สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 26 ก.ค. - 1 ส.ค. 2553

โวยนโยบายแรงงานห่วย เอกชนแนะมาร์คนำเข้าแรงงานข้ามชาติรับวิกฤติขาดแคลน

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานโลจิสติกส์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัวดีขึ้น โดยเฉพาะภาคส่งออกปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 36% เมื่อเทียบจากครึ่งปีแรกปี 2551 ติดลบ 25% ดังนั้นจึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2553 จะเติบโตได้ดีขึ้น น่าจะอยู่ที่ 6-7% เนื่องจากเห็นว่าแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจครึ่งปีแรกดีกว่าประเมินไว้มาก ซึ่งน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนได้ดีต่อเนื่องไปถึงครึ่งปีหลัง ประกอบกับเศรษฐกิจโลกก็ปรับดีขึ้น น่าจะช่วยให้การส่งออกโตได้ดีต่อเนื่อง บวกกับการเมืองช่วงที่ผ่านมาก็กระทบเศรษฐกิจจำกัด จึงมั่นใจว่าภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีจะเติบโตได้ดีขึ้น ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2554 จะปรับตัวดีขึ้นหรือไม่ คงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของยุโรปว่าจะเป็นอย่างไร จะฟื้นตัวได้

ประกอบกับเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะผ่านพ้นจากเหตุการณ์ทางการเมืองไม่สงบในช่วงเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่ง และไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยภายในให้แย่ลงตามที่นักลงทุนต่างชาติคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงทำให้นักลงทุนยังคงมีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยว่ายังเดินหน้าไปอย่างราบรื่น แต่นักลงทุนกังวลปัญหามาบตาพุด ที่รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน ภาคเอกชนเองก็ต้องการให้เร่งออกประกาศประเภทกิจการรุนแรง ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอบอร์ดสิ่งแวดล้อมกำหนดไว้ 18 ประเภทกิจการ แต่บอร์ดสิ่งแวดล้อมได้ให้มีการศึกษาเพิ่มเติมอีก 2 เดือน เชื่อว่าอาจจะล่าช้าออกไปอีก และยังมีความเสี่ยงต่อการลงทุนของต่างชาติ

นายธนิต กล่าวถึงความคืบหน้าสถานการณ์การขาดแรงงานภาคอุตสาหกรรมพบว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลในเรื่องแรงงานยังไม่มีความคืบหน้า จึงส่งผลทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเดือดร้อนในการหาแรงงาน ล่าสุดกำลังต้องการแรงงานประมาณ 4-5 แสนคน โดยอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น อุตสาหกรรมดังกล่าวถือว่ามีความจำเป็นทางด้านแรงงานอย่างหนัก

ดังนั้นรัฐบาลคงต้องยอมรับว่าประเทศไทยก็ต้องหันมานำเข้าภาคแรงงาน เพื่อที่จะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนของภาคอุตสาหกรรม และเป็นการต่อยอดกระบวนการผลิตให้สามารถขับเคลื่อนไปได้

“ขณะที่การนำเข้าภาคแรงงานเข้ามานั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ มีทั้งข้อดีและข้อเสียตามมา ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะมีการบริหการจัดการและมีการควบคุมให้อย่างรัดกุม เพราะหลายประเทศก็มีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อที่จะให้มีแรงงานเพียงพอต่อความต้องการในภาคอุตสาหกรรม ขณะนี้อุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยียังไม่สามารถเข้ามาในระบบมากพอ จึงจำเป็นต้องอาศัยแรงงานเป็นหลัก หรือบางอุตสาหกรรมจะต้องใช้ฝีมือแรงงานอย่างแท้จริง ประกอบกับเพื่อทดแทนการรอเครื่องไฮเทคโนโลยี เราก็ต้องใช้แรงงานเป็นหลักก่อนอยู่ดี” นายธนิต กล่าว     

นายธนิต กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทยเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับความชัดเจนในการแก้ปัญหาการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดเป็นจำนวนมาก โดยอยากให้เกิดความชัดเจนและจบโดยเร็วที่สุด เพราะมีภาระการเงินเกิดขึ้นเนื่องจากมีบางโครงการจำเป็นที่ต้องเริ่มดำเนินการผลิตเพื่อให้ทันต่อความต้องการใช้ในอนาคต และอยากให้ภายใน 2 เดือนนี้มีความชัดเจนเกิดขึ้นจริง เพราะถ้ามีความชัดเจนเกิดขึ้นก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุน แต่ถ้ายังไม่ชัดเจนก็ห่วงว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนในอีก 1-2 ปีข้างหน้าได้

ทั้งนี้ การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากแคบลง และยังมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีกรอบเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีบ้าง แต่ถ้ายอดขายและภาวะเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้นน่าจะช่วยชดเชยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ โดยปัจจัยที่ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก หลังจากประเทศต่างๆ ลดแผนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเตือนผู้ประกอบการส่งออกให้ระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นนั้น ถ้าค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านก็คงไม่กังวลมากนัก ผู้ประกอบการยังพอรับมือไหว ปัจจุบันค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้านประมาณ 2-3% ธปท.ควรดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพและไม่ควรต่ำกว่าระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนผู้ประกอบการเองก็ควรทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย

(บ้านเมือง, 26-7-2553)

สหภาพ กสทฯเตรียมยื่นบอร์ดค้านทีวีดาวเทียมหวั่นโดนกลุ่มสามารถดูดเงิน 3,000 ล้านบาท

นายสุขุม ชื่นมะนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทกสท โทรคมนาคม เปิดเผยว่าสหภาพเตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ (บอร์ด) ที่มีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ เป็นประธาน คัดค้านการทำธุรกิจทีวีดาวเทียมของ กสทฯที่จะร่วมมือกับบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น ทำให้ กสทฯ ต้องเสียเปรียบเอกชนมากกว่า 3,000 ล้านบาท

สาเหตุเนื่องจากตามข้อเสนอของทางสามารถฯ นั้นจะเป็นผู้ติดตั้งจานดาวเทียม 3 ล้านครัวเรือนภายในระยะเวลา 2 ปี โดยจะเรียกเก็บค่าบริการเดือนละ 499 บาท แต่กสทฯ ต้องจ่ายเงินค่าติดตั้งให้กับสามารถฯ จานละ 1,100 บาท ทันทีที่เซ็นสัญญาความร่วมมือกัน ในสัญญา กสทฯ จะทำหน้าที่เจรจากับพันธมิตรผู้ให้บริการเนื้อหาข้อมูล (คอนเทนต์ โพรวายเดอร์) ซึ่งจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่ได้รับมาให้กับทางสามารถฯ อีก ส่งผลให้ กสทฯ เสียเปรียบอย่างมากเพราะจะมีรายได้จากการส่งและรับสัญญาณ (อัพลิงก์-ดาวน์ลิงก์) เท่านั้น

นายสุขุม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สหภาพได้เคยยื่นหนังสือคัดค้านกับทางบอร์ดชุดที่แล้ว แต่นายนัทีเปรมรัศมี ได้ลาออกจากประธานบอร์ด ทำให้ต้องเปลี่ยนบอร์ดใหม่แต่สหภาพจะไม่หยุดคัดค้านในเรื่องนี้ เพราะไม่ต้องการให้ กสทฯ เสียเปรียบเอกชนไปมากกว่านี้

รวมทั้งคัดค้านโครงการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ 8 ชั้น มูลค่า2,700 ล้านบาท เนื่องจากตรวจสอบพบว่ามูลค่าโครงการจริงๆ เพียง2,100 ล้านบาท และเห็นว่าการสร้างอาคารแห่งใหม่ไม่จำเป็นในขณะนี้ สถานะการเงินของ กสทฯกำลังมีปัญหา เพราะอาคารที่บางรักยังใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า

ขณะที่โครงการซื้อบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ มูลค่า7,200 ล้านบาท และโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสายไฟเบอร์ หรือเอฟทีทีเอกซ์มูลค่า 6,000 ล้านบาทนั้นสหภาพต้องการให้เดินหน้าต่อ เพราะถือเป็นธุรกิจใหม่ที่จะช่วยสร้างรายได้ในอนาคต หลังสัญญาสัมปทานเอกชนหมดลง แม้นายจุติ ไกรฤกษ์รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ต้องการให้ราคาต่ำกว่านี้ก็ตาม
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวว่าขณะนี้โครงการซื้อฮัทช์ยังอยู่ในขั้นตอนอัยการสูงสุดตรวจสอบสัญญาการซื้อ-ขาย ส่วนโครงการเอฟทีทีเอกซ์อยู่ในกระบวนการชี้แจงแผนธุรกิจให้ทางสำนักงาน

(โพสต์ทูเดย์, 26-7-2553)        

ก.อุตสาหกรรมสั่ง BOI ถกเอกชน ยุติปัญหาแรงงานข้ามชาติ

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปหารือกับภาคเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอถึงความจำเป็นในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นรายๆ เพื่อนำกลับเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้บอร์ดได้สั่งตีกลับมาศึกษาเพิ่มเติมเนื่องจากหากเปิดเป็นการทั่วไปจะกระทบต่อปัญหาสังคม

“คงจะต้องดูเป็นรายๆ และจำเป็นจริงๆ เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาได้เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและขัดต่อนโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่กำหนดไว้เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานของไทยและการนำเข้ามาคงจะต้องดูว่าแรงงานไทยไม่ขาดแคลนจริงเป็นสำคัญ และเมื่อมีการพัฒนาคนในประเทศได้ก็จะต้องยกเลิก” นายชัยวุฒิ กล่าว

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า การนำเข้าแรงงานต่างด้าวคงจะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงและจำเป็นมากน้อยเพียงใดเป็นสำคัญและคงจะต้องกำหนดเงื่อนไขโดยเฉพาะระยะเวลาที่ท้ายสุดจะต้องใช้แรงงานไทยเพื่อไม่ให้ขัดกับนโยบายการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการเพื่อที่จะเสนอไปยังบอร์ดบีโอไอเร็วๆ นี้อีกครั้ง เพื่อการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
     
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาธุรกิจไทย-พม่า กล่าวว่า ส.อ.ท.จะนำคณะนักธุรกิจไทยไปเยือนพม่าอย่างเป็นทางการเดือน ก.ย.นี้ เพื่อที่จะศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่การลงทุนที่พม่าเสนอให้มีการจัดตั้ง เมืองคู่แฝด (sister cities) ระหว่างแม่สอด จ.ตากกับเมืองเมียวดี และกาญจนบุรีกับเมืองทวาย

(บ้านเมือง, 27-7-2553)

จัดหางานนครสวรรค์เตือนแรงงานข้ามชาติ ยกเลิกวีซ่ากรณีไม่แจ้งขอทำงานภายใน 30 วัน

นายนรา รัตนรุจ จัดหางานจังหวัดนครสวรรค์ แจ้งว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 กำหนดการขยายระยะเวลาการพิสูจน์สัญชาติและการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว อยู่ในราชอาณาจักร เพื่อให้สามารถอยู่ในประเทศไทยและทำงานได้ชั่วคราวจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 โดยแรงงานต่างด้าวต้องขอรับการพิสูจน์สัญชาติและต้องเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จตามวัน เวลาที่กำหนดให้เดินทางไปพิสูจน์สัญชาติทั้งนี้ต้องไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 นั้น

นายนรา กล่าวต่อว่า หากไม่มีการแจ้งขออนุญาตทำงานภายใน 30 วัน นับตั้งแต่แรงงานต่างด้าวได้รับหนังสือเดินทางชั่วคราว(Temporary  Passport) และได้รับการประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสามารถพิจารณายกเลิกวีซ่าการพำนักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครสวรรค์ เลขที่ 909 หมู่ที่ 7 ต.หนองปลิง อ.เมืองนครสวรรค์ โทร. 0-5625-7036-7 ในวันและเวลาราชการ

(เดลินิวส์, 27-7-2553)

กองวิจัยตลาตแรงงานชี้ "ภาคเกษตร-ประมง" ต้องการแรงงานมากที่สุด ชี้บัณฑิต "สังคมศาสตร์-รัฐศาสตร์" ตกงานมากที่สุด

นายบุญเลิศ ธีระตระกูล ผู้อำนวยการกองวิจัยตลาดแรงงานกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า แนวโน้มความต้องการแรงงานของไทยปี 2553-2557 ในแต่ละประเภทกิจการ พบว่า 3 อันดับแรก คือกิจการด้านการเกษตร การค้าปลีกโรงแรมและภัตตาคาร ส่งผลให้อาชีพที่จะมีความต้องการแรงงานมากที่สุด คือ อาชีพผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือด้านเกษตรและประมงพนักงานขาย และพนักงานบริการ

นายบุญเลิศ กล่าวว่า แรงงานไทยส่วนใหญ่กว่า 70% จบไม่เกินชั้นมัธยมต้น จึงมีความรู้น้อย ขาดทักษะฝีมือ ส่งผลให้ได้รับค่าจ้างน้อยมาก เฉลี่ยไม่เกิน 5,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบัณฑิตที่จบการศึกษาสายวิชาการ เช่น รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ จิตวิทยาต้องตกงานเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับสายวิชาชีพ เพราะไม่มีความรู้ในการประกอบกิจการด้วยตัวเอง

(โพสต์ทูเดย์, 27-7-2553)

จับแรงงานข้ามชาติหนีเข้าเมือง อ้างปิดด่านหากินลำบาก ระบุเสียค่าหัวคิว 6,000

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 27 ก.ค. พ.อ.โอฬาร หาญสุรภานนท์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จ.กำแพงเพชร ได้รับรายงานจาก จ.ส.อ.เจริญ พิบูรณ์ ประจำกองบังคับการกรมทหารพรานที่ 35 อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ชุดจุดตรวจบ้านหนองแดน อ.โกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชรว่า สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวได้จำนวน 17 คน เป็นชาย 13 คน และหญิง 4 คน นำตัวมาทำบันทึกจับกุมที่ที่ว่าการอำเภอโกสัมพีนคร

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ที่หลบหนีเข้าเมืองทั้งหมดเป็นชาวพม่า สอบถาม นายอิสลาม ซึ่งพูดภาษาไทยได้บ้างเปิดเผยว่า พวกตนเดินทางมาจาก อ.แม่สอด จ.ตาก ผ่านเข้ามาทางบ้านอุ้มเปี้ยม ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเสียค่าหัวเป็นเงินไทยคนละ 6,000 บาท ให้คนนำทางซึ่งเป็นคนพม่าด้วยกัน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องพาไปส่งให้ถึงที่ทำงานแล้วรับเงินจากนายจ้าง ซึ่งเมื่อเดินเท้ามาถึง หมู่ที่ 6 ต.โกสัมพี อ.โกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชร จึงแวะในป่าละเมาะ เพื่อรอให้รถมารับไปทำงานใน จ.กำแพงเพชรและกรุงเทพ แต่ถูกทหารพรานจับตัวได้เสียก่อน ส่วนสาเหตุที่ต้องหลบหนีเข้ามาหางานทำในประเทศไทย เพราะหลังจากที่ทางการพม่าสั่งปิดด่านชายแดนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ทำให้พวกตนไม่มีงานทำ ทั้งนี้บางคนเคยทำงานในโรงงานที่กรุงเทพ และในไร่อ้อยที่ จ.กำแพงเพชร ซึ่งมีรายได้ดี

ด้าน จ.ส.อ.เจริญ เปิดเผยว่า เส้นทางนี้มีชาวต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่พม่าสั่งปิดด่านชายแดนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ทำให้ยิ่งมีแรงงานเถื่อนทะลักเข้ามาทุกวัน จึงได้นำกำลังออกลาดตะเวน ก่อนพบแรงงานต่างด้าวพักอาศัยอยู่ในป่าละเมาะ จึงนำกำลังเข้าจับกุม ส่วนคนนำทางอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้ จึงได้ควบคุมต่างด้าวทั้งหมดออกจากป่าทำบันทึกจับกุม ก่อนที่จะส่งตัวให้ พ.ต.ท.ณรงค์ ทองดี สารวัตรเวรอาญา สถานีตำรวจโกสัมพีนคร สอบสวนดำเนินคดีต่อไป.

(ไทยรัฐ, 27-7-2553)

ก.แรงงานขู่ฟัน รพ.ไม่รับรักษาในระบบประกันสังคม

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. นายสุธรรม นทีทอง โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่มีลูกจ้างผู้ประกันตนร้องเรียนเนื่องจาก โรงพยาบาลเอกชนไม่รับรักษาผู้ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในมดลูก ว่า นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้นโยบายแล้วว่าให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.)ปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้น และให้ผู้ประกันตนได้รับความสะดวก โดยเฉพาะการรักษาและการจ่ายยาที่มีคุณภาพ ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานในหลายรัฐบาล และเมื่อนายเฉลิมชัยเข้ามารับตำแหน่งก็ได้ให้ความสำคัญในกรณีนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสิทธิที่ผู้ประกันตนควรจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

นอกจากนี้นายเฉลิมชัย ยังได้ประสานให้คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดสปส.)ไปศึกษาในรายละเอียดและวิธีการแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้โรง พยาบาลที่บริการไม่ดีได้ปรับปรุงและพัฒนาให้มีการบริการและคุณภาพในการรักษา ที่ดี โดยเฉพาะในส่วนกรณีเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงซึ่งไม่เฉพาะเพราะโรคมะเร็ง หรือเนื้องอกเท่านั้น โดยตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและจำแนกโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงว่ามีโรคใด บ้าง

นายสุธรรม กล่าวอีกว่า ในส่วนของโรงพยาบาลที่ทำการรักษาไม่มีคุณภาพ ก็ต้องมีการพิจารณาเป็นรายๆไป ในขั้นแรกต้องมีการออกหนังสือเตือนหากไม่มีการปรับปรุงก็จะต้องมีการดำเนิน การลงโทษในขั้นเด็ดขาด ซึ่งในเบื้องต้นได้ตั้งชุดตรวจสอบกรณีโรงพยาบาลบริการไม่ได้มาตรฐานแล้ว และเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ ทั้งนี้หากผู้ประกันตนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้ารับการรักษาจากโรง พยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคม สามารถร้องเรียนมาที่หน้าห้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและห้อง โฆษกกระทรวงแรงงาน

“มาตรฐานการบริการของสปส.ต้องดีกว่าหรือเทียบเท่าของบัตรทอง 30 บาท และสิทธิการรักษาของข้าราชการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกันตนที่จ่ายเงิน” นายสุธรรม กล่าว

(ไทยรัฐ, 28-7-2553)

'เฉลิมชัย' สานต่อประกันภัยแรงงานข้ามชาติ คุ้มครองล้านคนเบี้ยไม่เกิน 400

แนวคิดทำ “ประกันภัยแรงงานต่างด้าว” ที่เกิดขึ้นในสมัยนายไพฑูรย์ แก้วทองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงาน ก่อนที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไม่นานมานี้และ เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานใหม่เป็นนายเฉลิมชัย ศรี อ่อน ทำให้ถูกจับตามองจะเข้ามาสาน ต่อโครงการนี้ผลักดันจนออกมาเป็นรูปเป็นร่างหรือสั่งพักไป ประกันพีเอแรงงานเกือบล้านคน ทุน 3-5 หมื่น เบี้ย 400 สัญญา 2 ปี

ล่าสุด มีสัญญาณชัดเจนออกมา นายเฉลิมชัย สานต่อโครงการนี้แน่ โดยนายถนัด จีรชัยไพศาล ที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันภัยเบ็ดเตล็ด อุบัติเหตุและสุขภาพ สมาคมประกันวินาศภัย เปิด เผยว่า ทางกระทรวงแรงงานเพิ่งติดต่อมาที่สมาคมประกันวินาศภัยเมื่อเดือนที่ผ่านมาเกี่ยวกับการรับประกันภัยแรงงาน ต่างด้าวโดยจะให้บริษัทประกันวินาศภัยเข้าไปร่วมรับประกันภัยในโครงการนี้ร่วมกับบริษัทประกันชีวิตคนละครึ่ง

(สยามธุรกิจ, 28-7-2553)

สหภาพแรงงานจี้ระงับสรรหา ผอ.องค์การค้า สกสค.

วันนี้ (28ก.ค.)นายอนันต์ นุชเทศ ประธานสหภาพแรงงานองค์การค้า ของสำนักงานสวัสดิการครูและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เปิดเผยว่า ตามที่บอร์ดสกสค.ได้แต่งตั้งรศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) เป็นประธานสรรหาผอ.องค์การค้าของสกสค.คนใหม่ โดยจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครในวันที่ 30 ก.ค. นั้น สหภาพแรงงานฯยืนยันแนวคิดเดิมว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะสรรหาผอ.องค์การค้าฯคนใหม่ เพราะถึงแม้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) จะรักษาการตำแหน่งผอ.องค์การค้าฯอยู่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากบอร์ดสกสค.ในการแก้ไขปัญหาองค์การค้าฯ

“แม้ว่าสหภาพแรงงานองค์การค้าฯจะมีความเชื่อมั่นในตัวประธานสรรหา แต่ในที่สุดเมื่อคัดเลือกผู้สมัครได้ 2 คนแล้ว ก็จะไม่พ้นวัฎจักรเดิมคือ มีการวิ่งเต้นกับกรรมการบอร์ดสกสค.อีกครั้ง ถึงแม้กรรมการสรรหาจะไม่ติดใจเพราะทั้ง 2 คนได้ผ่านเกณฑ์การสรรหาและถือว่าเป็นผู้มีความสามารถที่จะบริหารองค์การค้าฯต่อไปได้ก็ตาม แต่อย่าลืมว่าที่ผ่านมาหากไม่สนองนโยบายผู้มีอำนาจในบอร์ดสกสค.ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน  ดังนั้นทางสหภาพแรงงานฯจึงเห็นว่าควรจะมีการปรับโครงสร้างใหม่ โดยฝ่ายการเมืองจะต้องเข้ามาช่วยแก้ไขอย่างจริงจัง”นายอนันต์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ปัจจุบันสัดส่วนของกรรมการในบอร์ดสกสค.ฝ่ายผู้แทนครูมีมากกว่าสัดส่วนอื่น ดังนั้นจึงควรมีการปรับโครงสร้างบอร์ดสกสค.ใหม่ โดยให้มีสัดส่วนของคณะกรรมการที่สามารถคานอำนาจกันได้มากขึ้น.

(เดลินิวส์, 28-7-2553)

ก.ล.ต.จี้นายจ้างตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. นายประเวช องอาจสิทธิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ในฐานะนายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขอแจ้งให้นายจ้างเร่งนำเงินประเดิมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง โดยเงินประเดิมที่นายจ้างได้จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีของนายจ้างได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 274 (พ.ศ. 2553) ซึ่งออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้เปิดให้นายจ้างยื่นคำขอนำเงินประเดิมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เป็นครั้งสุดท้าย โดยเงินประเดิมจะต้องเป็นเงินที่นายจ้างจัดสรรไว้ หรือลูกจ้างสะสมไว้ตามโครงการที่นายจ้างจัดให้มีตั้งแต่ก่อนพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2530 หากนายจ้างมีเงินประเดิม แต่ไม่ได้ยื่นคำขอนำเงินประเดิมเข้ากองทุนต่อ ก.ล.ต.ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2554 และภายหลังต้องการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะไม่สามารถโอนเงินเก่าเข้ามาในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดตั้งขึ้นได้อีกต่อไป

(เดลินิวส์, 28-7-2553)

ผู้ประกันตน ม.39 สามารถชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสได้แล้ว

นางสาวสุภาภรณ์ ตังศิริกุล ประกันสังคมจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมได้ให้บริการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามมาตรา 39 ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสโดยเปิดให้บริการ 5,400 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก และหยัดเวลาในการชำระเงินสมทบของผู้ประกันตน เพียงแค่ผู้ประกันตนยื่นบัตรประจำตัวประชาชนที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน โดยเสียค่าธรรมเนียมในอัตรา 10 บาท ต่อ 1 รายการ และผู้ประกันตนสามารถจ่ายเงินสมทบย้อนหลังได้ 1 เดือน เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 เป็นต้นไป หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรปราการหมายเลขโทรศัพท์ 0-2755-6249-57 หรือสำนักงานประกันสังคมสาขาที่ท่านสะดวก หรือสายด่วน 1506 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th

(ไทยรัฐ, 28-7-2553)

มาเลเซียเพิ่มโทษจำคุก 3 เท่า ธุรกิจค้ามนุษย์

ทางการมาเลเซียเพิ่มโทษจำคุก 3 เท่า และปรับเงินหนักขึ้นกับพวกค้ามนุษย์และลักลอบขนส่งผู้อพยพ ซึ่งนักเคลื่อนไหวเตือนว่าจำเป็นต้องดำเนินมาตรการมากกว่านี้เพื่อสกัดกั้นการหาประโยชน์จากแรงงานอพยพ

วุฒิสภามาเลเซียเตรียมรับรองกฎหมายใหม่ปราบปรามพวกค้ามนุษย์ในสัปดาห์หน้า หลังผ่านการแก้ไขร่างกฎหมายจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อต้นเดือน และการลงมติในวุฒิสภาจะทำให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ มาเลเซียกลายเป็นแหล่งดึงดูดผู้คนที่อพยพหนีสงครามในประเทศเพื่อลักลอบหางานทำหรือเป็นเส้นทางผ่านไปประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย กฎหมายฉบับใหม่เพิ่มโทษจำคุก 3 เท่าเป็น 15 ปีสำหรับผู้กระทำผิดช่วยเหลือชาวต่างชาติเข้า-ออกมาเลเซียโดยไม่มีเอกสารรับรอง  หากแรงงานอพยพถูกทารุณหรือตกอยู่ในอันตราย อาจมีโทษจำคุกถึง 20 ปี ส่วนค่าปรับสูงสุดเพิ่มขึ้น 10 เท่า เป็น 1 ล้านริงกิต  (9.9 ล้านบาท)

(สำนักข่าวไทย, 29-7-2553)

รวบคาด่านอรัญฯ ผู้ต้องหาตุ๋นแรงงานหนีหมายจับ 74 คดีเตรียมเผ่นเขมร

สระแก้ว 29 ก.ค.-เมื่อเวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จับกุมนายพีรกร  ปัณณปคุณ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 498/2 ซ.สุขุมวิท 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับคดีหลอกลวงแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศของศาลจังหวัดนางรอง จ.บุรีรัมย์ ขณะใช้บัตรประจำตัวประชาชนและหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ปลอมในชื่อของนายประสิทธิ์ เพชรไธสง มายื่นแสดงให้เจ้าหน้าที่ประทับตราเดินทางออกไปกัมพูชา สอบสวนนายพีรกร รับสารภาพว่าใช้เอกสารปลอมแอบอ้างชื่อเป็นนายประสิทธิ์ ไปทำบัตรประชาชนและพาสปอร์ตปลอมจริง จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ยังพบว่า นอกจากนายพีรกร หลบหนีหมายจับศาลจังหวัดนางรอง ปี 2552 แล้ว ยังก่อเหตุหลอกลวงแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ จนถูกออกหมายจับในหลายจังหวัด เช่น จ.นครราชสีมา จ.ตาก จ.ชัยภูมิ และจ.ลำปาง รวมทั้งหมด 74 คดี

(สำนักข่าวไทย, 29-7-2553)

กก.ประเวศตั้ง 14 ทีมขับเคลื่อนงาน “สมัชชาปฏิรูป” ประเด็น "แรงงาน" ไปรวมกับ "คนจนเมือง"

นพ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฏิรูป กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ 14 ชุด ภายใต้คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ได้แก่ 1.คณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป 2.คณะกรรมการเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนและสภาผู้นำชุมชนเพื่อการปฏิรูป 3.คณะกรรมการเครือข่ายประชาชนเพื่อการปฏิรูป 4.คณะกรรมการเครือข่ายผู้ใช้แรงงานและคนจนเมืองเพื่อการปฏิรูป 5.คณะกรรมการเครือข่ายพลังสตรีเพื่อการปฏิรูป 6.คณะกรรมการเครือข่ายพลังเยาวชนเพื่อการปฏิรูป 7.คณะกรรมการเครือข่ายผู้พิการเพื่อการปฏิรูป 8.คณะกรรมการเครือข่ายผู้ด้อยโอกาสเพื่อการปฏิรูป 9.คณะกรรมการเครือข่ายภาคธุรกิจกับการปฏิรูป 10.คณะกรรมการเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการปฏิรูป 11.คณะกรรมการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป 12.คณะกรรมการการจัดสรรทรัพยากรเพื่อความเป็นธรรม 13.คณะกรรมการความยุติธรรมกับการปฏิรูป และ 14.คณะกรรมการสื่อสารเพื่อการปฏิรูป

ทั้งนี้คณะกรรมการทั้ง 14 ชุด จะไประดมความคิดเห็นขององค์กรเครือข่ายถึงมาตรการในการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำของสังคมในแต่ละด้าน เพื่อนำข้อสรุปเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูป ที่มี นายอานันท์ ปัญยารชุน เป็นประธาน นำไปสังเคราะห์เป็นนโยบาย ที่สามารถปฏิบัติได้และได้ผลดีจริง ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นติดอาวุธทางปัญญา สร้างพลังสังคม และนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยด้วยสันติวิธี ดังนั้นหวังว่า ในระยะเวลา 3 ปี กระบวนการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ จะก่อให้เกิด “วัฒนธรรมใหม่”

(คมชัดลึก, 29-7-2553)

สตม.กวาดล้างจับกุมแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายใน กทม.และปริมณฑล 1,070 คน

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง เผยผลการกวาดล้างจับกุมแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งหลบหนีเข้าประเทศและทำงานผิดกฏหมายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ 1,070 คน โดยเป็นผู้ที่ไม่เคยมีใบอนุญาตมาก่อนจำนวน 1,036 คน ส่วนที่เหลืออีก 34 คนเป็นผู้ที่เคยมีใบอนุญาตแต่ไม่ต่ออายุ

"แม้ว่ารัฐบาลได้เปิดโอกาสให้มีการดำเนินการลงทะเบียนอย่างถูกต้องแล้ว แต่ก็ยังมีแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาอาชญากรรมที่ตามมา โดย สตม.ได้ดำเนินการปราบปรามจับกุมมาโดยตลอดและผลักดันส่งกลับประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีการลักลอบกลับเข้ามาอีก ทั้งนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ" พล.ต.สนั่น กล่าว

พล.ต.สนั่น กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองนั้น ตนเองได้กำชับเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจเข้มตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุของปัญหาเกิดจากแรงงานขั้นต่ำจากประเทศเพื่อนบ้านมีความยากจนจึงหลบหนีเข้ามาทำงานในประเทศไทย ดังนั้นหากประเทศไทยยกระดับแรงงานขั้นต่ำให้สูงขึ้นเพื่อลดระดับการเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนรวยและคนจนก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้อีกทางหนึ่ง

ด้าน พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.สตม.กล่าวว่า จะดำเนินการคัดแยกแรงงานต่างด้าวที่ถูกจับกุมอย่างละเอียดอีกครั้งว่าบุคคลใดที่หลบหนีเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย และบุคคลใดที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้จัดทำข้อมูลของบุคคลต่างด้าวทั้งหมดลงในระบบคอมพิวเตอร์ โดยการสแกนลายนิ้วมือทุกคนเก็บไว้ตรวจสอบประวัติการเข้าประเทศและประวัติการก่ออาชญากรรมอื่นๆ ได้ด้วย

"หากเป็นการหลบหนีเข้าประเทศทางเจ้าหน้าที่จะทำการผลักดันให้ออกนอกประเทศต่อไป แต่หากตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ก็จะส่งตัวไปเยียวยารักษาทั้งทางกายและสภาพจิตใจ" พล.ต.ท.วุฒิ กล่าว

สำหรับบทลงโทษกรณีนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาอาณาจักรเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนการให้ที่พักอาศัยหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นความผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท และการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเป็นความผิดมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน

"หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะถูกจับกุมดำเนินคดีจนถึงที่สุด และหากมีการบังคับใช้แรงงานหรือบริการอาจถูกดำเนินคดีในความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งมีโทษสูงทั้งจำทั้งปรับ และเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งผู้กระทำผิดอาจถูกยึดหรืออาหยัดทรัพย์สินได้" พล.ต.ท.วุฒิ กล่าว

(สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 30-7-2553)

ประชุมนานาชาติฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟมีตำแหน่งงานกว่า 1 หมื่นอัตรา

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.จัดการประชุมวิชาการนานาชาติและงานนิทรรศการฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เอ็กซ์โป 2010 ระหว่างวันนี้ถึง 1 สิงหาคม ที่ศูนย์ฯ ประชุมไบเทค โดยมีการประชุมวิชาการ การจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดของผู้ผลิต 4 รายใหญ่ของโลก รวมถึงการเจรจาธุรกิจของผู้ประกอบการ และการเปิด Job Fair รับสมัครงานกว่า 1 หมื่นอัตราจาก 60 บริษัท เช่น ตำแหน่งผู้บริหาร วิศวกร ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่ทั่วไป และพนักงานสายการผลิต     

นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานว่าไทยเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีการจ้างงานกว่า 2 แสนคน แม้ในช่วงเศรษฐกิจโลกถดถอยแต่อุตสาหกรรมนี้กลับเติบโตสวนกระแส โดยปีที่แล้วไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 4 แสนล้านบาท ปีนี้จะเพิ่มเป็นกว่า 5 แสนล้านบาท สิ่งสำคัญคือ อยากเห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันอุดมศึกษา ในการร่วมกันส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับความเข้มแข็งให้กับการวิจัยขึ้นสูงและการพัฒนาเทคโนโลยีต้นน้ำในประเทศ ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

(สำนักข่าวไทย, 30-7-2553)

เผยเดือน ก.ค.มีผู้ว่างงาน 350,000 คน ความต้องการแรงงานเพียง 140,000 คน

กรุงเทพฯ 31 ก.ค.- กรมการจัดหางานเผยข้อมูลสถานการณ์ว่างงานเดือนกรกฎาคมคาดมีผู้ว่างงาน 350,000 คน ความต้องการแรงงานจากนายจ้าง 143,872 อัตรา การให้บริการจัดหางาน (มิ.ย.53) มีผู้มาสมัครงาน 98,877 คน สามารถบรรจุงาน 51,071 คน

กรมการจัดหางาน รายงานสถานการณ์การว่างงานในเดือนกรกฎาคม 2553 โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเชิงสถิติคาดว่าจะมีผู้ว่างงานประมาณ 350,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของกำลังแรงงาน รวมถึงมีผู้ประกันตนมาขอขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเดือนมิถุนายน 2553 จำนวน 51,135 คน สามารถบรรจุงานได้ 32,021 คน
 
ในส่วนความต้องการแรงงาน นายจ้างมีความต้องการแรงงาน จำนวน 143,872 อัตรา เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน จำนวน 28,172 อัตรา จำแนกเป็นผู้บริหาร ผู้จัดการ จำนวน 3,088 อัตรา ผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่างๆ จำนวน 7,710 อัตรา ช่างเทคนิคและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 13,251 อัตรา เสมียน เจ้าหน้าที่ จำนวน 16,141 อัตรา พนักงานบริการ พนักงานขายในร้านค้าและตลาด จำนวน 23,751 อัตรา ผู้ปฏิบัติงานฝีมือด้านการเกษตรและประมง (แปรรูปขั้นพื้นฐาน) จำนวน 602 อัตรา ผู้ปฏิบัติงานโดยใช้ฝีมือในธุรกิจต่างๆ จำนวน 14,532 อัตรา ผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน ผู้ควบคุมเครื่องจักรและผู้ปฏิบัติงานด้านการประกอบ จำนวน 17,523 อัตรา และอาชีพงานพื้นฐาน จำนวน 47,274 อัตรา

ด้านข้อมูลกรมการจัดหางานถึงความต้องการแรงงานผ่านบริการจัดหางานเดือนมิถุนายน จำแนกตามวุฒิการศึกษา นายจ้างมีความต้องการแรงงาน จำนวน 44,043 อัตรา เป็นระดับมัธยมศึกษา จำนวน 14,156 อัตรา รองลงมาเป็นผู้มีการศึกษาระดับ ปวส. จำนวน 9,788 อัตรา และระดับประถมและต่ำกว่า จำนวน 7,300 อัตรา และจำแนกตามประเภทอาชีพ อาชีพงานพื้นฐาน (แรงงานด้านประกอบ แรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์) มีความต้องการมากที่สุด จำนวน 14,310 อัตรา รองลงมาเสมียน เจ้าหน้าที่ จำนวน 6,596 อัตรา พนักงานบริการ พนักงานขายในร้านค้าและตลาด จำนวน 6,072 อัตรา

 (สำนักข่าวไทย, 31-7-2553)

ลำปางเตือนระวังถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ

นายอุทาร ชวเมธี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา ตนได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน อำเภอเถินและอำเภอแม่พริก จำนวนหลายราย หลังจาก ชาวบ้านที่ต้องการไปทำงานยังประเทศลาว เพื่อไปขายแรงงานเป็นลูกจ้างคนงานขุดเหมืองทอง โดยจะมีรายได้เดือนละ 40,000 - 60,000 บาท และมีบริษัทที่แอบอ้างจะพาไปทำงาน โดยเก็บเงินจากชาวบ้าน รายละ 20,000 บาท เพื่อเป็นค่าดำเนินการและมีชาวบ้านจำนวน 24 คน ได้หลงเชื่อจ่ายเงินไปแล้ว แต่เมื่อถึงกำหนดเดินทาง ปรากฏว่า บริษัทไม่ได้จัดส่งให้ไปทำงานแต่อย่างใด ทำให้ ชาวบ้านทั้งหมด ได้รับความเดือดร้อน จึงเข้ามาร้องขอให้ รองผู้ว่าราชการลำปาง ช่วยเหลือดังกล่าว ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง จะได้ให้ทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดลำปาง ดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้าน อย่างเร็วที่สุด และฝากเตือนชาวบ้าน ทั้ง 13 อำเภอ ขอให้ตรวจสอบให้แน่ชัด หากมีผู้ชักชวนไปทำงานต่างประเทศ อย่าได้หลงเชื่อ ขอให้ตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน

(ไอเอ็นเอ็น, 31-7-2553)

เตือนคนงานระวังถูกหลอกไปทำงานเก็บผลไม้ป่าที่ต่างประเทศ

นายสุวรรณ์ ดวงตา จัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ แจ้งเตือนแรงงานที่จะเดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศสวีเดนและประเทศฟินแลนด์ ระหว่างเดือน ก.ค.– ก.ย. 53 ประมาณ 45 วัน ระวังถูกนายจ้าง หรือสาย นายหน้าเถื่อน หลอกเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการและค่าเดินทางสูงเกินควร แต่เมื่อเดินทางไปทำงานแล้ว กลับได้เงินน้อยกว่าคำกล่าวอ้างของสายและนายหน้า ทำให้ไม่คุ้มกับการลงทุน  ซึ่งในปีที่ผ่านมามีแรงงานที่ไปเก็บผลไม้ป่าที่ต่างประเทศถูกหลอก เข้ามาร้องเรียนกับกรมการจัดหางานหลายร้อยราย จึงขอให้แรงงานที่จะไปทำงาน ได้เข้าแจ้งกับกรมการจัดหางาน หรือจัดหางานจังหวัดในพื้นที่ เพื่อที่จะได้เรียกนายจ้างมาทำสัญญาประกันสุขภาพ และประกันรายได้  เมื่อแรงงานหรือลูกจ้าง ทำงานครบตามสัญญาจ้างแล้วกลับมาจะต้องมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว รายละไม่น้อยกว่า 77,000 บาท  เพื่อเป็นการป้องกันและลดปัญหาแรงงานถูกหลอก จากสายและนายหน้าเถื่อนดังกล่าว

(สำนักข่าวไทย, 31-7-2553)

เตือนนายจ้าง-ลูกจ้างต่างชาติ รับใบอนุญาตทำงานใน 30 วัน

นายวิวัฒน์ จิระพันธ์วานิช จัดหางานจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 กำหนดการขยายระยะเวลาพิสูจน์สัญชาติ และการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา อยู่ในราชอาณาจักร เพื่อให้สามารถอยู่ในประเทศไทย และทำงานได้ชั่วคราว จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 โดยแรงงานต่างด้าวต้องขอรับการพิสูจน์สัญชาติ และต้องเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จ ตามวัน เวลาที่กำหนดให้เดินทางไปพิสูจน์สัญชาติ ดังนั้น เมื่อแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ได้รับการพิสูจน์สัญชาติ ได้รับหนังสือเดินทาง และได้รับการประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรแล้ว จะต้องขอรับใบอนุญาตทำงานภายใน 30 วัน มิฉะนั้นจะต้องถูกยกเลิกวีซ่า และยกเลิกการพำนักในราชอาณาจักรไทยของแรงงานด่างด้าวกลุ่มนี้

นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำนักงานจัดหางานจังหวัดพัทลุง จึงขอแจ้งให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ได้รับหนังสือเดินทาง และได้รับการประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ต้องรับใบอนุญาตทำงานภายใน 30 วัน ได้รับทราบ และหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดพัทลุง

(เนชั่นทันข่าว, 1-7-2553)

พาณิชย์จ่อเชิญผู้แทนสหรัฐฯ ย้ำไทยไม่ใช้แรงงานเด็ก

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2553 นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในเดือน ส.ค. นี้ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ มีแผนจะเชิญคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐสภาสหรัฐฯ มาเยือนไทย และใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่น และความเข้าใจว่าไทยไม่ได้ผลิตสินค้ากุ้งและเครื่องนุ่งห่มจากแรงงานเด็ก และแรงงานบังคับ เพื่อไม่ให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้าในประเด็นเรื่องมาตรฐานแรงงาน ตามที่สหรัฐฯ กำหนด

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้กำหนดให้การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ในสินค้า 29 รายการสินค้า จาก 21 ประเทศ ห้ามใช้สินค้าที่ผลิตจากแรงงานเด็ก และแรงงานบังคับ ซึ่งรวมกุ้งและเครื่องนุ่งห่มของไทยด้วย

"ผลจากข้อบังคับดังกล่าว อาจทำให้สหรัฐฯ ระงับการนำเข้าสินค้ากุ้ง และเครื่องนุ่งห่มจากไทยได้ หากมีข้อสงสัยว่าเป็นสินค้าที่ผลิตจากแรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ประเทศอื่นนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือกีดกัน การนำเข้าสินค้ากุ้งและเครื่องนุ่งห่มจากไทยเช่นเดียวกับสหรัฐฯ ซึ่งไทยจะชี้ให้สหรัฐฯ เห็นว่า ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และยืนยันได้ว่า กระบวนการผลิตของไทยไม่มีปัญหาในเรื่องมาตรฐานแรงงานแน่นอน" นายยรรยงกล่าว

(ไทยรัฐ, 1-7-2553)

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์