กรณีนักศึกษาแม่โจ้ กับภาพลักษณ์ชาวไทใหญ่ในสายตาคนไทย

 

อัมพร จิรัฐติกร

 

การเรียกคนงานไทใหญ่ที่ข่มขืนและฆ่านักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าเป็นชาวพม่า หรือว่าเป็น "ชาวพม่า สัญชาติไทยใหญ่" ที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ของไทยนั้น มีนัยยะยอกย้อนสองสามประการที่ผู้เขียนอยากหยิบยกมาพูดถึง เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อแรงงานอพยพในประเทศไทย

 

ก่อนที่จะขยายความถึงความยอกย้อนดังกล่าว ขอเล่าถึงประสบการณ์ในช่วงที่ผู้เขียนได้เข้ามาเก็บข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก อยู่นานร่วมสองปีที่ จ.เชียงใหม่ และได้มีโอกาสสัมภาษณ์แรงงานอพยพชาวไทใหญ่ที่เข้ามาหางานทำในเมืองไทย แต่กลับต้องมาติดคุกอยู่ในเมืองไทย ด้วยข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งเรื่องนี้จะโยงไปถึงสาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงต้องเลือกทางเดินเช่นนี้ และจบลงด้วยการใช้เวลาที่เหลือของชีวิตในคุกเมืองไทย

 

จากสถิติในปี พ.ศ.2548 มีแรงงานอพยพชนกลุ่มน้อยชาวไทใหญ่จากประเทศพม่า ต้องโทษที่เรือนจำชาย จ.เชียงใหม่ถึง 300 คน จากผู้ต้องขังทั้งหมด 3,000 คน ส่วนใหญ่ด้วยข้อหาขนยาเสพติด ยาเสพติดที่ว่านั้นก็คือยาบ้านั่นเอง ผู้เขียนได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการเรือนจำชาย จ.เชียงใหม่ ให้ได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์ชาวไทใหญ่ที่ต้องโทษทั้งสิ้นจำนวน 12 คน (ส่วนใหญ่เป็นคนที่ผู้เขียนเคยติดต่อด้วยมาก่อนทางจดหมาย ผ่านรายการวิทยุชุมชนเสียงภาษาไทใหญ่) คนเหล่านี้ต้องโทษระหว่าง 10 - 25 ปี ความที่ยาบ้า ถือเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อเยาวชนชาวไทย ยาบ้าเพียง 500 เม็ดก็ทำคนบางคนต้องติดคุกถึง 11 ปี ส่วนคนที่ต้องโทษ 25 ปีนั้น ส่วนใหญ่ต้องโทษสูงกว่านั้นด้วยข้อหายาบ้าหลายหมื่นเม็ด หรือเฮโรอินหลายกิโลกรัม นักโทษเหล่านี้ได้ใช้โทษที่อื่นมาก่อน พอโทษเหลือ 25 ปี จึงได้โอนย้ายมาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่

 

ชาวไทใหญ่ในเรือนจำชายที่ จ.เชียงใหม่ ที่ผู้เขียนได้สัมภาษณ์มีภูมิหลังที่แตกต่างกัน อย่างจายนะ ต้องโทษ 11 ปีจากการมียาบ้าในครอบครอง 550 เม็ด จายนะเกิดที่รัฐฉาน ประเทศพม่า ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือในบ้านเกิด ติดตามพี่ชายมาหางานทำในเมืองไทยเมื่ออายุ 14 ปี พี่ชายพาไปอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ใน จ.แม่ฮ่องสอน จายนะได้ทำงานในไร่รับจ้างปลูกขิงกับเผือก ได้เงินค่าจ้างวันละ 50 บาท ทำอยู่ราว 5 ปี จายนะก็ตัดสินใจเข้ามาหางานทำในเมืองเชียงใหม่ หวังว่าจะได้งานที่ดีขึ้นและมีโอกาสได้เรียนหนังสือ แต่หลังจากเข้ามาหางานทำในตัวเมืองเชียงใหม่ได้เพียง 2 ปี เขาก็ถูกจับ

 

หรืออย่างคัมภีร์ ที่เพียง 1 ปี หลังจากผู้เขียนได้สัมภาษณ์เขา ก็ได้ทราบข่าวทางจดหมายจากเพื่อนชาวไทใหญ่ในคุกว่าเขาเสียชีวิตแล้ว คัมภีร์ได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเมืองตองกี แต่เรียนไม่จบ ออกมาสมัครเป็นทหารกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ คัมภีร์เป็นทหารอยู่นานนับสิบปี จนกระทั่งแต่งงานมีลูกมีเมีย เงินเดือนทหารไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นทหาร อพยพครอบครัวมาหางานทำในเมืองไทย

 

คัมภีร์บอกว่าความยากลำบากของชีวิตทหารนั้นต่างกันมากกับความยากลำบากในการต้องมาทำงานเป็นแรงงานอพยพในเมืองไทย นั่นเป็นสาเหตุให้เขายอมรับข้อเสนอขนยา คัมภีร์ยอมรับในโทษของเขา แต่ก็เห็นว่าเวลา 17 ปีนั้นไม่นานมากนัก ที่จะรอเพื่อจะได้ออกไปเห็นหน้าลูกอีกสักครั้ง ได้พ้นโทษออกไปรับใช้ชาติบ้านเมือง ได้ออกเทปเพลงไทใหญ่ที่เขาแต่งไว้จำนวนมากระหว่างอยู่ในคุก แต่เขาก็ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น ผู้เขียนไม่ทราบว่าคัมภีร์เสียชีวิตด้วยสาเหตุอะไร ได้ทราบแต่จากจดหมายที่เพื่อนในคุกส่งมาแจ้งข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว

 

หลายๆ คนที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์ยอมรับในโทษของตัวเอง และเห็นว่าการอยู่ในคุกเมืองไทยเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้รับการศึกษา ได้เรียนหนังสือ บางคนเรียนหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน บางคนก็ทำงานในโรงงานแกะสลัก โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ จายคำที่ต้องโทษ 24 ปี จากยาบ้า 20,000 เม็ด ใช้เวลาไม่กี่ปีเริ่มต้นจากที่ไม่รู้หนังสือไทยเลยจนเรียนจบชั้นมัธยมของ กศน. (การศึกษานอกโรงเรียน) ในช่วงที่ผู้เขียนสัมภาษณ์เขา จายคำกำลังพยายามขวนขวายส่งใบสมัครเพื่อเข้าเรียนทางไกลกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

 

...

 

แน่นอนไม่มีใครปฏิเสธว่าคนพวกนี้ทำผิด พวกเขาอยากรวยทางลัด เลือกที่จะขนยาเสพติด ก็ถูกต้องแล้วที่ต้องมารับใช้โทษในคุก แต่อะไรล่ะที่ผลักดันให้คนจำนวนหนึ่งหันมาเลือกทางเดินทางนี้ แทนที่จะก้มหน้าทำงานงกๆ รับค่าแรงวันละร้อยบาท เหมือนเพื่อนแรงงานอพยพจำนวนนับล้านจากประเทศเดียวกับพวกเขา ในที่นี้ผู้เขียนอยากวิเคราะห์เฉพาะกรณีของชาวไทใหญ่ เนื่องจากมีประวัติศาสตร์เฉพาะ ที่สัมพันธ์กับคนไทย และการที่มีชาวไทใหญ่เข้ามาขายแรงงานเป็นจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะวิเคราะห์ถึงภาพตัวแทนของคนไทใหญ่ที่คนไทยสร้างขึ้น และภาพตัวแทนเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างไรต่อแรงงานอพยพชาวไทใหญ่

 

ภาพตัวแทนของชาวไทใหญ่ที่คนไทยรู้จักนั้น มีอยู่หลายระดับ ในระดับโรแมนติก คนไทยได้สร้างภาพคนไทใหญ่ให้เป็นตัวแทนคนที่มีชาติกำเนิด มีพื้นฐานวัฒนธรรมแบบเดียวกันกับเรา เป็นกลุ่มคนตระกูลไตเหมือนกัน เป็นพี่น้องกันกับคนไทย ภาพเหล่านี้จะพบเห็นได้ในหนังสือทางวิชาการหรือสารคดีเกี่ยวกับคนไตในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ส่วนอีกภาพหนึ่งเป็นภาพของนักรบกู้ชาติ เรื่องราวของเจ้ายอดศึก กับกองทัพกู้ชาติไทใหญ่

(Shan State Army) ปรากฏให้เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือสื่อทีวีของไทยอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งนักร้องเพื่อชีวิตชื่อดังอย่างแอ็ด คาราบาวก็อุทิศทั้งอัลบั้ม "ไม่ต้องร้องไห้" ให้กับการกู้ชาติของคนไทใหญ่ พร้อมกับกล่าวว่า "นี่เป็นความทุกข์ยากของคนที่เป็นญาติกับเรา เป็นการต่อสู้ของพี่น้องของเรา ผมต้องช่วยเขาด้วยเสียงเพลง"

 

ในระดับโรแมนติก เราจะเห็นภาพของคนไทใหญ่ปรากฏในสื่อไทย แบบเป็นพี่น้องกับเรา เป็นภาพตัวแทนชีวิตของไทยในอดีตและเป็นพี่น้องที่กำลังทุกข์ยาก กำลังสู้รบกับพม่า (ที่เราเกลียด) เราจึงต้องช่วยพวกเขา ในขณะเดียวกันภาพตัวแทนอันนี้ก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่รัฐไทยหยิบมาใช้ เพื่ออ้างว่าคนไทใหญ่ที่อพยพหนีภัยความไม่สงบจากประเทศเพื่อนบ้านไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจัดตั้งศูนย์อพยพ เพราะคนไทใหญ่สามารถปรับตัวเข้ากับคนไทยได้ง่าย มีวัฒนธรรมคล้ายๆ กับไทย ภาษาพูดก็คล้ายๆ กัน

 

พ้นไปจากภาพตัวแทนแบบโรแมนติกแบบนี้แล้ว ในระดับของความเป็นจริง แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาเป็นแรงงานอพยพในบ้านเราเป็นจำนวนนับแสนคน ไม่เคยถูกมองว่าเป็นมนุษย์ที่มีประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเองเลย พวกเขาถูกเหมารวมว่าเป็นแค่แรงงานชาวพม่า คนไทยที่เป็นนายจ้างเกือบทุกคนที่ผู้เขียนได้พบ รู้จักลูกจ้างของตัวว่าเป็นคนพม่า เรียกพวกเขาว่าเป็นพม่า นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้ยินกับหูตัวเองหลายต่อหลายครั้ง ที่นายจ้างพูดถึงลูกจ้างของตัวเองกับคนอื่นว่าเป็นพม่า แต่ครั้นเวลาต้องการหาแรงงานมาทำงานในบ้าน ก็บอกว่าเอาไทใหญ่นะ เพราะเรียนรู้ภาษาไทยได้ง่ายดี

 

หลายต่อหลายครั้งเช่นกันที่คนไทใหญ่เปรยกับผู้เขียนว่ารู้สึกน้อยใจที่คนไทยเรียกพวกเขาว่าเป็นพม่า ทั้งๆ ที่พวกเขาคิดต่อคนไทยว่าเป็นพี่น้องกัน มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ มีภาษาพูดเหมือนกัน แต่คนไทยกลับไม่รู้จักพวกเขาเลย ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นความรู้สึกเดียวกับเวลาที่เราไปอยู่ต่างประเทศ แล้วบอกชาวต่างชาติว่าเราเป็นคนไทย มาจากไทยแลนด์ ชาวต่างชาติหลายคนตอบกลับว่า "Oh! You are from Taiwan, Nice to meet you."

 

ความรู้สึกว่าทำไมฝรั่งพวกนี้ช่างไม่เซ็นซิทีฟเอาเสียเลยระหว่าง Taiwan กับ Thailand คงเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่คนไทใหญ่น้อยใจว่า ทำไมคนไทยไม่เคยเซ็นซิทีพว่าไทใหญ่ไม่ใช่พม่า และเหตุที่พวกเขาต้องอพยพมาเป็นแรงงานราคาถูกในเมืองไทยอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะรัฐบาลพม่านั่นเอง

 

ชาวไทใหญ่ที่เข้ามาขายแรงงานในเมืองไทยนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนด้อยการศึกษา หากมีการศึกษา พูดภาษาอังกฤษได้ มีทุนพอ พวกเขาก็เลือกที่จะไปหางานทำในประเทศสิงคโปร์ หรือมาเลเซียแทน ดีกว่าที่จะมาเป็นแรงงานราคาถูกในประเทศไทย คนไทใหญ่จำนวนมากก่อนจะเดินทางมาเมืองไทย ได้รู้จักเมืองไทยผ่านการชมละครไทย พากย์ภาษาไทใหญ่ ที่มีการอัดเสียงใส่วีดีโอให้เช่า หรือฉายตามบ้านคนโดยเก็บค่าตั๋วในราคาถูก หรือได้ฟังเรื่องราวของเมืองไทยจากคนที่กลับไปเยี่ยมบ้าน ว่าเมืองไทยเป็นดินแดนแห่งความเจริญ ทุกอย่างอุดมสมบูรณ์ ทำงานได้เงินมาก ก็พากันอพยพเข้ามาหาแรงงานเป็นจำนวนมาก

 

การเดินทางเข้ามาเมืองไทย นอกเหนือจากเพื่อหาเงินช่วยครอบครัวในรัฐฉานแล้ว ก็เป็นเสมือนการเดินทางไปสู่ความทันสมัย แต่เป็นความทันสมัยที่ไม่ใช่อื่นไกล เป็นความทันสมัยของบ้านพี่เมืองน้อง หากแต่พอเข้ามาแล้ว ภาพความฝันกับความเป็นจริงกลับกลายเป็นคนละเรื่อง งานในสวนส้มที่วันๆ ต้องเจอกับสารเคมีอย่างหนักหน่วง ไม่เคยมีการรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ว่าชาวไทใหญ่ในสวนส้ม อ.ฝาง ตายไปปีละกี่คนจากโรคที่เกิดจากภัยสารเคมี เช่นเดียวกับงานก่อสร้าง ที่บางครั้งถูกหลอกให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเดือน พอสิ้นเดือนนายจ้างก็เรียกตำรวจมาบุกแค้มป์ก่อสร้าง จับคนงานที่ไม่มีบัตรไป นายจ้างคนไทยที่ตัวเองเคยคิดว่าเป็นพี่น้องกัน ก็กลับไม่เคยรับรู้ว่ามีคนไทใหญ่อยู่บนโลกใบนี้ เรียกพวกเขาว่าเป็นพม่า พอต้องการหญิงขายบริการ ก็บอกว่าเอาไทใหญ่ เพราะขาว สวย พูดภาษาไทยรู้เรื่องดี พอต้องการแรงงานรับใช้ในบ้าน ก็ร้องหาไทใหญ่ เพราะฝึกภาษาง่ายดี นี่คือความยอกย้อนของภาพตัวแทนกับความเป็นจริง คนไทยเวลาจะได้ประโยชน์จากพวกเขา พวกเขาก็มีตัวตนขึ้นมาว่าเป็นไทใหญ่ พอจะเหยียดเขาลงไปก็บอกว่าเป็นพวกพม่า สิ่งเหล่านี้สร้างความขมขื่นในหมู่แรงงานอพยพจำนวนมากที่ผู้เขียนได้คลุกคลี และอาจกล่าวได้ว่าเป็นแรงผลักส่วนหนึ่งให้คนบางคนเลือกทางผิดกฎหมาย

 

ผู้เขียนเห็นด้วยว่าคนผิดที่ข่มขืนและฆ่านักศึกษาสาวแม่โจ้ควรถูกลงโทษ และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่ามหาวิทยาลัย หรือหอพักควรต้องจัดระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย และเห็นด้วยกับการเรียกร้องให้รัฐหันมาทบทวนนโยบายต่อแรงงานอพยพ แต่การทบทวนนโยบายนั้นไม่ใช่ว่าเพื่อที่จะผลักดันพวกเขาออกไป หรือปล่อยให้ตำรวจบุกกวาดล้างไซส์ก่อสร้าง หรือเข้มงวดออกตรวจจับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายหลังเกิดเหตุร้ายแต่ละครั้ง แต่ควรเป็นการทบทวนนโยบายที่เป็นธรรมต่อแรงงานอพยพ ให้สิทธิและเสียงแก่พวกเขา ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ที่ยินดีจะขายแรงงานราคาถูก ยินดีทำงานที่คนไทยไม่มีใครอยากทำ เพียงเพราะเขาไม่มีบัตรประชาชนไทย

 

...

 

กรณีนักศึกษาแม่โจ้ถูกข่มขืนและฆ่าโดยแรงงานอพยพชาวไทใหญ่ สองคนจากประเทศพม่า ส่งผลกระทบรุนแรงต่อแรงงานอพยพโดยภาพรวม และโดยเฉพาะกลุ่มไทใหญ่ใน จ.เชียงใหม่

 

แน่นอน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนก่อเหตุสมควรได้รับโทษ และเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปลาเน่าทั้งตัวเหม็นทั้งข้อง แต่การโยนความผิดให้แรงงานอพยพทั้งหมด การเหมารวม และ

 

คนไทยไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับแรงงานอพยพมากน้อยแค่ไหน พวกเขาเป็นใครมาจากไหน พูดภาษาอะไรกันบ้าง

 

Loongnan

วันนี้วันแห่งความรัก ผมรักคนไทยที่เิทดทูล สถาบันพระมหากษัตราธิราชเจ้า ทุกคน ทุกยุค ทุกสมัย และผมก็เห็นด้วยกับบทความนี้ ที่เมตตาต่อชาวไทยใหญ่...ทำผิดแล้ว คิดใหม่ อภัยกันได้

อาโด๊ด

คนไทใหญ่หลายคนที่ผมรู้จักน่ารักครับ คนเชื้อสายไทใหญ่แถววัดดอนยานนาวา กรุงเทพฯ ใจบุญ เคร่งครัดศาสนา เจ้าอาวาสวัดป่าเป้า เชียงใหม่ก็น่ารัก เป็นกันเอง เข้าใจโลก เข้าใจคน

ตอนดูข่าวสโมสร "นักศึกษา" ออกแถลงการณ์ให้จัดการ "แรงงานต่างด้าว" ก็สลดมาก ขนาด "นักศึกษา" ยังไม่แยกแยะ ไม่เข้าใจ "คน" ทั้งที่เป็นคนในพื้นที่ นักศึกษาหลายคนในกลุ่มนั้น อาจมีเชื้อสายพม่า ลาว ยวน ม้ง เมี่ยน ต่องสู่ มอญ ปกากะญอ ไทใหญ่ ฯลฯ หากไม่นึกถึงเชื้อสายของปู่ย่าตายาย ก็นึกถึงแค่ความเป็น "คน" อย่างเดียวก็ยังดี

อนุชิต

พวกนี้เชื้อชาติไทยใหญ่ สัญชาติพม่า แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่แสดงออก การศึกษา และพฤติกรรมส่วนบุคคลมากกว่าที่เป็นตัวกำหนดความยับยั้งชั่งใจ แต่ถ้าจะสาวไปถึงเรื่องของเชื้อสายบรรพบุรุษแล้ว มันก็ผสมปนเปกันไปหมดและครับ แต่เราผ่านพัฒนาการความเป็นรัฐเป็นชาติ มีกฎหมายขึ้นมากำหนดขอบเขตหวงกันความเป็นรัฐเป็นชาติใครชาติมันไปแล้ว เมื่อเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นความคับแค้นในความเป็นเจ้าของรัฐก็จะต้องออกมาอย่างแน่นอนเพราะพวกเราปลูกฝั่งกันมาอย่านี้มิใช่หรือ ทั้วตำราเราประถม มัธยม ครูสอนให้เรารู้เกี่ยวกับพม่า หรือลาวว่าอย่างไรบ้าง หรือเคยสอนสอนไหมว่าเชียงใหม่เป็นประเทศอิสระไม่ขึ้นกับอยุธยาและเคยรบกันในสมัยพระบรมไตรโลกนารถ กับพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ เราคงไม่ใปทวงสหรัฐไทใหญ๋ คืนจากพม่า หรือว่าไปทวงหลวงพระบางคืนจากลาว หรือทวงนครวัดจากเขมร ได้หรอกครับ

เค้ก

บทความนี้เขียนได้ดีมาก ผู้เขียนมีความรู้ในเรื่องนี้ดีในระดับสูง ขอขอบคุณครับ

กฤษณา

คิดแล้วก็น่าสงสารพวกนี้ เกิดมามี 2 แขน 2 ขา มีสมองเหมือนกัน แต่มีโอกาสไม่เท่ากัน อยากให้คนไทยนึกถึงความเป็นคนของคนก็พอ อย่าไปกลั่นแกล้ง หรือหาทางฉกฉวยเงินของคนที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อเลี้ยงปากท้องของคนในครอบครัว ทำไมพวกนี้ถึงชอบเอาเปรียบคนจนนะไม่เข้าใจ

วุฒิ

ชาวไทใหญ่ ต่างจากชาวพม่าอย่างมาก มีภาษาพูด ภาษาเขียนของตัวเอง มีวัฒธรรมของตัวเอง นิสัยอ่อนน้อม รักสงบ ไม่ต่างไปจากคนไทย

ใครจะรู้บ้างว่า สนามกีฬา 700 ปี เมืองเชียงใหม่ ส่วนใหญ่เป็นฝีมือแรงงานอพยพแทบทั้งสิ้น

มะเมี๊ย

โธ่คุณความเห็นที่2เอ๋ย
นักศึกษาม.แม่โจ้เคลื่อนไหวได้แค่นี้ก็บุญแล้ว
หากเห็นว่าปัญหาแรงงานต่างด้าวคือปัญหาของไทยแล้ว
ควรหาทางขยายประเด็นร่วมกันดี๊..กูรูทั้งหลาย
ตามที่บทความเขียนทำนองว่าคนไทใหญ่ที่ดีก็มีที่ร้ายก็มีใช่ไม่มีใครเถียง
แต่ปัญหาใหญ่ก็คือรัฐไทยจัดการกับปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน
ทั้งยาเสพติด ขบวนการค้ามนุษย์ ส่วย การพนัน ลิขสิทธิ์เทปผีซีดีเถื่อน ฯลฯ
ดังนั้นคนพม่า ลาว เขมร โรฮินยา ไทใหญ่ และน้องนักศึกษาม.แม่โจ้ต่างตกอยู่ในฐานะ
เป็นเหยื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และเหยื่อ...จ้า

miew

เห็นด้วยกับ คห. 7 กูรูถ้ารู้จริงแล้วก็ต้องหาแนวร่วมในทางปฏิบัติด้วย คนมันก็มีทั้งแย่ทั้งดีไม่เกี่ยงเชื้อชาติ สัญชาติ เรื่องแรงงานอพยพส่วนใหญ่มันจะซับซ้อน ตอนนี้มันแก้ปัญหาหมดทีเดียวไม่ได้ ก็เอาเรื่องความปลอดภัยของนักศึกษาก่อน ต่อด้วยผู้คน(ทั้งไทยและเทศ) แล้วพร้อมๆนำเสนอเรื่องในระดับที่เป็นสากลขึ้น

miew

ทำไม ip ผมมันอันเดียวกับคห. 7 ล่ะ (แค่สงสัยครับ)

คนไทยคนที่2

ก่อนอื่น ต้องบอกว่า เห็นด้วย ที่ชาวแม่โจ้นับพัน ออกมา เรียกร้องความยุติธรรม
ในอดีต ก่อนที่แม่โจ้จะเป็นมหาวิทยาลัย ชาวแม่โจ้ ไม่กลัวพวกทหาร เพราะ เคย ยกทัพ ตีกับพวกทหาร มาแล้ว ที่พูดนี่ไม่ใช่ ยุ แต่เอาความจริงมาพูด
ความจริง คนงานก่อสร้าง ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นพวกไทยใหญ่ ต่างล้วน อันตราย (จำเป็นต้องใช้คำนี้) นั่นเพราะ มาจากร้อยพ่อพันแม่ มีโจรที่หลบหนีคดี มาหลบซ่อนเป็นคนงานก็มี ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนต่างด้าว
บ่อยครั้ง ที่มหาวิทยาลัย หรือที่อยู่อาศัยของผู้คน ที่มีพวกคนงานก่อสร้างไปตั้งแคมป์และก่อสร้าง สถานที่ราชการ หรือเอกชน ก็มักปรากฏข่าวอาชญากรรมมันบ่อยๆ และ ผู้หญิง มักตกเป็นเหยื่อ เสมอๆ และพวกที่เข้ามาก่ออาชญากรรมก็ล้วนแล้วแต่พวกที่เป็นกรรมกรก่อสร้าง
ศพเพศหญิง ที่ถูกฆ่าข่มขืนทิ้งไว้ในที่บริเวณที่มีการก่อสร้าง หรือโครงกระดูกที่ถูกฆ่าโบกปูนในสถานที่ก่อสร้าง ที่ตรวจพบภายหลัง มักจะมีผลงานที่เน่าๆมาจากพวกนี้ทั้งนั้น
การที่ชาวแม่โจ้ พร้อมใจกระทำ ในเรื่องนี้ สมควรเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะอย่างน้อย
ก็เป็นการเรียกร้องความยุติธรรม เรื่องนี้ มันไม่เกี่ยวกับไทยใหญ่ไทยอาหม หรือไทยดำไทยเล็กแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะมันคืออาชญากรรม ที่มาฆ่าข่มขืน ถึงในมหาวิทยาลัย
คนเราจะดีจะชั่ว มันอยู่ที่ตัวเราเลือก
มีคนไทยหลายคน ที่ไปตั้งตัวในสหรัฐได้ ถ้าหากคนไทยเหล่านั้น ขืนอยู่เมืองไทย ต่อ พวกเขาต้องเป็นโจร เพราะเพื่อนหรือพวกเขาหลายคนที่ยังอยู่ในประเทศนี้ ถ้าไม่ถูกยิงตาย ก็เข้าคุก
ชาวไทยใหญ่ก็เหมือนกัน เขาสามารถเลือกได้ เพราะชีวิตเป็นของเขาเอง
ส่วนไอ้การค้ามนุษย์ นี่ต้องบอกว่า ประเทศไทยนี่ มันยังมีคนที่ชั่วช้าสารเลวที่ยังกระทำการอยู่มากทั้งชายและหญิง ที่แม้นกระทั่งหลอกลวงคนหมู่บ้านเดียวกันหรือขนาดญาติตัวเอง
ชาวไทใหญ่สามารถที่จะมีประเทศเขาเองได้ พวกเขาต้องตั้งใจ และอย่าเข้ามาเมืองไทย
เพราะถ้าอพยพเข้าเมืองไทย พวกเขาจะสิ้นชาติ
แต่ต้องตั้งมั่น ในที่แผ่นดินที่เขาเกิด และต้องจับอาวุธสู้มันจริงๆจังๆ ให้ทำแบบคนอิสราเอล
คือรบไม่เลิก จนกว่าจะชนะหรือได้อิสระภาพ

ไท

สาเหตุหลักคือการปกครองหรือกติกาการอยู่ร่วมกันไม่เป็นประชาธิปไตยเขาจึงหนีมาหรือสร้างและค้นหาโอกาสแห่งการดำรงชีวิตที่ดีกว่าเช่นแรงงานต้องตายในตู้คอนเทนเนอร์นี่ก็เพราะหาประชาธิปไตยหรือโอกาสที่เท่าเทียมสร้างสรรสังคมการอยู่ร่วมกัน.....ดังนั้นนี่คือปัญหาที่ทุกคนควรใส่ใจร่วมแก้ปัญหา.....คือสร้างประชาธิปไตยนั่นเอง....สร้างบ้านเราช่วยบ้านเขา...ปัญหาจะลดลง.....แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจกับคำว่าประชาธิปไตยหรือสิทธิ์ธิเสรีภาพอย่างเต็มที่.....

ไม่บอก

เสียใจจริง ๆ ที่ผู้เขียนแสดงความเห็นอกเห็นใจพวกชาวต่างชาติ ที่หนีมาเสวยสุขในดินแดนไทย ประหนึ่งเป็นนางบำเรอของพวกมัน

ทำไมผู้เขียน ไม่แนะนำส่งเสริมให้พวกไทยใหญ่กลับบ้านเกิด แล้วจับมีดจับไม้ขึ้นมาต่อสู้เพื่อปฏิรูปการปกครองบ้านเมืองของพวกเขา และช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดของตนเองให้ทัดเทียมกับประเทศไทย

หากปล่อยไปเช่นนี้ รังจะมีแต่
1. ความเสี่ยงในเรื่องความมันคงของชาติไทย
2. ต่างชาติจะแห่กันเข้ามาสูบทรัพยากรของไทยต่อไปเรื่อย ๆ และจะอยู่ในประเทศไทยได้
อย่างถาวร เนื่องจากพวกเขามาคลอดลูกในประเทศไทย
3. ข้าราชการไทยจะทุจริตกันมากขึ้น (ข้อนี้ต้องถามพวกต่างชาติดู หรือว่าผู้เขียนมองข้าม
ไป)
4. คนไทยตายเพราะนำมือพวกต่างชาติมากขึ้น

และ เมื่อถึงวันที่ผู้วิจัยหรือญาติพี่น้องถูกฆ่าปาดคอข่มขื่นนั้นเหละ จะรู้สึก

somjai

ตื่นเถิดมนุษย์ !!!!!! กรรมไรใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง ทุกคนอาจได้ยินได้ฟัง ข้อความบทนี้ มาบ้าง ในความคิดเห็นของเรานะ การที่จะไปเหมารวมกับบุคคลทีทำผิด กับบุคคลที่ไม่ได้ทำผิด ว่า เน่าทั้งเพ หรือเลวทั้งหมดนั้น ไม่เป็นการละเมิด ความเป็นคนของคนอื่นบ้างดอกหรือ??? คิดดูให้ดี ทุกสังคมมีได้ทั้งดี และเลว ปะปนกันไป ในตัวอย่างนี้ เราว่า ใครทำผิด ก็ลงโทษคนนั้นไป แต่อย่าไปเหมาลม เพื่อจะให้ทุกข์หรือ ความเดือดร้อนกับที่ไม่ได้ทำอะไร น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย อีกฝ่ายก็ ได้สูญเสียไปแล้ว อีกฝ่ายก็กำลังจะได้รับกรรมโดยที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

คนรักไทยใหญ่

เราว่านะ คนไทยเลวๆก็มีเยอะ ฆ่ากันตายทุกวัน และจะมีคนไทยคนไหน กล้าสารภาพ และรับปากว่า พี่น้องคนไทยผม ฆ่าคนตาย ปล้นคนอื่น ฉุดผู้หญิง ฯลฯ แล้วขอรับกรรมว่าตัวเองเลว ตัวเองไร้ศีลธรรม บ้างไหม และใครพร้อมที่จะถูกขับไล่ ออกจากนอกจังหวัด หรือหนีออกไปอยู่ต่างประเทศ เพราะกรรมที่ตัวไม่ได้ทำบ้างไหม คิดดูให้ดี
กรณีแรงงานถ้ามาถูกต้อง หรือมีใบอนุญาตแรงงาน ก็ มีสิทธิ์ที่จะได้ได้รับความเป็นธรรม เพียงแค่ เขาไม่ได้ทำความผิด เพื่อนๆนักศีกษาทั้งหลาย ลองคิดดูให้ดี เพื่นอตัวเองค้ายาบ้า ฆ่าคนตาย แล้วมีสถาบันไหน กล้าออกมาขอรับกรรมหรือโทษกับเพื่อนๆตัวเองที่ทำผิด บ้างไหม ถามหน่อย?????????

ดีไหมครับ

ตามจริง คนไทยใหญ่น่ารัก นิสัยดี ขยันทำงาน รู้จักเก็บเงิน เด็กๆสาวๆที่มาทำแม่บ้านมีเงินเก็บเยอะ ส่งไปให้พ่อแม่ทำบ้าน ซื้อรถไถ ซื้อทองเก็บไว้
ความจริงเราขอเรียกร้อง ให้ไทยใหญ่ ทั้งชายและหญิง กลับไปต่อสู้พม่า หรือไม่ร่วมขบวนการกู้ชาติ กับเจ้ายอดศึก เถอะครับ อยู่ไทยก็งั้นๆ โดนรังแก อยู่พม่ามันก็รังแก อีก
ถ้าไม่สู้กับพม่า มัวแต่จะหนี มาทำความชั่ว ความเลวอยู่ที่เมืองไทย นี้ พวกเธอก็ จะโดนคนไทยเรียก ในเชิงดูถูกว่า "พม่าๆๆ" อย่างไม่ผิดแนะ เพราะเธออาจสิ้นชาติ กลายเป็นคนชาวเขา ชาวดอย(ชาวเขา)ในเมืองไทย และขอแนะนำข้าราชการไทย ทุกคน อย่าออกบัตรไรๆให้ทั้งสิ้น กับคนไทยใหญ่ เพราะนิสัยคนไทยใหญ่ ชอบที่สงบ ไม่ค่อยสู้ผู้รุกราน ที่ยังสู้พม่าอยู่ทุกวันนี้ เพราะพม่า มารังแก มาทำไทยใหญ่ อย่างกะหมูหมา จนไม่สามารถ อดทนได้แล้ว เท่านั้นเอง
ฉะนั้นอย่าออกให้เขาอีก ถ้าเขาได้อยู่ดี กินดี ก็จะไม่อยากสู้กับศัตรู จับส่งให้ดอยไตยแลงอย่างเดี่ยว (เฉพาะชายที่มีอายุระหว่าง 18-40 ) ทุกคนนะ จำไว้ ไม่งั้น เขาจะหนี โทรนัดทางดอดไตยแลงมารับตัวเขาได้
ขอบคุณ

คนไทยใหญ่อีกหนึ่งคน

ก่อนอื่นผมเองก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับนักศึกษาที่ถูกฆ่าด้วย และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว เรื่องอย่างนี้ไม่มีใครหรอกครับที่จะให้มันเกิด ผมก็ขอประณามคนที่ทำด้วย คนเราใครจะทำชั่วหรือทำดี การที่คนคนหนึ่ง ทำความชั่วลงไปแล้ว แต่เราก็ไม่ควรเหมารวมหมด เราไม่ควรเอาความเห็นส่วนตัวมาตัดสิน แต่ควรเอาเหตุผลเป็นตัวชี้วัดนะครับ พอเขาทำอะไรไม่ดีนิดหนึ่งเหมารวมไปหมด แล้วทำไมเราไม่คิดที่เขาทำผลประโยชน์ให้กับเราบ้างละ ผมเห็นการปฏิบัติจากข้าราชการ ( ตำรวจบางคนนะครับที่อยากได้หน้า อยากเลื่อนตำแหน่ง แต่ไม่ได้เหมารวม ตำรวจดีก็มีเยอะแยะ ) ปฏิบัติต่อคนทั้งที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน ไม่แตกต่างอะไรกับสัตว์ชนิดหนึ่ง พอได้ประโยชน์จากสัตว์เหล่านี้ก็มีการให้รางวัลนิดๆ หน่อย แต่ทำอะไรไม่พอใชแล้วก็เชือดทิ้ง เศร้าจริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม ใครทำอะไรไว้ก็ได้รับอย่างนั้น สาธุ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ซักวันหนึ่งคนที่มองไม่ดีกับคนเหล่านี้จะเห็นเอง เพราะทุกอย่าง พุทธองค์ตรัสไว้แล้ว ว่า " ไม่เที่ยง "

คนรู้มีความคิด

คน15ครับมีคนอี่กหลายคนที่รอบัตรเขามีใบเกิดเขารอมานานแค้ไหนรู้ไหมครับคนที่ผมรู้จั่กเขามีญาติที่เป็นคนไทยพ่อเป็นคนไทยแม่เป็นไทยใหญ่มีลูกเป็นคนไทยแล้วแบบนี้คุณจะเอาแม่เขาส่งกลับหรึ