยอมรับและช่วยกันหาทางออก

ปัญหาของการที่คนกลุ่มหนึ่งถูกทำให้เป็นคนชายขอบจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องของเชื้อชาติเท่านั้น แต่มันยังขยายไปสู่กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนาจากสังคมอีกด้วย ขณะนี้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงถูกอีกฝ่ายปักป้ายเป็นความไม่เป็นไทยที่ควรจะถูกขับไล่ออกไปนอกประเทศ ทำให้เกิดคำถามขึ้นอย่างมากมายว่าความเป็นไทยคืออะไร มันคือห้างสรรพสินค้าที่ถูกเผา? คือความสงบเรียบร้อยที่ถูกโบกทับอยู่บนความขัดแย้ง? หรือการที่เขาเหล่านั้นชูป้ายของอดีตนายกที่ถูกประณามว่าโกงกินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ?

เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับปัญหาดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้นเพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกคัดสรรเอาแต่กลุ่มบุคคลที่น่าพอใจมาร่วมความเป็นสังคมไทย แต่เราควรจะตระหนักเสียทีถึงแก่นแท้ความเป็นไทยว่าจริงๆแล้วมันคืออะไรและมันมีอยู่หรือไม่ บางสิ่งอาจจะถูกสร้างขึ้นมาได้ดังที่ได้กล่าวในข้างต้นเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่เป็นจริงและสามารถจับต้องได้คือสังคมที่เรากำลังอยู่ร่วมกัน

 

Comments

อ่านบทความคุณแล้ว

อ่านบทความคุณแล้ว สรุปได้ว่าคุณกำลังสือสารให้ทราบว่าอย่าผลักดันคนเสื้อแดงให้เป็นคนชายขอบ ผมอ่านแล้วสรุปได้อย่างนี้นะ แต่ผมมีมุมมองที่แตกต่าง ผมมองเห็นว่ากลุ่มทุนฝ่ายทักษิณกำลังใช้คนเสื้อแดงเป็นบันใด เป็นเหยื่อ เพื่อผลักดันให้กลุ่มตนเองกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ทำหลายยุทธวิธีเช่น การใช้สือในการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้การข่มขู่ด้วยการสร้างสถานการณ์ยิง M 79 ใช้เงินหว่านในการดึงตัว สส มิให้ย้ายพรรค ประเด็นสำคัญก็คือการมอมเมาประชาชนให้แตกแยกทางชนชั้น แบ่งคนจนว่าเป็นพวกไพร่ แบ่งคนรวย คนชั้นกลาง ชี้ให้เห็นว่าเป็นอภิสิทธิ์ชน มีการดำเนินการสองมาตรฐาน เมื่อมีคนตายจากการชุมนุม ก็ตั้งธงกล่าวหาไว้ก่อนว่ารัฐบาลและทหารเป็นคนทำ ทั้งหมดนี้เป็นยุทธวิธีการก่อให้เกิดการแตกแยกในสังคม แม้แต่สถาบันกษัตริย์ ศาล ก็ถูกดึงมาเชื่อมโยงโจมตี เพื่อหวังผลอำนาจทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเองจากเครือข่ายของกลุ่มทักษิณฝ่ายตนเอง

คน wrote:อ่านบทความคุณแล้ว

[quote=คน]อ่านบทความคุณแล้ว สรุปได้ว่าคุณกำลังสือสารให้ทราบว่าอย่าผลักดันคนเสื้อแดงให้เป็นคนชายขอบ ผมอ่านแล้วสรุปได้อย่างนี้นะ แต่ผมมีมุมมองที่แตกต่าง ผมมองเห็นว่ากลุ่มทุนฝ่ายทักษิณกำลังใช้คนเสื้อแดงเป็นบันใด เป็นเหยื่อ เพื่อผลักดันให้กลุ่มตนเองกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ทำหลายยุทธวิธีเช่น การใช้สือในการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้การข่มขู่ด้วยการสร้างสถานการณ์ยิง M 79 ใช้เงินหว่านในการดึงตัว สส มิให้ย้ายพรรค ประเด็นสำคัญก็คือการมอมเมาประชาชนให้แตกแยกทางชนชั้น แบ่งคนจนว่าเป็นพวกไพร่ แบ่งคนรวย คนชั้นกลาง ชี้ให้เห็นว่าเป็นอภิสิทธิ์ชน มีการดำเนินการสองมาตรฐาน เมื่อมีคนตายจากการชุมนุม ก็ตั้งธงกล่าวหาไว้ก่อนว่ารัฐบาลและทหารเป็นคนทำ ทั้งหมดนี้เป็นยุทธวิธีการก่อให้เกิดการแตกแยกในสังคม แม้แต่สถาบันกษัตริย์ ศาล ก็ถูกดึงมาเชื่อมโยงโจมตี เพื่อหวังผลอำนาจทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเองจากเครือข่ายของกลุ่มทักษิณฝ่ายตนเอง[/quote]

สรุปว่าไม่อาจมองเห็นสิ่งที่ทักษิณถูกกระทำ
ไม่อาจมองเห็นว่าการกระทำของคนแรกเป็นการสร้างความแตกแยก กลับบอกว่าเพื่อชาติ
(ไม่รู้ว่าเพื่อชาติ หรือเพื่อใคร ...คำว่า "ชาติ" หมายถึงอะไร?)
แต่มองเห็นการกระทำของของคนที่สองนั้น ทำให้แตกแยกและเป็นสิ่งต้องห้าม

ใครๆมันก็หวังอำนาจทางการเมืองกัน
แต่ทักษิณนั้นอย่าว่าแต่หวังผลทางการเมืองเลย
แค่เคลียร์ข้อกล่าวหาต่างๆยังไม่มีโอกาสเลย
ฝนทุกหยด ปลาทุกตัว และทุกสิ่งในประเทศนี้มีเจ้าของ

บางสิ่งบางอย่างบอกกับเราว่าเราเป็นเพียงผู้อาศัย
จงภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ในการได้เป็นผู้อาศัยนี้

Ignorance (among the masses)

[b]Ignorance (among the masses) always subserve the privilege's authority.[/b]

[color=brown]วิธีควบคุมฝูงชนไว้ในกำมือที่ดีที่สุด ดียิ่งกว่าการข่มขุ่ด้วยอาวุธหรือโบยตี คือ ทำให้พวกเขาโง่เขลา

วิธีที่ดีที่สุดที่จะสยบฝูงชน มิใช่การทำให้พวกเขาหัวหดด้วยความหวาดกลัวโทษทัณฑ์ แต่คือการทำให้พวกเขาปรีดาปราโมทย์ต่อการอยู่ภายใต้การควบคุม

ผู้ปกครองยุคแล้วยุคเล่าต่างพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะทำให้[b]ไพร่ทาสโง่เขลาเท่าที่จะทำได้[/b] การศึกษาจึงเป็นเรื่องต้องห้าม ยกเว้นอภิสิทธิชน

แล้วผู้ปกครองก็จะแต่งนิทานขึ้นมาทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้วิเศษ เป็นsaviourที่สวรรค์ส่งลงมาทำให้พวกเขาอยู่รอด พวกเขาจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องsaviour ต้องสวดบทสรรเสริญsaviour ใครที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อความเป็นsaviourย่อมเป็นอื่นใดไม่ได้นอกจากแม่มด ต้องได้รับโทษโดยการเผาทั้งเป็น

ในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วิชารัฐศาสตร์, วิชาเศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาต้องห้าม มิให้มีการเรียนการสอนแม้แต่ในมหาวิทยาลัยอย่างจุฬาฯ เพิ่งจะมีการเรียนการสอนหลังหลวงประดิษฐ์ฯก่อตั้งธรรมศาสตร์ให้เป็นตลาดวิชาเปิด

หลังเปลี่ยนแปลงฯ แม้มิอาจห้ามฝูงชนเข้าถึงการศึกษา แต่ก็ยังมีความพยายามสร้าง"ชุดความรู้"พิเศษผ่านวิชาประวัติศาสตร์(โปรดดู
บทบรรณาธิการ ฟ้าเดียวกัน: “ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย
) และบรรจงฝังลงในหัวฝูงชนกันทั่วหน้า รวมทั้งการห้ามตั้งคำถามข้อสงสัยใดๆกับชุดความรู้ดังกล่าว

เมื่อฝูงชนยอมรับเอาชุดความรุ้พิเศษนี้เข้าไป มันก็กลายตัวเป็น"ความจริง"ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ ไม่มีข้อสงสัย นอกจากเชื่อ, เชื่อ และเชื่อ มันผู้ใดที่บังอาจลุกขึ้นมาสงสัยหรือคัดค้านก็พบจุดจบอย่างที่เห็นในประวัติศาสตร์

แม้เวลาจะล่วงเลยยุคของแคว้นชิลลา, แพกเจ มาหลายร้อยปี แม้มีซิลจะตายไปหลายรอบแล้ว แต่วิชาความรู้ที่มีซิลทิ้งไว้ให้ ยังคงอยู่ อย่างน้อยก็ในนครสารขัณฑ์ว่า [b]ความไม่รู้(ของไพร่)คืออำนาจ(ของอภิสิทธิชน)[/b][/color]

อ่านบทความของคุณภัทรัตน์

อ่านบทความของคุณภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์ แล้วทำให้คิดถึง webboard prachatai ..
เพราะจำได้ว่าเคยมีสมาชิกสุภาพสตรีท่านหนึ่งชักชวนเพื่อนร่วมเวบให้ดูละครชุดนี้
กรรณิกาเป็นคนหนึ่งที่ได้ชมละครซอนต๊อก ตามคำแนะนำของเพื่อนท่านนั้นค่ะ :)

และก็ชอบบทความนี้นะคะ
ผู้เขียนมีเทคนิคการเขียนที่ชวนอ่าน ชวนคิดติดตามให้เกิดวิสัยทัศน์ในหลากมิติ-หลายแง่มุม
ละครเรื่องนี้มีมุมคิดข้อหนึ่งที่ว่าผู้หญิงฉลาด มักใช้(อิทธิพล)ความเป็นผู้หญิง
ซึมแทรกอยู่ในอารมณ์และความมีเหตุผลระดับลึกๆของผู้คนใกล้ตัว
คล้ายชนิดของพื้นดินที่รองรับเมล็ดพันธุ์ ซึมแทรกสารอาหารและหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต
ให้เจริญเติบโตตามสภาพและคุณภาพของดิน ในยุคสมัยนั้นๆ

ปัจจุบัน..วิทยาศาสตร์ทำให้กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติแปรสภาพไปในหลายทิศทาง
เห็นอะไร ฟังอะไร ก็ต้องใช้วิจารณญาณ..เข้มข้นหน่อย

บางคนก็สรุปว่า

บางคนก็สรุปว่า "ทักษิณถูกกระทำ"

แต่ไม่เคยพูดถึงว่า "ทักษิณ ทำร้าย ทำลาย อะไรในประเทศนี้บ้าง"

ทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และ กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

"เป้าหมาย"

"เป้าหมาย" การสร้างหนังอิงประวัติศาสตร์ของเกาหลี กับของไทยอาจจะแตกต่างกัน
เราไม่รู้ว่าหนังพระนเรศวรจะออกมาเป็นเช่นใด...แต่คงคาดเดาได้ไม่ยาก

ผมดูหนังอิงประวัติศาสตร์เรื่องก่อน "สุริโยทัย" อย่างไม่สบายใจนัก
คนเชื้อสายจีนถูกนำเสนอ เหมือนเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเลวทรามของการเมืองสมัยนั้น
บังเอิญนายกฯเมืองไทยก็มักจะมีเชื้อสายจีนเสียด้วย...แล้วจะให้หมายความว่าอย่างไร

หนังเรื่อง "แสงศตวรรษ" ถูกเซ็นเซอร์ตัดออกบางตอนเพราะกลัวเสียภาพพจน์ของแพทย์
แต่คนเชื้อสายจีนในไทยไม่มีโอกาสเช่นนั้น ในการเซ็นเซอร์หนังอิงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่

ผมเชื่อว่ามีคนไม่น้อยรู้สึกเช่นเดียวกันกับผม นอกเสียจากว่าเพลินกับฉากจนมองข้ามประเด็นไป

ยังเชื่อมั่นในตัวคุณทักษิณ

ยังเชื่อมั่นในตัวคุณทักษิณ อย่างน้อยเขาก็ทำให้ประชาธิปไตยมีจริงและความยุติธรรมเกิดได้ในประเทศไทยนี้

ก๊วยเจ๋ง wrote:บางคนก็สรุปว่า

[quote=ก๊วยเจ๋ง]บางคนก็สรุปว่า "ทักษิณถูกกระทำ"

แต่ไม่เคยพูดถึงว่า "ทักษิณ ทำร้าย ทำลาย อะไรในประเทศนี้บ้าง"

ทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และ กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต[/quote]

ใช่เห็นด้วยกับคุณก๊วยเจ๋ง เพราะปัจจุบันไม่มีทักษิน แต่ก็มีคนที่สานต่อในการทำร้าย ทำลายประเทศไทย คือ รัฐบวยหัวคานนี้ไง อิอิอิ

ไพร่ฟ้าหน้าหม่นหมอง

[quote=ไพร่ฟ้าหน้าหม่นหมอง][quote=ก๊วยเจ๋ง]บางคนก็สรุปว่า "ทักษิณถูกกระทำ"

แต่ไม่เคยพูดถึงว่า "ทักษิณ ทำร้าย ทำลาย อะไรในประเทศนี้บ้าง"

ทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และ กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต[/quote]

ใช่เห็นด้วยกับคุณก๊วยเจ๋ง เพราะปัจจุบันไม่มีทักษิน แต่ก็มีคนที่สานต่อในการทำร้าย ทำลายประเทศไทย คือ รัฐบวยหัวคานนี้ไง อิอิอิ[/quote]

===========================================
ก็ยังดี ที่ยังรู้ ยังเห็นด้วยว่า "ทักษิณ เคยทำร้าย ทำลาย อะไรในประเทศนี้บ้าง"

ส่วนเรื่อง "รัฐบวยหัวคาน" ของคุณเนี่ย...เดี๋ยวเขาก็จากไปตามวาระของเขา....ถ้าเขาจะกลับมาด้วยพลังศรัทธาของประชาชน หรือ ระบบอุปถัมภ์....ก็สุดแล้วแต่ เช่น หลายๆ ท่าน ในพรรค ปชป.ที่ไม่เคยสอบตกเลยสักสมัยเดียว....หรือ สส.หลายๆ คนของพรรคเพื่อไทย (โดยเฉพาะภาคอิสาน)....ที่ไม่เคยสอบตกเลยสักสมัยเดียว...ทั้งที่บางคนภาพลักษณ์ และการกระทำแย่มาก....ทีนี้ทำไงกันดีล่ะคุณ ช่วยกันคิดซิ!

ในละครซอนต๊อก

ในละครซอนต๊อก เหล่าเสนาบดีผู้มีอำนาจฝ่ายมีซิล เอารัดเอาเปรียบประชาชน กอบโกยผลประโยชน์เพื่อพวกตน ทำทุกวิถีทางที่จะรักษาอำนาจไว้ โฆษณาชวนเชื่อให้เข้าใจผิด ใส่ร้ายฝ่ายตรงกันข้ามว่าเป็นกบฏแล้วในที่สุด พวกตนก่อกบฏเสียเอง ทักษิณ กับพีดาม ก็เช่นเดียวกันถึงไม่ใช่คนดี วิเศษอะไรมากมาย แต่ก็ไม่ใช่คนเลว ที่สำคัญเป็นคนที่ทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ประชาชนรากหญ้าส่วนใหญ่ของประเทศได้กินอิ่ม นอนอุ่น ซึ่งรัฐบวยหัวคานชุดนี้ทำไม่ได้อย่างที่ทักษิณเคยทำ

คนสมัยยุคละครน้ำเน่า

คนสมัยยุคละครน้ำเน่า หนังฮอลลี่วูดนี่อินกับหนังมากกว่าชีวิตจริง

หนังมันมีผู้กำกับ ชีวิตจริงนี่ใครเป็นผู้กำกับ ใครคือคนเขียนบท

เรื่องจริงหรือจินตนาการของผู้สร้าง ก็ไม่รู้

แดจังกึมมีจริงในประวัติศาสตร์เกาหลีที่ไหน ราชวงศ์เกาหลีมีจริงหรือ ทำไมหายไป

ดูเอามันส์ก็พอ อย่าอินมาก

อยากจะเพิ่มตอนที่ซอนต๊อกถามมี

อยากจะเพิ่มตอนที่ซอนต๊อกถามมีซิลเข้าไปด้วยว่าท่านปกครองบ้านเมืองมาก็ตั้งนานแล้ว ท่านทั้งฉลาดและอัจฉริยะแต่ทำไมประชาชนถึงไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นมาเลย นี่ควรจะเป็นคำถามที่เราถามรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย ในเมื่อคนที่มีอำนาจไม่ได้ตระหนักเลยว่าอำนาจของตนมาจากใครและควรทำเพื่อใคร ประชาชนก็ไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาเลย เมื่อทุกคนเอาแต่เเอบอ้างตัวว่าเป็นคนดีมีศีลธรรมไม่โกงกิน มันไม่พอกับสังคมที่กำลังเดินมาถึงทางตัน

ต่างคนต่างกล่าวหาคนอื่น.

ต่างคนต่างกล่าวหาคนอื่น. ยกคนที่ตนชอบ เหยียบคนที่ตนชัง.โฆษณาชวนเชื่อ ให้เชื่อมั่นศรัทธาต่อการบริหารประเทศมีจีดีพีสูง จะอยู่กันอย่างเป็นสุข อยู่อย่างพอเพียงเลี้ยงตัวได้ แข็งกร้าวต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ห้ามเสนอข่าวสารวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ชูธงประณามว่าอดีตนายกคนหนึ่งโคตรโกงที่สุดในประวัติชาติไทย-ทั้งที่ความจรืง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น.
ตอนนี้ไม่มีสถาบันใดหลงเหลือให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาได้อิก..ไม่ว่าสถาบันตุลาการ-สถาบันทหาร-สถาบันสื่อ-สถาบันนักการเมือง-...
.ทหารไม่รู้จักหน้าที่ป้องกันประเทศ
ตุลาการไม่รู้จักหน้าที่ผดุงความยุติธรรม ความเที่ยงธรรม ความเสมอภาค พิจารณาตัดสินอรรถคดีตีความให้ต้องด้วยหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักประชาธิปไตย
สื่อไม่ทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตามความจริงรอบด้านทั่วถึง ไม่ฟังเสียงประชาชน คอยลบความคิดเห็นของประชาชนทางเว็บไซท์ คอยแต่สดับตรับฟังเสียงของรัฐบาลเผด็จการ
นักการเมืองไม่ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน ไม่มีอุดมการณ์ คิดอ่านแต่เรื่องอำนาจผลประโยชน์ คอยผละหนีตีจากต้นไม้ที่ไร้ผลไร้ใบ ไม่อาจเป็นที่พึ่งพาอาศัย.
ประเทศไทยเจริญยาก เพราะมีแต่คนเห็นแก่ตัวแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน คอยเตะขา กัดน่อง ย่องเบา กล่าวหาว่าคนนั้นเลว คนโน้นโกง คนนี้ไม่จงรักภักดี ไม่มีใครดีเลย นอกจากตน. ทำผิดไม่ยอมรับผิด คนอื่นทำผิดนิดหน่อย จะเป็นจะตายเสียให้ได้ จะต้องลงโทษทัณฑ์ทันทีไม่มีลดราวาศอก แต่ตนทำผิดใหญ่หลวง หาทางโกหกปกปิดความจริง ทำเมินเฉย

ศุโขทัย

[quote=ศุโขทัย]ต่างคนต่างกล่าวหาคนอื่น. ยกคนที่ตนชอบ เหยียบคนที่ตนชัง.โฆษณาชวนเชื่อ ให้เชื่อมั่นศรัทธาต่อการบริหารประเทศมีจีดีพีสูง จะอยู่กันอย่างเป็นสุข อยู่อย่างพอเพียงเลี้ยงตัวได้ แข็งกร้าวต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ห้ามเสนอข่าวสารวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ชูธงประณามว่าอดีตนายกคนหนึ่งโคตรโกงที่สุดในประวัติชาติไทย-ทั้งที่ความจรืง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น.
ตอนนี้ไม่มีสถาบันใดหลงเหลือให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาได้อิก..ไม่ว่าสถาบันตุลาการ-สถาบันทหาร-สถาบันสื่อ-สถาบันนักการเมือง-...
.ทหารไม่รู้จักหน้าที่ป้องกันประเทศ
ตุลาการไม่รู้จักหน้าที่ผดุงความยุติธรรม ความเที่ยงธรรม ความเสมอภาค พิจารณาตัดสินอรรถคดีตีความให้ต้องด้วยหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักประชาธิปไตย
สื่อไม่ทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตามความจริงรอบด้านทั่วถึง ไม่ฟังเสียงประชาชน คอยลบความคิดเห็นของประชาชนทางเว็บไซท์ คอยแต่สดับตรับฟังเสียงของรัฐบาลเผด็จการ
นักการเมืองไม่ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน ไม่มีอุดมการณ์ คิดอ่านแต่เรื่องอำนาจผลประโยชน์ คอยผละหนีตีจากต้นไม้ที่ไร้ผลไร้ใบ ไม่อาจเป็นที่พึ่งพาอาศัย.
ประเทศไทยเจริญยาก เพราะมีแต่คนเห็นแก่ตัวแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน คอยเตะขา กัดน่อง ย่องเบา กล่าวหาว่าคนนั้นเลว คนโน้นโกง คนนี้ไม่จงรักภักดี ไม่มีใครดีเลย นอกจากตน. ทำผิดไม่ยอมรับผิด คนอื่นทำผิดนิดหน่อย จะเป็นจะตายเสียให้ได้ จะต้องลงโทษทัณฑ์ทันทีไม่มีลดราวาศอก แต่ตนทำผิดใหญ่หลวง หาทางโกหกปกปิดความจริง ทำเมินเฉย[/quote]

มีชายคนหนึ่งหมดเนื้อหมดตัวไม่เหลือเงินแม้หนึ่งแป๊ะ
แต่เขามีโอกาสชุบตัวในบ่อเงินบ่อทองเหมืองพระสังข์
เขาได้มนต์วิเศษจากนางยักษ์ตนใด ไม่มีใครเอ่ยขานเรื่องเหล่านั้นได้
เขาได้สิทธิชั้นสูงเทียบชั้นเหล่าเทพ ร่ายมนตร์วิเศษให้ทุกสิ่งเป็นไปตามปรารถนา
เขาได้ทำการร่ายมนต์เรียกหาความชั่วร้ายทั้วแผ่นดิน เคลื่อนย้ายสู่คนไม่พึงปรารถนาคนหนึ่ง
คนๆนั้นไม่อาจอยู่ในแผ่นดินได้ต่อไป ต้องเดินทางไปพร้อมกับการแบกรับสิ่งชั่วร้ายทั้งแผ่นดินเอาไว้

เมืองนี้ไม่มีสิ่งชั่วร้ายอีกต่อไป นับเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงของชายคนนั้น
เมืองนี้แสนดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว บนต้นมะม่วงยังมีมดส้ม

ประวัติศาสตร์ ก็ คือ

ประวัติศาสตร์ ก็ คือ ประวัติศาสตร์

บางประเทศประวัติศาสตร์เหมือนเรื่องโกหก

บางประเทศเขียนเอาไว้หลายเล่มหลายสำนวน

แล้วแต่ว่าฝักไฝ่ฝ่ายไหน

อย่างเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราชของชาติไทย

มีตั้งแต่ฉบับหลวง

ฉบับชาวบ้านว่าไว้

ฉบับนั่งทางใน

ผลออกมาไม่ตรงกันสักเล่ม

ความจริงก็คือความจริง

สักวันหนึ่งต้องปรากฏให้เห็น

แล้วจะมีทั้งคนหัวเราะและร้องไห้

ตั้ง 258 ปี แล้วยังไม่หมดอายุความเลย

คนเขียนรู้จัก

คนเขียนรู้จัก นำเสนอและเปรียบเทียบ แล้วนำสู่ "สิ่งที่ต้องการสื่อ"

แต่ทำได้อย่างไม่น่าเกลียด ไม่หวือหวา ไม่จ้วงจาบ หยาบช้า น่าสรรเสริญ ว่าไม่เอียงข้างจนเกินเหตุ มีตรรกะ และวิธีคิดที่ชาญฉลาด

การวิวาทะกรรม ทำให้เจริญสติ เพราะมันแสดงถึงภูมิปัญญาของผู้พูด

มันแสดงถึง "ข้าง" แสดงถึง "สี"

แต่ทุกสิ่งคือสิ่งสมมุติ

ตายไปก็เอาไปไม่ได้

เจริญพรแด่ทุกท่าน

ศุโขทัย

[quote=ศุโขทัย]ต่างคนต่างกล่าวหาคนอื่น. ยกคนที่ตนชอบ เหยียบคนที่ตนชัง.โฆษณาชวนเชื่อ ให้เชื่อมั่นศรัทธาต่อการบริหารประเทศมีจีดีพีสูง จะอยู่กันอย่างเป็นสุข อยู่อย่างพอเพียงเลี้ยงตัวได้ แข็งกร้าวต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ห้ามเสนอข่าวสารวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ชูธงประณามว่าอดีตนายกคนหนึ่งโคตรโกงที่สุดในประวัติชาติไทย-ทั้งที่ความจรืง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น.
ตอนนี้ไม่มีสถาบันใดหลงเหลือให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาได้อิก..ไม่ว่าสถาบันตุลาการ-สถาบันทหาร-สถาบันสื่อ-สถาบันนักการเมือง-...
.ทหารไม่รู้จักหน้าที่ป้องกันประเทศ
ตุลาการไม่รู้จักหน้าที่ผดุงความยุติธรรม ความเที่ยงธรรม ความเสมอภาค พิจารณาตัดสินอรรถคดีตีความให้ต้องด้วยหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักประชาธิปไตย
สื่อไม่ทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตามความจริงรอบด้านทั่วถึง ไม่ฟังเสียงประชาชน คอยลบความคิดเห็นของประชาชนทางเว็บไซท์ คอยแต่สดับตรับฟังเสียงของรัฐบาลเผด็จการ
นักการเมืองไม่ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน ไม่มีอุดมการณ์ คิดอ่านแต่เรื่องอำนาจผลประโยชน์ คอยผละหนีตีจากต้นไม้ที่ไร้ผลไร้ใบ ไม่อาจเป็นที่พึ่งพาอาศัย.
ประเทศไทยเจริญยาก เพราะมีแต่คนเห็นแก่ตัวแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน คอยเตะขา กัดน่อง ย่องเบา กล่าวหาว่าคนนั้นเลว คนโน้นโกง คนนี้ไม่จงรักภักดี ไม่มีใครดีเลย นอกจากตน. ทำผิดไม่ยอมรับผิด คนอื่นทำผิดนิดหน่อย จะเป็นจะตายเสียให้ได้ จะต้องลงโทษทัณฑ์ทันทีไม่มีลดราวาศอก แต่ตนทำผิดใหญ่หลวง หาทางโกหกปกปิดความจริง ทำเมินเฉย[/quote]

ครายคือตัวพ่อ แห่ง ทุน นิยม กระแสเงินตราที่แม้แต่จ้างผีให้โม่แป้งได้

อำนาจ นี่เสพติดจริงหนอ

การเป็นผู้กระทำ กับการเป็นผู้กระทำ

สำนวน(ลูก)ฝรั่งว่าไว้ ทีฮูทีอิท "ทีเองข้าไม่ว่า ทีข้าเองอย่าโวย"

กรรมใดใครก่อ ย่อมหนีกฎแห่งกรรมไปไม่พ้นไม่ว่า "สี" ไหนทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะ"คนอดีต" หรือ "คนปัจจุบัน" ก็หนีความจริงไม่ได้ เพราะความขั่วไม่มีวันตาย แต่คนทำชั่วต้องตายทุกคน

เพียงแต่จะตกนรกทั้งเป็น หรือว่า ตายไปตกนรกเท่านั้น

เจริญพร

อยากให้ผู้เขียนได้ทำงานให้หนั

อยากให้ผู้เขียนได้ทำงานให้หนักกว่านี้ก่อนที่จะเผยแพร่ทัศนะ ไม่มีข้อวิจารณ์เรื่องทัศนะเป็นเป็นเรื่องในเชิงคุณค่าที่แต่ละจะให้ความหมาย แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ต้องทำงานหนักให้มากกว่านี้ เช่น การรวบรวมสามแคว้นไม่ได้สำเร็จในรัชสมัยพระนางซ็อนต๊อก แต่มาเสร็จสิ้นในรัชสมัยของคุณชายชุนซู (ชื่อในขณะที่ยังไม่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์) อีกประการที่สำคัญ (ได้อ่านคราวๆๆในบทความ) ชนเผ่าคาย่าไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยในแคว้นชินลา คุณต้องเข้าใจลำดับขึ้นของการก่อร่างสร้างอาณาจักของเกาหลีที่เริ่มจากยุคชนเผ่า แว่นแคว้น อาณาจักร และรัฐชาติ คาย่ามีสถานะเป็นชนเผ่าขนาดใหญ่ชนเผ่าหนึ่งที่มีจำนวนประชากรในชนเผ่าถึง 2 แสนคน โดยสรุปแม้ทัศนะที่คุณให้จะดีหรือเลวก็ตามแต่ข้อเท็จจริงสำคัญไม่เเพ้กับทัศนะที่คุณต้องให้ความสำคัญ เมื่อคุณต้องมีงานเขียนเผยแพร่ออกมาในที่สาธารณะ

ขอบคุณ

ในญี่ปุ่นมีฐานทัพอเมริกัน

ในญี่ปุ่นมีฐานทัพอเมริกัน ในเกาหลีมีฐานทัพอเมริกัน
ในไทยมีสินค้าเกาหลี ญี่ปุ่น และอเมริกัน
ในไทยมีบันเทิงแนวเกาหลี ญี่ปุ่นและอเมริกัน
ปัจจุบันเกาหลีมีจักรพรรดินี ญี่ปุ่นมีจักรพรรดิ์
ไทยและญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง
นายกรัฐมนตรีไทยสองคนเป็นอดีตทูตไทยประจำอเมริกา
...นายกทักษิณถูกรัฐประหารขณะประชุม UN ที่อเมริกา และถูกกล่าวหาหลายคดี มีนโยบายรวมอาเซียนและสร้างเอเซียบอน
...นายกญี่ปุ่นลาออกเพราะไม่สามารถทำให้สหรัฐถอนฐานทัพ
...นายกเกาหลีที่มีนโยบายปรองดองกับเกาหลีใต้ถูกกล่าวหาว่าทุจริตและโดดหน้าผาปลิดชีวิต