องค์กรสิทธิฯ ชี้ รบ.ไทยไม่ตอบสนองต่อความกังวลของ UN ในการทบทวนสถานการณ์สิทธิฯ

สหพันธ์สากลเพื่อสิทธิมนุษยชน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนและ iLaw ออกแถลงการณ์ร่วม ชี้ไทยไม่ตอบสนองต่อข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในประเด็นสำคัญๆ ที่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติได้เคยหยิบยกขึ้นมาแนะนำให้ปรับปรุ

27 เม.ย.2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ว่า สหพันธ์สากลเพื่อสิทธิมนุษยชน (FIDH - International Federation for Human Rights) กับองค์กรสมาชิกสององค์กรในประเทศไทยคือ สสส. และ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ร่วมกันแถลงว่า ประเทศไทยมิได้ตอบสนองต่อข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในประเด็นสำคัญๆที่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติได้เคยหยิบยกขึ้นมาแนะนำให้ปรับปรุ

วันนี้ ทั้ง 3 องค์กรยื่นรายงานเงาหรือรายงานคู่ขนานติดตามผล ฉบับที่ 2 ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติซึ่งได้ให้รายละเอียดถึงความล้มเหลวของรัฐบาลไทยในการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ที่มีประเด็นสำคัญลำดับต้นๆดังนี้คือ 1) รัฐธรรมนูญและกรอบทางกฎหมายของประเทศ 2) การวิสามัญฆาตกรรม การทำให้บุคคลสูญหาย และการทรมาน และ 3) สภาพการคุมขัง  

FIDH  สสส. และ iLaw เคยเผยแพร่รายงานคู่ขนานฉบับที่ 1 ไปแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ว่า

“รัฐบาลไทยได้แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่เต็มใจหรือไม่สามารถที่จะสนองตอบข้อกังวลของประชาคมนานาชาติในเรื่องสิทธิมนุษยชนได้  องค์การสหประชาชาติควรจะเน้นย้ำถึงความล้มเหลวของรัฐบาลไทยที่ยังมีอยู่ต่อไปในการปกป้องส่งเสริมสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และเสนอแนะเพื่อให้มีการปรับปรุงต่อไป” กิสซู จาฮานกิรี รองประธาน FIDH กล่าว

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติจะทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยอีกครั้งในการประชุมสมัยที่ 129 ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายนถึง 24 กรกฎาคม 2563 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

สำหรับกรอบกฎหมายของไทย เมื่อได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปเมื่อเดือนเมษายน 2560 มีบทบัญญัติที่ยอมให้ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมากดขี่ปราบปรามประชาชน ยังดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าจะยุบคณะผู้ปกครองที่เป็นทหารดังกล่าวในเดือนกรกฎาคม 2562   ยิ่งไปกว่านั้นยังมีประกาศและคำสั่งที่กดขี่ปราบปรามอีกหลายฉบับที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน   บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่เป็นปัญหา ยังมีอีกมากมายที่ขัดแย้งอย่างร้ายแรงกับหลักการประชาธิปไตย และค้ำจุนให้กองทัพยังคงยึดกุมอำนาจได้ต่อไปอีกหลายปี:

“มรดกตกทอดในการใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามประชาชน ของคณะผู้ปกครองทหารยังคงดำรงอยู่ แม้จะมีการยุบเลิกคณะผู้ปกครองนั้นไปแล้วอย่างเป็นทางการ  องค์การสหประชาชาติควรส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลไทยว่า จำเป็นต้องมีปฏิบัติการที่เร่งด่วนและบรรลุผลได้อย่างจริงจังเพื่อฟื้นฟูนิติธรรม การเคารพสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พร้อมกับส่งเสริมหลักการประชาธิปไตย” จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการบริหารของ iLaw กล่าว

นับเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทยที่ยังไม่สามารถนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  เกี่ยวกับปัญหาการทรมาน การวิสามัญฆาตกรรม และการทำให้บุคคลสูญหายไปปฎิบัติ   มีรายงานว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะเช่นนี้ยังคงดำรงอยู่ เช่นเดียวกับมีรายงานถึงการไม่ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยปล่อยให้เจ้าหน้าที่พ้นผิดลอยนวลจากเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่มีการสอบสวนดำเนินคดีกรณีเหล่านี้อย่างจริงจัง ซึ่งขัดแย้งกับพันธกรณีที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)

เกี่ยวกับสภาพการคุมขัง ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมเพื่อลดสภาพที่แออัดเกินไปของเรือนจำต่างๆ และที่ประกันว่าผู้ต้องขังจะได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมและมีศักดิ์ศรี หรือปรับปรุงให้สภาพการคุมขังในเรือนจำทุกแห่งของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล ตามที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เสนอแนะ

“ประชากรในเรือนจำของไทยได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% นับตั้งแต่องค์การสหประชาชาติได้ทบทวนสถานการณ์ในครั้งก่อนเมื่อเดือนมีนาคม 2560 เป็นต้นมา  ความแออัดมากเกินไปและสภาวะที่ต่ำกว่ามาตรฐานย่อมหมายถีงว่าเรือนจำของไทยเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเวลา  รัฐบาลไทยต้องปฏิรูปนโยบายอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหารากเหง้าของภาวะวิกฤตการณ์นี้โดยเฉพาะในสสถานการณ์ที่โรคโควิด 19 กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้ ” กวิน ชุติมา  รองประธานของสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน กล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มีบทบาทในการติดตามให้รัฐภาคีปฏิบัติตามพันธะผูกพันทางกฎหมายภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)  ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของกติกาฉบับนี้  คณะกรรมการได้ดำเนินการทบทวนรายงานระยะที่สองของประเทศไทย ไปแล้วเมื่อวันที่ 13-14 มีนาคม พ.ศ.2560

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์