Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ทหารกัมพูชาถอนกำลังบริเวณชายแดนช่องบกแล้วพร้อมปิดกลบคูเลต หลังเจรจาได้ข้อยุติว่าทหารทั้ง 2 ฝ่ายจะถอยกลับไปยังจุดที่เคยอยู่เมื่อปี 2567 พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ทหารทั้ง 2 ฝ่าย มาพูดคุยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง - 'ภูมิธรรม' ยืนยันผลเจรจาแนวหน้าเกิดผลบวก ร่วมสำรวจ-ลดและถอนกำลัง ยึดแนวทางสันติวิธีเป็นหลัก เตรียมถก JBC 14 มิ.ย. คลี่คลายปัญหา 2 ชาติ - 'แพทองธาร' เผยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาดีขึ้น ชี้ทุกฝ่ายร่วมมือคลี่คลายสถานการณ์ พร้อมนัดประชุม JBC 14 มิ.ย. นี้ - โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงยืนยันมาตรการชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่การปิดด่านทั้งหมด แจง 4 มาตรการตามสถานการณ์ เน้นความปลอดภัยของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย ย้ำประเมินผลกระทบแล้ว ยืนยันไทยสามารถแก้ปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี ยังไม่จำเป็นต้องพึ่งพาประเทศที่ 3 - สรุปมาตรการควบคุมการเปิด-ปิด จุดผ่านแดนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 68 จุดใดมีมาตรการใดบ้าง - 'อนุทิน' ลงพื้นที่ ยืนยัน มท. พร้อมเป็นแนวหลังดูแลประชาชน

8 มิถุนายน 2568 8 มิ.ย. 2568 มีรายงานข่าวว่าวันนี้ เวลา 10.00 น. ที่บริเวณชายแดนช่องบก ทหารฝ่ายกัมพูชา ได้ติดต่อมายังกองกำลังสุรนารี เพื่อขอเจรจา โดยทางกองกำลังสุรนารี ได้รายงานไปยัง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 จากนั้นแม่ทัพภาคที่ 2 ได้รายงานไปยัง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหาร (ผบ.ทบ.) เพื่อขออนุมัติ ในการเข้าไปพูดคุยโดยทางผู้การทหารบกได้อนุมัติให้กองกำลังสุรนารี จัดทหารเข้าไปพูดคุย

ต่อมาได้ข้อยุติว่า กำลังทหารทั้งสองฝ่ายจะถอยกลับไปยังจุดที่เคยอยู่เมื่อปี 2567 พร้อมทั้งให้ฝ่ายกัมพูชาปิดกลบคูเลต ปรับพื้นที่อยู่ในสภาพเดิม ทำให้ปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายได้ถอยกำลังกลับไปยังจุดเดิมแล้ว นอกจากนี้ยังได้ให้จัดเจ้าที่ทหารทั้งสองฝ่ายเข้ามาพูดคุย ณ บริเวณจุดดังกล่าวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ต่อมาพลตรี วินธัย  สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า วันนี้ (8 มิ.ย.) ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลโท สรัย ดึก รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ได้เชิญฝ่ายทหารไทย โดย พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เข้าร่วมหารือ เพื่อเจรจาเกี่ยวกับกรณีปัญหาการรุกล้ำดินแดนในพื้นที่พิพาทบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี จากการหารือเบื้องต้น ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญ คือ ฝ่ายทหารกัมพูชาได้ยินยอมถอนกำลังกลับไปยังจุดที่เคยประจำการอยู่เดิม ซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุปะทะ หรือแนวต้นพระยาสัตบรรณ ลึกเข้าไปในเขตแดนของประเทศกัมพูชา ซึ่งจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาเคยใช้เป็นแนววางกำลังฐานมาโดยตลอดในอดีต

นอกจากนี้ ฝ่ายกัมพูชายังแสดงความยินยอมที่จะดำเนินการกลบคูเลตให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติตามเดิม ตามข้อเสนอของฝ่ายไทย เพื่อเป็นการลดความตึงเครียดและสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ภายหลังจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะใช้กลไกระดับคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น เป็นช่องทางในการหารือแนวทางบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม และยั่งยืนต่อไป

'ภูมิธรรม' ยืนยันผลเจรจาแนวหน้าเกิดผลบวก

8 มิถุนายน 2568 เวลา 18.30 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกคำชี้แจง ระบุว่าเราได้รับรายงานข่าวจากการเจรจากันทั้งสองฝ่ายในทุกระดับ สรุปตรงกันว่า ขณะนี้กองกำลังของทั้ง 2 ฝ่าย (ไทย -กัมพูชา) ได้ออกตรวจแนวพื้นที่ร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายพยายามหาวิธีการในการลดความขัดแย้ง และการเผชิญหน้า ซึ่งทำให้สถานการณ์ในพื้นที่เป็นไปในทางที่ดีมากขึ้น

ในนามของกระทรวงกลาโหมและกองทัพไทย ขอขอบคุณ รัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังส่วนหน้าของกองทัพกัมพูชา ที่ได้ร่วมกันเจรจาและช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ไปในทางที่ดี เป็นไปตามหลักการที่ยึดสันติเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ความคืบหน้าขณะนี้ กองกำลังสองฝ่ายได้มีการออกสำรวจพื้นที่และแนวคูเลตร่วมกัน และได้มีการกลบฝังพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกัน พร้อมกับมีการปรับกำลังของทั้งสองฝ่ายไปอยู่ในแนวพื้นที่ที่ได้ตกลงกันไว้ในช่วงสถานการณ์ปกติเมื่อปี 2567 เรียบร้อยแล้ว

เราทั้ง 2 ฝ่ายคาดหวังจะให้วิถีทางการแก้ปัญหาผ่านกลไก JBC ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 เป็นการคลี่คลายปัญหาของทั้งสองประเทศอย่างสันติ

กระทรวงกลาโหม ขอขอบคุณกองกำลังฝ่ายไทย แม่ทัพภาค 2 และกองทัพบกที่อดทนอดกลั้น ต่อสถานการณ์และยึดสันติวิธีเป็นที่ตั้ง

จากนี้ไป ขอความร่วมมือให้ประชาชนทุกฝ่ายระมัดระวังการให้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อไม่นำไปสู่สถานการณ์ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งใหม่มากยิ่งขึ้น

'แพทองธาร' เผยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาดีขึ้น ชี้ทุกฝ่ายร่วมมือคลี่คลายสถานการณ์ พร้อมนัดประชุม JBC 14 มิ.ย. นี้

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ยืนยันความพยายามของรัฐบาลในการคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทุกหน่วยงาน ทั้งระดับนโยบาย ความมั่นคง กองทัพ และกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้มีการหารือกับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งได้ข้อสรุปร่วมกันว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันปรับกำลังทหาร ณ จุดที่เกิดกระทบกระทั่ง เพื่อลดบรรยากาศตึงเครียด เสริมสร้างความร่วมมือ และนำไปสู่การเจรจาภายใต้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (JBC) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ พร้อมเตรียมเปิดการพูดคุยในทุกระดับ เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นางสาวแพทองธารยังได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และขอกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลายที่กระทบความมั่นคงระหว่างประเทศ

กต.ยืนยันมาตรการชายแดน ไม่ใช่การปิดด่านทั้งหมด แจง 4 มาตรการตามสถานการณ์

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด ว่าตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ได้นำมาซึ่งการมอบอำนาจให้กองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดน จันทบุรี และตราด ออกคำสั่งกำหนดมาตรการควบคุมเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทในพื้นที่ที่รับผิดชอบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้มีการออกคำสั่งในทุกจุดครบถ้วนแล้วเมื่อวานนี้

โดยเน้นย้ำว่ามาตรการที่ออกมาไม่ใช่การปิดด่านทั้งหมดหรือทันทีอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจผิด แต่เป็นแนวปฏิบัติที่มีขั้นตอนและความเหมาะสมตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยมาตรการที่ออกมาแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 การจำกัดการผ่านแดนโดยอนุญาต โดยเฉพาะบุคคลที่มีเหตุจำเป็น เช่น การค้าขาย การขนส่ง แรงงาน และงานจำเป็นอื่นๆ โดยจำกัดและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเกี่ยวกับกิจกรรมผิดกฎหมาย

ขั้นที่ 2 ปรับลดช่วงเวลาในการเปิดปิดจุดผ่านแดน พร้อมทั้งกำหนดวันเวลาเข้าออกอย่างชัดเจน

ขั้นที่ 3 ปิดจุดผ่านแดนบางจุดที่มีความเสี่ยงสูง หรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

ขั้นที่ 4 ปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดน ในกรณีที่เกิดสถานการณ์วิกฤต เพื่อควบคุมสถานการณ์ในระดับสูงสุด

โดยความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานทหารในการดูแลจุดผ่านแดนต่างๆ ประกอบดเวย กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา เป็นผู้กำหนดมาตรการสำหรับจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนการค้าในจังหวัดสระแก้ว

กองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี เป็นผู้กำหนดมาตรการสำหรับจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนการค้าในจังหวัดอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์

กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดน จันทบุรี และตราด เป็นผู้กำหนดมาตรการสำหรับจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนการค้าในจังหวัดจันทบุรี และตราด

พร้อมยกตัวอย่างจุดผ่านแดนถาวรอรัญประเทศ-ปอยเปต จังหวัดสระแก้ว ที่ยังคงเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. และห้ามเฉพาะคนไทยที่จะออกไปเที่ยวหรือเล่นการพนัน  

ส่วนการจำกัดการผ่านของยานพาหนะรถบรรทุกขนาด 6 ล้อขึ้นไป สามารถเข้าออกที่จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชาได้

แนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลของแต่ละจุดผ่านแดนจากหน่วยงานทางการหรือทางเพจของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ เพื่อความสะดวกและทันต่อเหตุการณ์

นายนิกรเดช เน้นย้ำว่ามาตรการเกี่ยวกับจุดผ่านแดนที่ไทยประกาศนั้นมีเป้าหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และความปลอดภัยของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย และรัฐบาลไทยได้คำนึงถึงเศรษฐกิจการค้าชายแดน ชีวิตความเป็นอยู่ และมนุษยธรรมควบคู่ไป จึงได้พยายามอย่างที่สุดไม่ให้มาตรการเหล่านี้กระทบถึงคนไทยและชาวกัมพูชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์

ซึ่งมาตรการต่างๆ ถูกกำหนดขึ้นตามลักษณะเฉพาะและการใช้งานของแต่ละจุดผ่านแดน โดยเฉพาะการผ่านแดนที่เกิดขึ้นเป็นประจำและที่จำเป็นด้วยเหตุผลต่างๆ ยังสามารถทำได้ปกติ ได้แก่ การค้าขาย การศึกษา การเข้ารับบริการทางการแพทย์ และแรงงาน

พร้อมยืนยันว่าไทยยังคงปฏิบัติตามและพร้อมใช้กลไกทวิภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยเขตแดนไทย-กัมพูชา หรือ JBC  ที่กำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน รัฐบาลไทยยังคงปฏิบัติตาม MOU ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกปี 2543 ที่เป็นเอกสารทางกฎหมาย เป็นกติกาที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงร่วมกันและต้องยึดถือ

รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการใช้กลไกที่ไทยและกัมพูชามีอยู่ระหว่างกัน เช่น JBC ที่จะมาถึงนี้ มีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อลดความตึงเครียดในสภาวะที่เปราะบางเช่นนี้ และเพื่อหาทางออกอย่างสันติ เคารพซึ่งกันและกัน และด้วยความจริงใจต่อกัน เพื่อให้ชายแดนของเรากลับสู่สภาวะปกติ มีความสงบสุขและปลอดภัย

ดังนั้น ไทยจึงขอเรียกร้องอีกครั้ง ให้ฝ่ายกัมพูชาลดระดับความตึงเครียดตลอดแนวชายแดน หันมาใช้กลไกทวิภาคีให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามออกไป

ส่วนกรณีที่สมเด็จฮุนเซน โพสต์ในเฟซบุ๊กถึงกรณีการปิดด่านชายแดนส่งผลให้ไทยได้รับผลกระทบด้านการขนส่งสินค้า นายนิกรเดชระบุว่า การเปิด-ปิดด่านไม่ได้มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการค้า แต่เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยของคน ซึ่งรัฐบาลได้คำนึงถึงผลกระทบไว้แล้ว จึงได้มอบอำนาจและอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารเป็นผู้ดูความเหมาะสม จึงย้ำว่า ยังไม่ได้เปิด-ปิดด่าน แต่เป็นการปรับเวลาการเปิด-ปิดด่าน และจำกัดการเข้าออกของคนส่วนผลกระทบต่อฝ่ายไทยคาดว่าไม่มีปัญหา

นายนิกรเดชระบุอีกว่า จากการที่แถลงข่าวในทุกวันก็เพื่อให้พี่น้องชาวไทยเข้าใจในจุดยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีหน่วยงานทหารมาร่วมแถลงด้วย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลและทหารมีแนวทางเดียวกัน โดยยึดถึงผลประโยชน์ของประชาชนไทยและอธิปไตยแห่งรัฐเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

พร้อมย้ำอีกว่ารัฐบาลไม่ได้ดำเนินการช้า ซึ่งได้มีการหารือกับ ทั้งหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานรัฐ แม้จะมีการเดินหน้าทางมาตรการทางทหาร แต่ก็มีการเดินหน้าทางมาตรการทางการทูตไปพร้อมกัน

ส่วนความเข้าใจของประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และการที่กัมพูชาพยายามสื่อสารให้หลายประเทศเข้าใจว่าไทยเป็นฝ่ายที่จู่โจมหรือรุกรานก่อน นายนิกรเดช ยืนยันว่า ประเทศในอาเซียนไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยได้สื่อสารไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนและมีประเทศอื่น ๆ เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องบนพื้นฐานความเป็นจริง และไทยจัดการปัญหาเองได้ด้วยกลไกทวิภาคี ซึ่งยังไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากประเทศที่ 3 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นซักถาม ข้อเท็จจริง เพราะประเทศดังกล่าวก็เป็นมิตรประเทศและอยู่ในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย ซึ่งคาดว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงในจุดนี้

สรุปมาตรการควบคุมการเปิด-ปิด จุดผ่านแดนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 68 จุดใดมีมาตรการใดบ้าง

ตามที่กองทัพบก ได้กำหนดมาตรการควบคุมการเปิด-ปิด จุดผ่านแดนทุกประเภทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนนั้น พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยว่าปัจจุบันกองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบก เริ่มมีการใช้มาตรการดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 19.00 น. ที่ผ่านมา ดังนี้

พื้นที่รับผิดชอบกองกำลังบูรพา

  • จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก (อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว)
    กำหนดเวลาเปิด–ปิดใหม่ เป็น 08.00 – 16.00 น. โดยอนุญาตเฉพาะการค้าขาย หรือการเดินทางเพื่อทำงาน ห้ามชาวไทยเดินทางออกนอกประเทศเพื่อเล่นการพนันหรือท่องเที่ยว และเอกสาร Border Pass / Passport ใช้ได้ไม่เกิน 7 วัน รวมทั้งห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปผ่าน
  • จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย–กัมพูชา (หนองเอี่ยน–สตึงบท)
    กำหนดเวลาเปิด–ปิดใหม่ เป็น 08.00 – 16.00 น. โดยกำหนดให้ใช้เป็นจุดผ่านแดนหลักสำหรับรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป
  • จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน (อ.คลองหาด จ.สระแก้ว)
    กำหนดเวลาเปิด–ปิดใหม่ เป็น 08.00 – 16.00 น. โดยอนุญาตเฉพาะการค้าขายหรือการทำงาน ห้ามนักพนันและนักท่องเที่ยวเดินทางผ่าน และเอกสาร Border Pass / Passport ใช้ได้ไม่เกิน 7 วัน รวมทั้งห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปผ่าน
  • จุดผ่อนปรนการค้าบ้านตาพระยา (อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว)
    กำหนดเวลาเปิด–ปิดใหม่ เป็น 08.00 – 12.00 น. โดยทหารจะใช้ดุลยพินิจในการคัดกรองบุคคลเข้า–ออกเป็นรายกรณี และห้ามรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปผ่าน
  • จุดผ่อนปรนการค้าบ้านหนองปรือ (อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว)
    กำหนดเวลาเปิด–ปิดใหม่ เป็น 08.00 – 12.00 น. โดยทหารจะใช้ดุลยพินิจในการคัดกรองบุคคลเข้า–ออกเป็นรายกรณี และห้ามรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปผ่าน

พื้นที่รับผิดชอบกองกำลังสุรนารี

  • จุดผ่อนปรนการค้าช่องอานม้า (ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี)
    กำหนดเวลาเปิด–ปิดใหม่ เป็นเฉพาะวันพฤหัสบดี 09.00 – 12.00 น. โดยให้บุคคลผ่านเข้า–ออกไม่เกินเขตตลาดของทั้งสองประเทศ ผ่านการแลกบัตร ซึ่งอนุญาตเฉพาะการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และไม่อนุญาตให้ยานพาหนะผ่าน ส่วนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต้องเป็นไปตามระเบียบและหลักสากล ทั้งนี้ พร้อมปิดจุดผ่านแดนเมื่อฝ่ายกัมพูชาเพิ่มกำลังจนกระทบต่อความปลอดภัย
  • จุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู (ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์)
    กำหนดเวลาเปิด–ปิดใหม่ เป็นวันอังคาร, พุธ และพฤหัสบดี 09.00 – 12.00 น. โดยให้บุคคลผ่านเข้า–ออกไม่เกินเขตตลาดของทั้งสองประเทศ ผ่านการแลกบัตร ซึ่งอนุญาตเฉพาะการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และไม่อนุญาตให้ยานพาหนะผ่าน ส่วนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต้องเป็นไปตามระเบียบและหลักสากล ทั้งนี้ พร้อมปิดจุดผ่านแดนเมื่อฝ่ายกัมพูชาเพิ่มกำลังหรือมีเหตุปะทะบริเวณชายแดน จนกระทบต่อความปลอดภัย
  • จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ (ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ)
    กำหนดเวลาเปิด–ปิดใหม่ เป็นวันจันทร์, พุธ และศุกร์ 08.00 – 15.00 น. โดยใช้ Passport / Border Pass ซึ่งยานพาหนะสามารถผ่านได้ตามระเบียบ จำกัดการส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย และงดส่งออกวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ส่วนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต้องเป็นไปตามระเบียบและหลักสากล ทั้งนี้ พร้อมปิดจุดผ่านแดนเมื่อมีเหตุปะทะบริเวณชายแดน
  • จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม (ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์)
    กำหนดเวลาเปิด–ปิดใหม่ เป็นวันจันทร์, พุธ และศุกร์ 08.00 – 15.00 น. โดยใช้ Passport / Border Pass ซึ่งยานพาหนะสามารถผ่านได้ตามระเบียบ จำกัดการส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย และงดส่งออกวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ส่วนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต้องเป็นไปตามระเบียบและหลักสากล ทั้งนี้ จะดำเนินการงดจำหน่ายกระแสไฟฟ้า เมื่อฝ่ายกัมพูชาเพิ่มกำลังทหารในลักษณะที่ส่งผลต่อความปลอดภัย และพร้อมปิดจุดผ่านแดนเมื่อมีเหตุปะทะบริเวณชายแดน

นอกจากนี้ ในส่วนพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ของกองทัพเรือ มีการกำหนดให้จุดผ่านแดนถาวร และ จุดผ่อนปรนการค้าทุกแห่ง ตามแนวชายแดน จ.จันทบุรี และ จ.ตราด เปิด–ปิดเวลา 08.00 – 16.00 น. โดยยึดหลักพิจารณาจากความจำเป็นในการค้าขาย การดำรงชีวิต และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

สำหรับการใช้มาตรการตามแนวชายแดนดังกล่าวนั้น ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นที่ 1 และ ขั้น 2 ยังไม่ได้มีการปิดจุดผ่านแดนใดๆ เว้นช่องทางธรรมชาติที่ได้ปิดไปแล้ว เป็นไปตามสภาพแวดล้อม ความรุนแรงและภัยคุกคามในแต่ละพื้นที่ ที่ปัจจุบันพบว่าทางฝ่ายกัมพูชายังคงมีการเพิ่มกำลังทหารในบริเวณแนวชายแดน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งไทยและกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน

'อนุทิน' ลงพื้นที่ ยืนยัน มท. พร้อมเป็นแนวหลังดูแลประชาชน


ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระหว่างการลงพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ ผู้สูงอายุก็จะมีความกังวล แต่ในช่วงวัยทำงานที่อายุน้อยลงมา ขวัญกำลังใจดี และไม่กลัวเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ยิ่งไม่กลัวใหญ่เลย ความพร้อมที่มาลงพื้นที่วันนี้ก็เห็นว่าทางจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ ตนเองได้มาย้ำว่า ถ้าจะอพยพมาเพื่อความปลอดภัย ก็ต้องไม่ให้เขารู้สึกว่าห่างบ้าน เราต้องดูแลเรื่องมาตรฐาน หลักสุขาอนามัย ห้องน้ำ ห้องส้วม จะต้องทำให้เขาออกมาแล้วไม่ต้องกังวลอะไร

ส่วนบ้านเรือนเคหะสถาน หากต้องออกมากระทรวงมหาดไทยก็มี อส. ร่วมกับ ชรบ. ดูแลเรื่องความปลอดภัย และทรัพย์สินให้ค่อนข้างสมบูรณ์ และที่สำคัญขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานทุกคน เขาก็ถามว่า กลัวที่ไหน, กลัวเมื่อไหร่, กลัวอย่างไร เพราะฉะนั้น ตรงนี้ถือว่ามาแล้วเราเห็นขวัญกำลังใจของพี่น้องประชาชน และคนที่ดูแลประชาชนเต็มที่ เราก็ไม่กังวล และทหารก็บอกว่าไม่น่าถึงจุดนั้น

ส่วนการรับข้อมูลข่าวสาร ทางจังหวัด และอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ต้องลงพื้นที่ตลอดเวลา ตะเวนไปหลายตำบล ไม่ได้มีจุดที่เป็นจุดเสี่ยงเยอะ เพราะฉะนั้น เรื่องการให้ข้อมูลข่าวสาร ก็มีมาตรฐานอยู่แล้ว

ส่วนมาตรการการปิดด่าน นายอนุทิน ระบุว่า ก็เป็นเรื่องของการใช้นโยบายในการรักษาสถานการณ์เพื่อทำให้เกิดความปกติให้เร็วที่สุด และทางสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มอบอำนาจการตัดสินใจให้กับฝ่ายทหารได้ดำเนินการตัดสินใจ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยก็เป็นเรื่องของการสนับสนุน แนวหน้าเป็นเรื่องของทหาร แต่แนวหลังเรื่องการดูแลประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พวกเรา กระทรวงมหาดไทยก็ต้องดูแลให้ดี และเต็มที่เพื่อที่เราจะทหารจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะอันตรายหรือไม่ ถือว่าเป็นข้อสั่งการข้อสำคัญที่ตนเองได้มอบให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ปฏิบัติ

ส่วนที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและประธานองคมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ออกมาระบุให้ไทยรับผิดชอบในเรื่องของการปิดด่านนั้น นายอนุทิน ย้อนถามว่า แล้วอธิปไตยของไทย ใครรับผิดชอบ ถ้าเราต้องรักษาดูแลรับผิดชอบอธิปไตยของประเทศของเราแล้ว อะไรที่เป็นเรื่องของเรา เราก็จะรับผิดชอบเองอยู่แล้ว

ส่วนมาตรการเหล่านี้ จะกดดันให้กัมพูชา กลับมาสู่โต๊ะเจรจาได้หรือไม่ นายอนุทิน มองว่า การเจรจารัฐบาลมีวิธีการ และแนวทางอยู่ เราแยกหน้าที่กันทำงาน ตอนนี้กระทรวงมหาดไทยรับหน้าที่ในเรื่องการทำให้มั่นใจว่าแนวหลังในการสนับสนุนต้องมีความพร้อม ให้ความมั่นใจว่าเราพร้อมปฏิบัติ

นายอนุทิน กล่าวถึง การลงพื้นที่เพื่อเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดแนวชายแดนในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ว่า ก็มีแนวทางในลักษณะเดียวกัน เพราะเรามีแนวชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ซึ่งเป็นแนวชายแดนที่เชื่อมกันมีระยะทางที่ยาว ดังนั้น ต้องใช้หลักเดียวกันต้องมีความพร้อมในการจัดการต่าง ๆ ในแต่ละด่าน ด่านที่มีความสัมพันธ์ทางด้านการค้า ด่านผ่อนปรนต่าง ๆ เขาก็มีมาตรการ เราก็ต้องเตรียมพร้อม ไม่ว่าจะใช้มาตรการใดก็ตาม ประโยชน์ และความปลอดภัยของคนไทยต้องมีความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะฉะนั้น เราจะไม่คำนึงถึงประโยชน์ของคนอื่น

เมื่อถามถึง การสนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมหลุมหลบภัยเนื่องจากค่อนข้างเสื่อมโทรมและใช้มาอย่างยาวนานแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ ทหารประเมินว่าเราเตรียมความพร้อมเอาไว้ ส่วนจะทำใหม่หรือไม่อย่างไรนั้น หากดูก็จะรู้ว่าไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะแยะ ทำได้อยู่แล้ว และคนที่จะมาใช้ในหลุมหลบภัย ไม่ได้ให้อยู่เป็นชั่วโมง แต่มาอยู่แค่ช่วงที่มีความจำเป็น อย่างที่นายอำเภอบอกว่า 5 นาทีก็นานเกินไปแล้ว แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องมาใช้หลุมหลบภัยตรงนี้จริง ๆ ต้องมั่นใจว่าเขาจะไม่สามารถมาทำร้ายคนของเราในหลุมหลบภัยเด็ดขาด ถ้ามาถึงขนาดแล้ว เชื่อว่าพี่น้องทหาร อส. ตำรวจ ก็ต้องมาดูแลเพื่อความปลอดภัย แผนการอพยพ และขนประชาชนออกไปต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด ซึ่งตรงนี้ห่างจากแนวรบเยอะ โดยจุดแนวรบนั้น ซีลหมด ไม่มีคน แม้กระทั่งตนเองก็ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องความปลอดภัยทหาร ได้ยืนยันว่า โอกาสที่จะมาถึงตรงนี้ เรียกว่าแทบจะไม่มีเลย แต่เราก็จะไม่ประมาท

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงสิ่งของบริจาคเพื่อสนับสนุนทหารแนวหน้า ว่า เรื่องของสนับสนุน เครื่องอุปโภคบริโภค ไม่น่ามีปัญหา เพราะมาทั้งใจ และงบประมาณ เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นอยู่แล้ว สิ่งที่ตนมาวันนี้เพื่อมาบอกทหาร ที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่มีญาติพ่อแม่พี่น้องที่เขาเป็นห่วงกังวล ซึ่งหลายคนก็อยู่ในมือของฝ่ายปกครอง เราก็ต้องดูแลเขาเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนแนวรบอย่างไม่มีความวิตกกังวล มีการแบ่งเขตขีดเส้นกันอย่างชัดเจน มีการรับไม้ส่งไม้ มีแนวหน้า ส่วนหน้า ส่วนหลัง


ที่มาเรียบเรียงจาก NBT Connext [1] [2] [3] | สำนักข่าวไทย [1] [2]



 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง