ข้อสังเกตบางประการจากละครอิงประวัติศาสตร์เกาหลี 'ซอนต๊อก'

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทางโทรทัศน์ช่อง 3 ได้นำเอาละครอิงประวัติศาสตร์จากประเทศเกาหลีหลายต่อหลายเรื่องมาให้เราได้รับชม ละครเหล่านี้มีเรื่องราวที่แตกต่างหลากหลายกันไปเช่น เรื่องของการทำอาหารและหมอผู้หญิงในละครเรื่อง 'แดจังกึม' ที่นับว่าเป็นการเปิดศักราชให้กับละครที่มาจากประเทศนี้ ตามติดมาด้วยอีกหลายเรื่องที่สามารถยึดครองเวลาช่วงหัวค่ำของหลายๆ ครอบครัวไปได้ ละครอิงประวัติศาสตร์เหล่านี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับการเมืองในราชวงศ์เกาหลีในหลายยุคหลายสมัยที่แก่งแย่งชิงดีและเล่ห์เหลี่ยมที่สลับซับซ้อนและละครที่กำลังฉายในขณะนี้ก็เช่นกัน เรื่องของ 'ซอนต๊อก' มหาราชินีที่ทำให้แคว้นชิลลาสามารถรวมเอาแคว้นอื่นๆ เข้ามาไว้ในอำนาจได้ แต่กว่าที่จะสำเร็จลงก็ต้องผ่านอุปสรรคและเกมการเมืองต่างๆ มาอย่างมากมาย บทความชิ้นนี้เป็นเพียงข้อสังเกตบางส่วนระหว่างที่ได้รับชมละครเรื่องนี้และนำมาโยงเข้ากับความรู้ทางประวัติศาสตร์และสังคมที่ผู้เขียนพอจะมีอยู่บ้างเท่านั้น


ปฏิทิน ความรู้ และอำนาจ

ช่วงประวัติศาสตร์ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะปรากฏขึ้นทำให้ผู้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยกับสิ่งแวดล้อมรายรอบตัวหรือแม้แต่กับตัวมนุษย์เอง เราคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าอำนาจที่มาจากการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติเป็นอำนาจสำคัญที่ทำให้การสถาปนาอำนาจของผู้นำในสังคมเกิดขึ้นได้ และยิ่งการสามารถติดต่อสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้แสดงอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาก็ยิ่งทำให้ผู้นำคนนั้นมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเกมการเมืองในอดีตจึงมักจะพุ่งเป้าไปที่การทำตัวเป็นผู้มีความสามารถพิเศษเหนือผู้อื่น ผู้ปกครองจำเป็นต้องแสดงตัวให้ประชาชนใต้อาณัติของตนเห็นว่าตนเองนั้นได้รับอำนาจจากสวรรค์หรืออะไรก็ตามที่จะปกครองพวกเขาเหล่านั้นได้

สนามแรกของการต่อสู้ระหว่างซอนต๊อกกับอดีตพระสนมมีซิลจึงเกิดขึ้นจากความคิดดังกล่าวเช่นกัน มีซิลไม่เพียงแต่กุมอำนาจในทางการเมืองเอาไว้เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นธิดาเทพผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับสวรรค์และทำนายโชคชะตาของบ้านเมืองได้อีกด้วย การมีอยู่ของอำนาจที่มองไม่เห็นเหนือมวลชนที่ศรัทธาต่อสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับมีซิลเสมอมาโดยที่ทุกคนก็ยังคงเชื่อว่าอำนาจของนางมาจากการติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติจริงๆ

แต่ในความเป็นจริงแล้วนางก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ค้นพบประโยชน์ของปฏิทินร้อยปีในการพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ล่วงหน้าและนำมันมาใช้ประโยชน์เท่านั้นเอง จนเมื่อต๊อกมานค้นพบความลับดังกล่าวจึงได้นำมันมาใช้บ้างโดยอ้างว่าตนเองเป็นผู้ที่สวรรค์ส่งมาให้กับแคว้นชิลลาแทนพระขนิษฏาที่ถูกมีซิลลอบสังหารไป ต๊อกมานได้นำก้อนหินไปฝังเอาไว้กลางเมืองและใส่เมล็ดถั่วที่ชุ่มน้ำรองเอาไว้ข้างใต้ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเมล็ดถั่วก็เริ่มงอกและดันให้ก้อนหินที่สลักคำพยากรณ์เกี่ยวกับต๊อกมานโผล่ขึ้นมาปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ประชาชนทุกคนยกเว้นมีซิลที่รู้เท่าทันแผนการดังกล่าว ในเวลาประจวบเหมาะกับที่ปฏิทินกล่าวว่าจะมีสุริคลาสต๊อกมานก็ได้ปรากฏกายขึ้นเพื่ออ้างถึงความชอบธรรมที่สวรรค์บันดาลให้นาง นั่นนับเป็นการเปิดตัวต๊อกมานครั้งแรกเพื่อลงสู่สนามการเมืองกับมีซิลอย่างสง่างาม

การครอบงำในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกยุคทุกสมัยได้นำมาใช้และคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังคงมีพลังอย่างยิ่งสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการและปรับปรุงบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสังคมที่มีกรอบคิดแบบวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น การอ้างเพียงแค่ความเป็น "ผู้รู้" ที่มีมากกว่าบุคคลอื่นๆอาจเป็นไปไม่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความรู้หลากหลายแบบ ไม่มีใครที่จะสามารถประกาศตัวเองได้อีกแล้วว่าเป็นผู้ที่สามารถหยั่งรู้และติดต่อกับเทพเจ้าได้ แต่ทุกสิ่งย่อมจะมีการพัฒนา เราจึงมักจะเห็นความคิดที่เคารพผู้อาวุโส ความคิดที่ว่าคนดีย่อมจะเป็นคนที่เหมาะสมต่อสังคม ความคิดที่คนกลุ่มหนึ่งแสดงตัวว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เหนือกว่าคนกลุ่มอื่นๆ และสมควรจะได้รับอำนาจในการปกครอง สิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาครอบงำเราอยู่เสมอและทำให้เราข้ามไปไม่พ้นความเชื่อดังกล่าว จนในที่สุดมันได้ขยายตัวกลายมาเป็นจารีตหรือกฎเกณฑ์หรืออะไรก็ตามที่ส่งผลต่อการจัดระเบียบทางสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่คนที่เอ่ยอ้างตนเองเหล่านี้ต้องการ

นอกจากการใช้ความรู้มาสถาปนาตนเองให้มีอำนาจในสังคมแล้ว สงครามข่าวลือก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่หลายต่อหลายครั้งในละครเรื่องนี้ ข่าวลือเป็นอาวุธที่ทรงพลังและพื้นฐานที่สุดในการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายไปได้ ใบปลิว ข้อความที่ปิดอยู่ทั่วเมืองหรือแม้แต่การกระซิบปากต่อปากสามารถทำให้เหตุการณ์เป็นไปตามที่ผู้สร้างสถานการณ์ได้คาดเดาเอาไว้ การใช้ใบปลิวของต๊อกมานหลังจากที่มีซิลก่อการกบฏได้ทำให้ชาวบ้านเริ่มตั้งคำถามต่อการกระทำของรัฐบาลที่ใช้อำนาจทหารในการควบคุมเสรีภาพในการพูดหรือแม้แต่การชุมนุม หรือการใช้สงครามข่าวลือว่าองค์หญิงต๊อกมานจะวางยาพิษในแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองที่มีซิลตั้งมั่นต่อสู้ในฐานกบฏก่อได้ทำให้กำลังของนางลดดน้อยลงไปและต้องพ่ายแพ้ในที่สุดโดยที่ไม่ต้องมีการสู้รบเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่ในขณะเดียวกันคุณความดีที่มีของข่าวลือก็ยังทำให้บัลลังก์ของราชินีซอนต๊อกต้องสั่นคลอนอีกครั้งหลังจากที่ฝ่ายศัตรูต้องการจะโค่นล้มพระนางโดยการใช้ข้อความที่ลอยมากับเรือศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่าจะมีพระราชาองค์ใหม่ เราจึงอาจจะกล่าวได้ว่ากลการเมืองประเภทนี้มีทั้งข้อดีและข้อด้อยสำหรับผู้กุมอำนาจในมือ มันอาจเป็นทั้งสิ่งที่จะทำให้อิทธิพลของเขาเหล่านี้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกันมันก็อาจเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนได้หากมันอยู่ในมือของฝ่ายศัตรู

ในโลกปัจจุบันที่ข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและแพร่หลายในวงกว้างจึงไม่เพียงแต่ทำให้ผู้มีอำนาจสามารถใช้มันเป็นช่องทางในการทำให้ประชาชนเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ แต่เขาเหล่านี้ก็ต้องพยายามอย่างหนักเช่นกันที่จะควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้ การใช้ข่าวลือจึงเป็นอีกเกมหนึ่งที่ผู้มีอำนาจมักใช้ต่อประชาชนเพื่อให้เป้าหมายของตนเองไปตามที่ปรารถนา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามที่จะจำกัดไม่ให้มีคนกลุ่มอื่นเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐเผด็จการจำนวนมากมีท่าทีที่แข็งกร้าวอย่างยิ่งต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อสารมวลชนในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตน ขณะที่การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐก็ยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้นเพื่อให้สังคมได้ตระหนักแบบผิดๆ ว่าพวกเขากำลังอยู่ในโลกแห่งความสุขและจงเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐบาลต่อไป

เผ่าคายา : คนชายขอบกับสังคม

ชนเผ่าคายาเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในแคว้นชิลลามาก่อนแต่กลับถูกทำให้มีสถานภาพเหมือนกับพลเมืองชั้นสองของแคว้นชิลลาที่ถูกผลักออกจากสังคมตลอดมา ตอนที่มีซิลยังเรืองอำนาจในฐานะของพระสนมและธิดาเทพ นางได้ใช้อำนาจที่สามารถติดต่อกับสวรรค์ในการบอกคำพยากรณ์ที่ว่าจะต้องขับไล่ชนเผ่านี้ออกไปอยู่นอกเขตเมืองหลวง ชนเผ่าคายาจึงเป็นคนกลุ่มที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่เสมอมาและต้องมีชีวิตอย่างยากลำบากหลายสิบปี จนทำให้ต้องมีการตั้งกลุ่มกู้ชาติขึ้นมา หัวหน้ากลุ่มที่นำโดยแวยาที่เป็นเจ้าชายของชนเผ่าได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยองค์หญิงต๊อกมานและผลักดันให้คิมยูซินที่เป็นคนเชื้อสายคายาเหมือนกันและยังเป็นทหารคนสนิทขององค์หญิงได้ขึ้นเป็นพระราชาเพื่อทำให้เผ่าคายาได้มีอำนาจ ในท้ายที่สุดเขาไม่ประสบผลสำเร็จแต่ได้รับการเจรจาจากองค์หญิงต๊อกมานซึ่งในขณะนั้นได้มีสถานะเป็นพระราชินีซอนต๊อกแล้ว เนื้อหาการเจรจามีอยู่ว่าเขาจะต้องสลายตัวกลุ่มกู้ชาติคายานี้และเข้าร่วมในกองทัพของพระนาง โดยข้อแลกเปลี่ยนคือพระราชินีซอนต๊อกจะช่วยให้ชาวคายาได้มีสถานภาพที่ดีขึ้น ในที่สุดแวยายอมตกลงและมอบรายชื่อของกลุ่มกู้ชาติทั้งหมดให้กับทางการ แต่พระราชินีซอนต๊อกได้เผารายชื่อนั้นจนหมดและกล่าวว่าต่อแต่นี้ไปจะไม่มีเผ่าคายา เพราะทุกคนจะเป็นลูกหลานชิลลาของพระองค์ทั้งหมด

บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการทำให้เผ่าคายาต้องสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง แต่ตัวผู้เขียนกลับคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ท่ามกลางปัญหาของการแบ่งแยกระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่มีสถานภาพไม่เท่าเทียมกัน ความพยายามที่จะแบ่งแยกของรัฐจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายขึ้นไปอีก การจะระบุสัญชาติหรือเชื้อสายของแต่ละคนว่าใครเป็นกลุ่มไหนไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถจัดการได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการยักย้ายถ่ายเทและผสมปนเปกันระหว่างเชื้อชาติไปหมด ทางออกที่เราจะทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันโดยที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวคือการก้าวข้ามไปให้พ้นกับอคติของเชื้อชาติและตระหนักว่าเรากำลังอยู่บนผืนดินเดียวกัน

ภายใต้ความเป็นไทยที่เรากำลังชื่นชมนั้น มีหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าความเป็นไทยแท้จริงแล้วคืออะไร มันคือเรื่องของเชื้อชาติ อัตลักษณ์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่หรือแม้แต่อาหารประจำชาติหรือไม่ เราไม่อาจจะระบุลงไปได้แน่ชัดว่าอะไรคือไทย แต่ตอนนี้เรากลับกำลังใช้คำนี้ในการแบ่งแยกคนแต่ละกลุ่มออกไปจากสังคม เรากำลังเบียดขับและผลักดันให้คนที่ไม่ใช่คนไทยหรือไม่มีความเป็นไทยไปอยู่ในที่อื่น คำถามคือถ้าเช่นนั้นใครควรจะเป็นคนไทยบ้าง? ชาวกระเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บนดอยสูงในเขตภาคเหนือ โสเภณีชาวอีสานที่กำลังขายบริการแลกเงินจากนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่เด็กสาวที่สังคมประณามว่าเป็นเด็กใจแตกที่กำลังตั้งครรภ์ ทั้งหมดนี้เราเรียกว่าเป็นคนไทยและเรียกว่าเป็นความภูมิใจของไทยได้หรือไม่ ความเป็นไทยไม่เพียงแต่เป็นการเสนอด้านที่ดีให้กับคนอื่นได้รับรู้ แต่มันหมายถึงการที่เราตระหนักว่าเรากำลังอยู่ร่วมกับใครและเพื่ออะไร หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่แค่การกล่าวประณามด่าทอคนที่ไม่ใช่คนไทยและไม่ทำตัวเป็นไทย แต่หน้าที่ของเราคือการที่ยอมรับและช่วยกันหาทางออก

ปัญหาของการที่คนกลุ่มหนึ่งถูกทำให้เป็นคนชายขอบจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องของเชื้อชาติเท่านั้น แต่มันยังขยายไปสู่กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนาจากสังคมอีกด้วย ขณะนี้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงถูกอีกฝ่ายปักป้ายเป็นความไม่เป็นไทยที่ควรจะถูกขับไล่ออกไปนอกประเทศ ทำให้เกิดคำถามขึ้นอย่างมากมายว่าความเป็นไทยคืออะไร มันคือห้างสรรพสินค้าที่ถูกเผา? คือความสงบเรียบร้อยที่ถูกโบกทับอยู่บนความขัดแย้ง? หรือการที่เขาเหล่านั้นชูป้ายของอดีตนายกที่ถูกประณามว่าโกงกินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ?

เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับปัญหาดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้นเพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกคัดสรรเอาแต่กลุ่มบุคคลที่น่าพอใจมาร่วมความเป็นสังคมไทย แต่เราควรจะตระหนักเสียทีถึงแก่นแท้ความเป็นไทยว่าจริงๆแล้วมันคืออะไรและมันมีอยู่หรือไม่ บางสิ่งอาจจะถูกสร้างขึ้นมาได้ดังที่ได้กล่าวในข้างต้นเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่เป็นจริงและสามารถจับต้องได้คือสังคมที่เรากำลังอยู่ร่วมกัน