Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'แคทเธอริน' เจ้าของ ร.ร. Bamboo school อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เผยรู้สึกกังวลหลังทราบข่าวทางการไทยพยายามผลักดันผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดน ต.บ้องตี้ กลับประเทศต้นทางพม่า ทั้งที่มีภาวะสงคราม พร้อมเรียกร้องรัฐไทยมีนโยบายไม่ผลักดันเด็กไร้สัญชาติ 

 

10 พ.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งวานนี้ (9 พ.ค.) ที่อำเภอไทรโยค จ.กาญจนบุรี ชายแดนไทย-พม่า แคทเธอริน รูธ ไรลี่ ไบรอัน  (Catherine Ruth Riley-Bryan) ชาวนิวซีแลนด์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียน "Bamboo School" เรียกร้องทางการไทยไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปเผชิญอันตรายที่ประเทศต้นทาง หลังช่วงที่ผ่านมา มีผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากลี้ภัยเข้ามาฝั่งไทย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองพม่า

แคทเธอริน รูธ ไรลี่ ไบรอัน

โฆษณา - Advertising

ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชายแดน ‘Bamboo school’ ระบุว่า ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากหนีภัยสงคราม เพื่อเข้ามาแสวงหาและพักพิงที่ปลอดภัยใน ต.บ้องตี้ อ.ไทรโยค และเมื่อ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา สื่อท้องถิ่น ‘กาญจนบุรีนิวส์’ (Kanchanaburi News) ได้รายงานว่า กองกำลังชาติพันธุ์พยายามบุกโจมตีค่ายทหารพม่าตรงบริเวณชายแดนบ้องตี้เช่นกัน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ ต.บ้องตี้ อ.ไทรโยค ให้ข้อมูลกับสื่อว่า ที่ผ่านมามีผู้ลี้ภัยอพยพเข้ามาในพื้นที่หลักพันคนในหลายๆ ระลอก โดยคนที่เข้ามาส่วนใหญ่ล้วนได้รับผลกระทบจากสงครามจากการถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดฝั่งพม่าของกองทัพทหารพม่า จนต้องหนีตายมาฝั่งไทย  

แคทเธอริน เผยว่า ในพื้นที่ชายแดนกาญจนบุรี มีค่ายผู้ลี้ภัยขนาดเล็กประมาณ 10 แห่ง แต่เมื่อวันที่ 6-7 พ.ค.ที่ผ่านมา เธอทราบมาว่ารัฐไทยกวาดต้อนผู้ลี้ภัยกลับไปฝั่งพม่า ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกกังวลใจ เพราะช่วงที่ผ่านมาเธอได้เข้าช่วยรักษาผู้ป่วย และพบว่ามีเด็ก คนชรา และคนป่วย จำนวนมากที่กำลังถูกผลักดันกลับประเทศ และต้องเผชิญกับภัยสงครามที่ยังไม่สงบ

“คนไข้หญิงคนหนึ่งบอกฉันว่า ทหารพม่าดักรออยู่บนถนนอีกฟากหนึ่งของเนินเขา เราได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด และเครื่องบินอยู่รอบตัวเราตลอด” แคทเธอริน กล่าว

โฆษณา - Advertising

แคทเธอริน ระบุว่า สถานการณ์ผู้ลี้ภัยขณะนี้ประสบปัญหาโรคระบาด โดยเฉพาะวัณโรค และโรคมาลาเรีย โดยเธอพยายามจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ และมุ้ง สำหรับผู้ลี้ภัย

ภาพการใช้รถแทรกเตอร์พาผู้ลี้ภัยไปยังชายแดน วันที่ 10 พ.ค. 2567

เด็กไร้สัญชาติกังวล ถูกผลักดันกลับประเทศพม่า

ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชายแดน ‘Bamboo school’ ระบุว่า หลังมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่พยายามกวาดต้อนผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทาง ทำให้นักเรียนในโรงเรียนของเธอรู้สึกวิตกกังวลอย่างมากว่า พวกเขากลัวเจ้าหน้าที่กวาดต้อนเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนกลับไปที่ประเทศพม่า

โฆษณา - Advertising

“เด็กชายคนหนึ่งที่เขาเคยอาศัยอยู่กับเรา และภรรยาของเขา ถูกเจ้าหน้าที่บอกว่าเขาไม่สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่อไปได้ เพราะไม่มีสถานะยืนยันทางทะเบียน

“หากเป็นเด็กกำพร้า เด็กที่เกิดในประเทศไทยหรือรับเข้าเรียนในโรงเรียนไทย หรืออยู่ระหว่างการรักษาพยาบาล หรือผู้สูงอายุ ขออย่าได้ผลักดันพวกเขากลับประเทศเมียนมา” แคทเธอริน ส่งข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล

สำหรับโรงเรียน Bamboo school มีนักเรียนอยู่ในความดูแลของแคทเธอริน ประมาณ 80 คน ส่วนใหญ่ เป็นเด็กกำพร้า ไร้สัญชาติ และพิการ

เจ้าของโรงเรียน Bamboo school ให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่ได้รับความชัดเจนจากนโยบายของรัฐเพราะระบุไม่ตรงกัน บางพื้นที่ก็มีการอนุโลมให้ผู้ลี้ภัยสามารถอาศัยอยู่ได้ชั่วคราว แต่ในขณะที่บางพื้นที่มีความเข้มงวด และผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศพม่า

โฆษณา - Advertising

ทั้งนี้ ข้อมูลจากนิทรรศการ ‘In Between’ หรือชีวิตติดกับ จัดโดยมูลนิธิเสมสิกขาลัย เผยว่า นับตั้งแต่มีการทำรัฐประหารเมื่อ 1 ก.พ. 2564 ได้พาประเทศพม่าเข้าสู่วิกฤตทางการเมือง และสงครามกลางเมืองกลับมาปะทุอีกครั้ง กองทัพพม่ามีใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประชาชนต้องอพยพหนีภัยสงครามข้ามมาฝั่งไทย

สถิติตลอดระยะเวลา 3 ปี ระหว่าง 1 ก.พ. 2564 จนถึง 1 ม.ค. 2567 กองทัพพม่ามีการใช้เครื่องบินโจมตีรวมกว่า 1,717 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 940 คน และได้รับบาดเจ็บ 900 คน และหลังทำรัฐประหารปี 2564 เป็นต้นมา มีรายงานว่าชาวพม่ากลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายใน หรือ IDP แล้ว จำนวนกว่า 2,280,900 คน

สำหรับกรณีที่รัฐไทยผลักดันผู้ลี้ภัยจากพม่ากลับไปเผชิญอันตรายประเทศต้นทางไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่ถูกภาคประชาสังคมวิจารณ์อย่างหนาหูนับตั้งแต่สงครามกลางเมืองพม่ากลับมาปะทุหลังรัฐประหารปี 2564  

โดยภาคประชาสังคมเคยมีข้อเรียกร้องให้ไทยเข้มงวดกับหลักการ Non-Refoulement หรือไม่ผลักดันบุคคลใดก็ตามกลับไปเผชิญอันตรายหรือการประหัตประหารที่ประเทศต้นทาง เพราะประเทศไทยมีข้อผูกพันจากการเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 7 อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ข้อ 3 และยังมีกฎหมายในประเทศอย่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มาตรา 13 โดยทั้งหมดนี้ระบุว่ารัฐไทยต้องไม่ผลักดันประชาชน หรือใครก็ตาม กลับไปเผชิญอันตราย หรือการประหัตประหารที่ประเทศต้นทาง

โฆษณา - Advertising

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising