ความงามของศิลปะ การอ่านเชคสเปียร์ และความล่องลอยฟุ้งซ่านในจิตสำนึกส่วนบุคคล

ข้อเขียนชิ้นนี้คือปฏิกิริยาต่อบทความ ‘ประวัติศาสตร์ไทยแบบ Plot Based History กับการอ่านเชคสเปียร์แบบไทยๆ’ ของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ที่ได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไทไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2012

ผมอยากตั้งคำถามอย่างจริงจังถึงความย้อนแย้งทางทัศนคติ โดยเฉพาะในมุมมองเกี่ยวกับศิลปะที่ษัษฐรัมย์นำมาเพื่อวิพากษ์โจมตีภาพยนตร์เรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ (สมานรัชฏ์ กาญจนวณิชย์, 2012) ในประเด็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และหน้าที่ของงานศิลป์ ซึ่งเพียงการออกตัวว่า “ไม่มีความรู้เรื่องภาพยนตร์ หรือละครเวทีมากมายนัก” ไม่ได้ช่วยให้บทความนี้สมเหตุสมผลและสมควรแก่เหตุขึ้นแต่อย่างใด เพราะปัญหาที่แท้จริงของบทความไม่ได้อยู่ที่รสนิยมหรือความรู้และโลกทัศน์ทางศิลป์

คุณพลาด (หรือจงใจพลาด?) ในคอนเซปต์ที่ง่ายและพื้นฐานที่สุดในการเข้าถึงภาพยนตร์ นั่นคือไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง ‘ภาพยนตร์’ และ ‘ตัวอย่างภาพยนตร์’ ได้ ทั้งๆ ที่คอนเซปต์นี้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ถึงขั้นระดับนักวิชาการ (ไม่ว่าจะสายวิชาไหน) แต่แค่ระดับคนเสพงานบันเทิงเชิงตลาดทั่วโลกต่างก็รู้ข้อเท็จจริงข้อนี้

ถ้าหากเพียงการดูตัวอย่างภาพยนตร์ที่มีเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต ประกอบกับการอ่านบทความหรือ Director’s Statement (สารจากผู้กำกับ) ของหนังเรื่องใดๆ แล้วเอามาตีประเด็นอย่างที่คุณทำสามารถเรียกได้ว่า ‘วิพากษ์หนัง’ แล้วล่ะก็ คนดูหนังก็ไม่จำเป็นต้องถ่อสังขารไปดูหนังถึงที่โรง ไม่ต้องขวนขวายตะเกียกตะกายหาโหลดหนังที่ประเทศนี้ไม่ซื้อมาฉายผ่านเว็บบิทเว็บฝากไฟล์ โรงหนังที่มีอยู่ก็ควรปิดกิจการเผาทิ้งเป็นซากตึก เพราะต่อจากนี้คนทำหนังแค่ตัดอะไรยาว 2-3 นาทีมาอัพลงเน็ตก็ทำให้เกิดการวิพากษ์หนังได้

ง่ายจัง

ถ้าคุณเชื่อแบบนั้นจริงๆ งั้นคุณอย่าโกรธเชียวถ้าเกิดมีนักวิจารณ์หรือใครสักคน (อาจเป็นผม หรือ ตุลย์ สิทธิสมวงศ์) เขียนบทความบริภาษก่นด่าไม่มีชิ้นดีว่าหนังเสื้อแดงลงขันอย่าง ‘นวมทอง’ นั้นเลวร้ายเพราะบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ด้วยการตีความเข้าข้างตัวเองให้เสื้อแดงเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตย ทั้งยังฉวยใช้ประวัติศาสตร์นองเลือดทางการเมืองมาเหยียบย่ำคนอื่นทั้งทหารทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง โดยอาศัยแค่การอ่านเรื่องย่อในเว็บ, อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ ธัญสก พันสิทธิวรกุล ในประชาไท หรือฟัง วัฒน์ วรรลยางกูร, ทองขาว ทวีปรังษีนุกูล, พงษ์ศักดิ์ ภูสุทธิสกุล, อภิรักษ์ วรรณสาธพ ให้สัมภาษณ์ออก Voice TV

ในเมื่อคุณยังไม่มีโอกาสได้ดู ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ แล้วจะเอาอะไรไปตัดสินการอ่านเชคสเปียร์ของสมานรัชฏ์? คุณรู้ได้อย่างไรว่าการผลิตซ้ำฉาก ‘ฟาดเก้าอี้’ ในภาพยนตร์เรื่องนี้มีเพื่อ “เชื่อมขบวนการคลั่งเจ้าย่างสดนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กับขบวนการเสื้อแดงที่ถูกชักนำโดยนักการเมืองว่ามีลักษณะร่วมกัน” ที่ไปสนับสนุนการอ่านเชคสเปียร์แบบชนชั้นนำ? คุณทราบได้อย่างไรว่าหนังเรื่องนี้ “ผลิตซ้ำการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ตามโครงร่างแบบจารีตของไทย ตามด้วยการลดค่าของประชาชนที่ย่อมมีสิทธิเสรีในการดำเนินชีวิตและศรัทธาในอุดมการณ์ทางการเมืองให้เป็นเพียงทาสแก่การชักนำของ ‘ท่านผู้นำ’”? คุณทราบได้อย่างไรว่าหนังเรื่องนี้ “ผลิตซ้ำความคิดที่นำสู่การลดทอนความเป็นคนของอีกฝ่าย”?

คุณใช้วิธีนั่งทางใน กำหนดจิต มโนเพ้อฝันไปเอง หรือฟังต่อมาจากใคร จนรู้ขึ้นมาได้เองหรือว่าฉากฟาดเก้าอี้นี้ปรากฏอยู่ตอนไหนของหนัง ฉากก่อนหน้านี้คือภาพของใคร ภาพหลังจากนี้นำเสนออย่างไร ทั้งหมดทั้งมวลตลอดเวลาเกือบ 180 นาทีของหนังต้องการจะสื่ออะไร หนังเรียงลำดับจากอะไรไปสู่อะไร ภาพเปรียบเทียบและวิธีการเล่าเรื่องนั้นถูกจัดวางด้วยท่าทีลักษณะไหน คุณเห็นเพียงสีแดงเป็นอาภรณ์ของตัวละครในเรื่องผ่านฉากสั้นๆ ก็พลันตัดสินไปไกลลิบโลก (ยอมรับเถอะ คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวหนังจริงๆ พูดถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงหรือเปล่า!)

ผมไม่ได้จะปกป้องสมานรัชฏ์ว่าเธอปลอดจากเจตนาว่าต้องการพูดถึงเสื้อแดงหรือการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างบริสุทธิ์ (อย่างที่เธอพยายาม depoliticized ผลงานของตนผ่านการให้สัมภาษณ์ออกสื่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา หลังจากหนังได้รับคำสั่งห้ามฉายในราชอาณาจักร) ไม่ได้บอกว่าเราต้องเชื่อตามเธอเท่านั้นว่าเธอยึดสีแดงตามความหมายสากลทางศิลปะและควร exclude การตีความที่ว่า สีแดง = เสื้อแดง ออกไป แต่การยื่นมือเข้าไปตัดสินผลงานด้วยอคติล้นเหลือนั้นคือสิ่งที่ผมยอมรับไม่ได้

จริงๆ ผมว่าคุณก็แค่โกรธที่สมานรัชฏ์ใช้คำว่า ‘คนคลั่งที่ถูกปั่นหัวโดยเครื่องจักรทักษิณ’ และที่เธอพูดถึงเหตุการณ์ May 19 โดยโฟกัสแค่การเผาบ้านเผาเมืองและการล่มสลายของห้างสรรพสินค้ากับโรงภาพยนตร์มากกว่าคนตาย จากบทความของเธอที่เขียนขึ้นในเว็บไซต์ทางการของหนัง แล้วก็พาลตีโพยตีพายมาถึงตัวหนังด้วยอาการคิดฟุ้งซ่านล่องลอยรับใช้จิตสำนึกส่วนบุคคลของตน เหมือนที่เขาได้กล่าวหาผลงานของสมานรัชฏ์ รับใช้ความโกรธที่ว่าเธอต้องการใช้สีแดงเพื่อโจมตีและเหยียบย่ำความเป็นคนของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง แล้วก็ปักใจเชื่อเช่นนั้นโดยไม่คิดตั้งคำถามโต้แย้งกับตัวเอง

ถ้าคุณจะรับใช้ความโกรธของคุณด้วยการเขียนบทความตอบโต้ข้อเขียนของสมานรัชฏ์ไปเลยโดยไม่พยายามทำตัววิพากษ์หนัง หรือจะวิพากษ์การอ่านเชคสเปียร์แบบรับใช้ชนชั้นนำของคนไทยโดยมีพื้นจากละครเวทีของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ (หรือจากละครเวที ผลงานแปล และบทวิจารณ์งานเชคสเปียร์ในภาคภาษาไทยชิ้นอื่น) ผมก็จะได้อยู่เฉยๆ แต่คุณเปล่า คุณกลับพยายามใช้คำใหญ่โตมาหุ้มห่อความล่องลอยฟุ้งซ่านโกรธเกรี้ยวอคติของตัวเอง อ้างตั้งแต่เชคสเปียร์ไปถึงเยอรมันลามไปหาคนึง ฉัตรเท แสร้งว่ากำลังพูดถึงประวัติศาสตร์และศิลปะ ทั้งที่คุณก็แค่กำลังพิพากษาสมานรัชฏ์ผ่านตัวหนังสือโดยไร้หลักฐานสนับสนุนเป็นชิ้นเป็นอัน

ข้อที่ตลกอย่างร้ายกาจคือเมื่อคุณหาเหตุผลมาสนับสนุนการพิพากษาอันน่าละอายครั้งนี้ว่า “เพราะคนดูหนังก็จำเป็นต้องคิดให้มากกว่าสารของผู้สร้างอยู่แล้ว” แต่การ ‘คิดมากกว่าผู้สร้าง’ ที่อิงแอบอยู่กับทฤษฎีความตายของประพันธกร (Death of the Author) ไม่ได้ระบุว่าคุณคิดมากกว่าได้คนเดียว และคิดมากกว่าได้แค่แบบเดียว ที่ยิ่งเสียดเย้ยคือคุณนั่นแหละที่ยึดติดกับผู้สร้างเสียเต็มประดา คุณสลัดทัศนคติทางการเมืองของเธอออกไปไม่ได้แม้ชั่วขณะจิตที่คุณเขียนงาน และคุณก็ตัดสินทุกอย่างจากความคิดนั้น ราวกับว่าผีของสมานรัชฏ์ตามหลอกตามหลอนคุณไม่รู้จบ หลังจากที่คุณเผลอไปอ่านเจอว่าเธอเกลียดเครื่องจักรทักษิณมากเพียงใด และเธอมองเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 อย่างไร แล้วก็เริ่มตัดสินเธอกับผลงานของเธอจากจุดนั้น

ผมไม่ได้บอกว่าเราจะยึดการตีความหรือการวิพากษ์ในรูปแบบนี้ไม่ได้ แต่คุณจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ดูผลงานของผู้สร้างเสียก่อน สมมติสถานการณ์ให้ก็ได้ว่า คุณอาจด่าละครเวที ‘สี่แผ่นดิน เดอะ มิวสิคัล’ (ถกลเกียรติ วีรวรรณ, 2011) อย่างรุนแรงเพราะมันมีความคิดทัศนคติทางการเมืองที่ตรงข้ามกับคุณ ทั้งยังบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่คุณเห็นว่าสำคัญและเป็นการบิดเบือนเพื่อเสนอทัศนคติอันเลวร้ายทางการเมือง แต่ถ้าคุณจะวิพากษ์ว่าผู้สร้างมีความล้มเหลวทางทัศนคติอย่างไร หรือต้องการโจมตีการสร้างงานของถกลเกียรติว่าเลวร้ายต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แค่ไหน นอกจากคุณจะต้องดูละครเวทีเรื่องดังกล่าวด้วยตัวเองแล้ว คุณยังต้องคัดกรองอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยว่าสิ่งที่ละครสื่อนั้น ส่วนไหนเป็นความคิดของถกลเกียรติโดยเนื้อแท้ และส่วนไหนตกทอดมาจากงานต้นฉบับของคึกฤทธิ์ ปราโมช

คุณอ้างอยู่ตลอดบทความว่าสังคมอารยะไม่ให้ศิลปะทำแบบนั้นแบบนี้ ศิลปะย่อมไม่มีความสวยงามถ้าเหยียบย่ำผู้คนว่าโง่เง่าคิดไม่เป็น ลากยาวไปถึงเรื่องฮิตเลอร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก่อนจะวกกลับมาสู่บทสรุปว่าศิลปะแบบที่คุณยอมรับได้คือ “ศิลปะที่วางอยู่บนฐานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มิใช่ล่องลอยรับใช้จิตสำนึกส่วนบุคคล” แต่คุณลืมไปหรือเปล่าว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้นถูกโต้แย้งได้ เล่าใหม่ได้ และประวัติศาสตร์การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่คุณอ้างว่าเป็น ‘ข้อเท็จจริง’ นั้นก็ยังอยู่ในโมงยามของการแย่งชิงความหมายระหว่างคนที่คิดต่างกัน หรือมิใช่? แล้วเหตุใดคนที่มองข้อเท็จจริงเหล่านี้ด้วยมุมมองที่ต่างจากคุณจึงจะไม่มีสิทธิ์สร้างงานศิลปะเล่า? (โน้ตเพิ่มเสริมให้ว่าไม่มีใครสามารถบังคับให้คุณมองงานศิลปะทุกชิ้นเป็นสิ่งสวยงามอย่างไม่มีเงื่อนไขได้หรอก ชิ้นไหนที่คุณมองว่ามันต่ำช้า ขยะแขยง น่ารังเกียจทางทัศนคติ ใครเขาจะไปห้ามคุณไม่ให้มองอย่างนั้นได้ และที่สำคัญ ผู้คนในวงการศิลปะทุกแขนงต่างก็ทราบดีเป็นพื้นฐานว่าไม่ใช่แค่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ศิลปะ’ แล้วจะต้องแสนดีแสนงามเป็นสัจนิรันดร์)

ไม่ต้องคิดต่อยอดประเด็นไปไกลกว่านั้นเลยว่า หากศิลปินไม่ทำงานเพื่อรับใช้จิตสำนึกส่วนบุคคลแล้วศิลปินต้องรับใช้อะไร – จริยธรรม? ศีลธรรม? (แบบที่ทางผู้สร้างก็พยายามเคลมตัวเองว่าภาพยนตร์ดัดแปลงแมคเบธของฉันสร้างขึ้นเพื่อการนั้น) รัฐ? ทุนนิยม? ผู้มีอำนาจ? ความพอใจของคุณและคนที่คุณอ้างว่าเป็น ‘คนส่วนมาก’ ของประเทศ?

ถ้ายึดนิยามศิลปะตามที่คุณบอกว่าชอบธรรมตามแบบสังคมอารยะ บริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในฝรั่งเศสคงไม่กล้าซื้อสิขลิทธิ์หนังพรอพพากันดาร่วมสมัยที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือเรื่อง A Schoolgirl’s Diary (จางอินฮัค, 2007) ไปลงโรงฉายที่นั่นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (พวกเอกชนฝรั่งเศสนี่ช่างไร้อารยะเสียจริงที่สนับสนุนศิลปะชวนเชื่อของรัฐเผด็จการ!) และหนังอย่าง Inglourious Basterds (เควนติน ตารันติโน่, 2009) ย่อมไม่มีทางเกิดได้ในสังคมอารยะแบบสหรัฐอเมริกา เพราะหนังบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างร้ายกาจ ด้วยการบอกว่าฮิตเลอร์, เกอห์ริง และบรรดาคนสำคัญของพรรคนาซีถูกสังหารอย่างหฤโหดโดยกลุ่มต่อต้านตายอนาถคาโรงหนังในฝรั่งเศสระหว่างรอบปฐมทัศน์ของหนังพรอพพากันดาเรื่องใหม่ของพรรค (ถ้าจะบอกว่าหนังไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ผมก็ต้องถามว่าแล้วคุณจะ apply หน้าที่ของศิลปะแบบลักปิดลักเปิดเพียงเพื่อรับใช้จิตสำนึกส่วนบุคคลของคุณงั้นหรือ คือฮิตเลอร์ถูกฆ่าได้แต่ห้ามแตะ holocaust? หรือถ้าจะบอกว่าก็หนังมันสร้างขึ้นเพื่อเสียดสีโดยอาศัยพื้นจากประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกเท่านั้น ผู้ชมจึงรู้อยู่แล้วว่าการบิดเบือนนั้นคือการบิดเบือน แล้วทำไมคุณไม่อธิบายเช่นนี้กับ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ในเมื่อมันก็คือหนังการเมืองสยองขวัญ และสร้างขึ้นเพื่อเสียดสี โดยมีพื้นจากบทประพันธ์ของเชคสเปียร์)

ย้อนแย้งอยู่ไม่ใช่เล่น เพราะในขณะที่คุณบอกว่าต่อต้านการแบนหนัง แต่ความคิดแข็งทื่อของคุณนี่แหละที่เป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการเซ็นเซอร์หนังและงานศิลปะทั้งมวล รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ต้องการหนังที่ ‘ล่องลอยรับใช้จิตสำนึกส่วนบุคคล’ จึงสั่งให้คนทำหนังต้องส่งบทให้ตรวจสอบก่อนสร้างเพื่อที่รัฐจะได้ตรวจสอบความถูกต้อง ต้องส่งหนังให้ดูก่อนไปประกวดในเทศกาลภาพยนตร์ในประเทศอื่น (ใครไม่ทำตามนี้ถูกห้ามทำหนัง 5 ปี) รัฐบาลอิหร่านไม่ต้องการหนังที่ ‘ล่องลอยรับใช้จิตสำนึกส่วนบุคคล’ อันขัดต่อการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม เช่นเดียวกับรัฐบาลไทยที่ไม่ต้องการหนังที่ ‘ล่องลอยรับใช้จิตสำนึกส่วนบุคคล’ และพยายามจะพูดเรื่องการเมืองอย่างแข็งขันจนอาจก่อให้เกิดบรรยากาศไม่ปรองดอง ไม่ว่าผู้นำรัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองหรือกองทัพ และหนังที่ ‘ล่องลอยรับใช้จิตสำนึกส่วนบุคคล’ อันกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในท่วงทำนองที่ผิดจากจารีตประเพณีอันแข็งแกร่งของไทยก็ไม่มีวันได้เกิดเช่นกัน เพราะมันขัดต่อสิ่งที่เขายึดถือว่าเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (‘แสงศตวรรษ’ (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, 2006) ถูกสั่งตัด 4 ฉากก็เพราะมันขัดกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของวิชาชีพแพทย์และพระสงฆ์ในไทยที่รัฐและผู้มีอำนาจสูงในวิชาชีพดังกล่าวยึดถือ หรือมิใช่?)

ความล่องลอยขั้นสูงสุดที่คุณเขียนออกมาคือประเด็นที่คุณเสนอมาว่าศิลปะนั้น “จำเป็นต้องวางอยู่บนฐานการยอมรับร่วมกันในสังคม” ผมอ่านแล้วนั่งหัวเราะอยู่หน้าคอมพ์เสียเป็นนาน จริงๆ ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ทำลายความน่าเชื่อถือในบทความของคุณลงจนหมดสิ้นเลยทีเดียว ถ้ายึดถือเอาตามนี้คนอิหร่านก็ไม่สามารถทำหนังด่านาซีได้เพราะสังคมเห็นว่า (หรืออย่างน้อยที่สุดคือ ‘รัฐ’ ระบุไว้ว่า) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนั้นไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ สังคมที่ยึดถือคุณค่าแบบ secular state ก็ไม่อาจมีใครสร้างหนังที่เชิดชูแนวคิดทางศาสนาออกมาสนับสนุนความเชื่อของตนเองได้ (ในทางกลับกันถ้าเป็นสังคมอุดมศาสนา หนังหรือผลงานที่มีแนวคิดวิพากษ์หรือจุดยืนตรงกันข้ามก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกันเพราะย่อมถูกตัดตอนด้วยเห็นว่าไม่สมควรมีที่ยืนในสังคม) ถ้าหากสังคม ‘ยอมรับร่วมกัน’ ในสิ่งที่ขัดกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ตามที่คุณอ้างเสียแล้ว คุณจะอธิบายหน้าที่อันงดงามของศิลปะในแบบที่คุณต้องการได้อย่างไร? แล้วถ้าสังคมไทยยอมรับร่วมกันในระบบชนชั้นแบบจารีต คุณจะโจมตีการอ่านเชคสเปียร์เพื่อสนับสนุนการดำรงคงอยู่ของชนชั้นนำ เช่นที่คุณเสนอมาได้อย่างไร? หากสังคมไทยยอมรับร่วมกันว่าเสรีภาพไม่ใช่สิ่งจำเป็นและจำต้องมีข้อยกเว้นเพื่อความสุขสงบของบ้านเมือง ศิลปินก็จำต้องทำหน้าที่แบบสงบเสงี่ยมเจียมตนไม่เผยออยากใช้เสรีภาพจนเกินงาม หรือมิใช่?

แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ ที่จริงแล้วคุณ(หรือใครก็ตาม)ไม่มีปัญญาจะหาตัวชี้วัดที่ชัดเจนได้หรอกว่า เราจะดูจากตรงไหนว่าแต่ละสังคมนั้นยอมรับอะไรร่วมกัน นอกจากสิ่งที่ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นผลจากการทำงานของรัฐ คุณไม่มีอะไรยืนยันว่าสังคมไทยยอมรับร่วมกัน(กับคุณ)ในประเด็นเกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงหรือกระทั่งความเชื่อในเสรีภาพและระบอบประชาธิปไตย

สิ่งที่สังคมอารยะทำไม่ใช่การปฏิเสธงานศิลปะ หรือพยายามสร้างเงื่อนไขให้มันด้วยมาตรฐานแข็งทื่อด้านมนุษยธรรมหรือเชิดชูคุณค่าด้วยมุมมองแบบนักสังคมศาสตร์นักประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว (โดย treat มันในฐานะของวัตถุเพื่อการศึกษา ตำรา หนังสือ มากกว่าจะมองมันที่ form อย่างแท้จริง) แต่คือการยอมรับงานศิลปะในฐานะเครื่องมือหรือผลงานที่นำเสนอจิตสำนึกส่วนบุคคลของศิลปินที่ต่างพื้นเพ ต่างที่มา ต่างความคิด ต่างทัศนคติ อันก่อให้เกิดการวิพากษ์ โต้แย้งถกเถียงในประเด็นอันหลากหลาย ทั้งในเชิงสังคมการเมือง สุนทรียศาสตร์ หรือกระทั่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หากสังคมอารยะต้องยอมรับเงื่อนไขของศิลปะแบบเดียวกับที่คุณเสนอ โลกนี้ก็คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘สังคมอารยะ’ เป็นแน่

ภาพยนตร์ (และศิลปะแขนงอื่น) ไม่ใช่ศิลปะที่สร้างขึ้นแล้วมีความหมายตายตัวแช่แข็งไปตลอดกาล ความหมายของมันสามารถเลื่อนไหลเปลี่ยนแปรไปได้ตามกาลเวลา สถานที่ บริบทสังคมการเมืองที่แวดล้อมตัวชิ้นงานอยู่ นี่อาจเป็นคอนเซปต์ที่คุณไม่เข้าใจและไม่เคยนึกถึง แต่สมานรัชฏ์เข้าใจ form ของภาพยนตร์ เธอจึงไม่พยายามบอกให้คนยึดติดว่าหนังของเธอมีความหมายจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวจนกระดิกตัวไม่ได้ เธอบอกว่าตัวละครแมคเบธในเรื่อง ถ้าคนกัมพูชาดูก็อาจนึกถึงฮุนเซน คนลิเบียดูก็อาจนึกถึงกัดดาฟี่ และถ้าคนไทยดูก็อาจนึกถึงทักษิณ (ไม่ยิ่งน่าคิดต่อไปหรือว่าคนไทยเองก็ใช่ว่าจะดูแล้วนึกถึงทักษิณกันไปหมด หรือต่อให้พวกเขาถอดรหัสว่าผู้คนสวมอาภรณ์แดงเหล่านั้นหมายถึงเสื้อแดง ก็ไม่ได้มีข้อยืนยันถาวรว่าเขาจะมองว่าการนำเสนอเช่นนี้เท่ากับกดทับบีฑาความเป็นคนของคนเสื้อแดงแต่อย่างใด ประเด็นนี้เรียนเชิญคุณษัษฐรัมย์ไปลองไล่อ่านคอมเมนต์ในคลิปตัวอย่างหนังเรื่องนี้ดูอย่างถี่ถ้วนสักเล็กน้อย อาจจะพอเห็นภาพมากขึ้น)

ตัวอย่างของการเลื่อนไหลนี้มีมากมาย ตั้งแต่ The Lady (ลุค เบซง, 2011) เมื่อฉายในประเทศฝั่งตะวันตกก็มีความหมายหนึ่ง เล็ดลอดหลุดเข้าไปให้คนพม่าดูแบบละเมิดลิขสิทธิ์ก็มีอีกความหมายหนึ่ง และคนไทยเองก็อธิบายมันด้วยความหมายใหม่ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางการเมืองและจริตส่วนบุคคลของผู้อธิบายซึ่งแน่นอนว่าอาจแตกต่างจากสารที่ผู้สร้างคิดไว้ตั้งแต่แรก (โปรดดูบทความ ‘The Lady ซูจี และยิ่งลักษณ์’ ที่นี่ http://www.siamintelligence.com/the-lady-suu-kyi-yingluck/), The Iron Lady (ฟิลลิดา ลอยด์, 2011) ก็ถูกแปรความหมายจากการเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงชีวิตการเมืองของ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ให้กลายเป็นภาพยนตร์แนว ‘สุภาษิตสอนผู้นำหญิง’ สำหรับกลุ่มผู้ไม่พอใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บางส่วน, หนังบล็อกบัสเตอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีสามมิติอย่าง Avatar (เจมส์ คาเมร่อน, 2009) ก็ยังถูกให้ความหมายทางการเมืองในไทยโดย ทักษิณ ชินวัตร (“พี่น้องชาวเสื้อแดง ว่างๆ ลองไปดูหนังเรื่อง Avatar อีกที มันสะท้อนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงกับทหารรัฐบาลมาก ระหว่างการใช้อาวุธพื้นบ้านกับอาวุธทันสมัย” – ทวิตเตอร์) และทักษิณเองก็เคยใช้ Wag the Dog (แบร์รี่ เลวินสัน, 1997) มาให้ความหมายโจมตีอภิสิทธิ์ ส่วนฝั่งตรงข้ามกลุ่มคนเสื้อแดงและทักษิณก็หยิบมาตอกกลับ หรือ ‘อินทรีแดง’ (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, 2010) ก็ถูกฉวยใช้นำไปอธิบายการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างแพรวพราว ตามแต่ทัศนคติ ความเชื่อ และอุดมการณ์ของผู้อธิบายไม่ว่าจะสวมเสื้อสีใด บ้างก็ให้ความสำคัญกับสีแดงบ้างก็ให้ความสำคัญกับหน้าตาของท่านผู้นำว่าละม้ายคล้ายนายกรัฐมนตรีในสมัยที่หนังออกฉาย บ้างก็ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาสร้างที่คาบเกี่ยวกันหลายรัฐบาล บ้างก็ให้ความสำคัญกับวาทกรรม ‘นักการเมืองเลว’ – และไม่มีความหมายใดที่มีอำนาจพอจะยึดครองความชอบธรรมไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จสำหรับอธิบายหนังเรื่องใดๆ โดยสมบูรณ์

กระทั่งภาพยนตร์ที่เข้าข่าย ‘บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์’ และ ‘ลดทอนคุณค่าความเป็นคน’ อย่างหนังพรอพพากันดาสมัยนาซีเรื่อง Triumph of the Will (เลนี่ รีเฟนชตาห์ล, 1935) ปัจจุบันก็ไม่ได้ถูกปฏิเสธจากโลกอารยะประชาธิปไตยที่คุณอ้างถึง ซ้ำยังได้รับการยอมรับในฐานะหนังเรื่องสำคัญของโลกในแวดวงภาพยนตร์ศึกษา (และไม่ได้มีเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวที่อยู่ในข่ายนี้) คุณคิดว่าผู้คนปัจจุบันจะดูหนังเรื่องนี้แล้วถอดรหัสในหนังได้เช่นประชาชนในยุคนาซีหรือ พวกเราจะยังดูหนังแล้วเชื่อในแสนยานุภาพของอาณาจักรไรช์ที่สาม ความดีงามของฮิตเลอร์ ความต่ำต้อยด้อยค่าของชนชาติยิว เหมือนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหรือ? ต่อให้คุณดูหนังพรอพพากันดาของเกาหลีเหนือ ของเวียดนามสมัยคอมมิวนิสต์ ของโซเวียตสมัยสตาลิน ของคิวบาสมัยคาสโตร ของอเมริกาและของไทยสมัยสงครามเย็น การถอดความหมายของคุณจะแช่แข็งตายตัวตามจุดประสงค์ทางการเมืองของงานเหล่านี้จริงหรือ?

การให้ความสำคัญกับความหมายที่เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งยืนยันหน้าที่ของงานศิลปะ แน่นอนว่ามันเกิดขึ้นจากจิตสำนึกส่วนบุคคลของศิลปิน หรือของหน่วยงานองค์กรและทัศนคติใดก็ตามที่ครอบงำศิลปินเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ยึดโยงตัวเองอยู่กับอะไรอย่างถาวร ไม่ว่าจะกับตัวศิลปิน ทฤษฎีวิชาการทางศิลปะ หน่วยงานองค์กรผู้อำนวยการสร้าง รัฐ ทัศนคติทางการเมือง หลักคิดทางศาสนาศีลธรรม ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ สถานที่ และแม้แต่กาลเวลา ความหมายของงานแต่ละชิ้นไม่ว่าจะเป็นศิลปะในแขนงใดล้วนเกิดจากการที่เรานำ ‘จิตสำนึกส่วนบุคคล’ ของเราเองเข้าไปจับและปรับรูปคำอธิบายต่อมันในแต่ละครั้งที่เราเข้าไปปะทะสังสรรค์กับชิ้นงานด้วยบริบทที่แตกต่างกันออกไป

‘ความสวยงามของศิลปะอย่างไม่มีเงื่อนไข’ นั้นไม่มีอยู่จริง แต่ศิลปะนั้นงดงามได้ก็เพราะการที่เราไม่ไปกำหนด ‘พระราชบัญญัติข้อพึงกระทำในฐานะงานศิลปะ’ ให้กับมันต่างหาก หาไม่แล้วก็เท่ากับคุณยอมรับว่าศิลปะนั้นต้องถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง (ไม่ว่าจะในทัศนะของคุณเอง หรือของผู้มีอำนาจใดๆ) และหากจะมีความหลากหลายเสรีใดๆ ก็ต้องเป็นไปตามแบบที่คุณ (หรือผู้มีอำนาจใดๆ) รับรองตราประกาศให้แล้วเท่านั้น ว่ามันรับใช้ในสิ่งที่คุณปรารถนาพึงใจ

ศิลปินแบบที่คุณอยากได้ ก็คือศิลปินประเภทที่ถ้าไม่ยอมสิโรราบให้กับอำนาจที่ทับอยู่บนแผ่นหลังของพวกเขาโดยดุษณี ก็มีแต่ศิลปินที่ถูกกดขี่มัดมือมัดเท้าปิดปากจนไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายและความคิดไปสู่เสรีภาพที่แท้จริงเท่านั้น

การผลิตซ้ำความฟุ้งซ่านล่องลอยด้วยอคติทางการเมืองแบบที่คุณทำในบทความนั้นเองคือสิ่งที่ควรละเว้นอย่างแท้จริงในการวิพากษ์ศิลปะ – แม้จริงๆ แล้วสิ่งที่คุณทำจะไม่ได้ใกล้เคียงกับคำนั้นเลยก็ตาม

Comments

โครงสร้างทางความคิดในการสร้าง

โครงสร้างทางความคิดในการสร้างหนัง ก็เพียงพอจะบอกหรือวิจารณ์ได้ในระดับนึง ต้องแสดงหางตั๋วด้วยเหรอ ถึงจะมีสิทธิ์วิจารณ์ ไถลไปได้ตลอดนะพวกนี้ เอ้า...พยายามต่อไป ผมอยากให้หนังเรื่องนี้ฉาย จะได้ตะโกนดังๆว่า.. กูไม่ดู!!

โครงสร้างทางความคิดในการสร้าง

โครงสร้างทางความคิดในการสร้างหนัง ก็เพียงพอจะบอกหรือวิจารณ์ได้ในระดับนึง ต้องแสดงหางตั๋วด้วยเหรอ ถึงจะมีสิทธิ์วิจารณ์ ไถลไปได้ตลอดนะพวกนี้ เอ้า...พยายามต่อไป ผมอยากให้หนังเรื่องนี้ฉาย จะได้ตะโกนดังๆว่า.. กูไม่ดู!!

ไม่ต้องแสดงหางตั๋วหนังหรอกครั

ไม่ต้องแสดงหางตั๋วหนังหรอกครับถึงมีสิทธิวิจารณ์ แต่การวิจารณ์ถึงสิ่งที่ตนไม่รู้จัก ไม่ได้ดู ไม่เคยสัมผัสว่ามันแย่อย่างนั้นอย่างนี้ได้นั้น ถ้าผู้วิจารณ์ไม่คับแคบจนเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่จนเกินไปก็คงเป็นคนที่คับแคบทางปัญญา

ผมอยากให้หนังเรื่องนี้ได้ฉายนะครับ แม้ว่าคนคับแคบทางปัญญาบางกลุ่มจะตะโกนว่า.. กูไม่ดู!!

โห ล่อซะยาวเหยียด

โห ล่อซะยาวเหยียด ด่าได้มันส์มาก อ่านเพลิน จบไม่รู้ตัวเลย อิ อิ อิ

ชญานิน ผมเห็นด้วยกับคุณในหลาย

ชญานิน
ผมเห็นด้วยกับคุณในหลายประเด็น และยอมรับจุดบกพร่องในบทความของผมในบางประเด็นที่คุณได้พิจารณา อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่จำเป็นต้องสร้างความชัดเจนเพิ่มเติมครับ
1.ปัญหาใหญ่คือ เราที่นี้ไม่มีโอกาสได้ดูภาพยนตร์...ซึ่งเราล้วนไม่เห็นด้วยกับการแบน ที่ปิดโอกาสการตีแผ่และถกเถียง การวิจารณ์หนังผ่านภาพยนตร์ตัวอย่างก็คงเป็นเรื่องไม่สมบูรณ์ ดังนั้นผมจึงทำได้แค่วิเคราะห์ วิจารณ์โครงเรื่องเท่านั้น และพยายามให้บทความเป็นไปในทางนั้น แน่นอนผมก็เรียนรู้ข้อมูลทุกอย่างจากแค่ รายการทางโทรทัศน์ บทสัมภาษณ์ของผู้สร้าง คอลัมนิสต์ท่านอื่น เช่นเดียวกับทุกท่าน

2.ผมคงไม่วิจารณ์ สมานรัชฏ์ หรือจุดยืนทางการเมืองของเธอ ด้วยหลักการพื้นทางทางสังคมประชาธิปไตย แต่วิจารณ์ตัวผลงานของเธอ ที่ผมทราบภายหลังว่าได้รับการสนับสนุน ด้วยงบประมาณกว่าครึ่งจากรัฐบาล(แน่นอนว่ามีภาษีของคุณและผมเท่าๆกัน ในฐานะพลเมือง) ...สมมติง่ายๆว่า หนังเรื่องนี้ยังไม่สร้างแล้วมาเสนอ Proposal ต่อหน้ามหาประชาชน และข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ต่างๆก็เปรียบเสมือน Proposal นี่คือปฏิกริยาของผม คือผมเห็นต่างในหลายประเด็น ซึ่งปรากฏชัดในฉากการใช้เก้าอี้ฟาด และการที่ตัวผู้สร้างขมวดปมสู่ความคล้ายของเหตุการณ์ปี 2519/ 2553

จากข้อมูลนี้ในฐานะประชาชนผมไม่เห็นด้วยให้มีการสร้างหนังเรื่องนี้ (แม้จะไม่ได้ดูหนังฉบับเต็ม) ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล(งบโครงการไทยเข้มแข็ง) แต่ถ้าผู้สร้างจะไปรวมทุนทำกันเองผมคงไม่สามารถขัดข้องได้ แต่ผมก็ยังคงวิจารณ์แบบเดิมไม่ว่าเงินใครสร้าง อาจด้วยโวหารที่ต่างกัน ฟังแล้วดูเหมือนเอาสีข้างเข้าถู แต่ข้อเท็จจริงคือโครงการวัฒนธรรมก็เป็นพืนที่การช่วงชิง อย่างที่คุณได้พิจารณาไป ผมยอมรับว่าถ้าเกิดมีการทำหนังเรื่อง นวมทอง ผมก็คงออกมาชื่นชมออกหน้าออกตา และก็คงไม่ผิดหวังถ้าเกิดตอนนั้นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะแบนภาพยนตร์เรื่องนี้ และมีผู้นำฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดงออกมาวิจารณ์ทั้งๆที่ได้ดูแค่หนังตัวอย่าง และบทสัมภาษณ์ของผู้สร้าง.....ประวัติศาสตร์คือการช่วงชิงความหมาย ผ่านข้อเท็จจริงบางอย่าง ผมเองก็แค่เชิ่อว่ามีข้อเท็จจริงและกระบวนการให้ความหมายบางอย่างที่รับใช้คนส่วนใหญ่ของสังคม อันนี้ถ้าคุณจะมองเป็นมโนสำนึกที่ฟุ้งซ่านของผมก็พร้อมยอมรับ

3.อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าตีความถูกต้องหรือไม่...แต่ผมคงออกตัวว่า ถ้าผมอยู่ช่วงเหตุการณ์ก่อนฉายหนัง Triumph of the Will และเล็งเห็นถึงความอันตรายของมัน ผมก็คงวิจารณ์ตั้งแต่ยังเห็นหนังตัวอย่างแบบนี้แหละครับ ถ้ามันจะนำสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พี่น้องร่วมโลกกว่า หกล้านคน คงไม่คิดถึงคุณูปการของมันต่อโลกภาพยนตร์ข้างหน้าครับ และผมเชื่อว่าในโลกอารยะคงไม่มีการสนับสนุนให้สร้างหนังแนวนี้อีกแล้ว...หนังเรื่องที่เราพูดถึงกันอยู่อาจนำสู่ความรุนแรงขนาดนั้นหรือไม่ ผมไม่ทราบได้ แต่อย่างที่ออกตัวในบทความ ผมวิจารณ์ตัวโครงเรื่อง และ "ไม่เห็นด้วยกับการแบน" จากตัว Proposal หรือสารที่ผมได้รับอย่างจำกัด

4.ผลของภาพยนตร์มิใช่ ความเป็น Originality หรือการที่มีใครได้ไปดู "กับตา" จริงๆหรือไม่ มันก็เหมือนกับ การถกเถียงว่าแก่นแท้ของพุทธศาสนา หรือลัทธิประชาธิปไตย ทุนนิยม สังคมนิยมเป็นยังไง ต้องไปอ่านตำราเล่มใด ในฐานะนักวิจารณ์หนังคุณอาจบอกว่าการเห็นกับตาเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในทัศนะผม เงื่อนไขสำคัญคือมันได้ผลิตซ้ำความสัมพันธ์และความเชื่อแบบใดมากกว่า หลายท่านอาจไม่เห็นด้วย แต่ส่วนตัวผมเห็นว่า ผมสามารถวิจารณ์พุทธศาสนาผ่านคำสอนของ ว.วชิรเมธี พุทธทาสภิกขุ โดยที่อาจไม่เคยอ่านพระไตรปิฎก วิจารณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ผ่านเหมาเจ๋อตุง แม้ไม่เคยอ่านงานของมาร์กซ์ เช่นกันครับ ผมเห็นต่างว่าเรื่องดูกับตาอาจสำคัญไม่น้อยกว่า "คำบอกต่อ" หรือสิ่งที่คนในสังคม(ที่ไม่ใช่ตัวผม) เพราะมันเป็นภาพสะท้อนเงื่อนไขความสัมพันธ์ของสังคมที่ถูกทำซ้ำให้คนเชื่อแบบนั้น ดังนั้นผมเห็นด้วยกับคุณชญานินว่ามันไม่ใช่เรื่องของแก่นแท้ตามเจตจำนงของผู้สร้าง แต่โครงเรื่องบางอย่างที่มีความชัดเจนว่ากำลังนำสู่การนำเสนอแบบใดและนำสู่ความเชื่อแบบใด (อาจไปดูคอมมเมนต์ในเว็บ manager) ผมก็ขอวิจารณ์(ย้ำไม่ได้แบนนะครับ :) )แม้จะไม่ได้เห็นด้วยตาก็ตาม

5.ถ้าเรามองว่าศิลปินไม่ใช่ "อาชีพ" แต่เป็นเงื่อนไขของความเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีความเป็นศิลปินเท่ากัน พร้อมๆกับมีความเป็นมนุษย์เท่าๆกันผมเห็น้วยกับคุณชญานินอย่างยิ่ง แต่ถ้าศิลปินเป็นฐานันดรพิเศษหรืออาชีพที่ทำอะไรก็ได้ผ่าน "มโนสำนึกของตน"ภายใต้เงื่อนไข ความงามของศิลปะผมไม่เห็นด้วย ดังนั้นถ้าเปลี่ยนเป็น สโคปของความเป็นมนุษย์ที่มิพึงลดค่าความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย

6.ประเด็นสุดท้ายผมว่าคุณคงเข้าใจผิด เพราะผมมิได้ต้องการ
"ศิลปินประเภทที่ถ้าไม่ยอมสิโรราบให้กับอำนาจที่ทับอยู่บนแผ่นหลังของพวกเขาโดยดุษณี ก็มีแต่ศิลปินที่ถูกกดขี่มัดมือมัดเท้าปิดปากจนไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายและความคิดไปสู่เสรีภาพที่แท้จริงเท่านั้น"
และในบทความผมเองก็มิได้แสดงความเห็นเช่นนี้ ย้ำอีกครั้งว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแบน แต่ก็มิเห็นด้วยกับการนำเสนอในลักษณะที่ลดทอนประวัติศาสตร์เพื่อรับใช้อุดมการณ์ของคนกลุ่มหนึ่ง(เอาให้ชัดเลยว่ากลุ่มตรงกันข้ามกับผม หรือตรงข้ามกับฝ่ายที่ผมสนับสนุน หรือเชื่อว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมที่ผมเห็นว่าถูกละเลยและไม่ได้รับความเป็นธรรม) เป็นคนละประเด็นกันซึ่งต้องแยกให้ออก

7.สุดท้ายจริงๆ การอ้างถึงคนึง ฉัตรเท เป็นการอ้างด้วยความเคารพและเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับพล็อตเรื่อง และโครงร่างประวัติศาสตร์แบบจารีตที่ลดทอนคุณค่าของผู้ตาย(ในฐานะตอนเป็นคนเป็นๆ)...และจาก บทสัมภาษณ์ของผู้สร้างก็มีแนวโน้มเป็นเช่นนั้น ซึ่งผมเองก็วิจารณ์จากหนังตัวอย่าง ข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งอาจจะผิดวิสัยความเป็น Originality ของนักวิจารณ์หนังก็ขออภัย เพราะผมไม่ได้วิจารณ์ผู้สร้าง หรือกระทั่งตัวหนังเองก็มิได้มีน้ำหนักต่อการวิจารณ์เท่ากับความสัมพันธ์และความเชื่อบางอย่างที่ถูกผลิตซ้ำในสังคม

ษัษฐรัมย์

ษัษฐรัมย์ 1.

ษัษฐรัมย์

1. คุณเข้าใจคอนเซปต์ของการสนับสนุนงบประมาณสร้างภาพยนตร์โดยรัฐผิดไป ในสังคมอารยะ รัฐจะปันเงินส่วนหนึ่งมาเพื่อการสนับสนุนภาพยนตร์ในทุกกรณีอยู่แล้วถ้าหากทางผู้สร้างแสดงเจตจำนงเข้าไป ที่เหลือนั้นขึ้นกับเงื่อนไขข้อกำหนดหรือลักษณะเฉพาะของภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่มีผลต่อการพิจารณาตัวเลขของเงินที่รัฐจะสนับสนุน แน่นอนว่าในไทยเองยังมีกฎข้อห้ามยุบยิบ (อันเป็นเรื่องของ "ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์" ในแง่มุมต่างๆ ทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ศีลธรรม เช่นที่ผมเสนอไปในบทความ) ส่วนนี่คือข้อเท็จจริงที่คุณอาจไม่ทราบมาก่อน นั่นคือหนังเรื่อง 'เชคสเปียร์ต้องตาย' นั้นไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากทุนไทยเข้มแข็งตั้งแต่การยื่นข้อเสนอ (proposal) เข้าไปตั้งแต่ทีแรก จนกระทั่งเกิดกรณีที่คนทำหนังซึ่งนำโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ มานิต ศรีวานิชภูมิ ได้ตั้งคำถามถึงการปันส่วนงบประมาณให้กับ 'ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช' มากเกินเหตุ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนงบประมาณโดยลดเงินที่ให้กับ ตำนานฯ ลง เชคสเปียร์ฯ จึงได้ทุนสนับสนุนมาจากตรงนี้ในการปันส่วนรอบหลัง ภาพยนตร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาษีประชาชนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรับใช้คนส่วนมาก หรือคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เหตุผลที่เกิดการตั้งคำถามกับการปันส่วนให้ ตำนานฯ ก็ไม่ใช่ว่าเพราะ ตำนานฯ เป็นภาพยนตร์ที่ผลิตซ้ำความคิดเห็นเชิงราชาชาตินิยม แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมในงบประมาณที่ได้รับซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้สร้างรายอื่นๆ (รวมถึง potential ของผู้สร้างที่น่ากังขาว่าจะใช้เงินจากภาษีประชาชนตรงนี้อย่างเหมาะสมหรือไม่ เช่น ถ้าหากคุณสร้างหนังไม่เสร็จตามกำหนด เป็นต้น) หาไม่แล้วทุกอย่างก็ย้อนเข้าสู่วงจรการเซ็นเซอร์เดิม นั่นคือ ศิลปะจำต้องตอบสนองต่อคนเพียงบางกลุ่มที่เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ

(ถ้าหากคุณยืนยันจะใช้การวิจารณ์โครงเรื่องหรือ proposal อะไรเทือกนั้นจริงๆ อยากให้ลองตั้งข้อสังเกตว่า การที่หนังถูกปฏิเสธไปในการขอทุนครั้งแรก และถูกเซ็นเซอร์ในครั้งนี้ ไม่ยิ่งเป็นการแสดงออกในทางหนึ่งหรือว่า เชคสเปียร์ฯ ก็ไม่ได้มีทัศนคติที่ต้องใจรัฐไทยสักเท่าไร ทำไมคุณไม่นำประเด็นนี้มาประกอบการ "ทำนายทายทัก" ล่วงหน้าเช่นที่คุณทำในบทความต้นเรื่องด้วย หรือนี่ก็คือการเลือกรับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เพื่อรับใช้จิตสำนึกส่วนบุคคล?)

2. กรณี Triumph of the Will ที่คุณยกมานั้นผมเห็นด้วย ถ้าเป็นผมในฐานะประชาชนซึ่งอาศัยในยุคนาซีครองเมือง (ถ้าเกิดว่าผมไม่บังเอิญสนับสนุนฮิตเลอร์ล่ะก็นะ) ผมก็คงรังเกียจการดำรงอยู่ของภาพยนตร์เรื่องนี้มากเช่นกัน นี่นำมาสู่ประเด็นที่คุณอ้างเรื่อง originality ในผลของภาพยนตร์ อย่างที่ผมบอกไปในบทความว่าถ้าคุณจะวิพากษ์การอ่านเชคสเปียร์แบบรับใช้ชนชั้นนำในสังคมไทย คุณสามารถทำได้ผ่านผลงานอื่นๆ อีกมากมายที่คุณได้ดูได้อ่าน แต่ในเมื่อคุณก้าวเท้าเข้ามาวิจารณ์ภาพยนตร์ "ที่คุณยังไม่ได้ดู" นี่จึงเป็นเพียงเรื่องอคติ และในเมื่อหนังยังไมได้ออกฉายคุณจะรู้ได้อย่างไรว่ามันสามารถ "ส่งผล" อะไรออกมา

3. ผมไม่ได้บอกว่าคุณจำเป็นต้องมอง เชคสเปียร์ฯ ในฐานะสิ่งที่จะเป็นประวัติศาสตร์หรือคุณค่าต่อวงการศิลปะอะไรแบบนั้น (เพราะเรื่องคุณค่าเป็นการตัดสินของปัจเจก และไอ้การจะให้คุณมายอมรับโดยดุษณีและไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนต่อการดำรงอยู่ของมันก็คงจะโรแมนติกเกินไป) แต่ที่ยกหนังพรอพพากันดาทั้งหลายขึ้นมาพูดก็เพื่อจะให้เห็นว่า ถึงสังคมอารยะจะไม่สนับสนุนภาพยนตร์ทำนองที่คุณบอกว่า "บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์" แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธมัน ต่อให้วันนี้ ตอนนี้ มีคนสร้างหนังที่เข้าข่ายนี้ออกมา การหาทางออกของเขาก็ไม่ใช่การตัดตอนหรือบอกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ศิลปินควรทำ สังคมญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้บอกว่าห้ามคนญี่ปุ่นดูภาพยนตร์เรื่อง Pearl Harbor (ไมเคิล เบย์, 2001) เพราะมันบิดเบือนประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อเชิดชูวีรกรรมของกองทัพอเมริกัน หรือกระทั่งหนังฮ่องกงเรื่อง Men Behind the Sun (โหมวตุ้นเฟย, 1988) ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ว่ากองทัพญี่ปุ่นจับเชลยชาวจีนไปทดลองอาวุธชีวภาพในช่วงเหตุการณ์สังหารหมู่ที่นานกิง ก็ยังได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชมชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก คุณสังเกตได้ไหมว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทหารญี่ปุ่น (หรือหนังหลายเรื่องที่คุณอาจได้ชม ก็มีนัยลดความเป็นมนุษย์ของนาซีและฮิตเลอร์) สิ่งที่คุณต้องดูคือมันสร้างความหมายอย่างไร แล้วจะดีเลวอย่างไรนั่นมันก็เรื่องของคุณ ต่อให้สื่อนั้นจะสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองเต็มขั้นอย่างหนังพรอพพากันดาก็ตาม นี่จะเห็นได้ว่าการเป็นงานศิลปะนั้นไม่จำเป็นต้องเชิดชูหรือเห็นค่าของมนุษย์เสมอไป ขึ้นกับจิตสำนึกส่วนบุคคลของผู้สร้าง

4. ในข้อ 6. ของคุณ คุณคงเข้าใจผมผิด ผมเพียงแต่บอกว่าทัศนคติของคุณต่อศิลปะมันจะนำไปสู่สถานการณ์แบบใดเท่านั้น (ผมไม่ได้บอกสักคำว่าคุณคิดเช่นนั้น) ถ้าคุณแสดงจุดยืนมาดังนี้แล้ว ผมคงต้องแนะนำให้คุณกลับไปตั้งคำถามกับทัศนคติต่องานศิลปะของคุณเองดูอีกสักรอบ เพราะสิ่งที่คุณแสดงมาล่าสุดนี้ขัดกับสิ่งที่คุณเขียนในบทความต้นเรื่องอย่างสิ้นเชิง

5. มนุษย์นั้นมีความเป็นศิลปิน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สร้างงานศิลปะ สมมติวันนี้คุณสร้างงานออกมาชิ้นหนึ่ง (อาจเป็นหนัง, บทกวี, นวนิยาย, ภาพวาด, ภาพถ่าย, กราฟฟิก) แล้วงานชิ้นนั้นไปลดคุณค่าของคนเสื้อเหลือง ทหาร สลิ่ม ชนชั้นนำ หรือใครก็ตามที่คุณไม่ชอบ/เห็นค้าน/รังเกียจ ผมก็จะไม่บอกว่านี่คือสิ่งที่คุณไม่พึงกระทำด้วยเหตุผลว่ามันผิดต่อความเป็นศิลปะและความเป็นศิลปิน ที่เหลือเป็นหน้าที่ของผู้ชมงานที่จะวิจารณ์แสดงความเห็น (แต่คำถามก็คือคุณจะเดือดร้อนต่อการบิดเบือนข้อเท็จจริงและลดค่าความเป็นมนุษย์ เพียงแต่เฉพาะต่องานที่ทำเช่นนั้นต่อคนที่คุณสนับสนุนหรือไม่)

6. ทั้งหมดนี้คือการตอบในประเด็นหลักของความเห็นที่คุณตอบผมมา แต่เหนือสิ่งอื่นใด คุณไม่สามารถใช้คำว่า "วิจารณ์ผลงาน" กับสิ่งที่คุณเพิ่งทำต่อ เชคสเปียร์ฯ ได้ (หรือการพยายามปรับคำให้กลายเป็นว่า "วิจารณ์ proposal" หรืออะไรเทือกนั้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คุณเรียกการกระทำของตนเองแต่แรก) คุณไม่สามารถยกการกระทำของตนไปเทียบกับการวิจารณ์พระพุทธศาสนาหรือลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ เพราะนั่นคือคุณเห็นแล้วว่า ว.วชิรเมธี, พุทธทาสภิกขุ และ เหมาเจ๋อตุง นั้นได้ "ผลิตซ้ำ" แนวคิดอะไรผ่านการแสดงความเห็น เผยแพร่คำสอน หรือเขียนหนังสือ เท่ากับว่าคุณ "เห็นด้วยตา" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ เชคสเปียร์ฯ คุณยังไม่มีโอกาสได้เห็นว่าสมานรัชฏ์ผลิตซ้ำอะไร และเมื่อคุณยังไม่เห็นว่าเธอผลิตซ้ำอะไร (และอย่างไร) อย่างแท้จริง คุณจะเอาอะไรไปตัดสินว่าผลงานของเธอจะส่งผลกระทบอะไรต่อสังคม ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าการอ้างอิงคอมเมนต์ของเว็บ manager มาสนับสนุนการวิจารณ์หนังจากตัวอย่างและบทสัมภาษณ์ของคุณนั้นโคตรจะไม่ make sense ในเมื่อคนที่ให้ความเห็นเหล่านั้นต่างก็ยังไม่ได้ดูหนังเหมือนๆ กับคุณ เพราะหนังมันถูกแบนไปแล้ว! คุณจะเอาความเห็นเหล่านี้มาตัดสินลอยๆ ไม่ได้ว่าผลงานของสมานรัชฏ์จะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง คนเหล่านี้ต่างก็พิจารณาเพียงตามหลักฐานเท่าที่ปรากฏเช่นเดียวกับที่คุณทำ พวกเขาก็รู้น้อยเท่าที่คุณรู้ แล้วความเห็นของพวกเขาจะกลายสถานะเป็นหลักฐานสนับสนุนสิ่งที่คุณพูดได้อย่างไร? (ผมบอกให้คุณลองไปอ่านคอมเมนต์ในเว็บยูทูบเพิ่มเติม คุณลองไปอ่านดูหรือยัง? ผมไม่รีบ ผมรอได้) สิ่งที่คุณมีก็แค่คำว่า "แนวโน้ม" และ "เชื่อได้ว่า" ที่ถูกนำมาขยายเป็นสมมติฐานอันเต็มไปด้วยอคติ แต่ไร้หลักฐานสนับสนุน

ชญานิน

ชญานิน ผมกระจ่างในหลายประเด็น

ชญานิน
ผมกระจ่างในหลายประเด็นขอบคุณในคำชี้แนะโดยเฉพาะประเด็น originality ซึ่งความเห็นของคุณมีประโยชน์มากทีเดียว และขออภัย(จริงๆ) ที่เข้าใจว่าคุณคิดว่าผมต้องการศิลปินที่มีลักษณะ A B C D
ทั้งนี้มีประเด็นสั้นๆที่อยากแลกเปลี่ยน
1.ที่แม้ผมจะมีค่ายทางการเมือง แต่ในสังคมมนุษย์ผมว่ามีขั้นต่ำบางอย่างที่ยอมรับร่วมได้ เช่น เสื้อแดงอาจทำหนังให้คุณทักษิณเป็นพระเอกในหลายด้าน แต่ถ้าสมมติมันเลยเถิดพูดถึงคุณทักษิณในแง่มุมที่เป็นวีรบุรุษปราบโจรใต้และฆ่าตัดตอนยาเสพติด หรือพูดถึงบุญญาอภินิหารว่าเป็นใครกลับชาติมาเกิด ผมก็คงวิจารณ์การผลิตซ็ำความเชื่อเหล่านี้ในภาพยนตร์ (อันนี้ผมทำได้หรือไม่ แม้จะได้ฟังแค่บทสัมภาษณ์ ของผู้สร้าง....เป็นคำถามนะครับ)
2.ผมไม่ได้คิดว่าควรแบนหนังเพราะ คอมเมนต์เว็บเมเนเจอร์ หรือด้วยเหตุผลใดๆ
3.การเขียนบทความของผมก็เป็นเรื่องของคนรู้น้อย เช่นเดียวกับทุกคนในโลกนี้ กับเรื่องใดๆก็ตามในโลกทุกคนรู้น้อยทั้งนั้น คอมเมนต์ในเว็บเมเนเจอร์ บทสัมภาษณ์ผู้สร้างหนัง คอมเมนต์ในยูทูบ หรือกระทั่งความเห็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป สำหรับผมก็มีน้ำหนักเท่าๆกันเมื่อเขามีความเห็นกับเรื่องราวต่างๆ
4.ในข้อ 3.ผมเห็นสงสัยว่าหากจะมีหนังที่เข้าข่าย "ลดทอนฯ" แต่ผมก็มีสิทธิ์วิจารณ์ใช่หรือไม่ หากรู้พล็อตแค่ว่า หนังเกี่ยวกับญี่ปุ่นเอาคนจีนไปทดลองอาวุธชีวภาพ มันบกพร่องอย่างไร และผมเองก็คงเห็นว่าไม่ควรสร้าง(หมายความว่าถ้าเป็นผม ผมไม่สร้าง หรือถ้าผมเป็นคนให้ตังค์ตามข้อปฏิบัติที่ต้องให้ ผมก็คงให้หนังพอเป็นพิธี...เพราะผมหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของผมไม่สนับสนุน-อันนี้คือข้อเท็จจริง ซึ่งก็ต้องโจมตีกันไป....แต่ไม่ใช่แบนหนัง- อย่างไรก็ตามที่จริงหนังทุกเรื่องตามหลักการก็ควรได้รับพอเป็นพิธีเท่าๆกันอยู่แล้ว-บังเอิญประเทศนี้อาจไม่ยึดหลักการนั้น การโปรโมตปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัวของกลุ่มทางการเมือง)

5.ผมอ่านคอมเมนต์ยูทูบโดยละเอียดแล้ว (แต่มีหลายความเห็นโดนลบออกไป คาดว่า คงไปขัดกับศีลธรรมอันดียิ่งของประเทศนี้) ซึ่งเป็นการยืนยันตามที่คุณได้ระบุไปว่านัยยะของหนังสามารถถูกตีความได้ต่างกันมิต้องเป็นทางเดียวกัน...แต่เช่นกันก็มีคอมเมนต์ที่เห็นไปในทางเดียวกับผม(ว่าผู้สร้างมีเจตนาอย่างไร) ผมจึงขอขยายตัวบทความของผม (ไม่ใช่แก้ตัวนะครับ) ว่ามันก็คือการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมผู้คนถึงคิดไปทางนี้ ซึ่งผมก็สร้างข้อสรุปว่ามันเกิดจากเรื่อง Plot Based History ที่อยู่ในสังคมไทย การหาพระเอก ผู้ร้ายตลอดเวลา ในโครงเรื่องแบบเดิมๆ "เชื่อว่า"ถ้าเสื้อแดงทำออกมาก็คงมี Plot แบบเดียวกัน แน่นอนผมคงวิจารณ์แต่คงด้วยโวหารที่ต่าง เพราะผมมี "อคติ"แน่แท้... ซึ่งคุณอาจว่า อคติ และข้อสรุป เป็นเรื่องสมมติฐานที่ล่องลอยก็ได้

ขอบคุณสำหรับการถกเถียงอันก่อให้เกิดปัญญาครับ

ษัษฐรัมย์

ษัษฐรัมย์ 1.

ษัษฐรัมย์

1. ผมไม่เคยเข้าใจหรือพยายามชี้ให้ผู้อื่นเห็นว่าคุณสนับสนุนการแบนหนังเลยนะครับ ประเด็นนี้น่าจะจบตั้งแต่ในตัวบทความแล้ว ผมเพียงชี้ให้เห็นความย้อนแย้งทางทัศนคติในบทความต้นเรื่องเท่านั้น (อย่างเรื่องแบนหนังเพราะคอมเมนต์เว็บเมเนเจอร์นี่คุณเข้าใจเลยเถิดไปไกลมากทีเดียว)

2. ผมไม่ได้ห้ามว่ามี "อคติ" ไม่ได้นะครับ คืออย่างนี้ คุณสามารถพกอคติเข้าไปดู 'เชคสเปียร์ต้องตาย' ก็ได้ (สมมติมีคนแอบไรท์แผ่นให้คุณดู) หรือจะพกอคติเข้าไปดู 'นวมทอง' หรือ 'สี่แผ่นดิน เดอะ มิวสิคัล' ก็ได้ แล้วหลังจากนั้นคุณจะเขียนงานเพื่อรับใช้อคติของคุณมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมเองก็เขียนงานรับใช้อคติของตัวเองตอน 'ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชฯ' และกำลังทำอยู่กับ 'สี่แผ่นดินฯ' แต่สุดท้ายคือคุณต้องดูตัวงานเสียก่อน คุณอาจคาดเดาไปก่อนได้ว่าตัวงานมันต้องการจะผลิตซ้ำอะไร แต่สุดท้ายคุณก็อาจแค่ 'เดาถูกครึ่งหนึ่ง' เพราะคุณไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีการใดในการผลิตซ้ำ และใช้วิธีการใดในการนำเสนอการผลิตซ้ำนั้น ถ้าคุณได้ดูแค่พวกบทสัมภาษณ์หรืออะไรต่างๆ (คือคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าการผลิตซ้ำที่คุณเดาว่ามีในตัวงานนี้ไม่ก่อให้เกิดความหมายซ้อน ความหมายแย้ง ความหมายนัยประหวัด หรืออะไรอีกมากมาย ที่ผู้สร้างเขาไม่ได้บอกคุณ) - นี่ก็เช่นเดียวกับกรณีหนังเชิดชูทักษิณที่คุณยกตัวอย่างมา คุณวิจารณ์จากบทสัมภาษณ์นั้นไม่มีใครห้าม คุณก็จัดการพื้นที่ของคุณแค่ตรงจุดนั้น จะตั้งคำถามกับตัวผู้สร้างที่ออกมาพูดเช่นนั้นก็เรียนเชิญ (ผมถึงบอกไงว่าคุณจะวิจารณ์ที่ตัวการให้สัมภาษณ์และข้อเขียนของสมานรัชฏ์นั้นผมไม่มีปัญหา) แต่จะวิจารณ์เลยเถิดมายังตัวผลงานนั้นมันก้ำเกินพื้นที่และเป็นเพียงการคาดเดาไปเรื่อยเจื้อยของคุณคนเดียว และนั่นทำให้บทความต้นเรื่องของคุณมีสถานะไม่ต่างจากคอมเมนต์ในเว็บต่างๆ ที่ต่างก็แค่เดากันไปต่างๆ นานาว่าหนังจะออกมาอย่างไร - แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณจะเดาถูก? คุณยังตอบคำถามไม่ได้ด้วยซ้ำว่าการเชื่อมโยงนัยยะต่างๆ ที่คุณทำหลังจากดูตัวอย่างหนังนั้นมีหลักฐานใดยืนยันอย่างแท้จริงว่าตัวงานจะเป็นเช่นนั้น

3. มีสิทธิ์สิครับ ถ้าไม่เห็นด้วยกับการลดความเป็นคนหรือทัศนคติต่างๆ ในผลงานเหล่านั้น คุณก็วิจารณ์ไปเลย ได้อยู่แล้ว แต่ก็อย่างที่ผมบอก แค่อ่านจากที่ผมเขียนนั้นอาจ 'ผิด' หรือ 'ไม่ตรงตามทัศนคติของคุณ' ก็ได้ เพราะคุณยังไม่ได้ดูตัวงาน และในบทความต้นเรื่องคุณไม่ได้วางสถานะของตนเป็น "ผู้พิจารณางาน" ในทำนองคนให้ทุนทำหนัง (ซึ่งจริงๆ คุณก็ไม่ได้เป็น) แต่ในฐานะผู้เสพงาน - ส่วนเรื่องข้อสรุปแบบพระเอกผู้ร้าย plot based นั้นผมไม่ได้เห็นแย้ง เพียงแต่ก็อย่างที่บอกไปว่าการนำเอาสมมติฐานว่าด้วย plot based มาตัดสินชิ้นงานที่คุณยังไม่ได้เห็นเองด้วยตานั้นผิด

ชญานิน

เข้่าใจทุกฝ่ายนะครับ

เข้่าใจทุกฝ่ายนะครับ ต่างมีเหตุผลที่น่ารับฟัง แต่ผมเองก็เปนคนหนึ่งที่ติดตามสถานะการณ์บ้านเมืองมาตลอด จึงเข้าใจว่าสิ่งที่คุณษัษฐรัมย์พูดทั้งหมดน่ะ... //"มันแย่นะ..ถ้าเราไม่ฉวยโอกาสชิงพื้นที่สื่อก่อน และปล่อยให้อีกฝ่ายไปเผยแพร่ภาพยนตร์ก่อน ทั้งที่เรื่องราวบิดเบือนความจริงไว้มากมาย คนที่ดูก่อนจะต้องอินกับเรื่อง แล้วนำไปขยายต่อ และจะทำให้หนังของอีกฝ่ายที่ตามมาเกิดแรงต้าน จนอาจทำให้เสียหายมากมายไปถึงขั้นเกิดความรุนแรงทางการเมืองขึ้นอีก ดังนั้นจึงเห็นว่าคุณษัษฐรัมย์วิเคราะห์ถูกแล้ว ก่อนที่จะลงมาวิจารณ์จริง เป็นเรื่องของการชิงพื้นที่ครับ

เข้่าใจทุกฝ่ายนะครับ

เข้่าใจทุกฝ่ายนะครับ ต่างมีเหตุผลที่น่ารับฟัง แต่ผมเองก็เปนคนหนึ่งที่ติดตามสถานะการณ์บ้านเมืองมาตลอด จึงเข้าใจว่าสิ่งที่คุณษัษฐรัมย์พูดทั้งหมดน่ะ... //

"มันแย่นะ..ถ้าหากเราไม่ฉวยโอกาสชิงพื้นที่สื่อก่อน และปล่อยให้อีกฝ่ายไปเผยแพร่ภาพยนตร์ก่อน ทั้งที่เรื่องราวบิดเบือนความจริงไว้มากมาย คนที่ดูก่อนจะต้องอินกับเรื่อง แล้วนำไปขยายต่อ และจะทำให้หนังของอีกฝ่ายที่ตามหลังมาเกิดแรงต้านและถูกโจมตี จนอาจทำให้เสียหายมากมายไปถึงขั้นเกิดความรุนแรงทางการเมืองขึ้นอีก ดังนั้นจึงเห็นว่าคุณษัษฐรัมย์ วิเคราะห์ถูกแล้ว ก่อนที่จะลงมาวิจารณ์จริง เป็นเรื่องของการชิงพื้นที่ครับ

moo

[quote=moo]โครงสร้างทางความคิดในการสร้างหนัง ก็เพียงพอจะบอกหรือวิจารณ์ได้ในระดับนึง ต้องแสดงหางตั๋วด้วยเหรอ ถึงจะมีสิทธิ์วิจารณ์ ไถลไปได้ตลอดนะพวกนี้ เอ้า...พยายามต่อไป ผมอยากให้หนังเรื่องนี้ฉาย จะได้ตะโกนดังๆว่า.. กูไม่ดู!![/quote]

เราสามารถวิจารณ์ในสิ่งที่เราไม่ได้ดู ไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเองจริง ๆ หรือครับ