ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย

                            


 


หนังสือเรื่อง ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย เป็นงานวิจัยปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เขียนโดย รองศาสตราจารย์ ดร.<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นับว่า เป็นงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ


 


จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เริ่มทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง ไปสู่ความไม่สงบที่เกิดขึ้นครอบคลุมทั่วทุกภาคส่วนของสังคม เป็นพัฒนาการของรูปแบบของการสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยที่อำนาจรัฐไทยไม่สามารถให้ความคุ้มครองดูแลสวัสดิภาพของประชาชนในพื้นที่ในฐานะพลเมืองของรัฐไทยได้


 


การทำความเข้าใจในปัญหารากฐานอย่างถ่องแท้ การค้นคว้าสถานะแห่งการเกิดขึ้นของเหตุการณ์อย่างแจ่มชัดไร้มายาคติ จะทำให้เราสามารถประเมินทิศทางและกำหนดกรอบในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับหนังสือเล่มนี้แล้ว รศ.ดร. ธเนศ ได้นำเราไปค้นหาความเป็นมาของแนวความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแตนในภาคใต้ของประเทศไทยอีกเล่มหนึ่ง ที่พยายามอธิบายประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับสังคมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศึกษาข้อมูลจากประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ก่อตัวบนพื้นฐานของความขัดแย้งภายใต้การแบ่งเชื้อชาติของลัทธิชาตินิยม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการก่อตัวของสงครามปลดแอกภายใต้กรอบความคิดของการแยกดินแดนของกลุ่มมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจะทำความเข้าใจในสถานะทางประวัติศาสตร์และความสืบเนื่องของการลุกฮือทางการเมืองของชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่ในการก่อตัวของการต่อสู้ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา


 


เนื้อหาที่ชี้ให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวในประวัติศาสตร์การเมืองของชายแดนภาคใต้นี้ น่าจะเป็นเอกสารอีกชิ้นหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปรากฎการณ์ของปัญหาที่เกิดขึ้น อันจะทำให้สังคมไทยสามารถเข้าใจในรูปการณ์ของการต่อสู้ของเหตุการณ์ในภาคใต้ได้ดียิ่งขึ้น ไม่หลงติดประเด็นของลัทธิชาตินิยมหรือลัทธิการแบ่งแยกเชื้อชาติในการที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงของสถานการณ์สงครามในอนาคต


 


ซึ่งหนังสือเล่มนี้ เป็น 1 ในจำนวน 5 เล่มของชุด ศึกษาปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่


 


1. ความรู้และไม่รู้ 3 จังหวัดชายแดนใต้  เป็นการสรุปเนื้อหาจากงานเสวนาทางวิชาการ ในโครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน ชุด 3 จังหวัดภาคใต้


 


2. ความรู้ 3 จังหวัดภาคใต้ผ่านมุมมองประวัติศาสตร์  เป็นงานเขียนของ ผศ.ดร.ชุลีพร วิรุณหะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร


 


3. เยียวยาแผ่นดิน รวบรวมบทความสารคดีชุด Healing the Land โดย สนิทสุดา เอกชัย


 


4. ปัตตานีใต้เงาจันทร์  รวมบทความเกี่ยวกับการลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของนิสิต - นักศึกษา  


 


สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.southwatch.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมงานศึกษาปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของคณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Comments

ถึก

ไม่ได้ยกตนเพื่อข่ม อ.เธนศ อาภรณ์สุวรรณ แต่อย่างใด แต่อยากบอกว่างานของอ.เธนศ ยังอยู่ห่างไกล กับความเป็นจริงค่อนข้างมาก เหตุสำคัญเท่าที่ติดตาม อ.เธนศ ขาดองค์ความรู้ด้านอิสลามหรือแทบไม่มีเลย ทั้งๆที่เมื่อเกือบ30ปีที่แล้วอ.เธนศมีโอกาศใกล้ชิด กองทัพปลดแอกมุสลิมไทยซึ่งเป็นกองกำลังหนึ่งของ พคท.จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในรอยต่อของ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลากับอ.ยะหา จ.ยะลา

งานของอ.เธนศ จึงมีแต่กรอบคิดของประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาชีพของอาจารย์เป็นส่วนใหญ่และส่วนใหญ่เป็นศาสตร์ที่มีรากของกระบวนทัศน์ของตะวันตกเป็นส่วนใหญ่แม้โดยส่วนตัวอ.เธนศ จะมีแนวคิดแบบมารกซิสต์ เจือปนอยู่ไม่น้อย ก็ไม่ทำให้งานของอาจารย์เธนศ หลุดไปจากกระบวนทัศน์ตะวันตกได้

ไม่เพียงอ.เธนศเป็นเช่นนี้ นักวิชาการชั้นแนวหน้าของสังคมไทยล้วนเป็นเช่นนี้

ว่างๆเข้าไปดูกระทู้ติดดาวของประชาไทเนื้อหาที่เขาคุยกันดูเหมือนจะมีความน่าสนใจกว่างานวิชาการแบบนี้มากนัก

ขอโทษ คห.1ล่วงหน้าไว้

คห 1 อ่านคุณเขียนแล้วยิ่งเห็นเพิ่มเติมว่าความรู้คุณยังห่าง ดร.เธนศ อาภรณ์สุวรรณมาก

สุดกู่..สุดกู่...จริงๆครับ..ขอโทษนะ.. [emo2.gif]

Funn

ก็ถ้าไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ แล้วจะเข้าใจปัจจุบันได้อย่างไร

อย่าว่าแต่จะเข้าใจ
ในยุคที่มีแต่คนมองผู้ก่อการร้ายในแง่ลบสุดขั้ว (ก็เล่นฆ่าพระ ทรมานครูนี่หว่า)
มีนักวิชาการสักคนลุกขึ้นมาบอกสังคมว่า
"การกระทำของคนเหล่านั้นใช่ความบ้า แต่มีปูมหลังขมขื่นมายาวนาน"
อาจช่วยอะไรได้สักนิดก็ยังดี

Homo erectus

น่าสนใจมากครับ บอกรายละเอียดหน่อยสิครับ พิมพ์เมื่ิอไหร่ สำนักพิมพ์อะไร ราคาเท่าไหร่ ...

ในคลังข้อมูล ม.เที่ยงคืน ตอนนี้มีรายละเอียดบทความของอ.ธเนศ ให้อ่านอยู่เหมือนกัน น่าสนใจมาก

บัวพ้นน้ำแล้ว

เรื่องของคน 3 จังหวัดภาคใต้มีความเป็นมาที่ขมขื่น ไอ้พวกทหารเวรมันรู้ดีเพราะมันเป็นคนเอาพวกเขา เอาลูกหลาน พ่อแม่เขามาทรมานทั้งเป็น ก่อนที่จะถีบให้ตกตายจากฮ. หรือเผาเป็นๆๆในถังแดง ตั้งแต่คราวปลุกผีคอมมิวนิสต์ เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ข้าราชการก็ทำตัวเป็นนาย และข่มเหงพวกเขา ทั้งหมดนี้ไอ้พวกทหารหรือผู้นำรู้ดี แต่ไม่แสดงว่าตนผิดที่กระทำย่ำยีกับพวกเขาแค่ไหน กลับบังคับให้ทุกบ้านต้องมีรูปภาพเพื่อกราบไหว้ ซึ่งมันไม่ใช่มาจากจิตใจของพวกเขา นี่คือสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการที่จะอยู่ร่วม จนกว่าสิ่งที่เขารังเกียจจะหมดไปจากแผ่นดิน พวกเขาไม่ต้องการที่จะมีความภักดีอย่างจอมปลอมเหมือนไอ้พวกได้ผลประโยชน์อย่างในเมืองหลวงที่ยอมกราบตีนได้แม้กระทั้งกระหรี่

บัวพ้นน้ำแล้ว

เรื่องของคน 3 จังหวัดภาคใต้มีความเป็นมาที่ขมขื่น ไอ้พวกทหารเวรมันรู้ดีเพราะมันเป็นคนเอาพวกเขา เอาลูกหลาน พ่อแม่เขามาทรมานทั้งเป็น ก่อนที่จะถีบให้ตกตายจากฮ. หรือเผาเป็นๆๆในถังแดง ตั้งแต่คราวปลุกผีคอมมิวนิสต์ เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ข้าราชการก็ทำตัวเป็นนาย และข่มเหงพวกเขา ทั้งหมดนี้ไอ้พวกทหารหรือผู้นำรู้ดี แต่ไม่แสดงว่าตนผิดที่กระทำย่ำยีกับพวกเขาแค่ไหน กลับบังคับให้ทุกบ้านต้องมีรูปภาพเพื่อกราบไหว้ ซึ่งมันไม่ใช่มาจากจิตใจของพวกเขา นี่คือสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการที่จะอยู่ร่วม จนกว่าสิ่งที่เขารังเกียจจะหมดไปจากแผ่นดิน พวกเขาไม่ต้องการที่จะมีความภักดีอย่างจอมปลอมเหมือนไอ้พวกได้ผลประโยชน์อย่างในเมืองหลวงที่ยอมกราบตีนได้แม้กระทั้งกระหรี่

บัวพ้นน้ำแล้ว

เรื่องของคน 3 จังหวัดภาคใต้มีความเป็นมาที่ขมขื่น ไอ้พวกทหารเวรมันรู้ดีเพราะมันเป็นคนเอาพวกเขา เอาลูกหลาน พ่อแม่เขามาทรมานทั้งเป็น ก่อนที่จะถีบให้ตกตายจากฮ. หรือเผาเป็นๆๆในถังแดง ตั้งแต่คราวปลุกผีคอมมิวนิสต์ เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ข้าราชการก็ทำตัวเป็นนาย และข่มเหงพวกเขา ทั้งหมดนี้ไอ้พวกทหารหรือผู้นำรู้ดี แต่ไม่แสดงว่าตนผิดที่กระทำย่ำยีกับพวกเขาแค่ไหน กลับบังคับให้ทุกบ้านต้องมีรูปภาพเพื่อกราบไหว้ ซึ่งมันไม่ใช่มาจากจิตใจของพวกเขา นี่คือสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการที่จะอยู่ร่วม จนกว่าสิ่งที่เขารังเกียจจะหมดไปจากแผ่นดิน พวกเขาไม่ต้องการที่จะมีความภักดีอย่างจอมปลอมเหมือนไอ้พวกได้ผลประโยชน์อย่างในเมืองหลวงที่ยอมกราบตีนได้แม้กระทั้งกระหรี่

mfaz

ประเทศไทยต้องอยู่บนรากฐานความจริง ประเทศไทยเสียเวลามาก แทนที่จะพัฒนาพื้นที่อื่นๆ แต่ต้องเสียงบเท่าไรแล้ว. 3จชดต.เปรียบเสมื่อนโรคมะเร็งที่รุนแรงอาจจะเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย(นายแพทย์ทุกคนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรอีก) เพื่อไม่ให้เสียเวลา เสียงบของประชาชนในพื้นที่อื่นที่เอาไปใช้ในภาคใต้โดยสิ้นเปลือง ดิฉันคิดว่า อ.เธนศ อาภรณ์สุวรรณ ลองไปวิเคราะห์ดู เขียนวิธีการแก้ไขโรคมะเร็งที่อยู่บยรากฐานความเป็นจริง (ใจแคบมากถ้าไม่ยอมรับโรคนี้ มันผิดมนุษย์มาก)

ลาวตาแตก

สนับสนุนการตั้งเขตปกครอง

ถึก

นานมากแล้วที่ไม่เคยเข้ามาดูประชาไท แล้วก็แปลกใจที่ยังแนะนำหนังสือ อ.ธเนศ อยู่ซึ่งไม่ได้เสียหายแต่อย่างใด กลับดีด้วยซ้ำ

และเมื่ออ่านความเห็นที่2แล้วไม่ถือสากัน แต่อยากท้วงติงกันนิดหนึ่งว่าหากมั่นใจว่า อ.ธเนศเข้าถึงความเป็นจริงของสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้กระทั่งอาจพูดได้ว่าเมื่ออยู่กับสัจจธรรมใย จะกลัวการทดสอบ

และยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่างานของอ.ธเนศชิ้นนี้ยังห่างไกลกับการการที่จะนำไปเป็นเครื่องมือในการเข้าใจปัญหา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจะเป็นเครื่องมือไปแก้ปํญหา แต่ก็มีคุณค่าที่ทำให้ผู้สนใจได้เห็นบริบทของปัญหาของประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของชาวมุสลิมมลายูปัตตานีเท่านั้นเอง พูดอย่างนี้อาจทำให้คุณ ความคิดเห็นที่2ไม่พอใจอีกแต่ก่อนจะไม่พอใจขอให้อ่านความเห็นจากบทรายงานของประชาไทชิ้นนี้ก่อน

ปาฐกถา พลเดช ปิ่นประทีป: วิธีแก้ปมไฟใต้จากคนเดือนตุลา

ประชาไท – 21 พ.ค. 50 เมื่อวันที่ 19 พ.ค. เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม 210 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะคนเดือนตุลา กล่าวปาฐกถาเปิดการสัมมนา เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จัดโดยคณะทำงานเครือข่ายเดือนตุลาเพื่อการเมืองภาคประชาชน (คตช.) มีรายละเอียด ดังนี้

000

คนที่ติดตามปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอดจะมีความห่วงใยมาก ผมเองไม่เคยติดตามปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ผมจึงสนใจ เพราะว่าเครือข่ายที่ทำงานด้วยกันในพื้นที่ มีชุดโครงการวิจัยเรื่องชีวิตสาธารณะท้องถิ่นน่าอยู่ เป็นโครงการวิจัยที่ทำพร้อมกันทั้ง 35 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นการวิจัยการเมืองภาคพลเมืองโดยมีส่วนร่วม พี่น้องที่อยู่ในจังหวัดปัตตานี นราธิวาสก็มาบอกว่า หมอมันไม่ปกติแล้ว อันนี้เป็นตัวจุดประกายให้ผมสนใจ จากนั้นผมก็สนใจและเกาะติดมาตลอด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเป็นคนพุทธ ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามก็มีความเข้าใจตรงนั้นไม่มาก แต่ก็ได้พยายามติดตาม ด้วยมีเงื่อนไขต่าง ไม่ว่าเงื่อนไขอะไรก็ตาม เป้าหมายคือต้องการวิจัยและมีส่วนร่วมในการคลี่คลายสถานการณ์ ผ่อนหนักเป็นเบา ตามที่เราพอมีกำลังอยู่ อันนี้ก็เป็นหัวจิตหัวใจเดียวกันกับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่นั่งอยู่ตรงนี้(..)

30 – 40 ปีมานี้ พวกเราที่มีจิตใจที่รักความเป็นธรรม รักความยุติธรรม รักชาติ รักประชาธิปไตยอยู่ในสายเลือดของเราคนเดือนตุลา ไม่ใช่พูดขึ้นมาลอยๆ แต่มันมีประวัติศาสตร์ มีการต่อสู้ มีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาว มีเกียรติภูมิ มี Social Credits อยู่ในตัว ที่พวกเราสะสมกันมา

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเองก็มีจิตใจเดียวกัน สนใจว่าประเด็นปัญหามันคืออะไร ต้นสายปลายเหตุอย่างไรและมันจะคลี่คลายอย่างไร

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ความสนใจต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่หยุดเลย บางช่วงโดยเฉพาะก่อนที่มาทำงาน ซึ่งเป็นอุบัติเหตุทางการเมือง โดยเขาให้เป็นรัฐมนตรี ก่อนหน้านั้นได้เดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้บ่อยมาก บางสัปดาห์มีถึง 2 - 3 ครั้งก็มี ไปๆ มาๆ เพื่อเข้ามาช่วยกระบวนการของภาคประชาชน

ท่ามกลางการลงมาอย่างนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้และทำความเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ได้ให้เข้าใจในมิติต่างๆ ของปัญหา โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับยุคก่อนๆ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์และบริบทมันเปลี่ยนไปจริงๆ

เพราะฉะนั้นผมเคยพยายามไปจัดเวทีต่างในภาคต่างๆ ในภาคประชาชน หรือที่เรียกว่าหัวก้าวหน้า พบว่าไปคนละทางแล้วออกความเห็นได้เก่งทั้งนั้น เพราะแต่ละคนก็มีประสบการณ์ ความจริงแล้วแต่ละคนก็มีสิทธิแสดงความเห็น ความรู้สึกต่างๆได้ ในเรื่องสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้

เราเป็นสายเลือดที่สร้างมาด้วย มีแนวความคิด อุดมคติที่ไม่ต่างกันมาก แต่ทำไมเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันไปคนละทาง ก็เพราะว่าการให้ความเห็นมันง่าย ยิ่งนักการเมืองให้ความเห็นได้ทุกเรื่อง แต่การให้ความเห็นโดยเฉพาะคนที่เป็นคนสาธารณะหรือมีสถานะ พอให้ความเห็นแล้ว ผิดถูกไม่รู้ แต่มันส่งผลกระทบ ส่งผลสะเทือนอยู่

เพราะฉะนั้นผมจึงได้เรียนรู้จากการจัดเวทีตรงนั้น พยายามสร้างความเข้าใจ ซึ่งมันไม่ง่าย และสถานการณ์มันก็รุนแรงขึ้น มันก็ยั่วยุให้คนที่อยู่ไกลยิ่งมีอารมณ์ ยิ่งมีอารมณ์มากก็คุมสติได้น้อยตรงนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ

การลงพื้นที่และติดตามสถานการณ์มาตลอดจนวันนี้ก็ยอมรับว่าเข้าใจในหลายเรื่องจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนนอกพื้นที่ หรือคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาเหมือนคนส่วนใหญ่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมคิดว่าความรู้ที่สำคัญที่เป็นพื้นฐานที่เราไม่มี แต่เราอยากมีบทบาทช่วยในการคลี่คลายปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

มีความรู้ 3 – 4 อย่างที่มีความจำเป็น อันนี้มองในฐานะคนนอกพื้นที่ แต่ได้ลงพื้นที่มาตลอด แต่ช่วงเป็นรัฐมนตรีได้เดินทางลงพื้นที่น้อยลงมาก แต่โดยบทบาทหน้าที่ในกระทรวงก็พยายามสนับสนุนช่วยกันแก้ไขปัญหาในมิติของความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนงานด้านความมั่นคงของชาติการแก้ปัญหาความไม่สงบนั้นเป็นหน้าที่ของทหารหรือหน่วยงานด้านความมั่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เน้นเรื่องความมั่นคงของมนุษย์เป็นหลัก

ความรู้ที่สำคัญที่อยากฝากให้คิด อันแรกที่คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาให้มาก คือ เรื่องศาสนา เพราะเป็นมิติที่สำคัญของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาอิสลาม ซึ่งมันไปเกี่ยวพันกับหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแสการฟื้นฟูอิสลาม

กระแสฟื้นฟูอิสลามมีทั้งในระดับสากล ระดับภูมิภาคและเข้ามาสู่ประเทศของเรา ซึ่งกระแสหลักๆ นี่เป็นผลมาจากการปฏิวัติที่ประเทศอิหร่าน แล้วส่งผลมาสู่ประเทศเรา

กระแสนี้ในทางหลักการผมว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดี แนวคิดก็คือ เขามองว่า พี่น้องมุสลิมมองว่า นับวันเริ่มเหินห่างออกจากศาสนา และวิธีคิดทางศาสนามากออกไปทุกที ด้วยเพราะโลกโลกาภิวัตน์ เพราะฉะนั้นแนวคิดตรงนี้ พยายามดึงประชาชาติมุสลิมกลับเข้าสู่ศาสนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เป็นการเคลื่อนไหวในเชิงคุณธรรม ผมว่าพุทธก็น่าจะเข้าสู่ศาสนธรรมเหมือนกัน

เป็นแต่เพียงว่ากระแสการฟื้นฟูอิสลามมันมีหลายระดับความเข้ม มีทั้งที่สุดไปทางซ้ายเลย ทางขวาก็มี ตรงกลางก็มี เราก็ต้องติดตาม ศึกษาทำความเข้าใจ สุดไปเลยในระโลกเลยก็คือการสู้กันระหว่างโลกมุสลิมกับอเมริกา แล้วก็มีตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้อง อเมริกาก็แน่ชัดว่าเป็นผู้นำโลกทุนนิยม แล้วก็มีอัล – กออิดะห์ มาสู้กัน

ในระดับภูมิภาคนั้น กระแสการฟื้นฟูอิสลามก็มาถึงประเทศในภูมิภาคเช่นกัน คือมาเลเซียก็มีกระแสฟื้นฟูอิสลามเช่นกัน เพียงแต่ว่าพรรคการเมืองของรัฐบาลนั้น ไม่สุดโต่ง ในขณะเดียวกันก็มีพรรคปาส ที่อยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย แล้วก็ติดกับดินแดนของไทยด้วย ตรงนี้จะสุดโต่งไปทางซ้าย ผลสะเทือนมันจึงมีส่วนที่เกี่ยวพันกัน ผมไม่ทราบรายละเอียดมากนัก แต่จับหลักๆ ได้อย่างนี้

ถ้าเพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลาที่อยากจะเข้ามามีส่วนช่วยเหลือแก้ปัญหาตรงนี้ ก็ต้องฝากศึกษาติดตามศาสนา ศึกษากระบวนการฟื้นฟูอิสลาม เพราะเรื่องเหล่านี้จะมีอิทธิพล มีบทบาทต่อการแก้ปัญหาของเรา ปัญหาของเราเป็นเรื่องเล็กๆ แต่จะเกี่ยวพันกับอะไรบ้างต้องติดตาม

องค์ความรู้ที่สองที่สำคัญคือ วัฒนธรรมของชนชาติมลายู ส่วนที่เป็นมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ละชนชาติจะมีลักษณะนิสัย มีบุคลิกที่ไม่เหมือนกัน มลายูมุสลิมก็มีลักษณะนิสัยของเขา มีวิถีชีวิต วิธีคิดของเขาเป็นการเฉพาะ

บางทีถ้าเราไม่ศึกษาให้เข้าในลักษณะพิเศษตรงนี้ เราอาจจะพลาดไปที่ใช้ความเคยชินในกรอบของเราเองไปวัด ไปตัดสิน ไปประเมิน เพราะฉะนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าจะเป็นความรู้พื้นฐาน

เรื่องที่สามเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ มีมิติเรื่องประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็คือฝ่ายก่อการใช้มิติทางศาสนาไปวินิจฉัยประวัติศาสตร์ในลักษณะที่ว่า รัฐปัตตานีเป็นรัฐอิสลาม เหมือนกับอิสลามบริสุทธิ์ แต่จริงๆ ไม่ใช่ถึงขนาดนั้น

จริงๆ แล้วที่นั่นไม่ได้มีแต่คนนับถือศาสนาอิสลามอย่างเดียว แต่เดิมเป็น ฮินดู เป็นพุทธ เป็นพราหมณ์ หรือนับถือผีมาก่อน แต่อิสลามเข้ามาทีหลัง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ดินแดนที่เป็นอิสลามบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงไม่ใช่รัฐอิสลาม ตามที่บัญญัติในศาสนาว่า เมื่อใดก็ตามรัฐอิสลามถูกรังแก มีบทบัญญัติทางศาสนาที่มุสลิมจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อกอบกู้

ประวัติศาสตร์ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่เมื่อศึกษาจนเข้าใจแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า พี่น้องมุสลิมที่เขาลุกขึ้นต่อสู้ ผิดไปทั้งหมด ส่วนหนึ่งเขาก็ถูกเหมือนกัน เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับรัฐ ผู้ที่ถูกปกครองสู้กับคนที่ปกครอง

จุดอ่อนของเราในเรื่องประวัติศาสตร์น่าจะอยู่ที่ว่า ประวัติศาสตร์ของชาติไทยไปเขียนในลักษณะที่ไม่ให้ที่ยืนเขาเลย เพราะเราใช้แนวคิดชาตินิยมที่สุดโต่ง เขียนประวัติศาสตร์ที่มีแนวคิดให้มีความรักชาติ ทั้งๆ ที่ประเทศนี้มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ต่างๆ จริงๆ แล้วต้องเรียกว่า ประชาชาติไทย ซึ่งมันหลากหลายชาติอยู่ในนี้

ประวัติศาสตร์แทนที่จะเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งเอาชาติที่ใหญ่ที่สุดมาไว้เป็นอันเดียว แต่จริงมันต้องเป็นประวัติศาสตร์ประชาชาติไทย ซึ่งประชาชาติที่หลากหลายอยู่ในนี้ ร่วมกันสร้างขึ้น ทางเหนือก็มีล้านนา ทางอีสานก็มี ทางใต้ก็มี

เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมา แนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดพลาดของเราก็คือว่า เขียนประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมสุดโต่งและไม่ให้ที่ยืน เมื่อไม่ให้ที่ยืน พวกเขาซึ่งมีจำนวนมากและมีอัตลักษณ์พิเศษ จึงแข็งขืนขึ้นมา มีการต่อต้านต่อสู้กัน ก็เป็นมิติหนึ่งที่ควรต้องศึกษา

จุดอ่อนเราก็มี จุดอ่อนเขาก็มี ซึ่งก็ต้องปรับกันทั้งคู่ จุดอ่อนของเราหมายถึงที่ยืนทางประวัติศาสตร์ จุดอ่อนของฝ่ายขบวนการซึ่งผมคิดว่ามี คือใช้มิติทางศาสนาไปวินิจฉัยประวัติศาสตร์แบบเข้าข้าง หรือแบบอคติ จะไปว่าเขาไม่ได้ เพราะถ้าเราเป็นเขา เป็นผู้ที่อ่อนแอกว่า ก็ต้องหาวิธีทางสู้ทุกวิธีทาง

ในส่วนของประวัติศาสตร์ตรงนั้น เมื่อรัฐปัตตานีเข้มแข็งก็สามารถที่จะไปยึดครองหรือไปตีโดยรอบได้ เมื่ออ่อนแอคนอื่นก็มาตีได้ เป็นอย่างนี้มาตลอด จนกระทั่งพลวัตของประวัติมีประเทศ มีเขตแดน มีสหประชาชาติเข้ามามีกติกาสากล มันก็เลยลงตัวมาจนถึงขนาดนี้ หากเราย้อนกลับไปไม่ได้ทั้งหมด ถ้าขังตัวเองอยู่ในประวัติศาสตร์มันก็ไปข้างหน้าไม่ได้

เอาเข้าจริงการเปลี่ยนแปลงความอ่อนแอของรัฐปัตตานีนั้น ส่วนหนึ่งก็มีมาโดยกายภาพ โดยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี สมัยก่อนรัฐปัตตานีก็เป็นรัฐชายฝั่งทะเล เมื่อมีลมมรสุมทางตะวันออกเรือสินค้าก็เข้ามาจอด ก็มีความเจริญรุ่งเรือง แต่ต่อมาเมื่อมีการคิดค้นเรือกลไฟ ก็เดินทางได้เร็วขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องแวะพักนาน ก็ทำให้บทบาทของรัฐปัตตานีค่อยๆ อ่อนล้าลง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ตรงนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องศึกษา

สุดท้ายเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของการต่อสู้ ตรงนี้ผมอยากฝากคนเดือนตุลาได้ศึกษาติดตามของทั้งสองฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเข้าสู้กัน จิตใจของเราต้องเป็นอิสระ ความคิดของเราต้องเป็นอิสระ มันถึงจะทะลุทะลวงไปสู่ความรู้จริงได้ ถ้าติดอันใดอันหนึ่ง เราจะไปไม่ได้ตลอด จิตใจที่เป็นวิชาการมันจำเป็น

ถ้าเราศึกษายุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของทั้งสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้ ซีกหนึ่งคือฝ่ายขบวนการ อีกซีกหนึ่งคือฝ่ายรัฐ รัฐเองก็ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ เพราะมีอำนาจทางกฎหมาย ตรงนี้คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้กับคนเดือนตุลา ซึ่งทั้งหมดก็เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้ทางด้านอุดมการณ์ซ้ายขวา ต่อสู้กันมาหลากหลายวิธี บนหลังคารถก็มี บนเวทีไฮปาร์คก็มี ทางวัฒนธรรมก็มี จับปืนขึ้นสู้ก็มี เราไปกันสุดๆ แล้ว มีประสบการณ์กันมากแล้ว

พอมาถึงตรงนี้บริบทมันเปลี่ยนไปจริงๆ ในสมัยก่อน ยุคที่เราต่อสู้กัน เราชูประเด็นอะไร เรื่องความรักความเป็นธรรม เรื่องความรักชาติ รักประชาธิปไตย เราสู้กับการตั้งฐานทัพอเมริกา เราไล่ตั้งฐานทัพออกไป พอรัฐบาลให้ฐานทัพออกไป ให้เงื่อนไขที่ว่าจักรวรรดินิยมจะเข้ามาครอบงำ เหตุผลที่เราจะรต่อสู้มันก็อ่อนกำลังลง

เราสู้กับเรื่องเผด็จการ พอรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ตอนนั้น ปฏิวัติรัฐบาลหอย แล้วก็ให้มีการเลือกตั้งประมาณปี 2522 เหตุผลที่บอกว่าเป็นเผด็จการ ไม่ยอมเป็นประชาธิปไตย มันก็อ่อนยวบลงไปอีก พวกนี้ล้วนเป็นมาตรการทางการเมืองการปกครอง เป็นเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งที่ต่อสู้อยู่ มีเหตุผลที่ไม่ชอบธรรมก็ลดน้อยถอยลง คนในขวนการก็เริ่มละล้าละลังเหมือนกัน

เช่นกันปัจจุบันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องคลำให้เจอว่าปมมันคืออะไร ปมทางการเมืองคืออะไร แล้วก็ที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐหรือฝ่ายสังคมใหญ่ มีมาตรการอะไรในทางการเมืองที่มีน้ำหนักพอ อย่างเรื่องถอนฐานทัพผมถือว่ามีน้ำหนักมาก เปิดให้มีการเลือกตั้งก็มีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนสถานะทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ระหว่างฝ่ายต่อฝ่าย พอมาอีกที่ เรื่องนโยบาย 66/23 ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ใหญ่เบ้อเริ่ม

แล้วใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมพยายามตรวจสอบดูว่าใน 4 – 5 ปีที่ผมเกาะติดอยู่ มันยังไม่มี ก็ต้องช่วยกันคิด ถ้าเรารักประเทศ อยากเห็นการอยู่ร่วมกันด้วยความสงบ จะเอาแนวคิด ความรู้สึกในยุคสงครามเย็นมาใช้ยุคนี้ไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนไป เราเคยเก่ง เราเคยชำนาญในสมัยนั้น ก็ต้องมาเรียนรู้ในสถานการณ์ใหม่ว่าเป็นอย่างไร

ในส่วนของการผลักยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของฝ่ายขบวนการนั้น เขาก็ปรับเปลี่ยนด้วย หลายเรื่องเขาก็เรียนรู้จาก พคท.(พรรมคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) เรียนรู้จากพวกเรา แต่เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาปรับไปสู่เรื่องใหม่ ตอนนี้แทนที่เขาจะมุ่งใช้ชนบทล้อมเมือง แล้วยึดเมืองในที่สุดเหมือน พคท.ทำ เขาก็เรียนรู้และปรับใหม่ เขามีวิธีการอะไร ยุทธศาสตร์คืออะไร ยุทธวิธีของเขาคืออะไร

เขามุ่งแบ่งแยกดินแดน แต่ว่าเขาก็ไม่ได้คิดว่าด้วยกำลังของเขา เขามุ่งจะแยกดินแดนได้ แต่เขามุ่งใช้สากล บทบาทขององค์กรสากลเข้ามา เขาก็บั่นหัวไปอย่างนี้เรื่อยๆ แต่ในส่วนของรัฐบาลได้ทำคือในส่วนขององค์กรสากล คิดว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ในการบล็อกตรงนั้น

ตั้งแต่การมี กอส.(คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ) หรือมีอะไรมาเรื่อยๆ ตรงนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร รวมทั้งการที่นายกรัฐมนตรีไปขอโทษนั้นผมว่าก็มีส่วนในการบล็อก แต่ในพื้นที่ยัง ผมว่าต้องช่วยกันคิด

สุดท้ายที่อยากฝาก คือปัจจัยที่ทำให้การแก้ปัญหายากมากขึ้นมี 2 – 3 เรื่อง อันแรกคือสถานการณ์การต่อสู้ของขั้วทางการเมืองในพื้นที่ ผมว่าเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปถ้าเราจะช่วยกันประคับประคอง ต้องระวังบทบาทการสู้แล้วส่งผลสะเทือนต่อการแก้ปัญหา คือทำให้เป็นการเมือง ผมนึกถึงงานของกระทรวงผมที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาแฟลตดินแดง คือ ถ้าการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องแล้ว แก้ยากจริงๆ

อันที่สอง การปะทะกันระหว่างชุมชนพุทธกับชุมชนมุสลิม อันนี้ต้องระวัง มีวิธีการอย่างไรที่จะรักษา เพราะเป็นทุนทางสังคมที่มีมายาวนาน คือชุมชนพุทธกับมุสลิมที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น ถ้าหากทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับประชาชนขึ้นมาแล้ว ในระยะยาวเป็นเรื่องน่ากลัว

อะตอม

พึ่งมีเวลาคลิ๊กเข้ามาอ่าน น่าสนใจครับ แต่ไม่ค่อยมีเวลาอ่านยาวๆ (นานแล้วไม่ได้อ่านหนังสือ ที่คนอื่นเขียนให้อ่านยกเว้นหนังสือเรียน)

เป็นคนมีความอดทนน้อยในการอ่านที่สำคัญไม่ค่อยมีเวลา แต่เท่าที่ดูจาก การรวบรวมและการแนะนำ น่าสนใจครับ หาซื้ออ่านได้ที่ไหน?

ตะเดาะดูหวิ

จากสถานการณ์ 3จังหวัดภาคใต้นับตั้งแต่ค่ายทหารถูกปล้นปืน เหตุการณ์เริ่มรุนแรงทีละน้อย จนถึงปัจจุบันเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรือยๆ จะเห็นได้ว่าการแก้ปันหาไม่ทำให่ลดลงได้ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองรู้ดี ทำไมไม่แก้ไขให้เด็ดขาด อย่าเลี้ยงไข้เดียวกลายเป็นโรคแทรคซ้อนแก้ไม่หาย ไอ้พวกต่างด้าวให้เข้าทำไมหนักหนาพวกนี้เข้ามาแทรกซึม บ่อนทำลายชาติโดยเฉพาะเขมร
พวกอารกัน (ให้รัฐบาลปิดชายแดนมาเลย์ชั่วคราวจนกว่าเหตุการณ์สงบ เราอย่าไปหวังพึ่งเขาเลย ตอนนี้เขานั่งยิ้มที่เห็นเสรษฐกิจไทยยำแย่ ทำเหมือนพี่จีนไปเลย)ผมทำงานอยู่ปัตตานี จนเพื่อนถูกยิงตั้งหลายคน เลยอยู่ไม่ได้ ใจนั้นอยากอยู่ทำยังไงได้มีแต่ขบวนการใต้ดิน ไอ้ตัวใหญ่บงการอยู่ต่างประเทศ เผลอๆนั่งอยู่กทม.

30เมตร

อยากให้ผู้รู้ได้เปรียบเทียบ ความเห็น นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รมช พม ต่อแนวทางดับไฟใต้ กับ ของ อ.ธเนศ ว่าทั้งสองแบบจะช่วยดับไฟใต้ ให้เห็นกันชัดๆอย่างไร

แนวทางดับไฟใต้...มุมมองหมอพลเดช

หมายเหตุ - นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยผ่าน "มติชน" ถึงผลการลงพื้นที่ทำวิจัยสภาพและสาเหตุของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

@ ที่มาที่ไป

ผมเคยมีเครือข่ายที่ทำงานภาคประชาชนที่ทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มานาน ตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.ปัตตานี เมื่อปี 2547 นอกจากนี้ยังมีทีมงานวิจัยของ พม.ที่ลงพื้นที่ไปทำวิจัยมา จึงได้นำข้อมูลต่างๆ มาสรุป เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา และคิดว่าถึงเวลาที่จะสื่อสารกับสังคม เพราะการตายในพื้นที่ยอดสะสม 2,000 คน บาดเจ็บ 3,600 คน

ผมรู้ว่ารัฐบาลชุดนี้ที่ผมร่วมอยู่ด้วย เป็นรัฐบาลที่มาในระยะเปลี่ยนผ่าน ในระยะเวลาสั้น แต่ต่อไปหากพรรคการเมืองไหนจะเอาแนวคิดเหล่านี้ไปตีต่อเพื่อเป็นนโยบายในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นก็ไม่ว่าอะไร แต่ก็จะมีการสรุปส่วนหนึ่งเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีโดยตรงด้วย

@ ปัจจัยและสาเหตุของปัญหาภาคใต้

ทีมวิจัยระบุถึงปัจจัยสาเหตุหลักของปัญหาภาคใต้ แบ่งเป็น 2 ปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ 1.เป็นปัญหาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างปัตตานีกับสยาม ซึ่งที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ทำอะไรเลยในเรื่องนี้ 2.ปัญหาที่เป็นผลกระทบจากกระบวนการฟื้นฟูอิสลามในระดับโลก ภูมิภาค และระดับท้องถิ่น

ส่วนปัจจัยเร่ง คือ 1.ปัญหาของการดำเนินนโยบายความมั่นคงของรัฐในพื้นที่ที่เป็นปัญหา ทั้งด้านแนวคิดและด้านการบริหารจัดการ 2.การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของฝ่ายขบวนการหลังปี 2535 เป็นต้นมา ที่ฝ่ายขบวนการเปลี่ยนสภาพจากฝ่ายบีอาร์เอ็น มาเป็นบีอาร์เอ็นโคออดิเนต และกลุ่มอื่นๆ ทำให้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของฝ่ายก่อการไม่ใช้แบบเดิม

@ เรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของฝ่ายก่อการเปรียบเทียบกับฝ่ายความมั่นคงของรัฐ

ยุทธศาสตร์ของฝ่ายก่อการใช้ยุทธศาสตร์ในการสร้างศรัทธา ความชอบธรรม ในการต่อสู้ ด้วยงานการเมืองที่มีมติในเชิงศาสนา เชิงประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์ ด้านการทหารฝ่ายก่อการใช้วิธีสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ก่อเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว ไม่เลือกเป้าหมาย ใช้ Soft Target (เป้าหมายที่อ่อนไหว) มุ่งตัดตอนความน่าเชื่อถือของอำนาจรัฐ ทำให้ประชาชนยิ่งไม่เชื่อถืออำนาจรัฐ ขณะเดียวกันก็หวาดกลัวฝ่ายก่อการ มุ่งทำทุกอย่างเพื่อแยกดินแดนด้วยอำนาจขององค์กรทางสากล ไม่ใช่เอาชนะด้วยการยึดพื้นที่จริง

ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีฝ่ายรัฐ แนวทางสันติวิธี ความนิ่งของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และการยืนหยัดอย่างนี้ ทำให้แนวรบจากต่างประเทศของฝ่ายก่อการเป็นหมัน การที่รัฐมุ่งใช้กำลังทหาร จัดทหารพรานเป็นจำนวนมากเข้าควบคุมพื้นที่และบีบรัดเขตอิทธิพลของฝ่ายก่อการลงเรื่อยๆ จะเห็นว่านายกฯและ ผบ.ทบ. อาจจะพูดในลักษณะว่า เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในพื้นที่ซ้ำๆ แคบๆ ลง หมายความว่า บีบเขตอิทธิพลให้ค่อยๆ แคบลงเรื่อย เพราะเชื่อว่าใช้กำลังทหารพรานเพิ่ม บับรัดไปเรื่อยๆ จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในที่สุด แต่มันไม่ได้จบแค่นี้

@ แนวโน้มในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

แบบที่ 1 คือ เนื่องจากแนวทางที่ฝ่ายความมั่นคงรัฐกำลังทำอยู่ คือ การใช้กำลังทุ่มเข้าไปเพื่อลดและหดแคบส่วนอิทธิพลของฝ่ายก่อการลง รัฐยึดพื้นที่คืน แต่การยึดพื้นที่เขตอิทธิพลคืนนั้น ยึดคืนได้แต่พื้นที่ ยังไม่ได้ยึดหัวใจของประชาชนและแนวร่วมต่างๆ ยังไม่ได้ทำงานการเมืองทางความคิดจริงๆ จังๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการทำงานการเมืองนำการทหารจริง มีแต่คำพูด ก็อย่าหวังเลยว่าจะยึดกุมความคิดได้ ยึดพื้นที่ได้แต่ยึดคนไม่ได้ หรือคุมคนได้แต่ยึดความคิดคนไม่ได้เลย ดังนั้น เมื่อเขตอิทธิพลของฝ่ายก่อการจะแคบลง ฝ่ายก่อการก็ปลิ้นออก คือ ไปในพื้นที่อื่น จังหวัดอื่นที่อยู่รอบๆ เขตอิทธิพลแต่เป็นเขตปฏิบัติการ มันกระจายเขตปฏิบัติการออกไป ในที่สุดถามว่าใช้กำลังทหารที่ตรึงอยู่แบบนั้นจะตรึงอยู่อีกกี่ปี

แบบที่ 2 ประชาชนทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมที่รักความสงบ อาจเริ่มทนไม่ได้ อาจจะรวมตัวกันมากขึ้น แล้วลุกขึ้นสู้เอง จับอาวุธสู้กันเอง จะเกิดการฆ่ากันไปกันมาระหว่างประชาชนกับประชาชน ขี่มอเตอร์ไซค์-ปิคอัพไล่ฆ่ากันเลย ทหารก็ทำอะไรไม่ได้ ดูแล้วมันเริ่มเกิด อันนี้น่ากลัว คือ เป็นสงครามกลางเมือง แต่ในที่สุดแล้วถ้าทหารใช้กำลังทุ่มเข้าไปอีกเป็นแสนคน ถึงแม้จะคุมสถานการณ์หรือปราบได้ด้วยอำนาจความแข็งแกร่ง คุมได้ จบได้ แต่ในใจลึกๆ ความบาดหมางระหว่างประชาชนกับประชาชน ระหว่างศาสนิก อาจจะส่งผลกระทบไปเป็นร้อยปีจากนี้ เพราะเมื่อประชาชนลุกขึ้นจับอาวุธฆ่ากันเอง มันแตกละเอียดเลย เยียวยาร้อยปีก็ยังจำกันอยู่อย่างนี้ มันอยู่ในดีเอ็นเอทางสังคม เด็กก็จะถูกปลูกฝังเล่าขานมาเป็นร้อยปี

@ แนวทางการเมืองนำการทหารเพื่อราไฟใต้

สิ่งที่เป็นรูปธรรม คือ การที่นายกฯมีความนิ่ง ถือว่าดีมากๆ ต่างจากสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่วอกแวกไปหน่อย ควรจะย้ำสันติวิธีอย่างหนักแน่นมั่นคง และผลิตซ้ำแนวคิดและความมุ่งมั่นนี้ผ่านสื่อบ่อยๆ เช่น การขอโทษ ขอความร่วมมือ การยื่นมือเข้าหากัน จำเป็นต้องทำต่อ คือ แนวทางที่ใช้การเมือง ใช้การเจรจานำการทหาร การทหารจะต้องรับใช้เป้าหมายทางการเมือง จะได้ผลทั้งทางสากลและภายใน บทบาทของทหารต้องทำหน้าที่ของทหาร ไม่ใช่ทำหน้าที่ของตำรวจ ทุกวันนี้เอาทหารหลักจากภาคต่างๆ ลงไปทำหน้าที่ตำรวจ คือ ไปเดินนำพระบิณฑบาต ทั้งที่เป็นหน้าที่ตำรวจ ทหารต้องอยู่เป็นหมู่ ประจำอยู่ และควรออกจากหมู่บ้านไปอยู่ชายป่า และมีระบบที่จะลาดตระเวน เฝ้าระวัง ปฏิบัติการ ไม่ใช่ทำหน้าที่แทนตำรวจ แล้วขึ้นรถไปตามถนนแล้วให้เขาระเบิดตูม ตายหมด แย่เลย เดินเท้าสิครับ

@ ปัญหาการดำเนินนโยบายความมั่นคงและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด

รัฐบาลควรแต่งตั้งรัฐมนตรีกิจการจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ สร้างเอกภาพในการแก้ปัญหา เพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนทางนโยบายอย่างทันท่วงที มันต้องมีรัฐมนตรีเต็มเวลาดูตรงนี้จำเป็น

@ ปัญหาประวัติศาสตร์-ความสัมพันธ์ระหว่างปัตตานีกับสยาม

รัฐบาลและสังคมไทย รวมทั้งชนชั้นสูง ต้องให้และแสดงการยอมรับ แสดงความเข้าใจ เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์ปัตตานี เห็นความสำคัญของชุมชนมลายูมุสลิมปัตตานี ให้เขามีที่ยืนทางประวัติศาสตร์ มาตรการรูปธรรม เช่น การประกาศนโยบายของรัฐในเรื่องนี้ โดยนายกฯอาจประกาศนโยบายความสัมพันธ์ปัตตานี-สยาม ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้เขามีศักดิ์ศรี มีเกียรติ มีการยอมรับ คือ ให้การยอมรับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ เพราะเราต้องการส่งสัญญาณเพื่อถอดสลัก นี่คือมาตรการการเมืองนำการทหาร รุกทางการเมือง ทางความคิด

กระทรวงศึกษาธิการหรือเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องประกาศชำระประวัติศาสตร์ชาตินิยมใหม่ แทนที่จะเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้เป็นประวัติศาสตร์ประชาชาติไทย ที่ทุกชาติ ทุกคนในชาติ ทุกศาสนาในไทย ช่วยกันสร้างประเทศนี้ขึ้นมา พี่น้องล้านนา พี่น้องปัตตานี ก็ช่วยกันสร้างแผ่นดินนี้ขึ้นมา มันเป็นความงดงาม จะเป็นการให้ที่ยืนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ การบูรณะสิ่งที่เป็นเชิงสัญลักษณ์เพราะฝ่ายก่อการสู้กับเราในเชิงสัญลักษณ์ อย่างการบูรณะมัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี ให้ดี ทำให้เต็มที่ ให้สมเกียรติ สมศักดิ์ศรี หรือการบูรณะกุโบ (สถานที่ฝังศพ) ของกษัตริย์รัฐปัตตานีเก่า คือ กษัตริย์ของยาลา ที่ถูกทิ้งรกร้างยังมีอยู่ ทั้งหมดนี้คือการออกแบบการรุกทางการเมืองโดยไม่ต้องบอกว่ารุก ทั้งหมดจะช่วยลบล้างในสิ่งที่ฝ่ายก่อการพยายามทำให้เชิงสัญลักษณ์เพื่อไปกระตุ้นต่อมความไม่พอใจทางด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ทำให้เขามีที่ยืนทางประวัติศาสตร์ เขาฉีดยาชาทางความคิดไว้ ต้องปลดออกให้ได้

@ ปัญหาผลกระทบจากกระบวนการฟื้นฟูอิสลาม

ผลกระทบจากการปฏิวัติอิหร่าน ที่อะยาตอเลาะห์ โคไมนี่ ผู้นำการปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน นำปฏิวัติโค่นพระเจ้าซาร์ เปลี่ยนการปกครองประเทศกลายเป็นรัฐอิสลามที่ค่อนข้างใหญ่ เข้มแข็ง ตรงนั้นมีผลสะเทือนไปสู่ภูมิภาคและโลก มีทั้งสุดโต่งและสายกลาง เขาคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ มันทำให้ประชาชาติมุสลิมเหินห่างจากศาสนาเข้าไปทุกที เขาต้องการที่จะฟื้นฟูอิสลามโดยการดึงประชาชาติมุสลิมกลับเข้าสู่ศาสนา วิธีการที่สุดโต่งก็คือ พวกอัลเคด้า เจมาอิสลามิยาร์ (เจไอ) โดยมีอัลเคด้าเป็นผู้นำกระแสสุดโต่ง ส่วนมาเลเซียจะเป็นสายกลาง แต่ก็ยังมีรัฐตอนเหนือของมาเลเซียอยู่ 2-3 รัฐ ที่เป็นเขตอิทธิพลของพรรคบาส ที่สุดโต่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ผลกระเทือนตรงนี้มีรัฐบาลและสังคมไทยควรแสดงท่าที จุดยืนในการที่จะเข้าใจ เอาใจใส่ สนับสนุนการฟื้นฟูอิสลามเชิงสร้างสรรค์ คือ ไม่สนับสนุนเชิงสุดโต่ง สนับสนุนทางสายกลางแบบมาเลเซีย

x19

ตราบใดที่ยังเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวในโลกนี้
และมีวิถีทางเดียวที่จะเข้าถึงพระเจ้าได้
มันก็รบกันไม่มีวันเลิก
ทั่วทั้งโลก

มุสลิม

คห 14 คุณสรุปด้วนๆอย่างนี้ อิสลามเสียหาย ทำไมไม่หันไปมองตัวเองว่า การนับถือเทพเจ้าหลายองค์นั้นส่งผลต่อความงมงายในสังคมไทยอย่างไรบ้าง นับถือทุกอย่าง แม้กระทั่ง เจลลดไข้ที่หล่นมาจากฟากฟ้า ขูดทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่อิสลามนั้นห้ามนับถือสิ่งใดๆ นอกจากพระเจ้า
คำว่า GOD ภาษาอังกฤษ = พระเจ้า = ภาษาอะราบิคคือ คำว่า อัลเลาะห์ ทั้งสามคำนี้ไม่ใช่ชื่อของพระเจ้า แต่หมายถึงสิ่งเดียวกัน
อิสลามบอกไว้ชัดเจนว่า พระเจ้านั้น ไม่มีตัวตน ไม่มีลูกหลาน ไม่ใช่มนุษย์
แล้วชื่อของพระเจ้าคืออะไร พระเจ้ามี 99 ชื่อ ( Ninety Nine Names of God ) ดังนี้ คือ
ความรัก, ความเมตตา,ความกตัญญู,ความดีงาม ความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ ความขยันหมั่นเพียร ความอดทน ความสุภาพอ่อนโยน ความยุติธรรม การเอื้อเพื้อ ความเชื่อมั่น ความสะอาด การมีสติรอบคอบ ความภาคภูมิใจ ความแข็งแรง และอื่นๆ (ที่เหลือ อีก 83 ชื่อ ผมลืม ขี้เกียจไปเปิดตำรา ) ทุกสิ่งนี้รวมเรียกว่าพระเจ้า ไม่ใช่หมายถึงตัวอะไรเขียวๆที่บินลงมาจากฟ้า เพราะฉะนั้นเวลาที่เรากล่าวพระนาม จะให้มานั่งไล่ 99 ชื่อ ก็สิ้นใจกันพอดี จึงต้องรวมเรียกกันคำเดียวว่า พระเจ้า = GOD = อัลเลาะห์
ในทางวิทยาศาสตร์ พระเจ้า คือ ศรัทธา ( FAITH ) ที่อยู่ในใจมนุษย์ ศรัทธาต่อความดีงามทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งก็คือพระนามทั้ง 99 ของพระองค์นั่นเอง
จุดมุ่งหมายของการบังเกิดศาสนาคือ การสอนคนจำนวนมากให้เป็นคนดี เพราะฉะนั้น พวกเราผิดด้วยหรือที่นับถือพระเจ้า นับถือความดีงามเหล่านี้อย่างเคร่งครัด อยากจะยกตัวอย่างให้ชัดคือ หลังจากที่พระพุทธเจ้าบำเพ็ญทุกข์กรกิริยาแล้วไม่สำเร็จ ก็เลยหันมาทานข้าว หลังจากนั้น ก็ตั้งจิตอธิษฐานแน่วแน่ว่า ถ้าไม่ค้นพบสัจจะธรรมจะไม่ยอมลุกเด็ดขาด การที่ท่านอธิษฐานนั้น ท่านอธิษฐานต่ออะไร สิ่งนั้นแหล่ะคือพระเจ้า คือ ศรัทธาที่แน่วแน่ของพระพุทธเจ้าเอง แต่ชาวพุทธมักบอกว่าท่านอธิษฐานกับสิ่งศักสิทธิ์ ก็แล้วแต่จะตีความว่าสิ่งศักสิทธิ์นั้นคือ เทวดาองค์ไหน

แต่ในการสอนคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตาม คุณต้องใช้หลักศรัทธามาช่วย โดยเฉพาะในสมัยโบราณที่ยังไม่มีวิทยาศาสตร์มาอธิบายสิ่งเหล่านี้ มันก็ต้องมีเรื่องราวต่างๆมาจูงใจคนเพื่อประโยชน์ในการสอน เพราะฉะนั้น มุสลิมบางคนโดยเฉพาะที่การศึกษาน้อย มักจะไม่ทราบความหมายที่แท้จริง แต่ก็เชื่อในหลักปฎิบัติ เพราะหลักปฎิบัติต่างๆยังไงก็สอดคล้องกับพระนามทั้ง 99 อยู่แล้ว ก็คงคล้ายๆกับชาวพุทธบางคนที่ไม่ได้รู้ทุกอย่างในพระไตรปิฎกแต่ก็ยินดีปฎิบัติตามโดยไม่มีข้อสงสัย เปรียบได้กับ เมื่อเวลาที่คุณไปพบแพทย์ เมื่อหมอสั่งให้คุณทำ หรือ กิน อะไรก็ได้ คุณก็ยินดีปฎิบัติตามโดยไม่สงสัย เพราะ คุณรู้อยู่แล้วว่า หมอกำลังช่วยคุณ และหมอจะไม่ฆ่าคุณแน่

ศาสนา ยิว/ คริส/ อิสลาม เชื่อในพระเจ้าเหมือนกัน และมีรากความเชื่อกำเนิดมาจากที่เดียวกัน มาแยกกันภายหลังเพราะการเมือง จะสังเกตุเช่น การแต่งตัวของแม่ชีในศาสนาคริสต์นั้นปกปิดมิดชิดและมีผ้าคลุมศรีษะเหมือนผู้หญิงมุสลิม ส่วน ศาสนาพุทธนั้นก็ไปคล้ายกับศาสนาพราหมณ์ แต่การนำหลักศาสนาไปใช้ในทางที่ผิด บิดเบือนนั้น มีแน่นอน ก็เหมือนกับพวกพุทธพานิชย์ทั้งหลายนั่นแหล่ะ เพราะศาสนาเป็นอาวุธที่กำจิตใจคนได้อย่างง่ายดาย ถ้าสังคมขาดภูมิคุ้มกัน และยิ่งมีการเมืองระดับชาติแทรกแซงอย่างอิสลาม เพราะฉะนั้น ความวุ่นวายที่เกิดบนโลกใบนี้ไม่ใช่เพราะศาสนา แต่ มนุษย์ต่างหากที่ นำการเมืองมาปะปนโดยใช้ศาสนาเป็นอาวุธ ในขณะที่เราก็ยังคงใช้อีกด้านนึงของศาสนามากล่อมเกลาจิตใจ พวกที่เหลือ

หวังว่าคงจะเลิกโทษพระเจ้าและคำสอนที่แท้จริงในอิสลามกันได้แล้วนะครับ

ถึก

ขอบคุณ คุณมุสลิมในความเห็นที่15เป็นอย่างมากที่แสดงความคิดเห็นให้ความรู้เรื่องอิสลามเป็นการสร้างความรับรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันของคนร่วมสังคม เป็นความเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หวังว่าคงได้รับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์เช่นนี้จากคุณมุสลิมอีกในโอกาศต่อไป

ญัยฮุน

การไม่ยอมรับความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ การใช้นโยบายรัฐชาติ สมัย จอมพล
ป.พิบูลสงคราม บังคับและละเมิด
สิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ให้เป็นอย่างเดียวกัน เหมือนกัน เร่งให้เกิด
ปฏิกิริยาตอบโต้ จากฝ่ายที่ถูกคุกคามวิถีชีวิต ความเป็นส่วนตัว ประกอบกับฝ่าย
ก่อความไม่สงบในพื้นที่ อาศัยประวัติศาสตร์ ศาสนา ภาษา และการกระทำ
ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ยัดข้อกูเฮงในคดีเผาโรงเรียน เป็นเครื่องมือก่อเหตุร้ายรายวัน ดังนั้น เป็นหน้าที่ของพี่น้องชาวไทยจะต้องช่วยกัน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ดังพระราชดำรัสของในหลวง เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องแก่ปวงชนชาวไทย สู่ความสงบ สันติ ในบ้านเมือง พร้อมร่วมพัฒนาชาติไทย ให้เจริญรุ่งเรือง ประเทศบอบช้ำมามากแล้ว จากผู้ทีู่้โกงบ้านกินเมือง "จะแก้ปัญหาความรุนแรงที่ภาคใต้ ต้องใช้หลักธรรมาภิบาล" สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนว่า พี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ คนไทย จะนับถือศาสนาอะไร พูดภาษาอะไร ก็คือ คนไทย เป็นพี่น้องร่วมชาติ ...สุดท้ายขอวิงวอนให้เกิดสันติสุข ภราดรภาพในปวงชนชาวไทย ขออย่าสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในใจพี่น้องด้วยเทิด

"ทุกชีวิตมีค่า การฆ่าแกงกันรายวัน คือการลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์และจิตใจ"

ต้น

เราทุกคนคือคนไทย [emo2.gif]