อุ่นเครื่องเรื่องศาลโลก: ความคืบหน้าคดีปราสาทพระวิหาร

ข่าวที่กัมพูชาขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) “ตีความ” คำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 เริ่มกลับมาอุ่นตัวอีกครั้งในต้นปี พ.ศ.2555 แต่เมื่อรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสื่อมวลชนดูจะยังไม่สร่างจากการพักปีใหม่ ผู้เขียนจึงจำต้องฝากข้อมูลให้ประชาชนเตรียมอุ่นเครื่องเรื่องศาลโลกไว้ 3 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่ 1: ศาลโลกจะมีคำพิพากษาในเดือนกุมภาพันธ์นี้จริงหรือ ? เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา สื่อมวลชนไทยหลายสำนักได้รายงานคำสัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำนองว่า เนื่องจากจะมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะผู้พิพากษาศาลโลกในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และเพื่อไม่ให้การพิพากษาคดีคาบเกี่ยวกับช่วงการเปลี่ยนแปลงองค์คณะ จึงคาดว่าศาลโลกจะมีคำพิพากษาภายในเดือนกุมภาพันธ์ (ดูข่าว เช่น http://bit.ly/yyofVV, http://bit.ly/umw72E, http://on.fb.me/tgYHAP, http://bit.ly/rtZARS) ผู้เขียนเห็นว่ารายงานข่าวดังกล่าวเป็นการนำเสนอที่ผิดพลาดและหละหลวม เพราะข้อเท็จจริงปรากฎชัดเจนว่าศาลโลกจะยังไม่มีคำพิพากษาภายในเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ประการแรก ศาลโลกได้แจ้งให้ทั้งไทยและกัมพูชาทราบแล้วว่า ศาลได้อนุญาตให้ไทยและกัมพูชายื่นบันทึกคำอธิบายเพิ่มเติม (further written explanations) โดยฝ่ายกัมพูชายื่นได้ภายในวันที่ 8 มีนาคม 2555 และฝ่ายไทยยื่นได้ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2555 กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ กระบวนพิจารณาของศาลในคดีนี้จะยังคงใช้เวลาอย่างน้อยไปถึงปลายปี 2555 หลังที่ไทยได้ยื่นเอกสารดังกล่าว (ซึ่งหลังจากนั้นทนายความอาจขอให้ศาลอนุญาตให้คู่ความแถลงชี้แจงเป็นวาจาต่อศาลอีกรอบก็เป็นได้) ทั้งนี้ การที่ศาลอนุญาตให้มีการส่งเอกสารเพิ่มเติมดังกล่าว ถือเป็นเรื่องปกติที่ถูกต้องตามระเบียบศาล (Rules of Court) ข้อที่ 98 วรรคสี่ โดยศาลอาจอนุญาตเห็นว่ายังมีประเด็นที่คู่ความต้องโต้เถียงหักล้างกันต่อเนื่องจากบันทึกข้อสังเกต (written observations) ซึ่งไทยและกัมพูชาได้ยื่นต่อศาลไปแล้ว โดยฉบับของไทยมีรายละเอียดกว่าพันหน้า หรืออีกนัยหนึ่งก็อาจเป็นความพยายามของคู่ความในการเพิ่มเวลาการเจรจานอกศาล เช่น เจรจาถอนคดีเพื่อลดความเสี่ยงของผลคำพิพากษาก็เป็นได้ ทั้งนี้ ศาลโลกได้ออกเอกสารข่าวดังกล่าวไปตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2554 (http://www.icj-cij.org/docket/files/151/16843.pdf) ประการที่สอง เหตุผลของนายอภิสิทธิ์ (ตามรายงานข่าว) ที่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะผู้พิพากษาศาลโลกในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็เป็นเหตุผลที่คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงเช่นกัน เพราะระเบียบวิธีพิจารณาของศาลโลกไม่มีเรื่อง “การเปลี่ยนองค์คณะ” ในเดือนกุมภาพันธ์ตามที่ข่าวอ้าง กล่าวคือ ผู้พิพากษาศาลโลกที่เข้ารับตำแหน่งตามวาระก็ต้องร่วมเป็นองค์คณะพิจารณาทุกคดีจนครบวาระเว้นมีเหตุเฉพาะ เช่น ถอนตัวจากคดี หรือ มีกระบวนพิจารณาเร่งด่วน (Chamber of Summary Procedure) ศาลโลกจึงแตกต่างจากศาลในประเทศที่อาจมีการจ่ายสำนวนให้ผู้พิพากษาสามคนจากหลายคนเป็น “องค์คณะ” ในคดีหนึ่งคดีใดเป็นการเฉพาะ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ในเดือนกุมภาพันธ์ตามระเบียบของศาลโลกก็คือ “การสิ้นวาระดำรงตำแหน่ง” ของผู้พิพากษาศาลโลกบางรายซึ่งไม่ได้เข้าออกจากตำแหน่งในศาลโลกพร้อมกัน กระนั้นก็ดี องค์การสหประชาชาติได้ดำเนินการคัดเลือกผู้พิพากษาที่จะมีวาระดำรงตำแหน่งเริ่มจากเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ปลายปี 2554 แล้ว (http://bit.ly/tNSTEF) ทั้งนี้ ผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งครบวาระมีทั้งสิ้นห้าราย แต่มีสามรายในนั้นที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระ และมีสองรายที่พ้นจากวาระ (ทั้งสองรายเป็นฝ่ายเสียงข้างมากที่ลงมติให้ไทยและกัมพูชาถอนกำลังทหารตามคำสั่งมาตรการชั่วคราว) อย่างไรก็ตาม ธรรมนูญศาลโลก ข้อ 13 วรรคสาม ประกอบกับระเบียบศาลข้อที่ 33 โดยทั่วไปก็เปิดช่องให้ผู้พิพากษารายเดิมที่พิจารณาคดีค้างอยู่สามารถนั่งพิจารณาจนช่วงคดีเสร็จสิ้นแม้ตนจะพ้นวาระไปแล้วก็ตาม ประการที่สาม แม้หากจะไม่พิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงเหตุผลสองประการที่กล่าวมา บุคคลธรรมดาที่แม้จะไม่ได้เป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชน หากสำรวจตรรกะเบื้องต้นให้ดีสักครู่ ก็จะพบว่าการที่ศาลจะเร่งพิจารณาคดีของศาลให้เสร็จภายในไม่กี่เดือนเพื่อให้คดีจบทันการสิ้นวาระของผู้พิพากษานั้น ฟังจะขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ว่า ปัจจุบันมีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยศาลโลกอยู่ไม่น้อยกว่าสิบคดี และแต่ละคดีใช้เวลาไม่น้อยกว่าสองถึงสามปี ดังนั้น ตรรกะที่ว่าศาลจะพยายามทำให้ทุกคดีเสร็จสิ้นภายในเวลาอีกไม่กี่เดือนได้นั้นย่อมน่าเคลือบแคลงยิ่งนัก จากเหตุผลสามประการที่กล่าวมา หากนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ตรงตามข่าวจริง คงต้องเห็นใจที่ปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศของนายอภิสิทธิ์ที่หละหลวมจนทำให้บุคคลระดับผู้นำฝ่ายค้านและอดีตผู้นำประเทศ “ปล่อยไก่” ต้อนรับปีใหม่มาทั้งเล้า อย่าลืมว่านายอภิสิทธิ์คนเดียวกันนี้เคยได้ให้สัมภาษณ์เรื่อง “การถอนตัวภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ” ไปก่อนการเลือกตั้ง แต่หลังเลือกตั้งพอน้ำท่วมมรดกโลกที่อยุธยากลับปรากฎว่าไทยไม่เคยถอนตัวดังที่หลายคนเข้าใจ (http://on.fb.me/mJX3b2 ) ส่วนที่ปรึกษาฝ่ายรัฐบาลเองก็น่าเห็นใจเช่นกัน เพราะดูท่าจะยังไล่ไก่เข้าเล้าไม่ทัน เห็นได้จากการที่ นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้คำสัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ โดยเน้นโจมตีแต่เรื่องรัฐบาลชุดเก่า แต่กลับไม่มีรายงานว่านางฐิติมาได้แก้ไขข้อมูลคลาดเคลื่อนชุดใหม่ให้ประชาชนเข้าใจให้ถูกต้องหรือไม่ (เช่น http://bit.ly/A3mgyP และ http://bit.ly/yLhnj7) ยิ่งหากจะมีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่รู้และเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่กลับสงวนเนื้อสงวนคำหรือไม่มีการประสานงานระหว่างกันจนปล่อยให้โฆษกรัฐบาลทำงานอย่างไร้ข้อมูล ก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย ยังมิพักที่ต้องเห็นใจสื่อมวลชนไทยที่ทำข่าวเหนื่อยมาตลอดช่วงปลายปี ยังไม่ทันสร่างจากพักปีใหม่ ก็พลาดท่าไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาข่าวย้อนหลังจนรายงานข่าวขัดแย้งให้ประชาชนสับสนแต่ต้นปี ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนโปรดอุ่นเครื่องและรู้ให้ลึกยิ่งกว่านักการเมืองและสื่อมวลชนไทยว่า ศาลโลกจะยังไม่พิพากษาคดีในเดือนกุมภาพันธ์นี้อย่างแน่นอน ประเด็นที่ 2: ไทยยังมีข้อพิพาทอยู่กับกัมพูชาในศาลโลกจริงหรือ ? คำถามนี้อาจฟังดูแล้วน่าฉงน แต่ขอฝากให้บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ตลอดจนสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ทั้งหลายนำไปอุ่นเครื่องเตรียมการกล่าวอ้างให้ระมัดระวังว่า ในทางกฎหมายนั้น หากจะกล่าวอ้างให้ถูกต้องตรงกับสิ่งที่ไทยได้แถลงต่อศาลไปก่อนหน้านี้ ย่อมต้องถือว่าไทยไม่มีข้อพิพาทกับกัมพูชาที่เกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา พ.ศ. 2505 แต่อย่างใด เพราะสำหรับไทยแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวมีความชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดน และไทยก็เห็นว่ากัมพูชาได้รับทราบและเข้าใจคำพิพากษาชัดเจนต้องตรงกัน และอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบโดยยึดแนวรั้วลวดหนามรอบปราสาทมากว่าสี่สิบปี แต่ฝ่ายกัมพูชากลับมาตีประเด็นให้ศาลหลงเข้าใจว่าไทยและกัมพูชาอ่านคำพิพากษาคนละแบบมาตลอด ซึ่งไทยย่อมปฎิเสธว่าไม่เป็นความจริง ผู้เขียนย้ำว่า แม้คำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2554 ย่อหน้าที่ 31 จะสรุปประเด็นการตีความคำพิพากษา “ที่มีมูล” (appears to exist) ไว้สามประเด็น คือ (1) เรื่องบริเวณใกล้เคียงรอบตัวปราสาท (vicinity) (2) เรื่องความต่อเนื่องของพันธกรณีในการถอนทหารและเคารพอธิปไตย และ (3) เรื่องสถานะของแผนที่และเส้นเขตแดน แต่กฎหมายก็เปิดช่องให้ศาลยังคงสามารถปฎิเสธที่จะรับตีความประเด็นใดประเด็นหนึ่งหรือทั้งหมดได้ หากศาลพบว่าแท้จริงแล้วคู่ความได้มีความเข้าใจคำพิพากษาตรงกัน หรือประเด็นที่กัมพูชาขอให้ตีความนั้นเกินเลยไปจากขอบเขตของคำพิพากษาเดิม ดังนั้น หากผู้ใดต้องการจะร่วมสงวนท่าทีของไทยให้สอดคล้องกับข้อต่อสู้ที่ไทยแถลงไปต่อศาลโลก แทนที่จะไปกล่าวหรือรายงานว่าไทยกับกัมพูชามีข้อพิพาทเกี่ยวกับคำพิพากษา หรือเห็นไม่ตรงกันจนทำให้ศาลโลกต้องกลับมาตีความ ก็ควรจะเปลี่ยนเสียใหม่เป็นว่า ไทยเห็นว่าไทยกับกัมพูชาเข้าใจขอบเขตและความหมายของคำพิพากษาตรงกันมาโดยตลอด แต่กัมพูชามากลับลำตีประเด็นเรื่องเขตแดนภายหลัง ดังนั้น เมื่อไทยกับกัมพูชาเข้าใจขอบเขตและความหมายของคำพิพากษาตรงกัน อีกเรื่องเขตแดนยังเกินเลยขอบเขตของคำพิพากาษเดิม ศาลโลกย่อมไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปตีความคำพิพากษาได้ ประเด็นที่ 3: การถอนกำลังทหารให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโลกละเมิดอธิปไตยไทยจริงหรือ ? เมื่อมีข่าวว่าไทยและกัมพูชาพร้อมจะร่วมมือกันปฏิบัติตาม “คำสั่งมาตรการชั่วคราว” ของศาลโลก โดยการถอน (หรือ “ปรับ”) กำลังทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ก็มีผู้ห่วงใยเริ่มทักท้วงว่าหากไทยปฏิบัติตาม ย่อมถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยเพราะการถอนทหารกินบริเวณมาในเขตของไทยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงใยท้วงติงว่า ก่อนที่รัฐบาลจะไปดำเนินการตกลงกับกัมพูชาเพื่อถอนหรือปรับกำลังทหารนั้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาและรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เสียก่อน ผู้เขียนเกรงว่าความห่วงใยและหวังดีดังกล่าวอาจไม่ได้ตั้งอยู่บนความแตกฉานในข้อกฎหมาย ดังนี้ ประการแรก การปฏิบัติตามคำสั่งศาลเพื่อเคารพเขตปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าว เป็นเพียงเรื่องมาตรการชั่วคราวที่มุ่งป้องกันการปะทะกันด้วยอาวุธ ซึ่งไทยและกัมพูชามีสิทธิขอให้ศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หากมีเหตุผลจำเป็น ที่สำคัญ พิกัดที่ศาลใช้กำหนดเขตปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าว มิได้มีผลทางกฎหมายต่อเขตแดนแต่อย่างใด ดังที่ศาลได้ย้ำอย่างชัดเจนในคำสั่งหลายครั้ง (เช่น ย่อหน้าที่ 21, 38 และ 61) ว่าการพิจารณาออกคำสั่งครั้งนี้ ศาลย่อมไม่ก้าวเข้าไปวินิจฉัยประเด็นที่กัมพูชาอ้างว่าดินแดนส่วนใดเป็นของใครหรือเขตแดนจะต้องเป็นไปตามเส้นหรือแผนที่ใด (ประเด็นที่คนไทยควรรู้เกี่ยวกับคำสั่งศาลโลก โปรดดู http://on.fb.me/ovWF6a) นอกจากนี้ เพียงการที่ทหารไทยยืนหรือไม่ยืนอยู่ ณ จุดใด มิได้เป็นเครื่องวัดว่าไทยมีอธิปไตยเหนือพื้นที่นั้นหรือไม่แต่อย่างใด ประการที่สอง รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ไม่ได้บัญญัติถึงกรณีการปฎิบัติตามคำสั่งศาลโลก และแม้จะมีผู้ตีความว่าไทยและกัมพูชาจะถอนหรือปรับกำลังตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศก็ดี แต่หากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำข้อตกลงเพื่อประสานงานในทางบริหารเป็นการชั่วคราว โดยการอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารโดยแท้ เช่น การควบคุมเคลื่อนย้ายกำลังพล การดังกล่าวก็มิต้องด้วยกรณีของมาตรา 190 ในทางกลับกัน การพยายามยัดเยียดให้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการใช้อำนาจที่เป็นของฝ่ายบริหารโดยแท้ เช่น การควบคุมเคลื่อนย้ายกำลังพลทหาร ตกอยู่ภายใต้อำนาจนิติบัญญัติหรือตุลาการตามมาตรา 190 จะกลับกลายเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจและความรับผิดชอบในทางประชาธิปไตย และชักนำให้เกิดภาวะความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินในที่สุด ประการที่สาม การยก “อำนาจอธิปไตย” ขึ้นอ้างอย่างพร่ำเพรื่อโดยที่ผู้อ้างไม่เข้าใจถึงความหมายของคำดังกล่าวย่อมเป็นกับดักที่อันตรายยิ่งนัก ในโลกปัจจุบันแทบจะไม่มี “อำนาจอธิปไตยเด็ดขาด” หลงเหลืออีกแล้ว มีแต่เพียง “อำนาจอธิปไตย” ภายใต้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ การที่ไทยและกัมพูชายอมปฎิบัติตามคำสั่งศาลโลกก็ไม่ใช่เพราะถูกบังคับหรือเพื่อสมยอมแก่ใคร แต่เพื่อยินยอมให้เจ้าของ “อำนาจอธิปไตย” ทุกหมู่เหล่าอยู่ร่วมบนโลกใบนี้ได้อย่างสงบสุข ตามที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงผูกพันทางกฎหมายไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ การที่ไทยเข้าทำสนธิสัญญาดังกล่าวเสียอีก กลับเป็นเครื่องยืนยันว่าไทยพร้อมที่จะใช้ “อำนาจอธิปไตย” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรักษา “อำนาจอธิปไตย” ของไทยไว้ให้คงอยู่ร่วมกับ “อำนาจอธิปไตย” ของผู้อื่น อย่างเสมอภาค ยุติธรรมและไม่เบียดเบียนกัน (รายละเอียดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย และมาตรา 190 โปรดดู http://bit.ly/AbacnL) หมายเหตุ: ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร ศึกษาได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/temple

Comments

ผมอ่านที่วีรพัฒน์เขียนมาแล้ว

ผมอ่านที่วีรพัฒน์เขียนมาแล้ว ข้องใจประเด็นที่๓ การถอนกำลังทหารตามคำสั่งศาลโลก

ผมว่า...ถ้าชาติต่างๆที่อ้างอธิปไตยเหนือดินแดนพิพาททั่วโลก เขาตีความว่าคำสั่งศาลโลกไม่ขัดแย้งกับอธิปไตยเหนือดินแดนพิพาทของเขากับคู่พิพาท อย่างที่วีรพัฒน์ตีความ

...การถอนทหารจากดินแดนพิพาทตามคำสั่งศาลโลก คงเป็นที่นิยมปฏิบัติกันโดยรัฐบาลต่างๆทั่วโลก....

แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในโลก มันกลับกันไม่ใช่หรือครับ.....เท่าที่ได้ยินมา..ยังไม่มีประเทศไหนสมัครใจยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกประเด็นนี้เลย บางกรณียูเอ็นต้องส่งทหารไปแยกคู่พิพาทด้วยซ้ำไป

ประชาชนชาวไทยคงไม่อยากได้รับเกียรติเป็นประเทศแรกในเรื่องนี้นะครับ...

ศาลโลกมันเป็นเวทีบ้านๆของเขมรครับ...ส่วนเวทีตัดสินนั้นมันอยู่ที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ

ผมยังมองไม่ออกว่า มหาอำนาจห้าชาตินั้นจะพร้อมใจกันลงคะแนนเป็นลบให้กับประเทศไทยได้อย่างไร....อย่างไรเสียต้องมีชาติหนึ่งวีโต้แน่นอน ไม่จีนก็อเมริกา....

ผมว่าเรื่องสำคัญอยู่ที่ข้อเท็

ผมว่าเรื่องสำคัญอยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า พื้นที่บริเวณปราสาทเป็นอธิปไตยของไทยหรือไม่ ดินก้อนเดียวของเรา เราไม่โยนไปให้เขา ดินก้อนเดียวของเขา เราไม่ควรไปเกเรยึดมันมาเหมือนกัน สมัยทำสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ไทยกับฝรั่งเศษ ในบริเวณที่ปัจจุบันกลายเป็นกำพูชา ทำในสมัยที่ การเขียนแผนที่ยังไม่แม่นยำ ไม่มีดาวเทียม เส้นเขาสันปันน้ำในแผนที่ จึงมีความคลาดเคลื่อน แต่หากแผนที่ยึดแนวสันเขา ก็คงต้องยึดแนวสันเขา และปราสาทอยู่ฝั่งเรา ชัดเจน ยกเว้นฝรั่งเศษมันรู้มาก กำหนดบริเวณปราสาทไว้ฝั่งเขมรเป็นการเฉพาะ บริเวณปราสาท ก็เป็นของเขมร

น้อง I Pad

น้อง I Pad อุ่นเครื่องอยู่ไหนเนี่ย?...
อย่าอุ่นนานนักนะ เด๋วเครื่องเหนียว อิอิอิ

บางกอก

[quote=บางกอก]ผมอ่านที่วีรพัฒน์เขียนมาแล้ว ข้องใจประเด็นที่๓ การถอนกำลังทหารตามคำสั่งศาลโลก

ผมว่า...ถ้าชาติต่างๆที่อ้างอธิปไตยเหนือดินแดนพิพาททั่วโลก เขาตีความว่าคำสั่งศาลโลกไม่ขัดแย้งกับอธิปไตยเหนือดินแดนพิพาทของเขากับคู่พิพาท อย่างที่วีรพัฒน์ตีความ

...การถอนทหารจากดินแดนพิพาทตามคำสั่งศาลโลก คงเป็นที่นิยมปฏิบัติกันโดยรัฐบาลต่างๆทั่วโลก....

แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในโลก มันกลับกันไม่ใช่หรือครับ.....เท่าที่ได้ยินมา..ยังไม่มีประเทศไหนสมัครใจยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกประเด็นนี้เลย บางกรณียูเอ็นต้องส่งทหารไปแยกคู่พิพาทด้วยซ้ำไป

ประชาชนชาวไทยคงไม่อยากได้รับเกียรติเป็นประเทศแรกในเรื่องนี้นะครับ...

ศาลโลกมันเป็นเวทีบ้านๆของเขมรครับ...ส่วนเวทีตัดสินนั้นมันอยู่ที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ

ผมยังมองไม่ออกว่า มหาอำนาจห้าชาตินั้นจะพร้อมใจกันลงคะแนนเป็นลบให้กับประเทศไทยได้อย่างไร....อย่างไรเสียต้องมีชาติหนึ่งวีโต้แน่นอน ไม่จีนก็อเมริกา....[/quote]

ถ้ายังหลับตาฝันถึงเตี่ย หรืออาเฮียพี่ใหญ่ว่าจะมาช่วยตี๋น้อยไทย ฝันถึงคุณพ่อฝรั่งว่าจะเลือกข้างลูกไทย ไม่เลือกข้างเขมรละก็ ช่วยตื่นจากฝันทีเหอะฮัฟ
ทั้งอาเตี่ยมังกรทั้งปาป้าแยงกี้แกก็เห็น ดช. กพช. เป็นลูกแกอีกคนเหมือนกัน ซ้ำร้าย ในสายตาแก ยังเป็นลูกน้อยน่าสงสารมากกว่า ดช. ไทย (ที่มีภาพว่าชอบรังแกเด็กตัวเล็กกว่า) เสียอีก

---------------------

ในห้องนอนหลานสาวผมที่กลางผืนแผ่นดินไทยห้องหนึ่ง ไม่มีตะหานไทยยืนยามอยู่ในนั้นซักกะครึ่งคนเลย แปลว่า ห้องนอนห้องนั้นหลุดพ้นจากอำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยอันเป็นที่ร้ากกกกกกก ของเราไปแล้วรึไงฮัฟ?

Monopot

Monopot (visitor)
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
เอาให้แน่?
จะเอาแนวสันเขา
จะเอาแนวหน้าผา
จะเอาแนวสันปันน้ำ
เอาให้แน่สักอย่าง แล้วจะมีข้อถกเถียงกันได้อย่างเป็นที่ยุติ
เดี๋ยวก้อจะได้ใช้อารมย์กันแบบ อะตอม ไอแพด บางกอก กันเข่อีก ตะแบงกันไปเรื่อยเพียงเพราะความ"อยากได้"เท่านั้

แนวสันเขาครับท่าน

แนวสันเขาครับท่าน สันเขากับสันปันน้ำมันสันเดียวกัน
แต่คนละอย่างกับสันดานดิบ 555

ถึง Monopot

ถึง Monopot (visitor)
........................................................................
หุหุ และแล้ว สันดานเดิมก้อผลุด
เอาอีกแล้ว...
รู้ไว้สันปันน้ำที่แบ่งเขตแดนม๊เส้นเดียว แต่สันเขามีได้หลายเส้น
เดี๋ยวก้อได้มาตะแบงกันได้อีก ตกลงจะเอาสันไหน
สันดานดิบอะไรอ่ะน่ะ
อย่ามาสร้างวาทะกรรม สร้างสำนวนเลว ๆ อะไรอีกเลย
แค่นี้ประเทศเสียหายเพราะพวกมรึงมามากมายแล้ว
ขอเถอะพูดอะไรให้ดี ๆ
หากจะพูดส่อเสียดเสียดสีกันแล้ว คุณกะผมนั้นไม่แน่ใจใครจะปากจัดกว่ากัน
อ่านบทความที่เขานำเสนอให้ละเอียดละออ ให้รอยคอบ แล้วมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมีเหุมีผลจะดีกว่าการตีสำนวน น่ะ น่ะ น่ะพ่อทูนหัวกล้วย

สันเดียวกันล่ะครับ ยืนยัน

สันเดียวกันล่ะครับ ยืนยัน สันปันน้ำก็เป็นสถาพภูมิศาสตร์หนึ่ง มีหลายสันเหมือนกัน หลายครั้งเขาก็ใช้สภาพทางภูมิศาสตร์ในการกำหนดเขตแดนนะครับ เช่นแนวเขา หรือลำห้วย
ไอ้ชั้นเชิงทางการเมืองทั้งหลาย มันจะสำคัญเท่าความจริงเหรอครับ การจะได้หรือเสียอะไร ตอบตัวเองได้หรือยังครับ เราจะสู้เพื่อมันดีไหม อะไรที่เป็นความถูกต้อง จะเรื่องภาพถ่ายเอย ภาพลักษณ์เอย เหตุผลเรื่องวัฒนธรรมเอย มันไม่หนักแน่นหรอกครับ ยังมีเวลาที่จะยื่นหลักฐาน เหตุผลที่เป็นรูปธรรม ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของใคร ผมเองก็ไม่อาจรู้ได้หรอกนะมันเป็นของใครกันแน่
สันดานดิบไม่ได้กระแนะกระแหนเสียดสีใครทั้งสิ้น ไม่ใช่วาทะกรรมอะไร มันไม่สำคัญเท่าการแยกแยะความจริงหรอกครับ

จันด่าง! นายน่ะกรณีแซ่ช๊าก

จันด่าง!

นายน่ะกรณีแซ่ช๊าก (ฮา) ก็เอาตัวแทบไม่รอด!

ยังสะเออะทำเป็นรู้ดีเรื่อง เขาพระวิหารอีกเหรอ!

เมื่อก่อนแค่พิมพ์ ซ้ำซาก ก็ พิมพ์เป็น ว้ำวาก ซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละ

มาเด๋วนี้ก็ไม่ได้ดีขึ้น อารมณ์ ก็ไพล่เป็น (ไพล่ นะ ไม่ใช่ ไพร่ ไม่ใช่ ไพล) (ฮา) อารมย์

ซึ่งแสดงว่าโง่แน่ๆ เพราะถ้าจะแก้ตัวว่า พิมพ์ อารมณ์ แต่พิมพ์ผิดเป็น อารมย์ เพราะลืมยกแคร่ตัว ยอ ยักษ์ ก็ดูให้ดีๆ ไอ้โง่ ยอ. ยักษ์ ยกแคร่ ก็ได้ตัว ญอ หญิง โสภา (แต่ทำจันด่างหน้าโง่ วะงั้น! เอ๊ย! ซะงั้น) (กร๊ากกกกกก) แต่อารมณ์ น่ะ เขา ณอ เณร การันต์ ว่ะ! ไอ้ช๊ากด่างควายเฒ่า (ฮา) นั่นคือ รอ. เรือ ยกแคร่ ว่ะ! ด่างช๊าก

ฉะนั้น จึงเป็น ฉะนี้ (ฮา) แค่พิมพ์หนังสือไทยให้ถูกต้อง (หนังสือฝรั่งยิ่งไม่ต้องเพิด เอ๊ย! พูดละนะ!) (อิอิอิ) ก็ยังไม่สามารถ แล้วจะให้เชื่อได้ไงว่าเรื่องลึกๆ ยากๆ ซับซ้อน ซ่อนปม อย่างเรื่องเขาพระวิหาร จันด่าง แซ่ช๊าก จะรู้จริง หืมมมม์!

ปล. แล้วเด๋วนิ Cutty Sark ยังหาแดกได้อยู่ บ๊สู! แต่ Cutty Shark คงหาไม่ได้แน่ๆ หละ! ยกเว้นจะพิมพ์ฉลากเอง (กร๊ากกกกกก)

แล้วก็เล่นต่อวะเลย เอ๊ย!

แล้วก็เล่นต่อวะเลย เอ๊ย! ซะเลย (ฮา) (ถ้าต่อไปผมพิมพ์ ซอ โซ่ เป็น วอ แหวน ก็อย่าว่ากัน ติดมาจากด่างช๊ากน่ะ) (ฮา)

เก่งเรื่องเขาพระวิหารนักใช่มะ!

นัดวันมาเลยมาเจอกันสดๆ ตัวเป็นๆ บนเว็บปอดป่าช้าไทย (ฮา) ได้เลย

แล้วลองว่ากันสดๆ ดูมะ ใครรู้อะไรมากกว่ากัน!

หรือปอดแหกแอนด์ตาขาว

(ฮา)

เอางิ! ลองดูให้เป็นตัวอย่าง เ

เอางิ!

ลองดูให้เป็นตัวอย่าง

เส้นอาณาเขต (หรือเขตแดน หรืออะไรก็ได้ ทีหมายถึงเส้นแบ่ระหว่างสองประเทศน่ะ!) (กวนตีนดีมะ) (อิอิอิ) ระหว่างประเทศ ไทย และ เขมร ที่ใช้แนวสันปันน้ำ เป็นเส้นอาณาเขต จริงๆ เริ่มจากจุดไหนไปถึงจุดไหน

บอกไว้ก่อนนะ! คำถามนี้ไปถาม พี่น้องเอ๊ย! พธม. หน้าจอ หรือ หน้าเวที ตอบได้เกือบทุกคน (คนที่ตอบไม่ได้มัวแต่เล่นหมากรุกกับ I Pad เลยตอบไม่ได้) (ฮา)

เอ้อ! อ่านตัวบทความแล้ว

เอ้อ! อ่านตัวบทความแล้ว บอกตรงๆ ไม่รู้จะแย้งตรงไหน เพราะผมไม่ได้จบกฎหมาย ผมจบ ศศ.

แต่ผมเห็นด้วยกับป๋าบาง (ทั้งๆ ที่ไม่อยากเห็นด้วยนะ) (ฮา)

ว่า ที่ อ. วีรพัฒน์ พูดว่า อธิปไตยเด็ดขาด ไม่มีในโลก เป็นคำพูดกำกวม

เพราะถ้าหากเราสมมติว่า ณ ปัจจุบัน โลกนี้ไม่มี UN ไม่มีกฎบัตรสหประชาชาติ หรือไม่มี กม. รวปท. แล้วอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศจะมีไม่ได้หรือ?

ซึ่งคำตอบก็คือไม่ใช่

เพราะในเขตแดนระหว่างรัฐใดๆ อย่างน้อยสองรัฐ เกือบร้อยละร้อย อธิปไตย ของแต่ละรัฐก็ดำรงค์คงอยู่โดยแทบไม่ได้อาศัย กม. รวปท. หรือ กฏบัตร UN แม้แต่น้อย

แต่การที่ อ. วีรพัฒน์ พยายามยกวาทกรรม อำนาจอธิปไตยเด็ดขาด ขึ้นมาอ้างดูค่อนข้างขาดเหตุผลรองรับ เพียง
แต่ยกขึ้นมาเพื่อให้บทความของตัวเองดู 'ขลัง' ขึ้นเท่านั้น (ที่จริงต้องบอกว่าดูมี Class มากกว่า เท่าที่ดูจากความพยายามในการเขียนบทความของอาจารย์แก) (อิอิอิ)

เพราะในโลกที่แท้จริง เอาง่ายๆ กรณีเร็วๆ นี้ เรือญี่ปุ่น โดนจีนไล่จับทันทีที่มีปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน แล้วไหนล่ะความเคารพกันตามกฎหมาย แต่ที่เห็นแน่ๆ ในทางปฎิบัติจริง ประเทศที่เคารพศักดิ์ศรีของตนเองก็ยึดเอาหลัก 'กูต่อยก่อน' กันแทบทั้งนั้น

หรือเก่าหน่อยก็เกาะฟอล์คแลนด์ ถ้าอังกฤษคือประเทศประชาธิปไตยตัวอย่าง แล้วเขตแดนบนเกาะฟอล์คแลนด์ที่ห่างประเทศอังกฤษเป็น 3 - 4 พันไมล์ อังกฤษทำไมไม่เจรจากับอาร์เจนตินา อังกฤษทำไมไม่นำคดีสู่ศาลโลก แต่อังกฤษเลือกทำสงคราม

หรือให้ซับซ้อนขึ้นไปอีก ตอน 911 ที่ตึกทั้งสองถล่มราบลงมา อธิปไตยของสหรัฐฯ ถูกกลุ่มก่อการร้ายละเมิดใช่หรือไม่? แล้วทำไมอเมริกาไม่ใช้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Court of Criminal) เข้าแทรกแซง แต่เลือกลงมือเอง

3 กรณี นี้เราเห็นการอ้าง กม. รวปท. ตรงไหน เราเห็นแต่ ทฤษฎี 'กูต่อยก่อน' ทั้งสิ้น

ดังนั้น ขอสรุป ถ้าโลกนี้มัน ง่ายดาย ตรงไปตรงมา แบบที่อาจารย์วีฯ กล่าวอ้าง ป่านนี้โลกไม่ต้องมี UN หรอกครับ เพราะโลกคงเปล่งปลั่งคับคั่งไปด้วย สันติภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ ตามที่อาจารย์วีร เพ้อฝันน่ะครับ

แต่โชคร้าย! โลกนี้เป็นแบบที่เห็นอยู่นี่แหละครับ ซึ่งไอ้ความร่วมมืออะไรที่ว่านั่นน่ะ มาหลังจากผล ปย. ลงตัวแล้วทั้งนั้น

ครับอาจารย์!

ปล. เด๋วนี้รู้สึกจะกระแนะกระแหนเก่งขึ้นนะครับ (ฮา)

ฮ่า ฮ่า

ฮ่า ฮ่า ทฤษฏีกูตอยก่อน
บ่งบอกนิสัยใจคอ นิสัยสัยว์ที่ใช่กำลังตัดสินปัญหา
ถือว่ามีคนจูงสายเชือกให้
หารู้ตัวไม่ว่าที่ปลายเชือกนั้นคือบ่วงที่รัดคอตัวเอง
ชอบเป็นหมานำทางให้กับฆาตกรใจอำมิหต.. ตามใจ พล่ามไปคนเดียงล่ะกัน....
ลัทธิโซโรแอตเตอร์นี่หว่า...ฮ่าฮ่า

I Pad wrote:เอ้อ!

[quote=I Pad]เอ้อ! อ่านตัวบทความแล้ว บอกตรงๆ ไม่รู้จะแย้งตรงไหน เพราะผมไม่ได้จบกฎหมาย ผมจบ ศศ.

แต่ผมเห็นด้วยกับป๋าบาง (ทั้งๆ ที่ไม่อยากเห็นด้วยนะ) (ฮา)

ว่า ที่ อ. วีรพัฒน์ พูดว่า อธิปไตยเด็ดขาด ไม่มีในโลก เป็นคำพูดกำกวม

เพราะถ้าหากเราสมมติว่า ณ ปัจจุบัน โลกนี้ไม่มี UN ไม่มีกฎบัตรสหประชาชาติ หรือไม่มี กม. รวปท. แล้วอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศจะมีไม่ได้หรือ?

ซึ่งคำตอบก็คือไม่ใช่

เพราะในเขตแดนระหว่างรัฐใดๆ อย่างน้อยสองรัฐ เกือบร้อยละร้อย อธิปไตย ของแต่ละรัฐก็ดำรงค์คงอยู่โดยแทบไม่ได้อาศัย กม. รวปท. หรือ กฏบัตร UN แม้แต่น้อย

แต่การที่ อ. วีรพัฒน์ พยายามยกวาทกรรม อำนาจอธิปไตยเด็ดขาด ขึ้นมาอ้างดูค่อนข้างขาดเหตุผลรองรับ เพียง
แต่ยกขึ้นมาเพื่อให้บทความของตัวเองดู 'ขลัง' ขึ้นเท่านั้น (ที่จริงต้องบอกว่าดูมี Class มากกว่า เท่าที่ดูจากความพยายามในการเขียนบทความของอาจารย์แก) (อิอิอิ)

เพราะในโลกที่แท้จริง เอาง่ายๆ กรณีเร็วๆ นี้ เรือญี่ปุ่น โดนจีนไล่จับทันทีที่มีปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน แล้วไหนล่ะความเคารพกันตามกฎหมาย แต่ที่เห็นแน่ๆ ในทางปฎิบัติจริง ประเทศที่เคารพศักดิ์ศรีของตนเองก็ยึดเอาหลัก 'กูต่อยก่อน' กันแทบทั้งนั้น

หรือเก่าหน่อยก็เกาะฟอล์คแลนด์ ถ้าอังกฤษคือประเทศประชาธิปไตยตัวอย่าง แล้วเขตแดนบนเกาะฟอล์คแลนด์ที่ห่างประเทศอังกฤษเป็น 3 - 4 พันไมล์ อังกฤษทำไมไม่เจรจากับอาร์เจนตินา อังกฤษทำไมไม่นำคดีสู่ศาลโลก แต่อังกฤษเลือกทำสงคราม

หรือให้ซับซ้อนขึ้นไปอีก ตอน 911 ที่ตึกทั้งสองถล่มราบลงมา อธิปไตยของสหรัฐฯ ถูกกลุ่มก่อการร้ายละเมิดใช่หรือไม่? แล้วทำไมอเมริกาไม่ใช้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Court of Criminal) เข้าแทรกแซง แต่เลือกลงมือเอง

3 กรณี นี้เราเห็นการอ้าง กม. รวปท. ตรงไหน เราเห็นแต่ ทฤษฎี 'กูต่อยก่อน' ทั้งสิ้น

ดังนั้น ขอสรุป ถ้าโลกนี้มัน ง่ายดาย ตรงไปตรงมา แบบที่อาจารย์วีฯ กล่าวอ้าง ป่านนี้โลกไม่ต้องมี UN หรอกครับ เพราะโลกคงเปล่งปลั่งคับคั่งไปด้วย สันติภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ ตามที่อาจารย์วีร เพ้อฝันน่ะครับ

แต่โชคร้าย! โลกนี้เป็นแบบที่เห็นอยู่นี่แหละครับ ซึ่งไอ้ความร่วมมืออะไรที่ว่านั่นน่ะ มาหลังจากผล ปย. ลงตัวแล้วทั้งนั้น

ครับอาจารย์!

ปล. เด๋วนี้รู้สึกจะกระแนะกระแหนเก่งขึ้นนะครับ (ฮา)[/quote]

ผมเห็นด้วยกับท่าน I Pad เกี่ยวกับผลประโยชน์ของสหรัฐและ NATO
การบุกอิรัค โดยไม่ได้รับฉันทามติจาก UN
การบุกทำลายลิเบีย เป็นการกระทำเกินขอบเขตข้อตกลงห้ามบิน
เป็นต้น

ผมไม่สามารถเขียนสิ่งที่อยากจะบอกเล่าได้เลย
ขอเล่าเพียงว่า ผมมีคนรู้จักเป็นทหารต่างชาติเคยทำงานใน NATO หลายคน
จึงได้รู้อะไรบ้างเล็กน้อย

เคยทำงานภายใต้การควบคุมของหน่วยวิศวกรรมกองทัพสหรัฐก่อสร้างฐานทัพ Hi-Tech บางแห่ง
ผมเขียนกับมือว่า ต้องสั่งวัสดุอุปกรณ์จากประเทศในทวีปใดบ้าง
แล้วก็ได้เห็นตำหูตำตาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น

หลายปีต่อมาทำงานในบริษัทวิศวกรรมเยอรมันในยุโรป อัฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง
มีโอกาสสัมผัสชีวิตจริงของประชาชนในดินแดนต่างๆ ได้รู้ได้เห็นตำหูตำตาว่า อะไรเป็นอะไร
ครั้งที่ฝูงบินสหรัฐถล่มชายฝั่งเมดิเตอเรเนียนโดยไม่ผ่าน UN ผมยังอยู่ที่นั่น
ทั้งปิดน่านฟ้า ปิดปากอ่าว
ถ้าไม่มีผลประโยชน์มหาศาล คงไม่มีการให้ความร่วมมือเพื่อกินโต๊ะ

ผมจึงเห็นด้วยกับท่าน I Pad ทุกประการจากการสัมผัสกับชีวิตจริง

ผมก็ไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับปัญหา

ผมก็ไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับปัญหาเชิงข้อเท็จจริงที่คุณ ipad และ Maximus อธิบายมานะครับ เพียงแต่เกรงว่าการยกตัวอย่างกรณีของผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ มา 3 ตัวอย่าง หรือ กี่ตัวอย่าง ไม่ได้เป็นเหตุให้อธิบายว่าประเทศอื่นจะไม่สามารถร่วมมือกันเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ดังกรณีที่ไทยและกัมพูชาจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลได้

การที่ในสังคมมีปัญหาการบังคับใช้ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าจะมากหรือน้อย หากเรามองว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหา ปัญหาก็จะไม่จบไม่สิ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากเราเองกลับนำปัญหามาเป็นเหตุอ้างในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

กฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับความเคารพและปฏิบัติตามอยู่ทุกนาทีก็มีอยู่ มหาอำนาจจะเกลียดกลัวเกาหลีเหนือเพียงใด ก็ยังพยายามใช้กลไกของสหประชาชาติในการจัดการ สนธิสัญญาการค้าการลงทุน การลดกำแพงภาษี การเปิดตลาด การซื้อขาย การบังคับตามอนุญาโตตุลาการ ก็มีที่ปฎิบัติกันตามปกติ จีนและญี่ปุ่นจะพิพาทกันเพียงใด ก็มิได้ละเมิดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตระหว่างกัน ไม่ต่างกับสหรัฐและรัสเซียในยุคสงครามเย็น

การยกตัวอย่างว่าใครทำหรือไม่ทำตามกฎหมาย จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะมาตัดสินว่าไทยและกัมพูชาควรปฏิบัติตามคำสั่งศาลหรือไม่ หากแต่ควรดูที่สาระของการปฎิบัติตาม หากอธิบายไม่ได้ว่าไทยเสียเปรียบเสียหายอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยสิทธิตามกฎหมายที่ไทยมีอยู่อย่างไร เรื่องทั้งหมดที่คุณ ipad และ maximus กล่าวมาจึงเกรงว่าเป็นเพียงความจริงที่หลงประเด็นครับ

ปล. ความจริงผมไม่ได้มีตำแหน่งอาจารย์นะครับ เรียกผมด้วยชื่อธรรมดาก็ดีพอแล้วครับ แต่ขอบคุณมากที่ให้เกียรติครับ

[quote=Maximus][quote=I Pad]เอ้อ! อ่านตัวบทความแล้ว บอกตรงๆ ไม่รู้จะแย้งตรงไหน เพราะผมไม่ได้จบกฎหมาย ผมจบ ศศ.

แต่ผมเห็นด้วยกับป๋าบาง (ทั้งๆ ที่ไม่อยากเห็นด้วยนะ) (ฮา)

ว่า ที่ อ. วีรพัฒน์ พูดว่า อธิปไตยเด็ดขาด ไม่มีในโลก เป็นคำพูดกำกวม

เพราะถ้าหากเราสมมติว่า ณ ปัจจุบัน โลกนี้ไม่มี UN ไม่มีกฎบัตรสหประชาชาติ หรือไม่มี กม. รวปท. แล้วอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศจะมีไม่ได้หรือ?

ซึ่งคำตอบก็คือไม่ใช่

เพราะในเขตแดนระหว่างรัฐใดๆ อย่างน้อยสองรัฐ เกือบร้อยละร้อย อธิปไตย ของแต่ละรัฐก็ดำรงค์คงอยู่โดยแทบไม่ได้อาศัย กม. รวปท. หรือ กฏบัตร UN แม้แต่น้อย

แต่การที่ อ. วีรพัฒน์ พยายามยกวาทกรรม อำนาจอธิปไตยเด็ดขาด ขึ้นมาอ้างดูค่อนข้างขาดเหตุผลรองรับ เพียง
แต่ยกขึ้นมาเพื่อให้บทความของตัวเองดู 'ขลัง' ขึ้นเท่านั้น (ที่จริงต้องบอกว่าดูมี Class มากกว่า เท่าที่ดูจากความพยายามในการเขียนบทความของอาจารย์แก) (อิอิอิ)

เพราะในโลกที่แท้จริง เอาง่ายๆ กรณีเร็วๆ นี้ เรือญี่ปุ่น โดนจีนไล่จับทันทีที่มีปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน แล้วไหนล่ะความเคารพกันตามกฎหมาย แต่ที่เห็นแน่ๆ ในทางปฎิบัติจริง ประเทศที่เคารพศักดิ์ศรีของตนเองก็ยึดเอาหลัก 'กูต่อยก่อน' กันแทบทั้งนั้น

หรือเก่าหน่อยก็เกาะฟอล์คแลนด์ ถ้าอังกฤษคือประเทศประชาธิปไตยตัวอย่าง แล้วเขตแดนบนเกาะฟอล์คแลนด์ที่ห่างประเทศอังกฤษเป็น 3 - 4 พันไมล์ อังกฤษทำไมไม่เจรจากับอาร์เจนตินา อังกฤษทำไมไม่นำคดีสู่ศาลโลก แต่อังกฤษเลือกทำสงคราม

หรือให้ซับซ้อนขึ้นไปอีก ตอน 911 ที่ตึกทั้งสองถล่มราบลงมา อธิปไตยของสหรัฐฯ ถูกกลุ่มก่อการร้ายละเมิดใช่หรือไม่? แล้วทำไมอเมริกาไม่ใช้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Court of Criminal) เข้าแทรกแซง แต่เลือกลงมือเอง

3 กรณี นี้เราเห็นการอ้าง กม. รวปท. ตรงไหน เราเห็นแต่ ทฤษฎี 'กูต่อยก่อน' ทั้งสิ้น

ดังนั้น ขอสรุป ถ้าโลกนี้มัน ง่ายดาย ตรงไปตรงมา แบบที่อาจารย์วีฯ กล่าวอ้าง ป่านนี้โลกไม่ต้องมี UN หรอกครับ เพราะโลกคงเปล่งปลั่งคับคั่งไปด้วย สันติภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ ตามที่อาจารย์วีร เพ้อฝันน่ะครับ

แต่โชคร้าย! โลกนี้เป็นแบบที่เห็นอยู่นี่แหละครับ ซึ่งไอ้ความร่วมมืออะไรที่ว่านั่นน่ะ มาหลังจากผล ปย. ลงตัวแล้วทั้งนั้น

ครับอาจารย์!

ปล. เด๋วนี้รู้สึกจะกระแนะกระแหนเก่งขึ้นนะครับ (ฮา)[/quote]

ผมเห็นด้วยกับท่าน I Pad เกี่ยวกับผลประโยชน์ของสหรัฐและ NATO
การบุกอิรัค โดยไม่ได้รับฉันทามติจาก UN
การบุกทำลายลิเบีย เป็นการกระทำเกินขอบเขตข้อตกลงห้ามบิน
เป็นต้น

ผมไม่สามารถเขียนสิ่งที่อยากจะบอกเล่าได้เลย
ขอเล่าเพียงว่า ผมมีคนรู้จักเป็นทหารต่างชาติเคยทำงานใน NATO หลายคน
จึงได้รู้อะไรบ้างเล็กน้อย

เคยทำงานภายใต้การควบคุมของหน่วยวิศวกรรมกองทัพสหรัฐก่อสร้างฐานทัพ Hi-Tech บางแห่ง
ผมเขียนกับมือว่า ต้องสั่งวัสดุอุปกรณ์จากประเทศในทวีปใดบ้าง
แล้วก็ได้เห็นตำหูตำตาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น

หลายปีต่อมาทำงานในบริษัทวิศวกรรมเยอรมันในยุโรป อัฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง
มีโอกาสสัมผัสชีวิตจริงของประชาชนในดินแดนต่างๆ ได้รู้ได้เห็นตำหูตำตาว่า อะไรเป็นอะไร
ครั้งที่ฝูงบินสหรัฐถล่มชายฝั่งเมดิเตอเรเนียนโดยไม่ผ่าน UN ผมยังอยู่ที่นั่น
ทั้งปิดน่านฟ้า ปิดปากอ่าว
ถ้าไม่มีผลประโยชน์มหาศาล คงไม่มีการให้ความร่วมมือเพื่อกินโต๊ะ

ผมจึงเห็นด้วยกับท่าน I Pad ทุกประการจากการสัมผัสกับชีวิตจริง[/quote]

เกรงว่าอาจารย์ เอ๊ย!

เกรงว่าอาจารย์ เอ๊ย! คุณวีรพัฒน์ จะหลงประเด็นมากกว่า

ประเด็นก็คือ คุณวีรพัฒน์อ้างว่า โลกนี้ ไม่มี อำนาจอธิปไตย ที่แท้จริง เพราะโลกทุกวันนี้มีแต่คนเคารพกฎหมาย จนยอมนำพารัฐชาติตนเองเข้าผูกพันธะอยู่ใต้อำนาจของกฎหมาย โดยยอมให้กฎหมายมาเป็นตัวกำหนดอำนาจอธิปไตยของตนเองแทบทั้งนั้น (ย้ำ! แทบทั้งนั้น ก็คือเป็นส่วนใหญ่)

แต่แท้ที่จริงผมก็ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ดูแล้วว่า อำนาจตามกฎหมายระหว่างประเทศมันไม่มีอยู่จริง

สิ่งที่มีอยู่จริงคือผลประโยชน์

เพราะเมื่อใดที่ผลประโยชน์ลงตัว ทุกฝ่ายสมประโยชน์ตามที่อยากได้ ทุกฝ่ายก็จะอ้าง กฎ ระเบียบ ข้อกำหนด ข้อตกลง ฯลฯ เอามาใช้เป็นเครื่องมือทันที

แต่เมื่อใดที่ ผลประยชน์ไม่ลงตัวไปถึงจุดที่ฝ่ายหนึ่งยอมรับไม่ได้

กฎหมาย สัญญา พันธกรณีทาง นิติศาสตร์ ก็จะถูกฉีกทำลายทิ้งทันที มีตัวอย่างมากมาย (ซึ่งไม่แน่ใจคุณวีรพัฒน์ จะจินตนการตามทันหรือไม่)

ดังนั้น ต่อให้โลกในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า ผลประโยชน์ก็จะมาก่อนทุกอย่าง กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือเอาไว้แอบอ้างให้อยู่ร่วมกันแบบ สันติภาพ ฉาบหน้า เท่านั้น ครับคุณวีรพัฒน์

ขอย้ำอีกที ทุกชาติต่างก็ยึด อธิปไตยเด็ดขาดเป็นหลักทั้งนั้นแหละครับ แต่ถ้ามี ผล ปย. มาแลกเปลี่ยน ก็ยอมทำตามข้อบังคับ ครับผม

ปล. สมมติอีกที คิดหรือว่า ถ้า สรอ. กับ แคนาดา ไม่สม ปย. กันบนเขตแดนน้ำตกไนแองการา สองประเทศพัฒนาแล้วทั้งคู่นั้นจะอยู่ร่วมกันตรงน้ำตกนั้นอย่างสันติ ที่สองประเทศ (พัฒนาแล้ว ด้วยนะ) นั้นยอมอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็เพราะ ผล ปย. ลงตัวครับคุณวีรพัฒน์ และรวมถึงทุกๆ กรณีทั่วโลกเช่นกัน

อีก กรณีศึกษา เรามาคอยจับตาดู Euro Zone กันดีมั๊ยครับ ถ้า Debt Crisis ครั้งนี้ไม่สามารถผ่านไปได้ (นั่นคืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ระดับหนี้ของหลายๆ ประเทศใน EU ยังไม่ลดลงอย่างมีนัยยะ) เราอาจจะได้เห็นการฉีกสนธิสัญญาทิ้งของ Euro Zone แล้วถ้ามันเกิดขึ้นเช่นนั้น นี่คือตัวอย่างชนิด Big Size ใหญ่ยักษ์ (ฮา) ที่สนับสนุนความคิดผม นั่นคือ ทันทีที่ผล ปย. ไม่ลงตัวถึงจุดที่รับไม่ได้ แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วก็จะพากันเรียกคืนอธิปไตยของตนกลับคืนด้วยการถอนตัวออกจาก EU

เรามารอดูกันนะครับคุณวีรพัฒน์

อยากจะบอกว่า

อยากจะบอกว่า ตัวอย่างที่ยกตามทฤษฏีกูต่อยก่อนนั้น
คนต่อยก่อนมักจะเป็นประเทศที่มีพลานุภาพเหนือกว่าประเทศคู่กรณีอย่างมาก ๆ หรือมีพี่ใหญ่หนุ่นหลังหรือตัวเองนั้นแหะเป็นพี่เบิ้มเสียเอง
อะ ฮ้า เมื่อหวนมาคิดคิดถึงไทยกัมพูชาแล้ว คงคิดแบบนันได้หร็อก....
เดี๋ยวก้อจะเหมือนอิรัครุกรานคูเวตนั่นแหระ...
คิดไปได้ทฤษฏีกูต่อยก่อน.....ฮ่าฮ่า
เจ้าของบทความเขาชี้ประเด่นข้อคำนึงข้อสังเกตไว้ ควรพึงคำนึงถึง
ไม่ใช่การยกเรื่องที่เทียบเคียงกันไม่ได้มาเปรียบเทียบ
เหมือนการเอากลิ่นขี้(สีเหลือง)ไปเทียบกับกลิ่นกุหลาบ(สีแดง) แลวเอาไปให้แมงวันดม เพื่อจะบอกว่า เห็นไหม?กลิ่นขี้หอมกว่า ดูซฺิแมงวันชอบตอมมากกว่า
เฮ้อ...ปวดกะบาลว้อย

ไอ้ด่าง! กูนี่แหละปวดกะบาลชิบ

ไอ้ด่าง!

กูนี่แหละปวดกะบาลชิบหาย

ภาษา วัวๆ ควายๆ หมาๆ ลาๆ แบบนี้ กูแนะนำไปหัดพิมพ์ให้ไม่ผิดซะก่อน (เอ๊ะ! หรือ วะก่อน กันแน่วะ กูงง) (ฮา)

แล้วกูค่อยลดตัวไป สีซอ สอนมึง

ตอนนี้ สีซอ สอนมึงไป คันชักซอกูสึกเปล่าๆ (กร๊ากกกกกกก)

แล้วแอบๆ

แล้วแอบๆ มาแบบนี้ตกลงกล้ามาเจอกันสดๆ มะเรื่องเขมร เขาพระวิหาร นี่น่ะ

อันนี้ท้านะ กล้ารับมะ

เฮีย!

เฮีย! อย่าตอแหลนะว่าไม่อยู่แล้วน่ะ ด่าง (ฮา)

Maximus wrote:I Pad

[quote=Maximus][quote=I Pad]เอ้อ! อ่านตัวบทความแล้ว บอกตรงๆ ไม่รู้จะแย้งตรงไหน เพราะผมไม่ได้จบกฎหมาย ผมจบ ศศ.

แต่ผมเห็นด้วยกับป๋าบาง (ทั้งๆ ที่ไม่อยากเห็นด้วยนะ) (ฮา)

ว่า ที่ อ. วีรพัฒน์ พูดว่า อธิปไตยเด็ดขาด ไม่มีในโลก เป็นคำพูดกำกวม

เพราะถ้าหากเราสมมติว่า ณ ปัจจุบัน โลกนี้ไม่มี UN ไม่มีกฎบัตรสหประชาชาติ หรือไม่มี กม. รวปท. แล้วอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศจะมีไม่ได้หรือ?

ซึ่งคำตอบก็คือไม่ใช่

เพราะในเขตแดนระหว่างรัฐใดๆ อย่างน้อยสองรัฐ เกือบร้อยละร้อย อธิปไตย ของแต่ละรัฐก็ดำรงค์คงอยู่โดยแทบไม่ได้อาศัย กม. รวปท. หรือ กฏบัตร UN แม้แต่น้อย

แต่การที่ อ. วีรพัฒน์ พยายามยกวาทกรรม อำนาจอธิปไตยเด็ดขาด ขึ้นมาอ้างดูค่อนข้างขาดเหตุผลรองรับ เพียง
แต่ยกขึ้นมาเพื่อให้บทความของตัวเองดู 'ขลัง' ขึ้นเท่านั้น (ที่จริงต้องบอกว่าดูมี Class มากกว่า เท่าที่ดูจากความพยายามในการเขียนบทความของอาจารย์แก) (อิอิอิ)

เพราะในโลกที่แท้จริง เอาง่ายๆ กรณีเร็วๆ นี้ เรือญี่ปุ่น โดนจีนไล่จับทันทีที่มีปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน แล้วไหนล่ะความเคารพกันตามกฎหมาย แต่ที่เห็นแน่ๆ ในทางปฎิบัติจริง ประเทศที่เคารพศักดิ์ศรีของตนเองก็ยึดเอาหลัก 'กูต่อยก่อน' กันแทบทั้งนั้น

หรือเก่าหน่อยก็เกาะฟอล์คแลนด์ ถ้าอังกฤษคือประเทศประชาธิปไตยตัวอย่าง แล้วเขตแดนบนเกาะฟอล์คแลนด์ที่ห่างประเทศอังกฤษเป็น 3 - 4 พันไมล์ อังกฤษทำไมไม่เจรจากับอาร์เจนตินา อังกฤษทำไมไม่นำคดีสู่ศาลโลก แต่อังกฤษเลือกทำสงคราม

หรือให้ซับซ้อนขึ้นไปอีก ตอน 911 ที่ตึกทั้งสองถล่มราบลงมา อธิปไตยของสหรัฐฯ ถูกกลุ่มก่อการร้ายละเมิดใช่หรือไม่? แล้วทำไมอเมริกาไม่ใช้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Court of Criminal) เข้าแทรกแซง แต่เลือกลงมือเอง

3 กรณี นี้เราเห็นการอ้าง กม. รวปท. ตรงไหน เราเห็นแต่ ทฤษฎี 'กูต่อยก่อน' ทั้งสิ้น

ดังนั้น ขอสรุป ถ้าโลกนี้มัน ง่ายดาย ตรงไปตรงมา แบบที่อาจารย์วีฯ กล่าวอ้าง ป่านนี้โลกไม่ต้องมี UN หรอกครับ เพราะโลกคงเปล่งปลั่งคับคั่งไปด้วย สันติภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ ตามที่อาจารย์วีร เพ้อฝันน่ะครับ

แต่โชคร้าย! โลกนี้เป็นแบบที่เห็นอยู่นี่แหละครับ ซึ่งไอ้ความร่วมมืออะไรที่ว่านั่นน่ะ มาหลังจากผล ปย. ลงตัวแล้วทั้งนั้น

ครับอาจารย์!

ปล. เด๋วนี้รู้สึกจะกระแนะกระแหนเก่งขึ้นนะครับ (ฮา)[/quote]

ผมเห็นด้วยกับท่าน I Pad เกี่ยวกับผลประโยชน์ของสหรัฐและ NATO
การบุกอิรัค โดยไม่ได้รับฉันทามติจาก UN
การบุกทำลายลิเบีย เป็นการกระทำเกินขอบเขตข้อตกลงห้ามบิน
เป็นต้น

ผมไม่สามารถเขียนสิ่งที่อยากจะบอกเล่าได้เลย
ขอเล่าเพียงว่า ผมมีคนรู้จักเป็นทหารต่างชาติเคยทำงานใน NATO หลายคน
จึงได้รู้อะไรบ้างเล็กน้อย

เคยทำงานภายใต้การควบคุมของหน่วยวิศวกรรมกองทัพสหรัฐก่อสร้างฐานทัพ Hi-Tech บางแห่ง
ผมเขียนกับมือว่า ต้องสั่งวัสดุอุปกรณ์จากประเทศในทวีปใดบ้าง
แล้วก็ได้เห็นตำหูตำตาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น

หลายปีต่อมาทำงานในบริษัทวิศวกรรมเยอรมันในยุโรป อัฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง
มีโอกาสสัมผัสชีวิตจริงของประชาชนในดินแดนต่างๆ ได้รู้ได้เห็นตำหูตำตาว่า อะไรเป็นอะไร
ครั้งที่ฝูงบินสหรัฐถล่มชายฝั่งเมดิเตอเรเนียนโดยไม่ผ่าน UN ผมยังอยู่ที่นั่น
ทั้งปิดน่านฟ้า ปิดปากอ่าว
ถ้าไม่มีผลประโยชน์มหาศาล คงไม่มีการให้ความร่วมมือเพื่อกินโต๊ะ

ผมจึงเห็นด้วยกับท่าน I Pad ทุกประการจากการสัมผัสกับชีวิตจริง[/quote]

สงสัยจะเคยทำงานที่เดวกันแน่ๆเลย
Maximus ทำงานที่ไหน
ที่ แพรทท์ แอนด์ วิทเนย์ หรือเปล่าเอ่ย...?

เรื่องเขมรมันชัดเจนแล้ว... ฮ่

เรื่องเขมรมันชัดเจนแล้ว...
ฮ่าฮ่า เขตประเทศไทย พวกเราถูกจับในเขตประเทศไทย..
หุหุ ไปเอานังราตรี กับผัวมัน ออกมาจากคุกเขมรให้ได้ก่อนเถอะ
แล้วจะได้ลึกซึ้งกับคำว่า "อำนาจอธิปไตย" กับคำว่า "เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ"
สุดท้ายก้อจะโยงไปได้ว่าเขาพระวิหารเป็นของใคร
จะได้ไม่ต้อง"คลั่งชาติ" กันให้บ้านเมืองเดือดร้อน
แค่น้ำท้วม "แมร่ง" ก้อทำประเทศเสียหายจนป่นปี้ไปหมดแล้ว
สรุป ดังนั้น ไม่รับคำท้าว่ะ

Ref: Submitted by วีรพัฒน์

Ref: Submitted by วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ (visitor) on Sun, 2012-01-08 12:51.
มหาอำนาจจะเกลียดกลัวเกาหลีเหนือเพียงใด ก็ยังพยายามใช้กลไกของสหประชาชาติในการจัดการ

>>> สหรัฐไม่ได้กลัวเกาหลีเหนือหรอกครับ แต่ที่นั่นไม่มี "ทรัพยากร" ให้รับประทานต่างหาก<<<

Ref: Submitted by ด่าง ทับทิม (visitor) on Sun, 2012-01-08 16:27.
สงสัยจะเคยทำงานที่เดวกันแน่ๆเลย
Maximus ทำงานที่ไหน
ที่ แพรทท์ แอนด์ วิทเนย์ หรือเปล่าเอ่ย...?

>>> ไม่หรอกครับ ผมไม่เคยทำงานกับภาคเอกชนของสหรัฐในภาคพื้นแปซิฟิค
กับเยอรมัน เป็นภาคเอกชน
สร้างโรงงานผลิตเหล็กกล้า ที่ชาติมหาอำนาจกล่าวหาว่าสร้างโรงงานผลิตอาวุธ

ที่หาเรื่องบุก เพราะมี "ทรัพยากร" <<<

Life is too short to prove everything.

Maximus wrote:Ref: Submitted

[quote=Maximus]Ref: Submitted by วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ (visitor) on Sun, 2012-01-08 12:51.
มหาอำนาจจะเกลียดกลัวเกาหลีเหนือเพียงใด ก็ยังพยายามใช้กลไกของสหประชาชาติในการจัดการ

>>> สหรัฐไม่ได้กลัวเกาหลีเหนือหรอกครับ แต่ที่นั่นไม่มี "ทรัพยากร" ให้รับประทานต่างหาก<<<

Ref: Submitted by ด่าง ทับทิม (visitor) on Sun, 2012-01-08 16:27.
สงสัยจะเคยทำงานที่เดวกันแน่ๆเลย
Maximus ทำงานที่ไหน
ที่ แพรทท์ แอนด์ วิทเนย์ หรือเปล่าเอ่ย...?

>>> ไม่หรอกครับ ผมไม่เคยทำงานกับภาคเอกชนของสหรัฐในภาคพื้นแปซิฟิค
กับเยอรมัน เป็นภาคเอกชน
สร้างโรงงานผลิตเหล็กกล้า ที่ชาติมหาอำนาจกล่าวหาว่าสร้างโรงงานผลิตอาวุธ

ที่หาเรื่องบุก เพราะมี "ทรัพยากร" <<<

Life is too short to prove everything.[/quote]

khun Maximus ใจดีจัง ตอบคำถามงี่เง่าของเราด้วย อิอิอิ
กาลครั้งหนึ่ง นางมารฯได้มีโอกาสจีบคนที่ทำงานให้ PRATT & WHITNEY
เขาประจำอยู่ที่ฐาน Chung-Ju Korea
จีบไม่สำเร็จหรอกค่ะ ตอนนั้นพบกันที่ Lido-Amsterdam
สมัยนั้นนางมารมี "ทรัพยากร" เยอะ อิอิอิ
แอบจีบกันทางfaxอยู่นาน แต่สาวไต้หวันไฟแรงกว่านางมารนิ
Fax สุดท้ายส่งมาบอกว่า จะแต่งงานกับสาวไต้หวัน...อดเลยเรา อิอิ

จริงๆแล้ว สหรัฐ สนใจประเทศที่มีกำลังซื้อ หรือไม่ก็กลุ่มไม่มีเงินแต่อวดเศรษฐี
เขามี technologies เอาไว้ขายและเอาไว้service
เครื่องยนต์อากาศยานแต่ละชิ้น ทำกำไรมหึโหโอฬารนะคะ
น่าอิจฉา

Maximus wrote: >>>

[quote=Maximus]

>>> ไม่หรอกครับ ผมไม่เคยทำงานกับภาคเอกชนของสหรัฐในภาคพื้นแปซิฟิค
กับเยอรมัน เป็นภาคเอกชน
สร้างโรงงานผลิตเหล็กกล้า ที่ชาติมหาอำนาจกล่าวหาว่าสร้างโรงงานผลิตอาวุธ

ที่หาเรื่องบุก เพราะมี "ทรัพยากร" <<<

Life is too short to prove everything.[/quote]
อินเดียก็มาสร้างโรงงานผลิตเหล็กกล้าในไทยนะคะ
เยอรมันก็เริ่มจับตา ASEAN แล้ว
ฮอลแลนด์สนใจ Indo มากกว่าไทย
อังกฤษฝรั่งเศสไม่สนใจใคร สนใจตัวเองอย่างเดียว

Life is too busy...and it's too crazy to learn everything.

:)

ei ei ไหง เงียบงันกันหมด

ei ei
ไหง เงียบงันกันหมด ล่ะคร้าาา
หัวเทียนสึกหราาา

ตกรายละเอียดไปนิเนิงเกี่ยวกับเรื่อง จีบหนุ่มอเมริกันP&W..@ space engine co
วันนั้นไปกันสามสาว คนหนึ่งเป็นสาวที่แก่กว่าสิบแปดปี ...my half-sister
อีกคนอ่อนกว่า ,ki[6xzk สิบปี...พนักงานที่บริษัทฯ

เด๋วมานะคะ

มาแร้น วันนั้นนั่งกันที่โต๊ะ.

มาแร้น
วันนั้นนั่งกันที่โต๊ะ...อะไรจำไม่ได้ ใช่ แคริบเบียนpokerหรือเปล่าน๊า
แต่จำได้ว่า นักนินทาหนุ่มแจกไพ่ ว่าเขาหล่อแต่มือใหญ่มาก.. อิอิ
นินทาเป็น siamist soundtrackอีกหลายเรื่อง ขำจนคอแห้ง น้องปางเลยอาสาไปนำเครื่องดื่มมาให้ น้องเขาถามว่า พี่จะดื่มอะไร เราจะบอกว่า ginger ale จะบอก ดีซี จะบอกอะไรก็กลัวจะสับสน ก็เลยบอกว่า "น้ำส้มคั้นแล้วกัน"
หายไปกว่ายี่สิบนาที พร้อมแก้วเครื่องดื่ม มองไปก็สงสัยว่าน้ำส้มเราไหงมันสีดำปี๊ดฟระ
หนูปางยิ้มเขินๆ บอกว่า orange juice ที่พี่ว่าน่ะ หนูออกเสียงไม่ถูก อายเขาเลยสั่ง coke - 3 แก้วเลย
อิอิอิ เราก็ขำ หนุ่มข้างๆก็ขำเรา...ตอนหลังก็คุยกัน .....แลกนามบัตร
วันที่เขาจะไป ก็ไปส่งที่สนามบิน
จากกันที่สนามบิน ยังไม่ได้ปล้ำกันซักแป่ะเลย
เฮ้อเสียดายจัง...
นางมารฯไม่เคยไปไหนคนเดียวหรอกค่ะ
ไม่ไว้ใจความเจ้าชู้ของตัวเอง
กลัวเผลอไปปล้ำเขาเข้าจะเดือดร้อน.. ฮิฮิ

ทีนี้

ทีนี้ เรื่องศาลโลก

คงไม่ยุติอย่างที่เราหวังหรอก
เสียงของศาลที่เข้าข้างกัมพูชาคงจะมากกว่าฟากฝั่งของเรา..แน่ๆ sure bet
จะพลิกแผนแก้ไขกันอย่างไร...ก็ต้องระวังระไว จะกลายเป็น wasteful expenditure
อุ่นเครื่องก็เปลืองแก๊ส ก็คงจะเหนื่อยเมื่อยหน้ากันเสียเปล่าๆ
คิดเสียน้อยกันซะแต่วันนี้ให้มันชัดๆ
บอกให้กัมพูชาทำสัญญาเช่าภูเขาไป 99 ปี
ดีที่สุด!

:)

เอาว่าเรื่อง 112 conflict &

เอาว่าเรื่อง 112 conflict & solution บ้างม๊ะ?

คนเก่งน่ะนะ
เขาต้องทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก
แบบที่ นายกปูของนางมาร ทำอยู่ เนี่ยแหล่ะ ei ei ei

ไอ่ประเภทแก้ปัญหาเก่าโดยเอาปัญหาใหม่ไปพ่วงเพิ่มน่ะ เป็นพวกนก...อะไรว๊า นกถึดทือ ม้าง
เด๋วไปหาดูหน้านกถึดทือก่อนนะ ว่าใช่เหรอป่าว

ตัวไหนน๊า

ตัวไหนน๊า นกถึดทือ

http://www.youtube.com/watch?v=rAbwPb86wxY&feature=related

amazing

amazing bird
http://www.youtube.com/watch?v=IxLU-CfV7eQ&feature=related

here they're, finally...I

here they're,

finally...I found the bird!
Mr Teud - Mr Teu

http://www.youtube.com/watch?v=AJ3HXTG4eTI&feature=related