ประชาไทบันเทิง: My 1.39 hrs. With ‘My Week With Marilyn’

แม้รายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาต่างๆ ยังไม่ปรากฏ แต่จากคืนวันอาทิตย์ (เช้าวันจันทร์ในเวลาบ้านเรา) ที่ผ่านมา กับการประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำ ซึ่งถือเป็นเวทีใหญ่รองลงมาจากออสการ์ ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ‘ตัวเต็ง’ ทั้งหลายน่าจะเข้าวินเช่นเคย หนึ่งในนักแสดงที่ขึ้นรับรางวัลในคืนนั้นคือ มิเชล วิลเลี่ยมส์ จากบทบาทการแสดงเป็น ‘มาริลีน มอนโร’ ในหนังเรื่อง ‘My Week With Marilyn’ กับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์เพลงหรือตลก (ซึ่งก็น่าประหลาดใจว่าหนังเรื่อง ‘My Week With Marilyn’ นั้นเป็นหนัง ‘เพลง’ หรือหนัง ‘ตลก’ ตรงไหน ? หรือนี่เป็นการหลีกทางให้กับตัวเต็งในปีนี้อย่าง เมอรีล สตรีพ จากบทบาทหญิงเหล็ก นางมากาเร็ธ แทธเชอร์ ในหนังเรื่อง ‘The Iron Lady’ ซึ่งคว้างรางวัลนักแสดงนำหญิง สาขาภาพยนตร์ดราม่าไปตามความคาดหมาย เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ มิเชล วิลเลี่ยมส์ มีหวังพลาดรางวัลอย่างแน่นอน) My Week With Marilyn สร้างจากหนังสือบันทึกความทรงจำของ Colin Clark สองเล่ม คือ ‘My Week With Marilyn’ และ ‘The Prince and The Show Girl and Me’ ที่ต่อมาเขาก็กลายเป็นนักเขียนและนักสร้างภาพยนตร์ชื่อดัง ซึ่งในขณะนั้นเขาเป็นผู้ช่วย ‘คนที่สาม’ ของกองถ่ายหนังเรื่อง ‘The Prince and The Show Girl’ ของ Lawrence Olivier ซึ่งเป็นหนังที่มาริลีน มอนโร บินมาจากอเมริกาเพื่อถ่ายทำหนังเรื่องนี้ที่อังกฤษ และเขาก็ได้มีโอกาสได้ ‘ใกล้ชิด’ กับมาริลีน มอนโร โดยเนื้อหาความสัมพันธ์ของเขากับมาริลีน นั้นคือเรื่องราวหลักที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ เคยมีหนังสารคดีที่ฉายทางโทรทัศน์เกี่ยวกับชีวิตของมาริลัน มอนโร ในชื่อว่า ‘Blonde’ ในปี 2001 แสดงโดยนักแสดงสาวชาวออสเตรเลีย Poppy Montgomery ย้อนไปไกกว่านั้นก็ Marilyn: The Untold Story (1980), Marilyn and Me (1991), Marilyn & Bobby: Her Final Affair (1993) และ Norma Jean & Marilyn (1996) ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นฉายทางโทรทัศน์ นั่นเป็นเหตุผลทำไมว่าหนังเรื่อง ‘My Week With Marilyn’ ถึงได้เป็นที่ฮือฮาและจับตามองตั้งแต่มีการประกาศว่าจะทำการสร้าง รวมถึงเมื่อมีการประกาศว่าผู้ที่รับบทเป็นมาริลืน มอนโร นั้นคือ ‘มิเชล วิลเลี่ยมส์’ ซึ่งได้รับการวิพากวิจารณ์ รวมถึงด่าทอมากมายว่าเธอดูยังไง แต่งยังไงก็ไม่เหมือนมาริลีน มอนโร (โดยก่อนหน้านั้นมีข่าวว่าผู้ที่จะมาแสดงบทนี้คือสการ์เล็ต โจแฮนสัน) มิเชล วิลเลี่ยมส์ ดูยังไงก็ไม่เซ็กซี่พอจะเป็นมาริลีน มอนโรได้ ! แต่เธอก็เป็นไปแล้ว และเพิ่งได้รับรางวัลลูกโลกทองคำไปหมาดๆ ไม่มีใครปฏิเสธฝีมือการแสดงของมิเชล วิลเลี่ยมส์ โดยเฉพาะหนังเรื่อง ‘Blue Valentine’ ที่แม้จะพลาดรางวัลออสการ์ แต่ก็ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงหญิงฝีมือฉกาจที่น่าจับตาอีกคนหนึ่งของฮอลลีวู้ดไปในทันที (ซึ่งที่จริงก็โดดเด่นมาตั้งแต่หนังเรื่อง Brokeback Mountain แล้วล่ะ) ซึ่งนั่นยิ่งทำให้บทบาทการแสดงของเธอในเรื่องนี้ที่ต้องสวมบทบาทเป็นคนอื่น ที่เคยมีชีวิตอยู่จริง เป็นตำนานของวงการ เป็นตัวแม่ของความเซ็กซี่ และยังเป็นผีที่หลอกหลอนวงการมายาอยู่ เป็นที่จับตามองมากกว่าว่าว่าหนังเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ พูดง่ายๆ ว่าหนังจะประสบความสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ งานนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือการแสดงของมิเชล วิลเลี่ยมส์ ล้วนๆ จากการที่ความสนใจถูกหันเหไปยังมิเชล วิลเลี่ยมส์ และการสวมบทบาทการเป็นมาริลีน มอนโร ว่าจะ ‘เหมือน’ หรือไม่นั้น ทำให้คนดูออกจะผิดหวังสักหน่อย เมื่อที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่เล่าเรื่อง ‘มาริลีน มอนโร’ เป็นแกนกลาง เพราะทุกอย่างจะถูกเล่าผ่านสายตา และเรื่องราวของโคลิน คลาร์ก ก็แน่ละ...หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือของเขานี่ และเรื่องราวที่ถูกบันทึกในหนังสือก็เป็นเรื่องราวของ ‘เขา’ ที่ไปสัมพันธ์กับ ‘มาริลีน มอนโร’ ช่วยไม่ได้ ที่ความจริงในข้อนี้ถูกกลบไปด้วยกระแสของคำว่า ‘มาริลีน มอนโร’ และอาจสร้างความผิดหวังและความ ‘ไม่อิ่ม’ เล็กน้อยให้กับคนดู โดยเฉพาะในช่วงแรกที่หนังตัดฉึบฉับอย่างรวดเร็ว และถูกขโมยซีนจากจูดี้ เดนซ์ (เจ้าแม่ขโมยซีนของวงการ ยังจำเรื่อง Shakespeare In Love ที่เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงจากการออกฉากไม่กี่นาทีได้ไหม ?) ไปอย่างง่ายดาย ด้วยสีหน้าและคาเร็กเตอร์ รวมถึงความช่ำชองในฝีมือการแสดงของเธอเอง จากนั้นหนังจึงค่อยๆ นำเราสู่การทำความรู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อว่า ‘มาริลีน มอนโร’ ผ่านสายตาการสัมผัสของโคลิน คลาร์ก อย่างแรกเลยคือมิเชล วิลเลี่ยมส์ นั้นผอมไปสำหรับการรับบทบาทเป็นมาริลีน มอนโร ไม่ได้อวบอัด บึ่บบั่บ สมกับเป็นเซ็กซี่สตาร์ และที่สำคัญ ‘แวว’ ของความเซ็กซี่ในฐานะเซ็กซี่ตัวแม่อันเป็นตำนานนั้นไม่ฉายเลยสักนิด มิเชล วิลเลี่ยมส์ (นอกจากจะแปลงโฉมแล้วก็ยังไม่ค่อยเหมือนแล้ว) ไม่สามารถตีบทแตกได้ตรงความเซ็กซี่ของมาริลีน มอนโร นี่แหละ (แน่นอนคำว่าเซ็กซี่นั้นไมได้หมายถึงแค่นมที่ใหญ่ หุ่นอวบอั๋น หรือรูปร่างอย่างกับนาฬิกาทรายเพียงเท่านั้น) แต่เธอก็สามารถแสดงพลังของการแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม กับการเสนอภาพของมาริลีน ในแบบความซื่อใสเหมือนเด็ก ใครจะไปคิดว่ามิเชล วิลเลี่ยมส์ ที่รับบทหนักๆ กร้านโลกมาทั้งชีวิตจะสามารถนำแววตาใสซื่อบริสุทธิ์นั้นมาใช้ได้! หนังเรื่องนี้พยายามฉายภาพมาริลีนที่แตกต่างจากการเป็นนักแสดงสุดเซ็กซี่และเรื่องอื้อฉาวทั้งหลาย ผ่านสายตาการสังเกตของโคลิน คลาร์ก ซึ่งทำให้เราเห็นอีกหลายๆ ด้านของเธอ ทั้งความเจ็บปวดจากการเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า การเป็นคนหัวช้าในเรื่องการแสดง ความซื่อใสบริสุทธิ์แบบเด็กที่อยู่ก้ำกึ่งกับการเฟลิร์ต หรืออ่อยผู้ชาย การขาดความรักความเข้าใจและได้รับความเจ็บปวดจากการที่ต้องเป็น ‘มาริลีน มอนโร’ ที่คน Stereotype ไว้ตลอดเวลา (ซึ่งรวมถึงอดีตสามีของเธออย่างอาร์เธอร์ มิลเลอร์ด้วย) ซึ่งบุคลิก ตัวตน ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอผ่านการแสดงที่ยอดเยี่ยมของมิเชล วิลเลี่ยมส์ ที่สอบผ่านได้อย่างเหลือเชื่อ (ยกเว้นความเซ็กซี่) รวมถึงการพูดการจา ที่เธอกล่าวในตอนขึ้นรับรางวัลลูกโลกทองคำว่าต้องขอบคุณลูกสาวของเธอที่ยอมฟังนิทานก่อนนอนในเสียงพากษ์แบบมาริลีน มอนโร มาตั้งหลายเดือน ตัวตน (ที่แท้จริง ?) ของมาริลีน มอนโร ที่ถูกนำเสนอผ่านในหนังเรื่องนี้ นั้นมาจากการสังเกต การสัมผัสได้ของโคลิน คลาร์ก และการเล่าเรื่องของเขาทั้งในหนังสือ และในหนัง เหตุนี้เองที่ทำให้คนดูอาจจะรู้สึกไม่ชอบนัก เพราะหนังได้เปลี่ยน (ความคิดเราที่ตั้งใจไว้แต่ต้น) ความสนใจจุดใหญ่ที่คาดหวังว่าจะอยู่ที่ ‘ความเป็นมาริลีน มอนโร’ กลายเป็นเรื่องราวของมาริลีน มอนโร ในระยะเวลาสั้นๆ ผ่านสายตาและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับโคลิน คลาร์ก เราจึงเหมือนเป็นอีกคนที่คอยลอบสังเกตมาริลีน เพื่อตีความเอาเองว่าเธอเป็นคนอย่างไรจากสายตาของโคลิน คาร์ก อีกที ในความคลุมเครือนี้ มีทังข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือ มันไมได้เป็นการตัดสินมาริลีน มอนโร โดยตรงและเปิดโอกาสให้เราได้ใช้วิจารณญาณในการทำความรู้จักผู้หญิงคนนี้ ส่วนข้อเสียก็คือ มันคลุมเครือเกินไป เรื่อยเฉื่อยเกินไป จนหนังไม่มีจุดเด่น เพราะในการเล่าเรื่องผ่านโคลิน คาล์ก นั้น หนังก็ไม่ได้ชูประเด็น ‘การเติบโต’ หรือผลลัพธ์ (หรือเอาง่ายๆ คือความดราม่า) ของ โคลิน คาล์ก จากการผ่านเหตุการณ์ เรื่องราวนี้ ว่าเขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง ซึ่งมันทำให้หนังไม่ได้ไปทางใดทางหนึ่งเอาเสียเลย จนกระทั่งถึงตอนจบ เราก็ยังไม่รู้สึกอิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการได้รู้จักตัวตนของมาริลีน มอนโร หรือเรื่องราวการเติบโต เปลี่ยนผ่าน ของโคลิน คาล์ก ที่เขาได้ประสบพบเจอ การเข้าไปดูหนังเรื่องนี้จึงเหมือนแค่การเข้าไปดูการแสดงของมิเชล วิลเลี่ยมส์ ว่าเธอจะทำได้ดีหรือเปล่า เท่านั้นเอง แต่ในส่วนเรื่องราวของตัวหนังกลับไม่เป็นที่จดจำสักเท่าไหร่ และถึงแม้มิเชล วิลเลี่ยมส์ จะทำได้ดี แต่เราก็อาจจะแค่รู้สึก ‘เฉยๆ’ กับการแสดงของเธอ อย่างแรกเลย อาจเป็นเพราะ เราไม่เคยดู รู้จัก หรือคุ้นเคยกับมาริลีน มอนโรมาก่อน ในฐานะบทบาทการแสดงของเธอ เราจึงจับไม่ได้หรอกว่า มิเชล วิลเลี่ยมส์ นั้นแสดงได้เหมือนมาริลีนจริงหรือไม่ ประการต่อมาคือ นอกจากจุดหลักจะเป็นการเล่าเรื่องของโคลิน คลาร์ก ซึ่งดึงความสนใจออกจากตัวมาริลีนเองด้วยแล้ว (เขาเป็นตัวเอกของเรื่อง) นักแสดงในหนังเรื่องนี้ยังฝีมือฉกาจฉกรรจ์และมีคาแร็กเตอร์ที่ ‘แรง’ ไม่ว่าจะเป็นจูดี้ เดนซ์ ที่ขโมยซีนในช่วงต้น หรือ Kenneth Branagh ที่เล่นได้ดุเดือดและลึกซึ้ง หรือ Julia Ormond (ในบทบาทของภรรยาของ Lawrence Olivier) ที่ออกมาน้อยมาก แต่ทรงพลังมากในทุกๆ คำพูด การกระทำของเธอ รวมถึงการแสดงของมิเชล วิลเลี่ยมส์ เอง ที่แม้การแสดงเป็นมาริลีนร์นั้นจะโหดหินมาก แต่มันเป็นคาแร็กเตอร์ที่ไม่ ‘แรง’ ไม่ได้ใส่อารมณ์ แถมเก็บกด สับสน แบบเงียบๆ จึงทำให้ดูเหมือนว่าพลังแห่งการแสดงของเธอไม่มีออกมา ทั้งๆ ที่นั่นเป็นการแสดงอย่างยิ่งยวด ถ้าหากวัดมวยกันกับเมอรีล สตรีพ ในบทบาทของนางมาร์กาเร็ธ แทธเชอร์ ใหนังเรื่อง The Iron Lady แล้ว เห็นว่าเมอรีล (และหนังเรื่องนั้น) นั้นดราม่ามากกว่า ได้แสดงอะไร (ที่เราเห็นได้อย่างชัดเจน) เยอะกว่า My Week With Marilyn ถึงดูไม่ค่อยประสบความสำเร็จและน่าประทับใจมากนัก และดูเหมือนว่าหนทางบนเวทีออสการ์ของมิเชล วิลเลี่ยมส์ ก็ดูริบหรี่ลงอีกเช่นกัน (เพราะเวทีออสการ์ ไม่มีการแยกสาขาหนังดราม่าและหนังตลกเหมือนลูกโลกทองคำ) ความหวังของหนังเรื่องนี้บนเวทีออสการ์ (ในสาขารางวัลอื่นๆ) ยิ่งดูน้อยลงไปอีก เพราะหนังเรื่องนี้เท่าที่จะมีความหวังได้ก็มีเพียงการแสดงของมิเชล วิลเลี่ยมส์เท่านั้น