อุดมการณ์ชาตินิยมใน “คู่กรรม”

ถึงแม้ภาพยนตร์ “คู่กรรม” เวอร์ชันล่าสุดจะล้มไม่เป็นท่าอันแตกต่างจากเวอร์ชันละครซึ่งออกสู่สายตาสาธารณชนในเวลาใกล้เคียงกัน ก็ยังมีคนถามผู้เขียนว่าอีกนานไหมที่นักสร้างภาพยนตร์ชาวไทยจะเลิกหยิบนวนิยายเรื่องนี้มาสร้างอีก ทั้งไม่นับอภิมหาอมตะภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ เช่น นางนาค บ้านทรายทอง  ปัญญาชนก้นครัว ข้าวนอกนาหรือแม้แต่บ้านผีปอบเสียที ผู้เขียนก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าจะเป็นในช่วงชีวิตของพวกเราหรือว่าจนกว่าประเทศต่างๆ จะจมน้ำกันหมดเพราะภาวะโลกร้อนหรือโลกถูกดาวหางชนจนพังพินาศไปหรือไม่  แน่นอนว่าในอนาคตจะต้องมีภาพยนตร์คู่กรรมเวอร์ชันต่อไป (ซึ่งน่าจะรออีกไม่กี่ปีข้างหน้า) เพราะผู้สร้างภาพยนตร์ไม่กลัวว่าคนดูจะเบื่อเนื้อเรื่องแต่อาจจะพิจารณาเงื่อนไขอะไรบ้างอย่างมากกว่าอย่างเช่นภาพของผู้มารับบทเป็นคู่พระคู่นางโดยเฉพาะอังศุมาลิน หรือจุดขายอื่นๆ เช่นอาจมีคนสอดแทรกแนวคิดอื่นให้ทันสมัยเช่น "คู่กรรมเพื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" หรือ "คู่กรรมฉบับเอาใจนักลงทุนญี่ปุ่นผ่านไทยสู่ทวาย"  เป็นต้น   กระนั้นต้องมีแนวคิดหลาย ๆอย่างที่ผู้เขียนจะวิเคราะห์ต่อไปนี้เหมือนเดิม

แน่นอนว่าการที่นวนิยายเรื่องหนึ่งๆ ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อยู่เนืองๆ ไม่นับเวอร์ชันละคร โทรทัศน์หรือละครเวทีหรือละครเพลง ย่อมเป็นตัวสะท้อนหรือตัวตอกย้ำวาทกรรมอะไรบางประการของสังคมได้อย่างดีจึงจะได้รับการตอบรับจากมวลชนอย่างล้นหลามแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร สำหรับคู่กรรมซึ่งสะท้อนภาพของญี่ปุ่นในฐานะศัตรูหรือผู้ยึดครองประเทศได้แตกต่างจากนวนิยายหรือภาพยนตร์ปลุกใจรักชาติของไทยเรื่องอื่นที่มุ่งโจมตีผู้รุกรานยึดครองคือพม่าเหมือนท้องฟ้ากับก้นเหว[i] เพราะสำหรับคนไทยแล้วญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไทยเฝ้ามองอย่างชื่นชมมานาน ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ๆ ของเอเชียที่เปิดประตูสู่ตะวันตก มีการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 รวมไปถึงการพัฒนาการทางทหารจนทันสมัยกลายเป็นมหาอำนาจจนญี่ปุ่นเป็นเอเชียชาติแรกที่สามารถทำสงครามทางเรือชนะฝรั่งคือรัสเซียได้ในปี 1905  นายทหารไทยในยุคต้นๆ  เช่นพวกที่ก่อขบฏรศ.130  จึงให้การยกย่องญี่ปุ่นอย่างมาก 

แม้ว่าในช่วงทศวรรษที่ 30-40 ญี่ปุ่นจะกลายเป็นผู้ร้ายด้วยลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิทหารหรือหลายทศวรรษต่อมาญี่ปุ่นจะตั้งตัวจากความพินาศทางสงครามและกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจนถูกโจมตีโดยนักศึกษาไทยว่าเป็นภัยเหลืองหรือจักรวรรดินิยมใหม่ แต่คนไทยทั่วไปก็พอให้อภัยต่อญี่ปุ่นในฐานะนายทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งที่มาลงทุนในประเทศไทย สินค้าญี่ปุ่น  วัฒนธรรมญี่ปุ่นหรือ J-pop หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าไปท่องเที่ยวและน่าสงสารเห็นใจเมื่อโรงงานไฟฟ้าฟูกุชิมะถูกซึนามิถล่มเมื่อ 2 ปีก่อน ดังนั้นการที่ภาพยนตร์จะสะท้อนภาพทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกในด้านลบอาจทำให้ไม่ได้รายได้จากคนดูชาวไทยซึ่งส่วนใหญ่นิยมชมชอบญี่ปุ่น (แม้ว่าปัจจุบันจะน้อยกว่าเกาหลีก็ตาม) เป็นกอบเป็นกำนัก ที่สำคัญยังก่อให้ เกิดบรรยากาศไม่ค่อยดีต่อเศรษฐกิจไทย ยิ่งปัจจุบันญี่ปุ่นจะมาให้ไทยเป็นทางผ่านไปตีพม่าครั้งที่ 2 ในสมรภูมิเศรษฐกิจเสรีนิยม เราก็ต้องเอาใจพม่ากันมากกว่าเดิม

ตัวอย่างของความเกรงใจของสื่อไทยในการนำเสนอภาพของคนญี่ปุ่นก็ได้แก่ตอนที่ผู้เขียนจำได้ว่านานมากแล้วมีคนนำเรื่องสั้นของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชคือเรื่อง"มอม" มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ได้พบกับ ปัญหากับ ก.บ.ว.ในยุคนั้นมากเพราะถูกหั่นในฉากที่นำเสนอทหารญี่ปุ่นในด้านลบ ในทางกลับกัน  ไทยก็หันไปเชิดชูญี่ปุ่นผ่านแง่มุมอื่นทางประวัติศาสตร์อื่นๆ โดยมากเกี่ยวกับการทหาร เช่น ประวัติของนายยะมะดะ ซามูไรที่เดินทางมารับราชการเป็นทหารรับจ้างในสมัยพระเจ้าทรงธรรม จนได้กลายเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ในภาพยนตร์ตำนานพระนเรศวรก็มีคนญี่ปุ่นมาเป็นรับใช้ในกองทัพโดยได้บรรดาศักดิ์เป็นออกญาเสนาภิมุข   เข้าใจว่าคนญี่ปุ่นมาดูก็คงจะยิ้มแป้นด้วยความภูมิใจว่าได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชาติของสยามประเทศ  กระนั้นการจะวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่คู่กรรมได้รับความนิยมเพราะคนไทยชื่นชอบญี่ปุ่นและต้องพึ่งพิงทางเศรษฐกิจต่อญี่ปุ่นก็คงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง เพราะทฤษฎีอื่นๆ ก็ดูเข้าทีไม่น้อยอย่างเช่นหลักจิตวิทยาที่เคยมีคนวิเคราะห์กันมาแล้วเช่น ความรักของอังสุมาลินเป็นแบบความรักแบบจำยอม (Masochist love) หรือเป็นความรักแบบโรมิโอกับจูเลียตที่หนุ่มสาวคู่รักมาจาก 2 ฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกันหรือคนเขียนนิยมลัทธิทหารเพราะถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาจึงใช้โกโบริเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งของกองทัพ ฯลฯ

สำหรับผู้เขียนคิดว่าสาเหตุอื่นที่ทำให้นวนิยายถูกสร้างมาเป็นภาพยนตร์หรือละครไปเรื่อยๆ เพราะนัยของลัทธิชาตินิยมที่ซ่อนเร้นในเรื่องที่ทำให้นวนิยายได้รับความนิยมอย่างมาก แม้ไม่มีใครจะเสียสติพอจะจัดให้เรื่องคู่กรรมว่าเป็นนวนิยายปลุกใจให้คนไทยรักชาติเหมือนศึกบางระจัน  เพราะความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างญี่ปุ่นและไทยในคู่กรรมดูเหมือนจะขัดกับวาทกรรมชาตินิยมดังในนวนิยายเรื่องอื่น   ความจริงแล้วหากมองให้ลึกไปกว่านั้นนวนิยายได้สะท้อนอุดมการณ์ชาตินิยมที่แนบเนียนกว่า เช่นถึงแม้คู่กรรมจะสะท้อนถึงเมืองไทยที่ตกอยู่ภายใต้    "ภาวะจำยอมภายใต้อำนาจของศัตรู"  เหมือนฝรั่งเศสถูกเยอรมันยึดครองในปี 1940 คือไม่สามารถสร้างฉากหรือ scenario ที่นักรบชาวไทยเข้าสู้จนเลือดหยดสุดท้ายเพื่อปกป้องบ้านเมืองได้  แต่นวนิยายก็สามารถทำให้คนไทยรู้สึกดีได้โดยการนำเสนอภาพของตนเองไม่ได้อยู่ในด้านลบเช่นบรรยายว่าทหารญี่ปุ่นปฏิบัติต่อคนไทยดีกว่าชาติอื่นในเอเชียทำให้คนไทยที่คุ้นชินกับลัทธิชาตินิยมยังคงรักษาความเชื่อที่ว่า "ไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร"เอาไว้ได้  เพราะญี่ปุ่นเสมือนไม่ได้ยึดครองไทยแต่เป็น"พันธมิตร" กับรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งมักถูกกล่าวหาว่าชั่วร้ายและทะเยอทะยานในช่วงที่องค์กษัตริย์กำลังประทับอยู่ต่างประเทศ  กล่าวคือญี่ปุ่นไม่ได้ปฏิบัติต่อคนไทยในฐานะผู้ยึดครองแต่เป็นมิตร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของรัฐบาลในยุคนั้นรวมถึงความเชื่อคนไทยจำนวนมากในปัจจุบันและคงสืบต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้การให้ตัวแทนของฝ่ายไทยคืออังศุมาลินเท่ากับการทำให้ไทยมีเพศสภาพเหมือนผู้หญิง  (feminizing)  อันขัดแย้งกับการบรรยายเรื่องแบบชาตินิยมที่มักทำให้คนไทยเป็นผู้ชายเช่นเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง แต่ก็เป็นตัวตอกย้ำมิตรภาพระหว่างญี่ปุ่นกับไทยว่าเหมือนเป็นคู่รักอย่างแสนดูดดื่มดุจดังเช่นงานวิวาห์ระหว่างโกโบริและอังศุมาลิน        อังศุมาลินจึงเปรียบกับทูตสันถวไมตรีของ 2 ชาติที่เป็นพันธมิตรเคียงคู่ไปด้วยกันโดยตั้งอยู่บนความเคารพและให้เกียรติกันจนเป็นการยกย่องความเป็นนักการทูตของคนไทย นอกจากนี้อังศุมาลินก็ยังแสดงถึงความเป็นอิสระของคนไทยเช่นมีความกล้าหาญสามารถช่วยทหารฝ่ายสัมพันธมิตรร่างสูงโย่งที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการจับกุมตัวของทหารญี่ปุ่น อันสะท้อนว่าถึงแม้เธอจะเป็นคู่รักของโกโบริแต่ก็ไม่ถูกความเป็นญี่ปุ่นครอบงำความเป็นคุณธรรมของคนไทย 

ความสัมพันธ์อันแสนดีของไทยกับญี่ปุ่นเช่นนี้ เป็นตัวรับประกันว่าอังศุมาลินหรือผู้หญิงไทยคนอื่นไม่มีทางจะถูกทหารญี่ปุ่นข่มขืนหมู่หรือถูกจับไปเป็นหญิงบำเรอกาม (Comfort Woman)   นอกจากนี้คนไทยยังไม่มีทางถูกทหารญี่ปุ่นบังคับให้ขุดดินแล้วฝังให้ตายทั้งเป็นพร้อมกันเป็นหมู่เหมือนคนจีนในเมืองนานกิงเมื่อปี 1937 เว้นแต่จะถูกลงโทษแต่ไม่รุนแรงเท่ากับคนชาติอื่นที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง แถมนวนิยายยังได้ชี้ได้ว่าเป็นเพราะพฤติกรรมไม่ดีของคนไทยเองที่เป็น"ไทยถีบ" ไปขโมยของทหารญี่ปุ่นก่อน ไทยจึงดูเหมือนว่ามีความเหนือกว่าจีน เกาหลีหรือเพื่อนประเทศกลุ่มอาเซียนที่โดนญี่ปุ่นบุกเข้าไปยึดครองเหมือนกัน แต่การนำเสนอเช่นนี้มักมองข้ามข้อมูลทางประวัติศาสตร์เช่นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับญี่ปุ่นหรือคนไทยกับทหารญี่ปุ่นจนเกือบจะนำไปสู่สงครามระหว่างไทยกับญี่ปุ่นกันจริงๆ หลายครั้งจนสิ้นสงครามโลก

การสะท้อนนัยของอุดมการณ์ชาตินิยมแบบแนบเนียนอีกวิธีหนึ่งของนวนิยายคือการดึงเอาตัวตนจากภายนอกเช่นต่างชาติซึ่งดูสูงส่งหรือมีความซับซ้อนกว่าเข้ามาเป็นของชาติตัวเอง[ii]  อย่างเช่นนวนิยายดึงเอาโกโบริมาเป็นเป็นวีรบุรุษของคนไทยโดยที่ยังคงเป็นทหารญี่ปุ่นอยู่คือความเป็นลูกครึ่งระหว่างคนไทยกับญี่ปุ่นแบบพิศดาร ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจว่าไม่มีคู่กรรมเวอร์ชั่นใดที่เสี่ยงเอาคนญี่ปุ่นจริงๆ มาแสดงเป็นโกโบริ แม้ว่าพระเอกหลายคนค่อนข้างห่างจากผู้ชายญี่ปุ่นไปมากก็ตามอย่างเช่นนาทภูวนัย ธงชัย แม็คอินไตย  วรุฒ วรธรรม อย่างไรก็ตามการที่คุณทมยันตีเกิดเมื่อปี 2480 และเขียนเรื่องคู่กรรมเมื่อ พ.ศ.2508 ย่อมบอกได้ว่าเธอไม่น่าจะรับรู้ตัวตนหรือสามารถนำเสนอภาพที่แท้จริงของทหารญี่ปุ่นได้เลย แต่อาจจะมีลักษณะบางประการที่ดูสอดคล้องกันบ้างเช่นให้โกโบริเป็นลูกผู้ชายมีความกล้าหาญสามารถสู้จนตัวตายหรือทำฮาราคีรีก็ได้ ถึงแม้โกโบริจะเป็นคนญี่ปุ่นแต่การมีคุณธรรมและการยึดมั่นในสมเด็จพระจักรพรรดิของเขาย่อมทำให้ตัวละครเช่นนี้ย่อมสอดคล้องกับอุดมการณ์ชาตินิยมที่ผสมกับราชานิยมไม่น้อย

ส่วนตัวตนด้านอื่นของโกโบรินั้นก็น่าจะเกิดจากการที่คุณทมยันตีได้ผสมผสานกับภาพลักษณ์ของชายชาติทหารในนวนิยายแบบพาฝันของยุโรปซึ่งได้รับความนิยมในเมืองไทยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมารวมไปถึงพระเอกในวรรณคดีไทย (?)   เช่นเขาซ่อนความอ่อนโยน ความอ่อนไหว (เล่นดนตรีขิม) และความเปิ่น (พยายามเรียนภาษาไทย) ภายใต้ความเป็นผู้นำ ซึ่งเป็น Ideal type ของผู้ชายตามรสนิยมของผู้หญิงไทยในยุคใหม่เป็นอย่างยิ่ง เขาจึงดูเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่น่าจะผ่านศึกสงครามที่อื่นมาโชกโชน ไม่ผ่านสงครามที่เซี่ยงไฮ้หรือนานกิง ไม่มีการกล่าวถึงอุดมการณ์ฟาสซิสต์แบบญี่ปุ่น ไม่มีการเหยียดเชื้อชาติแถมยังมีมุมมองที่ดีและชอบเมืองไทย การยกย่องทหารญี่ปุ่นแบบฝัน ๆ แบบโกโบริ ยังสอดคล้องกับอุดมการณ์ชาตินิยมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางหรือราชาชาตินิยมที่เว้นไม่นำเสนอวีรกรรมของบุคคลบางกลุ่มซึ่งเป็น “คนนอก” ที่พวกกษัตริย์นิยมถือว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามอย่างเช่นนวนิยายไม่ได้กล่าวถึงหรือยกย่องบรรดาทหาร ตำรวจและยุวชนทหารซึ่งต่อสู้กับการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นเพราะคนเหล่านั้นเป็นผลผลิตของระบบราชการที่วางโดยจอมพล ป. และต้องต่อสู้ภายใต้การปลุกระดมลัทธิชาตินิยมของจอมพล ป.ที่ถูกโจมตีว่าเป็น “พวกล้มเจ้า”หมายเลข 1   แถมยังยุติการรบเพียงเพราะได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ต่อสู้จนตายเพราะรักชาติและพระมหากษัตริย์  นวนิยายยังทำให้ขบวนการเสรีไทยที่มีตัวแทนของวนัส "เพื่อนสนิท"ของอังศุมาลินด้อยพลังไปอีกเช่นกันเพราะขบวนการเสรีไทยเป็นสัญลักษณ์ของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น "พวกล้มเจ้า" หมายเลข 2 คือนายปรีดี พนมยงค์ (ทั้งที่ความจริงมีตัวละครหลักในการจัดตั้งเสรีไทยมากกว่านั้น)และยังร่วมมือกับฝรั่งที่ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดให้ชาวพระนครเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากรวมทั้งโกโบริ ทั้งที่ความจริงแล้ว  ทั้ง 2 กลุ่มเป็นวีรบุรุษของคนไทยแต่มักไม่ถูกนำเสนอให้ชัดเจนในหน้าประวัติศาสตร์ไทยในระนาบเดียวกับบรรพบุรุษของไทยแต่โบราณทั้งหลายเพราะไม่สามารถเข้าได้กับโครงเรื่องทางประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม

จากเหตุผลข้างบนย่อมทำให้มีการวิเคราะห์ได้ว่านวนิยายคู่กรรมได้รับความนิยมเพราะนอกจากจะสะท้อนนัยของอุดมการณ์ราชาชาตินิยมที่มีวีรสตรีคืออังศุมาลิน แล้วโกโบริเป็นตัวละครที่เข้ามาชดเชยความเป็นทหารไทยผู้กล้าในอดีตที่สูญหายไปในช่วงที่พระมหากษัตริย์ไทยเสมือนไม่ได้มีตัวตนหรือบทบาทคือในช่วงที่สามัญชนไม่ว่าพลเรือนหรือทหารผลัดกันเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างมากตั้งแต่หลัง  2475 จนมาถึงปี 2500 โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่คนไทยมักรู้สึกว่าตนนั้นด้อยความสามารถในการป้องกันประเทศมากที่สุด แต่โกโบริสามารถทำให้คนอ่านรู้สึกว่าเขาเป็น         Our Kind of guy มากว่าเสียกว่าคนไทยด้วยกันบางกลุ่มดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นเสียอีกเพราะบทบาทของพวกเขาถูกบดบังโดยอิทธิพลของอุดมการณ์ราชาชาตินิยม[iii] ก่อนที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้รื้อฟื้นอำนาจของสถาบันกษัตริย์ พร้อมกับนำไทยเข้าสู่สงครามเย็นและวาทกรรมของทหารกล้าซึ่งต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์เพื่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์จะเข้ามีอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์และสื่อบันเทิงอื่นๆ  ของไทย

ด้วยการสะท้อนและการผลิตซ้ำนัยของชาตินิยมเช่นนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าคู่กรรมจะยังคงเนื้อเรื่องเช่นนี้ไว้อยู่ตลอดไป.....

 

 


 

[i] การที่ภาพยนตร์ปลุกใจให้รักชาติทั้งหลายที่ผ่านมาของไทยมักจะมีศัตรูคือพม่า ก็เพราะรัฐไทยมีวาทกรรมหลักคือแนวคิดราชาชาตินิยมผสมกับลัทธิทหารนิยม แนวคิดราชาชาตินิยมก็คือลัทธิชาตินิยมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง เป็นผู้นำชาติไทยต่อสู้กับศัตรูจนสามารถดำรงมาจนถึงปัจจุบันได้ ดังนั้นการสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับสงครามกับพม่าก็เป็นตัวตอกย้ำวาทกรรมเช่นนี้ได้เรื่อยๆ เช่นเดียวกับภาพยนตร์ตำนานสุริโยทัยและตำนานพระนเรศวร 

 

[ii] วิธีการเช่นนี้มีในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องเช่นให้พระเอกซึ่งเป็นตัวแทนของคนผิวขาวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนต่างชาติหรือต่างเผ่าพันธุ์จนได้รับการยกย่องจากคนเหล่านั้นประดุจดังคนในกลุ่มของตัวเองเพื่อสะท้อนอุดมการณ์เสรีนิยมที่ยกย่องชนกลุ่มน้อย เช่น     Dances with Wolf หรือเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับตะวันออกอย่างเช่น  The Last Samurai

 

[iii] ตามความจริงถ้าไม่นับการแย่งชิงอำนาจ การทำรัฐประหารกันอย่างถี่ยิบแล้ว แล้วทหารในยุคนั้นก็ไม่ได้แกร่งกล้าน้อยไปกว่ายุคอื่นเลย แต่วีรกรรมของทหารไทยในยุคนั้นมักจะได้รับการถูกสร้างเป็นภาพยนตร์น้อยเต็มที เช่นการทำสงครามแย่งชิงดินแดนจากฝรั่งเศส (1940) ย่อมไม่มีทางถูกสร้างเป็นอันขาดเพราะกลายเป็นเชิดชูจอมพล ป.หรืออาจกระทบความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส  เป็นที่น่าสนใจว่าภาพยนตร์เรื่อง มหาอุตม์ (2546) ให้ผู้ร้ายสามารถทำลายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิซึ่งถูกสร้างในสมัยจอมพล ป.เพื่อยกย่องวีกรรมของทหารในสมรภูมินี้ได้ราบเป็นหน้ากลองโดยไม่ถูกทางการเซ็นเซอร์ อันสะท้อนว่าสังคมไทยซึ่งอ่อนไหวในเรื่องอนุสาวรีย์ไม่มีที่ว่างสำหรับจอมพล ป.จริงๆ   หรือการทำสงครามเกาหลีที่ทหารไทยในรัฐบาลจอมพล ป.ไปร่วมรบกับสหประชาชาติ (1950-1953) ภาพยนตร์ก็ดันไปเน้นความรักระหว่างทหารไทยกับสาวเกาหลีอย่างเช่นเรื่องอารีรังแทน