เรื่องเล่าจาก "ห้องกรง" WTO : เอดส์ทำให้เขาถูก "ขังเดี่ยว"


 


 


"มันทำให้เราแนบแน่นและเข้าใจประเด็นของกันและกันอย่างลึกซึ้งขึ้น การที่จะไม่ได้กินยาตรงเวลา หรือครบมื้อ แรกๆ เพื่อนเครือข่ายอื่นก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อเขาเห็นเราเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้มากๆ มันก็ทำให้เขาเริ่มสนใจและทำความเข้าใจ จนได้เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเราถึงต้องต่อสู้เอาเป็นเอาตายเพื่อให้ได้เข้าถึงยาต้านไวรัส" กมล อุปแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการร่วมชุมนุมประท้วง WTO ที่ฮ่องกง ที่แถมพกด้วยประสบการณ์ถึง "ห้องกรง" ชนิดขังเดี่ยวซะด้วย


 


"ตอนเช้าที่ถูกจับแล้วคุมตัวเราไว้ที่ชุมนุม ผมถูกมัดมืออยู่ พกยาติดตัวไปด้วย ถึงเวลากินยาจะหยิบจากกระเป๋ากางเกงเองก็ไม่ได้ ต้องให้คนที่อยู่ข้างๆ ช่วยหยิบให้ มันทุลักทุเล แต่ก็ยังได้กิน พอมาถูกขังคุกที่สถานีตำรวจ ตอนแรกก็ได้อยู่ห้องรวมกับเพื่อนเกาหลีอีก 4 คน ทีนี้มีล่ามไทย-จีนที่มาช่วยแปล เราก็บอกเขาว่าเราต้องกินยา เพราะเราติดเชื้อเอชไอวี แล้วเราก็กินยาต้านไวรัสอยู่ เขาก็เป็นธุระแปลให้ จนทางตำรวจพาเราไปหาหมอที่โรงพยาบาลให้รับรองว่า เราต้องใช้ยานี้"


 


กมลยังเล่าต่อด้วยว่า เขาถูกพาไปโรงพยาบาลในสภาพที่มีผ้าคาดปิดปากปิดจมูกอยู่ครึ่งหน้า และมีโซ่ล่ามมือและขาไปด้วย กว่าจะได้กินยาก็ช้าไป 2 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังถูกแยกมาขังในห้องขังเดี่ยว โดยก่อนหน้านี้มีการถามข้อมูลว่า มีใครอีกบ้างที่ต้องกินยาแบบเดียวกับเขา เขาจึงบอกชื่อเพื่อนอีกคนไป แล้วก็มารู้ภายหลังว่าเพื่อนก็ถูกจับแยกขังเดี่ยวเหมือนกัน


 


"ตอนอยู่ในห้องขังคนเดียวมันแย่ ไม่ได้กลัวนะ แต่ในหัวมันว้าวุ่น เพื่อนคนไทยอีก 4 คนที่อยู่ที่เดียวกันก็พยายามขอร้องว่าจะขอเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนด้วย อย่างน้อยสักคนหนึ่ง ตำรวจก็ไม่ยอม ผมก็พยายามจะสงบใจ เพื่อนเกาหลีที่ถูกขังอยู่ห้องข้างๆ เขาร้องเพลงโซลิดาริตี้ในภาษาเกาหลี ผมก็เลยร่วมร้องเป็นภาษาไทยไปด้วย มันก็ช่วยได้เยอะ"


 


แม้กมลจะเตรียมใจตั้งแต่ก่อนไปอยู่แล้วว่า การไปครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องสบายและง่ายเลย แต่เขายังอดรู้สึกไม่ได้ว่าตำรวจฮ่องกงโหดและรุนแรงเกินไป แต่ความโหดและหนักในครั้งนี้มันถูกผันให้เป็นพลังที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังใจที่มาจากชาวฮ่องกงที่ค่อยเพิ่มพูน จากวันแรกที่พวกเราเดินรณรงค์แล้วเขาก็ดูไม่ค่อยชอบใจ แต่เมื่อได้ฟัง ได้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินก้มกราบแผ่นดินไปตลอดทางของชาวนาเกาหลี สำหรับกมล เขาคิดว่านั่นคือปฏิบัติการที่ซื้อใจคนฮ่องกงได้


 


ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ไขว่คว้าและแสวงหาอยากมีอย่างไม่รู้สิ้นสุดจนลืมแบ่งปัน เพราะมักไม่รู้สึกว่า มีมากพอจะที่จะปันกัน ขณะที่การร่วมในความทุกข์ยากมักจะพ่วงผลพวงแห่งความใยดีต่อกันมาด้วยเสมอ วิบากกรรมหลังซี่กรงขังที่ฮ่องกงได้หยั่งรากความเข้าอกเข้าใจไปพร้อมๆ กับม่านอคติเรื่องเอดส์ที่ค่อยสลายไป


 


คงมีเพียงคำตอบจากเจ้า่หน้าที่กงสุลไทยที่สนองตอบต่อข้อเรียกร้องให้เร่งช่วยผู้ติดเชื้อชาวไทยให้พ้นจากการคุมขัง ด้วยประโยคมักง่ายว่า "รู้ว่าเป็นอย่างนี้แล้วยังจะมาอีก" 


 


นั่นสินะ เจ้าหน้าที่กงสุลจะรู้ไหมว่า ทำไมทั้งที่เป็นอย่างนี้แล้วยังมา รู้ไหมว่าคนไทย 79 ชีวิตที่ถูกคุมขังกำลังต่อสู้เพื่อเป้าหมายใด ถ้าไม่มัวแต่หงุดหงิดรำคาญใจกับภารกิจช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับ


 


พวกเขาคงได้ยินและเข้าใจมากกว่านี้

คนเคยโพสท์

ความมักง่าย(โดยเฉพาะคำพูด) จากเจ้าหน้าที่ฯของรัฐ ที่กินเงินภาษีของประชาชน แล้วไม่ยอมทำหน้าที่ในบทบาทที่ตัวเองรับผิดชอบ มีให้พบเห็นในทุกสถานที่จริงๆ

รวมใจ

ควรส่งต่อบทความนี้ไปให้กระทรวงต่างประเทศ ของไทย และกงศุลไทยที่ฮ่องกง...... ได้รับรู้ว่า คนไทยที่ไปประท้วงรู้สึกอย่างไร....