ศึกษารูปแบบขบวนการแรงงานในญี่ปุ่น: (ตอนที่สาม) ข้อพิพาทแรงงาน

ความนำ


 


ข้อพิพาทแรงงานในญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะพิเศษคือ เกิดขึ้นน้อยมากและเป็นเวลาสั้นๆ มีรูปแบบต่างๆ กัน และส่วนใหญ่แล้วการหาข้อยุติข้อพิพาท มักจะใช้วิธีการประนีประนอม


 


 



ที่มาภาพ: www.jrcl.org


 


ความถี่และความยาวนาน


 


ถ้าจะกล่าวในแง่กฎหมายแล้ว ในญี่ปุ่นนั้นมีความแตกต่างกันระหว่าง ข้อพิพาทแรงงาน (Rodo Sogi) กับ การดำเนินข้อพิพาท (Sogi Koi) ซึ่งคำแรกหมายถึงการเรียกร้องที่ไม่ตรงกันระหว่างแรงงานกับฝ่ายบริหารอาจจะมีหรือไม่มีการดำเนินข้อพิพาทก็ได้ ส่วนคำหลัง คือการนัดหยุดงาน การชะลองาน การปิดงาน งดจ้าง หรือการกระทำอื่นใด รวมถึงการกระทำตอบโต้ใดๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานตามปกติ


 


สำหรับญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในระยะแรกเกิดกรณีพิพาทและการนัดหยุดงานบ่อยครั้ง จนกระทั่งตอนต้นทศวรรษที่ 1960 มีการนัดหยุดงานในอุตสาหกรรมบางประเภท และฝ่ายบริหารได้ทำการปิดงาน คนงานที่ต่อต้านการนัดหยุดงานกลับไปจัดตั้งสหภาพแรงงานแห่งที่สอง (Daini Kumiai หมายถึง สหภาพแรงงานที่แยกตัวออกมา)


 


อย่างไรก็ตามการนัดหยุดงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ในญี่ปุ่น (หากจะมี) มักจะใช้เวลาน้อย คล้ายเป็นสัญลักษณ์ ส่วนการปิดงานนั้นแทบที่จะไม่มีเลย


 


รูปแบบ


 


รูปแบบของข้อพิพาทแรงงานตามคำนิยามทางกฎหมายและจากการพิจารณาทางสถิติก็คือ การนัดหยุดงาน การปิดงาน และการชะลองาน อย่างไรก็ตามสหภาพแรงงานได้นำเอากลยุทธ์ต่างๆ อันทรงประสิทธิผลมาใช้โดยไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางสภาพเศรษฐกิจแก่สมาชิกของตน


 


ตามปกติสิ่งที่ปฏิบัติกันในระยะเริ่มแรกของการพิพาทก็คือการใช้เครื่องขยายเสียง ณ ที่ชุมนุม ใช้แผ่นโปสเตอร์ติดตามกำแพงในบริเวณบริษัท การติดริบบิ้น ปลอกแขน ปลอกการสวมศีรษะ พร้อมคำเรียกร้องของสหภาพแรงงาน


 


นอกจ้างนั้นก็ยังมีการแจกใบปลิวและจุลสารแก่ผู้สัญจรไปมา การเดินขบวนไปตามถนน และการชุมนุมในที่สาธารณะ และที่ประสบผลมากกว่านั้นก็คือการปฏิเสธที่จะทำงานล่วงเวลา การขอลาหยุดพร้อมกันเป็นกลุ่มและจัดประชุมสหภาพแรงงานในเวลาทำงานของบริษัท ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารยากที่จะยับยั้ง ไม่สามารถมารถยกเหตุผลว่าเป็นการทำผิดกฎหมายได้ (เพราะกฎหมายคุ้มครองการกระทำเหล่านี้ของสหภาพแรงงาน) โดยกลยุทธ์ต่อสู้ประท้วงตามข้อกฎหมายนี้ได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นลักษณะพิเศษของการต่อสู้ของแรงงานภาครัฐวิสาหกิจ


 


สหภาพแรงงานบางแห่งใช้การชุมนุมประท้วง แต่นับจากทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา การประท้วงของสหภาพแรงงานในญี่ปุ่นลดจำนวนและความเข้มข้นลงไปมาก


 


การหาข้อยุติข้อพิพาท


 


บรรทัดฐาน - บรรทัดฐานในการหาข้อยุติการพิพาทแรงงานในญี่ปุ่นมีอยู่สองประการคือ ประการแรกเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรูปแบบ กล่าวคือเป็นการหาข้อยุติภายในองค์กรที่เป็นไปอย่างฉันท์มิตรภายในบริษัท ส่วนประการที่สองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลักษณะการหาข้อยุติ กล่าวคือเป็นการหาข้อยุติที่มีวิสัยทัศน์อันยาวไกล เนื่องจากคู่กรณีทั้งสองจะต้องทำงานด้วยกันในสถานที่เดียวกัน การหาข้อยุติดังกล่าวจะกระทำในลักษณะที่มองเหตุการณ์ในระยะสั้นๆ ไม่ได้ แต่ควรนำเอาเหตุจูงใจและเหตุผลทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกันนั้นมาพิจารณาในระยะยาวด้วย


 


กลไกภายใน - ตามปกติแล้วจะมีคนกลางของแต่ละฝ่ายอยู่ภายในบริษัท โดยคนกลางนี้มีไว้เพื่อดำรงรักษาแรงงานสัมพันธ์ระยะยาวในบริษัท ถ้าการเจรจาต่อรองในระดับทางการถึงทางตัน คนกลางเหล่านี้ก็จะทำการเจรจาต่อรองอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อนำคู่กรณีกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้งหนึ่ง ผู้จัดการบุคคลและผู้บริหารสหภาพแรงงานคนใดคนหนึ่งอาจรับบทคนกลางก็ได้ ตามปกติแล้ว คนกลางของแต่ละฝ่ายจะเป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะ มีประสบการณ์และมีความสามารถสูงในการใช้ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์


 


กลไกภายนอก - ทั้งนี้หากกลไกภายในในการยุติข้อพิพาทล้มเหลว ทั้งฝ่ายแรงงานและฝ่ายบริหารก็จะได้รับความช่วยเหลือในการหาข้อยุติข้อพิพาทจากภายนอก เช่น การปรึกษาหารือรายบุคคลกับสมุห์บัญชีที่ได้รับใบอนุญาต, ทนายความ, ที่ปรึกษาแรงงาน หรือกับผู้นำแรงงานของสมาพันธ์อุตสาหกรรม-ศูนย์แห่งชาติ ก็ได้ นอกจากนี้สมาคมนายจ้างท้องถิ่น, หอการค้า และสำนักงานแรงงานก็สามารถให้คำแนะนำหรือช่วยเหลืออย่างไม่เป็นทางการ


 


โดยแหล่งพึ่งพาสุดท้ายในการหาข้อยุติข้อพิพาทก็คือสถาบันของรัฐสองสถาบันคือ คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ (Labour Relations Commission: LRC) และศาลแพ่ง


 


คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ เป็นองค์กรทางด้านกฎหมายที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายสหภาพแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ (Labour Relations Adjustment Laws) เป็นองค์กรไตรภาคี ประกอบด้วยตัวแทนแรงงาน ฝ่ายบริหาร และฝ่ายรัฐ (ตามปกติเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ) ตัวแทนทั้งหมดจะได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาล ซึ่งต้องได้รับความตกลงยินยอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง


 


คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ทำหน้าที่เสมือนเป็นตุลาการในการพิจารณาหลักปฏิบัติต่างๆ ทางด้านแรงงาน โดยจะมีทั้งคณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นเพื่อพิจารณาปัญหาในท้องถิ่น และคณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์กลางที่จะดำเนินการครอบคลุมในบริเวณกว้าง รวมถึงพิจารณาทบทวนคำสั่งต่างๆ ของคณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ท้องถิ่น เมื่อมีแรงงาน หรือสหภาพแรงงานร้องขอ


 


ในการหาข้อยุติข้อพิพาทแรงงานนั้น คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์จะทำหน้าที่ ไกล่เกลี่ย - ประนอมข้อพิพาท - ตัดสินชี้ขาด


 


โดยการไกล่เกลี่ยจะเป็นขั้นแรกของการหาข้อยุติ ซึ่งทำหน้าที่โดยผู้ไกล่เกลี่ยมี่ประธานกรรมาธิการเป็นผู้แต่งตั้งจากคณะผู้ไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องพยายามติดต่อคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ในการตรวจสอบข้อคิดเห็นของแต่ละฝ่ายและช่วยให้ทั้งสองบรรลุข้อยุติ


 


โดยพื้นฐานแล้ว ผู้ไกล่เกลี่ยจะแสวงหาความตกลงร่วมกันเป็นการภายในคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจำนวนเท่าๆ กัน จากฝ่ายแรงงานและฝ่ายบริหาร และสมาชิกที่เป็นตัวแทนจากรัฐ โดยส่วนใหญ่มักจะใช้การประนอมในการหาข้อยุติข้อพิพาท


 


ทั้งนี้หากมีความจำเป็นแล้ว คณะกรรมการก็จะใช้แรงกดดันจากภายนอกเข้าช่วย โดยการประกาศให้สาธารณะชนรู้ถึงข้อเสนอดังกล่าวผ่านสื่อมวลชน ส่วนการตัดสินชี้ขาดนั้นถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยคณะกรรมการตัดสินชี้ขาดซึ่งสมาชิกประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เลือกเข้ามา โดยคำชี้ขาดนั้นจะต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและมีผลผูกมัดทั้งสองฝ่าย


 


ทั้งนี้มีน้อยรายนักที่เรื่องจะดำเนินการถึงขั้นชี้ขาด โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะจบลงที่การประนีประนอมกัน ส่วนการบังคับเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น มักจะไม่ได้รับการสนับสนุนและพยายามหลีกเลี่ยงเท่าที่จะทำได้


 


ในญี่ปุ่นไม่มีศาลแรงงาน คดีแรงงานพิจารณาในศาลแพ่ง โดยเริ่มจากศาลแขวงไปจนถึงศาลสูงสุด (อุทธรณ์) และถึงศาลฎีกาในที่สุด เช่นเดียวกับคณะกรรมาธิการ ศาลจะใช้เวลายาวนานในการดำเนินการและพิจารณาคดี แต่ในท้ายสุดแล้วส่วนใหญ่ก็มักจะวกกลับมาที่วิธีประนีประนอมโดยผู้พิพากษาส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้ใช้วิธีนี้


 


ทั้งนี้หลังจากที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจทั้งสอง คือ คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ และศาลแพ่งได้พิจารณากันตามสมควรแล้ว ท้ายสุดคู่กรณีก็จะนำโอกาสที่ได้จากกลไกภายนอกเหล่านี้มาใช้เป็นข้อยุติกรณีพิพาทด้วยตนเองเป็นการภายใน


 


แม้การตกลงประนีประนอมยอมความกันนั้นถือว่าเป็นการตกลงนอกระบบทางการ แต่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์หรือต่อหน้าผู้พิพากษา มักจะได้รับคำแนะนำให้จ่ายเงินสดให้แก่สหภาพแรงงาน ที่เรียกว่า Kaiketsu-kin (เงินยุติข้อพิพาท) หรือ Wakai-kin (เงินยุติข้อพิพาทฉันท์มิตร) ซึ่งบริษัทจะจ่ายนอกเหนือที่จะต้องจ่ายย้อนหลัง หรือเงินชดใช้ต่างๆ อันชอบด้วยกฎหมายให้แก่บุคคลที่ได้รับผลกระทบ หรือจ่ายเป็นค่าชดใช้เบ็ดเสร็จ ซึ่งสหภาพแรงงานจะนำไปใช้ในการหาข้อยุติพิพาทเป็นรายๆ ไป และนำเงินส่วนที่เหลือไปรวมไว้ในกองทุนของสหภาพแรงงาน


 


………..


อ้างอิง:


"การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เทคนิคการบริหารบุคลากรในญี่ปุ่น" ธัญญา ผลอนันต์ แปลจาก "Human Resource Development in Japan Companies" By Hideo Inohara


 


อ่านตอนเก่า:


ศึกษารูปแบบขบวนการแรงงานในญี่ปุ่น: (ตอนที่หนึ่ง) รูปแบบการจัดองค์กร


ศึกษารูปแบบขบวนการแรงงานในญี่ปุ่น: (ตอนที่สอง) การบริหารสหภาพแรงงานในสถานประกอบการ

ตองหนึ่ง

Chontai
Sr. Member

กระทู้: 369

หากจะยึดถือ "สีขาว" สีขาวควรเป็นเช่นไร
« ตอบ #31 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 20:15:31 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
มีการพูดถึงว่าจะมีที่ยืนให้กับขั้วที่ 3 คือไม่เอาทั้งทุนสามานย์และไม่อยากเข้าร่วมกับพันธมิตร จะได้หรือไม่

วันนี้มีการเสนอ "สีขาว" หมายถึงไม่เอาความรุนแรง

แต่ อ.ปริญญาก็กล่าวว่าไม่ได้หมายความว่าให้ฝ่ายที่เคลื่อนไหวชุมนุมยุติการเคลื่อนไหว

แนวทางนี้นับว่าถูกต้องอยู่ แต่หากจะชี้ให้ชัด บทเรียนของการต่อสู้กับการเผด็จอำนาจคุกคามประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ชุมนุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาของคนที่ชื่อสมัครคืออะไร

ฝ่ายประชาชนที่ชุมนุมไม่ได้เป็นผู้ก่อความรุนแรงก่อน

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อคนไม่เกรงกลัว มีหลายคนหลายฝ่ายออกมาช่วยกันต้าน ช่วยกันปราม ด้วยวิธีการต่างๆ

เหตุการณ์รุนแรงใดๆ ก็ไม่ได้ปรากฏ

จวบจนถึงคืนวันนี้เหตุการณ์ก็ล่วงเข้าสู่คืนที่สามแล้ว ความรุนแรงจากฝ่ายพันธมิตรไม่ได้ปรากฏ

ชี้ให้เห็นชัดว่าความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นไม่ได้หากฝ่ายอำนาจรัฐไม่ลงมือก่อน

ดังนั้นปลายหอกของกลุ่ม "สีขาว" จึงควรมุ่งไปที่ฝ่ายอำนาจรัฐต่างหาก

รวมทั้งฝ่ายต่อต้านพันธมิตรที่กำลังจะก่อตัวในอีกไม่กี่วันนี้

เพราะกลุ่มดังกล่าวมีลักษณะคุกคามสูง

พฤติกรรมเคลื่อนเข้าประชิด ด่า ท้าทาย ยั่วยุ มีให้เห็นมาแล้ว

รวมทั้งพฤติกรรมที่เข้าขย่มแผงเหล็ก กระทั่งเข้าตีตำรวจก็แสดงให้เห็นมาแล้วเมื่อการชุมนุมถล่มบ้านสี่เสา

ปลายหอกของกลุ่ม "สีขาว" จึงควรมุ่งไปที่กลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

Chontai
Sr. Member

กระทู้: 369

Re: จะยืนอยู่กับสิ่งที่ถูกต้องอย่างไร
« ตอบ #32 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 20:20:04 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
อีกทั้งพึงต้องกล่าวว่า

ไม่ว่าอย่างไร กลุ่มที่อยากถือ "สีขาว" ก็ควรพิจารณาว่าแนวทางของกลุ่มใดที่สอดคล้องกับประโยชน์ของประชาชนร่วมกันมากที่สุด

หากเป็นประโยชน์ก็ควรสนับสนุนกลุ่มนั้น

หรืออย่างน้อยจะต้องไม่ลดทอนกำลังของกลุ่มนั้น

หรืออย่างน้อยจะต้องคอยคัดค้านฝ่ายที่จะมาทำลายกลุ่มนั้นไม่ให้ทำอะไรก็ได้โดยอำเภอใจ

หากพิจารณามาถึงตอนนี้

การยืนหยัดต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรได้มอบมรดกที่ล้ำค่าให้กับการชุมนุมต่อสู้ของฝ่ายประชาชน

นั่นก็คือฝ่ายอำนาจรัฐไม่อาจอ้างเหตุผลใดๆ มาปราบปรามหรือสลายการชุมนุมได้อย่างง่ายๆ ต่อไปอีก

นี่คือผลประโยชน์ที่ฝ่ายประชาชนได้ร่วมกัน โดยการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตร

และเป็นสิ่งที่ฝ่าย "สีขาว" ต้องมองให้เห็นด้วยเช่นกัน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

Chontai
Sr. Member

กระทู้: 369

Re: จะยืนอยู่กับสิ่งที่ถูกต้องอย่างไร
« ตอบ #33 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 21:59:35 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
สำหรับผู้ที่เคยต่อสู้อยู่ข้างฝ่ายประชาชนมาก่อน

โดยเฉพาะผู้ที่เคยถูกเข่นฆ่าปราบปรามกระทั่งต้องหนีเข้าป่ากันเมื่อเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ย่อมจะไม่ลืมคำว่า "แนวร่วม"

"แนวร่วม" นี้ย่อมหมายถึงด้านใหญ่ที่สามารถร่วมกันได้ ไม่ใช่แนวร่วมเหมือนสมัยก่อนที่แปรคนอื่นให้มาเหมือนกับเราหมด

ผู้ที่เคยต่อสู้อยู่ข้างฝ่ายประชาชนมาก่อนควรพิจารณาหรือไม่ว่าการชุมนุมครั้งนี้โดยรวมแล้วเป็นประโยชน์แก่ประชาชนโดยรวมหรือไม่

ทั้งนี้ต้องยกเรื่องที่ตะขิดตะขวงใจบางเรื่องออกไปก่อน

ด้วยแนวคิด "แนวร่วม"

รวมทั้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางอย่าง เช่นการพูดคำหยาบ การไม่ค่อยมีวิชาการมีแต่คำขวัญต่อสู้ ซึ่งวันนี้ก็ได้เห็นว่าแกนนำได้มีการปรับปรุงในเรื่องเหล่านี้ไม่น้อยแล้ว

เช่นนี้จึงจะเป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้ของฝ่ายประชาชน

ช่วยกันทะนุถนอมกำลังการต่อสู้นี้เอาไว้

ลองมองภาพผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุม

ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่คนหนุ่มสาว หากแต่เป็นคนอยู่ในวัยทำงาน รวมทั้งคนสูงอายุก็มีไม่น้อย ที่ข้ามไปจูงลูกจูงหลานมาร่วมก็มีมาก

คนเหล่านี้หากใช้คำในสมัยหนึ่งก็ต้องกล่าวว่า "ไม่กลัวยาก ไม่กลัวตาย"

ไม่ว่าแดดจะร้อน ฝนจะตกอย่างไร พวกเขาก็พากันมา

ไม่ว่าจะถูกข่มขู่ แสดงอาการคุกคามด้วยความรุนแรงอย่างไร พวกเขาก็ฝ่าฟันจนผ่านมาได้

ในแง่ของนักรบ เวลานี้คนเหล่านี้คือผู้แสดงออกซึ่งบทบาทของกองหน้าในการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างแท้จริง

นี่เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงามในอดีตควรมองให้เห็น

แล้วช่วยกันทะนุถนอมกำลังเหล่านี้ไว้ อย่าให้ถูกทำลายลงไป

อย่าให้มายาคติบางอย่างมาบดบังเอาไว้ เพียงเพราะพวกเขาใช้สัญลักษณ์บางสี

หากมองถึงเนื้อแท้พวกเขาไม่ใช่กำลังมวลชนแบบที่มาล้อมปราบนักศึกษาเมื่อเหตุการณ์ 6 ตุลา

แต่นี่คือประชาชนที่มีความตื่นตัวสูง จนเกินกว่าที่จะทาสีพวกเขาว่าเป็นกำลังของข้างใดข้างหนึ่ง

นี่คือสิ่งที่เราต้องมองให้เห็น

และควรเข้าร่วมสนับสนุนพวกเขา

หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำสิ่งใดๆ ที่จะไปลดทอนกำลังของพวกเขา

ด้วยคำแบบดูดีที่ว่า "ไม่เอาทั้งสองฝ่าย"

เพราะการไม่สนับสนุนกระทั่งไปลดทอนกำลังของพวกเขา

ก็เท่ากับไปสนับสนุนกำลังอีกฝ่าย ที่มีสมัคร-เฉลิม-เนวิน เป็นผู้นำ !!!

ในฐานะคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวจากสงครามประชาชนมาก่อน

เราจะยอมให้เป็นเช่นนี้หรือ ?

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

Mai
Newbie

กระทู้: 14

Re: จะยืนอยู่กับสิ่งที่ถูกต้องอย่างไร
« ตอบ #34 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2008, 22:12:39 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------

เห็นด้วยกับคุณChontai ค่ะ ..

ฟฟฟฟฟฟ

ไม่ค่อยเกี่ยวกะบทความนี้ แต่ต้องการให้อ่าน...โดยเฉพาะพวกเจอนเนอเรชั่นทักษฺินชั่วช้าโลกาภิวัฒน์ ยุคผู้นำชั่วอาศํยกดหมาหมายทำลายประเทดขายชาติขายสมบัติประเทศผ่านตลาดหุ้นตลาดจางไลภายใต้วาทกรรมจางไลของนักวิขาการจางไล...แปรรูปรัฐวิสาหกิจ....ไอ้พวกชั่วชาติ

ตองหนึ่ง

ไอ้พวกนักวิชาการขายชาติเอ้ยย......จะมีวสาทกรรมสามานย์อะไรมา....ก็รุทันพวกเมริ-งโว้ยยย.....

ตองหนึ่ง

เอาผ้าขาวไปผูกไอ้พวกนอปอกอ ผูกคอไอ้สุชาดนากบางไซผูกคอให้เนวินไอ้หมัก ปม...ฯลฯ จึงจะถูกพวกให้ถูก...นะ

9v^*so7j^*

ชูประเด็นพื้นๆ

ประเด็นพื้นๆๆๆๆๆ

ชูธง..."สามไม่".....ไม่นองเลือด ไม่แก้ผ้ารัดทำมะนูน(สิบปี) ไม่ฆ่าตัดตอนกระกบวนการยุติธรรม และ "สามให้" ให้ทักษิณเข้าสู่กระบวนการทางศาล พิสูจน์ตัวเอง ว่าไม่โกงไม่ชั่วไม่ปั่นหุ้นไม่ขายชาติไม่ร่ำรวยขึ้นมาบนความฉิบหายของพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ให้รัดทำมะนูนฉบับปี 2550 ทำงานระยะสิบปีเท่ากับฉบับอัปรีแผ่นดิน2540และ ให้กระบวนการตุลาการได้ภิวัฒน์แก้ปัญหาของประเทศเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติตามที่ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะ.......ดังนี้บรรทัดฐานทางสังคมพื้นฐานง่ายๆ ที่ว่า.....พวกโกงชาติปล้นเมืองคอรัปชั่นแม้เป็นตัวบักเอบก็ต้องได้รับการพิจารณาโทษทัณฑ์ตามกบิลเมือง...ถูกสถาปนาขึ้นได้ในสังคมไทย.....สังคมนี้ มันจะได้เลิกเป็นสังคมที่เฮงๆซวยๆเสียที