'บอร์ด สปสช.' รับทราบแก้ปัญหา 'งบกองทุนรักษา อปท.ไม่พอ'

บอร์ด สปสช. รับทราบความคืบหน้าแก้ปัญหา 'งบกองทุนรักษาพยาบาล อปท. ไม่เพียงพอ' ลุ้นสำนักงบฯ อนุมัติงบกลางหนุนปี 60 เพิ่มเติม 2.5 พันล้าน หลัง อปท. ทำเรื่องเสนอสำนักงบฯ 

7 ส.ค. 2560 รายงานข่าวแจ้งว่าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด สปสช.ได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานกรณีงบค่ารักษาพยาบาลสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานหรือลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่เพียงพอ ภายหลังจากการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ได้มอบให้ สปสช. ประสานกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด และนำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานในวันนี้

ศ.นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ในส่วนงบค่ารักษาพยาบาลสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลฯ อปท. ที่ไม่เพียงพอนั้น ได้ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ สปสช. รวมถึง 12 สมาคม/สมาพันธ์ อปท. ที่ร่วมลงนาม ติดตามการของบกลางและให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของบกลาง ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีหนังสือเสนอของบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,500 ล้านบาท ไปยังสำนักงบประมาณเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2560 ซึ่งเป็นมาตรการแก้ไขระยะสั้น

ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวในงบประมาณตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเสนอคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ พิจารณากำหนดแนวทางการตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาลของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นตามข้อมูลข้อเท็จจริง และจากการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเงิน การคลัง และงบประมาณ ภายใต้คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2560 ได้รับทราบปัญหาและมีมติเห็นชอบเสนอให้คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ สำรองเงินอุดหนุนรายการเงินอุดหนุนตามอำนาจหน้าที่และภารกิจการถ่ายโอน 3,000 ล้านบาท เพิ่มเติมจากงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาล ปี 2561 ที่ได้รับจัดสรรจำนวน 6,991.81 ล้านบาท และจะนำเสนอต่อคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ในวันที่ 10 ส.ค.นี้     

ขณะที่ในส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารกองทุน อปท. ที่ได้มอบให้ สปสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนนั้น ขณะนี้ สปสช. อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อใช้เป็นแนวทางเพื่อหารือกับนักวิชาการ และอาจเชิญนักวิชาการมาดำเนินการเพื่อร่วมวิจัย

ศ.นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการกองทุน อปท. จึงได้มอบ สปสช. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาเพื่อปรับปรุงข้อตกลงเพื่อให้บุคคลผู้มีสิทธิตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2541 ใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งที่ผ่านมา สปสช. ได้นำเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว อาทิ การทดรองจ่าย วัตถุประสงค์ของเงินค่าบริหารจัดการ และองค์ประกอบคณะกรรมการ ซึ่งจะมีการนำเสนอต่ออนุกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลฯ อปท. ในวันที่ 30 ส.ค. นี้

“วันนี้เป็นการรับทราบความคืบหน้าการแก้ปัญหางบประมาณกองทุน อปท. ที่ไม่เพียงพอ และขอให้นำความคืบหน้าการแก้ปัญหาเพิ่มเติมมารายงานต่อที่ประชุมในครั้งต่อไป หากยังไม่มีความคืบหน้าของงบประมาณที่จะมาอุดหนุนอาจต้องยื่นหนังสือทวงถามและนำหารือต่อนายกรัฐมนตรี เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปคงส่งผลกระทบ ซึ่งไม่ใช่การบริหารจัดการที่ดี” นพ.ปิยะสกล กล่าว

ทั้งนี้การรักษาพยาบาลพนักงานและลูกจ้าง อปท. ในท้องถิ่นแต่ละแห่งจะบริหารค่ารักษาพยาบาลตามงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในแต่ละแห่ง ซึ่งมีจำกัด จึงทำให้ อปท. หลายแห่งมีปัญหาการเข้าถึงการรักษา ในปี 2555 รัฐบาลขณะนั้นจึงมีนโยบายให้ สปสช. เข้าบริหารจัดการด้านการรักษาพยาบาลให้กับพนักงานและลูกจ้าง อปท. โดยรวมเป็นกองทุนบริหารความเสี่ยง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2556 เป็นต้นมา และได้มีการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง ผลที่เกิดขึ้นนอกจากทำให้พนักงานหรือลูกจ้าง อปท. เข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ปี 2558 กองทุนรักษาพยาบาลฯ อปท. เริ่มมีปัญหาติดลบ โดยปี 2559 ต่อเนื่องถึงปี 2560 ด้วยอัตราการรับบริการและการเบิกจ่ายค่าบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเกิดผลกระทบต่องบประมาณกองทุนรักษาพยาบาล อปท. ในปี 2560 และปีต่อไป จึงต้องมีการหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหานี้