ไต่สวนคดี “ลุงคิม” เหยื่อกระสุน 14 พ.ค.53 สิ้นสุด นัดฟังคำสั่ง 27 มี.ค.นี้

ไต่สวนการเสียชีวิตนายฐานุทัศน์ เหยื่อกระสุน 14 พ.ค.53 ภรรยาและลูก เบิกความเชื่อถูกทหารยิง แพทย์ตรวจชันสูตรบาดแผลผู้ตายก่อนเสียชีวิต ระบุกระสุนส่งผลให้เป็นอัมพาต จนท.ตรวจหัวกระสุนในร่างผู้ตายระบุเป็นกระสุน .223 ที่ใช้กับ M653 และ M16 เปิดคลิปช่วงเกิดเหตุไม่พบการติด ADAPTER แพทย์รับรองการตายชี้สาเหตุเสียชีวิตจากอาการปอดอักเสบ นัดฟังคำสั่งวันที่ 27 มี.ค.นี้

13 และ 14 ก.พ.56 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 504 ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดไต่สวนชันสูตรพลิกศพ คดีเลขที่ ช.12/2555  ในคดีที่พนักงานอัยการจากสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการเสียชีวิตของ นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง อายุ 55 ปี ที่ถูกยิงเข้าที่หลังด้านซ้าย กระสุนทะลุไขสันหลังและปอดขวา กระสุนไปฝังที่สะบักขวา บาดเจ็บสาหัสและเป็นอัมพาต เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 12.00 - 13.00 น. ของวันที่ 14 พ.ค.53 บริเวณหน้าโรงรับจำนำน่ำเลี้ยง ถนนพระราม 4 บ่อนไก่ ช่วงที่มีการกระชับวงล้อมผู้ชุมนุมเสื้อแดงโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังจากนั้นนายฐานุทัศน์ ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาเมื่อ 23 ก.พ. 55 เวลา 22.35 น. ที่ รพ.มเหสักข์

โดยในวันที่ 13 ก.พ. มีการสืบพยาน  4 ปาก ประกอบด้วย  นางวรานิษฐ์ อัศวสิริมั่นคง ภรรยาผู้ตาย นายนนท์นริฐ อัศวสิริมั่นคง บุตรชายผู้ตาย(กับนางวรานิษฐ์) ซึ่งทั้งคู่อยู่กับผู้ตายก่อนถูกยิงไม่นาน  นพ.อำนาจ กุสลานันท์ อายุ 68 ปี ข้าราชการบำนาญ แพทย์ที่ปรึกษานิติเวชศาสตร์ รพ.กล้วยน้ำไท และ รพ.มเหสักข์ ปัจจุบันเป็นแพทย์ทีปรึกษาประจำ รพ.ศิริราช ในฐานะผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลผู้ตายก่อนเสียชีวิต และ พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ ยาคุ้มภัย อายุ 41 ปี รับราชการอยู่กลุ่มงานตรวจอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน กองพิสูจน์หลักฐานกลาง

นางวรานิษฐ์ อัศวสิริมั่นคง ภรรยาผู้ตาย เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 11.00 น. เศษ พยาน สามี ลูกชาย และลูกสาว เดินทางออกจากบ้านที่ชุมชนบ่อนไก่ เพื่อไปห้างโลตัส พระราม 4 จึงพากันไปยืนรอรถโดยสารที่ป้ายรถประจำทาง บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลุมพินี ในระหว่างที่ยืนรอรถโดยสาร เห็นรถมีน้อยลง พยานหันไปทางด้านขวามือ บริเวณสะพานไทย-เบลเยียม เห็นทหารประมาณ 10 กว่าคน ยืนอยู่บริเวณเชิงสะพาน และถืออาวุธปืนยาว ห่างจากจุดที่พยานยืนอยู่ประมาณ 200 เมตร โดยในขณะนั้นสามี(ผู้ตาย)เดินดูล็อตเตอรี่อยู่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ ห่างจากพยานประมาณ 3 เมตร สักพักได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิด 1 ครั้ง ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวต่างร้องตะโกนและวิ่งหนี พยานหันกลับไปดูที่สะพานไทย-เบลเยี่ยม เห็นทหารออกมายืนตั้งแถวหน้ากระดาน และถือปืนเล็งมาทาง ถ.พระราม 4 ที่พยานยืนอยู่ เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงปืนดังมาจากสะพานไทย - เบลเยียม มีลักษณะยิงเป็นชุดแล้วหยุด สามีจึงบอกให้พยานกับลูกไปหลบที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น แต่พยานกับลูกตกลงกันว่ากลับบ้านเลย

นางวรานิษฐ์ เบิกความด้วยว่า ระหว่างที่วิ่งกลับบ้านนั้นพยานได้โทรศัพท์ติดต่อสามีเป็นระยะ แต่ไม่รับสาย เมื่อไปถึงบ้าน เวลาประมาณ 12.20 น. พี่สาวของสามีโทรศัพท์มาถามว่า อยู่กันครบหรือไม่ เพราะได้ข่าวว่ามีคนในชุมชนถูกยิง พยานจึงตอบไปว่าสามียังไม่กลับ  หลังจากนั้นเวลาประมาณ 13.00 น. รพ.กล้วยน้ำไท โทร.มาแจ้งว่า สามีถูกยิงและเสียเลือดมาก พยานจึงเดินทางไปโรงพยาบาลพร้อมกับลูกๆ โดยแพทย์แจ้งว่าสามีถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่กระดูกสันหลัง ทะลุผ่านปอดด้านขวา และพบกระสุนฝังอยู่ที่สะบักด้านขวา อาจพิการและเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต ซึ่งแพทย์ได้ทำการผ่าตัดกระสุนที่ปอดออก โดยสามีรักษาตัวอยู่ที่ รพ.กล้วยน้ำไทจนถึงวันที่ 4 มิ.ย. 53 และย้ายไปอยู่ที่ รพ.มเหสักข์  ขณะนั้นแพทย์ต้องระบายเลือดออกจากปอด สามีมีอาการขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยแพทย์แจ้งว่าเป็นอัมพาตช่วงล่างอย่างถาวร

นางวรานิษฐ์ เบิกความต่อว่า หลังจากนั้นวันที่ 7 ก.ค. 53 จึงพาสามีกลับมารักษาตัวที่บ้าน กระทั่งต้นเดือน ต.ค. 54 สามีมีอาการเจ็บที่กระดูกต้นคอ จึงพาไปรักษาที่ รพ.มเหสักข์ แพทย์จึงทำการผ่าตัดบริเวณต้นคอ เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 54 โดยแจ้งว่า สามีกระดูกต้นคอเสื่อม เนื่องจากได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ไขสันหลังจากการถูกยิง ทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัว กล้ามเนื้อปอดไม่ทำงาน หายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หลังผ่าตัดแล้ว จึงนำตัวสามีกลับบ้าน ต่อมาวันที่ 11 พ.ย. 54 สามีมีอาการหายใจติดขัด จึงพาไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง และในวันที่ 5 ธ.ค. 54 แพทย์ต้องทำการเจาะคอ เพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจ และรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จนกระทั้งวันที่ 22 กพ 55 เวลา 22.20 น. จนท.รพ.แจ้งว่าสามีใกล้เสียชีวิตแล้ว ทำให้พยานช็อก และพอได้สติได้โทรไปสอบถาม พยาบาลได้บอกว่าสามีพึ่งหมดลมหายใจไปเมื่อ 2-3 นาที

หลังจากนั้นพยานได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลจึงได้พบสามีเสียชีวิตจริง และได้นำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดหัวลำโพง 24 ก.พ. 55 โดยทางโรงพยาบาลได้ออกใบรับรองการตายระบุสาเหตุเสียชีวิตเนื่องจากปอดอักเสบ แต่พยานเห็นว่าสามีถูกยิงโดยเจ้าหน้าที่และมีกระสุนค้างอยู่ที่ร่างกายจึงไปแจ้งความที่ สน.บางรัก กับ พ.ต.ท.สุรพล ล้วนประเสริฐ และมีการส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 28 ก.พ.55 และแพทย์ลงความเห็นว่า ระบบการหายใจและโลหิตล้มเหลวร่วมกับมีหัวกระสุนปืนในร่าง สันนิฐานว่าเสียชีวิตจากมะเร็งลุกลาม  จึงมีการแก้สาเหตุการเสียชีวิตใหม่ในใบมรณะบัตร

นางวรานิษฐ์ เบิกความว่าในวันเกิดเหตุผู้ตายสวมเสื้อยืดคอปกสีเขียว กางเกงสีน้ำเงินเข้ม หลังจากนั้นอัยการได้นำภาพที่มีการถ่ายในมุมสูงมาให้ดู นางวรานิษฐ์ ได้ยืนยันต่อศาลว่าผู้ตายเป็นบุคคลเสื้อเขียวในภาพดังกล่าว

นางวรานิษฐ์  ด้วยว่าไม่พบชายชุดดำหรือผู้ถืออาวุธปืนในที่ๆ พยานและผู้ตายอยู่ และไม่มีใครมาชุมนุม จากการสังเกตว่ารถวิ่งน้อยลงพอมองไปที่ สะพานไทย-เบลเยียม มีทหารยืนอยู่ คิดว่าเหตุที่ผู้ตายถูกยิงเนื่องจากทหารคิดว่าเป็นผู้ชุมนุม ประกอบกับขณะนั้นบริเวณป้ายรถเมล์มีคนอยู่มากด้วย ดังนั้นจึงเชื่อว่าทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่สลายการชุมนุมผู้ชุมนุมที่บริเวณ ถ.พระราม 4 เป็นคนยิง

ก่อนหน้านี้ได้เคยฟ้องแพ่ง ที่ศาลแพ่ง รัชดา เรียกค่าเสียหายต่อ ต่อ กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหมและกองทัพบกเป็นเงิน 1.7 ล้านบาท แต่ขณะนี้อัยการถอนฟ้อง เนื่องจากได้รับการชดใช้ที่ทาง รัฐบาลเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตามเงื่อนไขของ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เป็นเงิน 7 ล้านเศษ โดยมีเงื่อนไขต้องมีการถอนฟ้องดังกล่าว

สำหรับคนที่ช่วยเหลือสามีขณะถูกยิงนั้น ภายหลังทราบว่าเป็นนายเอกสิทธิ์ วงศ์คำมา จากสามีบอกและนายเอกสิทธิ์ได้ไปเยี่ยมที่ รพ.กล้วยน้ำไท หลังจากนั้น อัยการได้นำภาพมุมสูง นางวรานิษฐ์  พิจารณา และยืนยันว่านายเอกสิทธิ์เป็นคนที่สะพายเป้ ในภาพ

ผู้ตายคนสวมเสื้อเขียว ส่วนนายนายเอกสิทธิ์ คนเสื้อคลีมสะพานเป้(ที่มาภาพ m.vanguardia.com.mx)

สำหรับช่วงที่สามีได้รับบาดเจ็บได้ไปแจ้งความที่ สน.ลุมพินี และได้ให้ปากคำเบื้องต้นด้วย วันที่ 26 มิ.ย.53 และมีการแจ้งความอีกทีวันที่ 29 มิ.ย. 53 หลังจากแจ้งความแล้ว ได้ไปทำแผนที่สังเขปและ พนักงานสอบสวนได้ลงไปสถานที่เกิดเหตุพยานได้ให้การกับพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี และมีการสอบคำให้การสามีที่ รพ.มเหสักข์ ด้วย

นางวรานิษฐ์ เบิกความต่อ ขณะรักษาตัวที่บ้าามีนางสาวอัจฉรา อิงคามระธรและนายอุเชนทร์ เชียงเสน ซึ่งเป็นอาสาสมัครของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) และได้มีการสัมภาษณ์ด้วย ซึ่งอัยการได้นำวิดีโอคลิปดังกล่าวส่งมอบเป็นหลักฐานต่อศาลด้วย

นางวรานิษฐ์ เบิกความเพิ่มเติมว่าอาศัยอยู่บริเวณบ่อนไก่ประมาณ 10 ปี ในวันเกิดเหตุพยานไม่ทราบมาก่อนว่า เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติการในพื้นที่ แต่ทราบว่ามีการชุมนุมของ นปช. ที่แยกศาลแดงและราชประสงค์

ก่อนเกิดเหตุผู้ตายมีการรักษาโรคมะเร็งด้วยการผ่าตัด ก.ย.52 และมีการฉายแสงและเคมีบำบัด ม.ค.-เม.ย. 53 โดยมีการรักษาครบมาโดยตลอด แล้วมีการติดตามผลให้หมอตรวจเป็นระยะ พอถูกยิงแล้วพิการเป็นอัมพาต  นั้นให้พยาบาลในชุมชนบ่อนไก่ จากการขออนุเคราะห์ที่ศูนย์อนามัยชุมชนบ่อนไก่ เจาะเลือดแล้วมาส่งให้แพทย์ตรวจที่ รพ.จุฬาฯ ตามกำหนดที่หมอนัดทุกๆ 3 เดือน โดยไม่ได้นำตัวผู้ตายไปตรวจ ผลการตรวจทุกครั้งหมอระบุอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่ได้อยู่ในระยะรุกราม

นางวรานิษฐ์ เบิกในตอนท้ายด้วยว่า พยานทราบข่าวการไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง โดยมีคำสั่งว่าเป็นการเสียชีวิตจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ และมีการการเบิกการใช้กำลังของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ด้วยเรื่องหลักการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ โดยน.อ.อนุดิษฐ์ ได้มีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และให้ความช่วยเหลือประชาชน จากนั้นทนายญาติผู้เสียชีวิตได้มีการยื่นเอกสารปากคำของ น.อ.อนุดิษฐ์ ในคดีนายพัน คำกอง ให้ศาลด้วย

วิดีโอคลิปขณะที่ผู้ตายถูกยิงบริเวณหน้าโรงรับจำนำน่ำเลี้ยง ถนนพระราม 4 บ่อนไก่

แผนที่ขณะที่ผู้ตายถูกยิงบริเวณหน้าโรงรับจำนำน่ำเลี้ยง ถนนพระราม 4 บ่อนไก่

View Larger Map

นพ.อำนาจ กุสลานันท์ อายุ 68 ปี ข้าราชการบำนาญ แพทย์ที่ปรึกษานิติเวชศาสตร์ รพ.กล้วยน้ำไท และ รพ.มเหสักข์ ปัจจุบันเป็นแพทย์ทีปรึกษาประจำ รพ.ศิริราช ในฐานะผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลผู้ตายก่อนเสียชีวิต ทั้งที่ รพ.กล้วยน้ำไท และ รพ.มเหสักข์ เบิกความว่า ผู้ตายได้เข้ารับการรักษาที่ รพ.กล้วยน้ำไทตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.53 เบิกความว่า ตามผลการชันสูตรบาดแผล พบบาดแผลกระสุนปืนที่บริเวณหลัง ทะลุเข้ากระดูกสันหลังแลประสาทไขสันหลังได้รับบาดเจ็บทำให้อัมพาตที่ขา 2 ข้าง หลังจากผู้ตายได้รับการรักษาที่ รพ.กล้วยน้ำไทเป็นเวลา 22 วัน ได้ย้ายไปรับการรักษาต่อที่ รพ. มเหสักข์ต่อ โดยระยะเวลาที่รักษาที่แน่นอนยังประเมินไม่ได้ ขณะย้ายออกจาก รพ.กล้วยน้ำไท พยานได้ให้ความเห็นไว้ว่าผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บเป็นอัมพาตที่ขาทั้ง 2 ข้าง จนไม่สามารถช่วยตัวเองได้

นพ.อำนาจ เบิกความต่อว่าในวันเกิดเหตุช่วงนำตัวนายฐานุทัศน์ ส่ง รพ.กล้วยน้ำไท หากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องจากกระสุนปืนทะลุเข้าปอด และกระดูกไขสันหลังและประสาทไขสันหลัง พบกระสุนปืนฝังที่สะบักขวา จากบาดแผลกระสุนปืนที่บริเวณหลัง คณะแพทย์ได้ผ่าตัดกระสุนปืนออก และพบบาดแผลกระสุนปืนที่ปอดขวา กระดูไขสันหลังและประสาทไขสันหลังด้วย

หลังจากถูกยิงเป็นอัมพาตที่ขาทั้ง 2 ข้างไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ การนอนนิ่งเป็นเวลานานก็มีโอกาสที่จะเกิดแผลกดทับ และกรณีนี้ผู้ป่วยเกิดแผลกดทับที่บริเวณก้นกบ ซึ่งเมื่อเกิดแผลแล้วสามารถเกิดการติดเชื้อซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ถึงแก่ความตาย โดยผู้ตายมีการอักเสบติดเชื้อที่บริเวณก้นกบด้วย

สำหรับพยานเป็นหมอมีตำแหน่งเป็นแพทย์ที่ปรึกษานิติเวชศาสตร์ ทั้ง รพ.กล้วยน้ำไทและ รพ.มเหสักข์ กรณีนี้มีหน้าที่เพียงตรวจชันสูตรบาดแผล ส่วนการรักษานั้นเป็นคณะแพทย์ให้การรักษาอีกที โดยบาดแผลที่ชันสูตรนั้นเป็นบาดแผลจากกระสุนปืนเท่านั้น แต่ไม่ได้ตรวจสาเหตุการเสียชีวิต

นพ.อำนาจ เบิกความว่า พยานทราบว่าผู้ตายได้รับการรักษาต่อที่ รพ.มเหสักข์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา จากประวัติการรักษา สาเหตุการตายที่มีการระบุว่าปอดอักเสบ ทั้งนี้สาเหตุสำคัญของการมีอาการปอดอักเสบนั้นมี 2 สาเหตุ คือหนึ่งกระสุตทะลุเข้าปอดหรือสองการที่คนไขนอนนิ่งอยู่เวลานานก็มีผลทำให้เกิดปอดอักเสบได้เช่นกัน

 

นายนนท์นริฐ อัศวสิริมั่นคง อายุ 20 ปี บุตรชายผู้ตาย(กับนางวรานิษฐ์) เบิกความว่าวันที่ 14 พ.ค.53 ตนเอง น้องสาว มารดาและบิดา(ผู้ตาย) ได้ตั้งใจจะเดินทางไปห้างโลตัส พระราม 4 จึงออกจากบ้าน ไปรอรถเมล์ที่บริเวณป้ายรถเมล์ใกล้ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นและใกล้โรงรับจำนำ รวมทั้งบริเวณนั้นใกล้ธนาคารไทยพาณิชย์ จากนั้นได้ยินเสียงคลายระเบิดดังขึ้น 1 ครั้ง มารดาพยานได้พาน้องสาวและพยานหลบบริเวณโรงรับจำนำใกล้เคียงนั้นเป็นเวลาประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นได้เดินมารวมกับบิดาที่บริเวณป้ายรถเมล์ โดยในจังหวะที่มีเสียงดังนั้นคนที่อยู่บริเวณที่พยานอยู่ได้วิ่งอลหม่าน พยานได้มองไปทางเชิงสะพานไทย-เบลเยียม พบทหารแต่งชุดในเครื่องแบบยืนอยู่ จังหวะนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะจึงได้หลบ ซึ่งเสียงปืนนั้นดังมาจากสะพานไทย-เบลเยียม หลังจากนั้นมารดาของพยานจึงได้บอกให้พยานและน้องสาวกลับบ้าน

นายนนท์นริฐ เบิกความต่อว่า ระหว่างที่เดินทางกลับบ้านนั้น บิดาไม่ได้กลับมาด้วย มารดาพยานได้พยายามโทรศัพท์หาบิดาตลอด แต่ไม่มีใครรับสาย เมื่อถึงบ้านป้าได้โทรศัพท์หามารดาของพยาน ถามด้วยว่าอยู่กันครบหรือไม่ เพราะป้าได้ข่าวว่ามีคนในบ่อนไก่ถูกยิง และหลังจากนั้นทางโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ได้โทรศัพท์มาที่มารดา แจ้งว่าบิดาหรือนายฐานุทัศน์ถูกยิง  พยานได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลเมื่อไปถึงได้รับแจ้งว่าบิดาของพยานอาจจะเป็นอัมพาตที่ขา

นายนนท์นริฐ เบิกความด้วยว่าไม่เห็นว่าใครเป็นคนลงมือยิงบิดา ส่วนป้ายรถเมล์ที่พบยานอยู่นั้นห่างจาอสะพานไทย-เบลเยียมประมาณ 200 เมตร ขณะเกิดเหตุบิดาสวมเสื้อโปโลสีเขียว กางเกงสีเทาดำ  คิดว่าเป็นทการยิงบิดาพยานเพราะว่าช่วงนั้นทหารมากระชับพื้นที่จัดการการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมขณะนั้น โดยในที่เกิดเหตุขณะนั้นไม่พบกลุ่มคนแต่งกายชุดดำในกลุ่มประชาชน ก่อนเกิดเหตุบิดาก็ไม่เคยมีศตรูอะไรที่จะมาทำร้ายชีวิต

 

พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ ยาคุ้มภัย อายุ 41 ปี รับราชการอยู่กลุ่มงานตรวจอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เบิกความว่า หัวกระสุนที่ได้จากการผ่าศพผู้ตายซึ่งได้มีการส่งมาให้ตรวจนั้นเป็นกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 ม.ม.) ซึ่งสามารถใช้กับปืนเล็กยาว M653 ได้ สำหรับอาวุธปืนเล็กยาว M653 สามารถปรับเปลี่ยนลำกล้องโดยใช้ปืนเล็กกลขนาดเดียวกันได้ เช่น M16 ซึ่ง M16 มีกลากหลาย เช่น M16 A1 หรือ M16 A2 เป็นต้น สำหรับกระสุนซ้อมรบหรือลูกแบงค์(Blank) โดยปกติสากลทั่วไปที่ใช้กันในกรณียิงต่อเนื่องจะต้องใช้ ADAPTER ครอบอยู่บริเวณปลายลำกล้องปืน หน้าที่ของ ADAPTER เพื่อให้มีการคัดปลอกกระสุนออกมาและสามารถบรรจุกระสุนเข้าไปใหม่ ทำให้สามารถยิงได้ต่อเนื่อง

สำหรับลูกแบงค์นั้นเป็นกระสุนที่ไม่มีหัว จะเป็นกระสุนปืนที่มีดินปืนส่งกระสุนบรรจุในตัวกระสุน และปลายกระสุนปืนจะเป็นจีบที่ปิดเอาไว้ ดังนั้นเวลายิงจะมีเสียงดังออกไป ตัว ADAPTER จะครอบปลายลำกล้องปืนเพื่อไม่ให้พลังงานหรือแรงขับเวลายิงแล้วพุ่งออกไปหมด จึงทำให้ลูกเลื่อนของปืนวิ่งถอยหลังและสามารถดึงปลอกกระสุนออกมาเป็นการคัดปลอกกระสุน และเมื่อลูกเลื่อนตีกลับเข้าตำแหน่งเดิมก็จะดันให้ลูกแบงค์เข้าสู่รังเพลิงอีกนัด ดังนั้น ADAPTER จึงทำให้ระบบการทำงานสมดุลครบวงจร

หากไม่มี ADAPTER ก็สามารถยิงลูกแบงค์ได้ แต่จะยิงได้ครั้งละ 1 นัด โดยถ้าต้องการยิงในนัดต่อไปต้องใช้มือดึงคันรั้งลูกเลื่อนถอยหลังก่อน เพื่อทำการคัดปลอกกระสุนออกจากรังเพลิง และเมื่อปล่อยให้ลูกเลื่อนตีกลับไปในตำแหน่งเดิมก็จะเป็นการบรรจุกระสุนนัดต่อไปที่ช่องรังเพลิง

อัยการได้มีการเปิดวิดีโอคลิปในเหตุการณ์เพื่อให้พยานพิจารณาว่ามีการใช้ ADAPTER หรือไม่ โดย พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ ยืนยันว่าในวิดีโอคลิปมีเจ้าหน้าที่ทหารถือปืน M16 ที่ไม่ใช้ ADAPTER แต่จากการดูวิดีโอคลิปไม่สามารถบอกได้ว่าใช้กระสุนจริงหรือลูกยางหรือลูกแบงค์

พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ เบิกความว่าอาวุธปืนกลขนาด .223 นั้น ถ้าในทางสากลทั่วไปมีระยะหวังผลอยู่ที่ 300-400 เมตร แต่ถ้าเลยจากระยะหวังผลแล้วบางช่วงบางจังหวะก็ยังสามารถทำลายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน สำหรับกระสุนลูกแบงค์และลูกจางนั้นไม่มีเจตนาทำอันตรายถึงแก่ชีวิต อย่างลูกแบงค์ก็ส่งเสียงสร้างจังหวะในการซ้อม ส่วนกระสุนยางมุ่งเน้นไปที่การปราบการจลาจล

 

สำหรับวันที่ 14 ก.พ. นั้น ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) รายงานว่ามีการสืบพยาน 2 ปากสุดท้าย ประกอบด้วย พ.ต.ท.สาธิต ภักดี พนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ และ นพ.ปิยะ ปรีดียานนท์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลมเหสักข์

พ.ต.ท.สาธิต ภักดี เบิกความว่าเดิมเขารับราชการอยู่ที่ สน.บางรักตั้งแต่ปี 2540- ธ.ค. 2555 มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาที่เกิดขึ้นในพื้นที่บางรัก แล้วจึงได้ย้ายไป สน.ราษฎร์บูรณะ 6 ธ.ค. 55 ซึ่งในช่วงที่ยังรับราชการที่สน.บางรักอยู่นั้น ปลายเดือน ก.พ.55 นางวรานิษฐ์ อัศวสิริมั่นคงได้เข้าแจ้งความที่ สน.บางรัก กับ พ.ต.ท.สุรพล ล้วนประเสริฐ แจ้งความว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค.53 เวลา 12.20-13.06 น. นายฐานุทัศน์ได้ถูกกระสุนปืนจากเจ้าหน้าที่ทหารยิง โดยวันเกิดเหตุ เวลาประมาณเที่ยงเศษ  นายฐานุทัศน์ นางวรานิษฐ์และลูกทั้งสองคนออกจากบ้านเพื่อที่จะไปห้างโลตัส พระราม 4 จึงได้ออกไปรอรถประจำทางที่ป้ายรถหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลุมพินี ซึ่งใกล้ๆ กันนั้นมีโรงรับจำนำและร้านเซเว่นเอเลฟเวนอยู่ด้วย พวกเธอรอรถอยู่สักพักไม่เห็นว่ามีรถประจำทางมาเธอจึงชะโงกมองไปทางสะพานไทย-เบลเยี่ยม เห็นมีทหารอยู่บริเวณสะพาน เธอจึงคิดว่าที่รถไม่มาก็เนื่องมาจากมีทหารปิดถนนอยู่  จากนั้นได้มีเสียงปืนดังขึ้น นายฐานุทัศน์จึงให้นางวรานิษฐ์และลูกๆ หลบเข้าเซเว่นเอเลฟเว่น  แต่เธอคิดว่ากลับเข้าบ้านเลยจะดีกว่าจึงได้บอกลูกๆ ให้กลับเข้าบ้านเลย เมื่อกลับถึงบ้านเวลาประมาณ 13.00 น. เศษ ทางโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทได้โทรศัพท์มาแจ้งว่านายฐานุทัศน์ถูกยิง หลังจากทำการรักษาที่โรงพยาบาลโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทจึงได้ย้ายไปโรงพยาบาลมเหสักข์

นายฐานุทัศน์ได้เสียชีวิตในวันที่ 23 ก.พ.55 เวลา 22.00 น.เศษ ศพของนายฐานุทัศน์ได้ถูกส่งไปที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต แพทย์ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าระบบไหลเวียนโลหิตและหายใจล้มเหลว และพบหัวกระสุน พ.ต.ท.สุรพลจึงได้เสนอไปทางบก.น. 6 ทางบก.น.6 ได้มีคำสั่ง 45/55 แต่งตั้งพนักงานสอบสวนเพื่อทำการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ซึ่งมีเขาเป็นหนึ่งในนั้น หัวกระสุนที่พบในศพได้นำส่งกองพิสูจน์หลักฐาน ผลการพิสูจน์พบว่าเป็นหัวกระสุนขนาด .223(5.56 มม.)

พ.ต.ท.สาธิต เบิกความว่าตัวเองเป็นพนักงานสอบสวนคดี ช.34/2553 นายบุญมี เริ่มสุข ซึ่งถูกยิงวันที่ 14 พ.ค.53 เวลา 16.00 น. จึงได้มีการอ้างพยานจากสำนวนการสอบสวนนายบุญมีเข้ามาในคดีของนายฐานุทัศน์ด้วยซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้ลงความเห็นในกรณีการเสียชีวิตของนายบุญมีว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร

พ.ต.ท.สาธิต เบิกความสรุปถึงการสอบสวนคดีนี้ว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค.53 กลุ่ม นปช.ได้มีการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า ถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา วันที่ 3 เม.ย. ได้มีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งแยกไปตั้งเวทีที่แยกราชประสงค์  วันที่ 7 เม.ย.53 นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้มีการออกคำสั่งพิเศษที่ 1/53 ตั้งศอฉ. และออกคำสั่งพิเศษที่ 2/53 แต่งตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. และ ศอฉ.ได้ออกคำสั่ง 1/2553 ให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาปฏิบัติงานที่ ศอฉ. วันที่ 10 เม.ย.53 ศอฉ. ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ทหารให้ขอคืนพื้นที่ ได้เกิดการผลักดันและปะทะกันเกิดขึ้น มีประชาชนถูกยิงบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนทหารได้ถูกระเบิดเสียชีวิต  14 เม.ย.53 ผู้ชุมนุมได้ย้ายการชุมนุมไปที่แยกราชประสงค์เพียงแห่งเดียว  26 เม.ย. มีคำสั่งเจ้าหน้าที่ตั้งด่านแข็งแรงรอบราชประสงค์

14 พ.ค. เวลา 11.00 น. ศอฉ.ได้มีคำสั่งทางวิทยุ ให้เข้าขอคืนพื้นที่ถนนพระราม 4 ตั้งแต่แยกวิทยุมุ่งไปทางทางด่วนพระราม 4 โดยอยู่ในความรับผิดชอบของกองพันทหารม้าที่ 5 รักษาพระองค์ ซึ่งอยู่ในการบังคับบัญชาของผู้บังคับกองพัน พ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัย โดยเริ่มผลักดันผู้ชุมนุมในช่วงเที่ยง  จากแยกวิทยุไปทางทิศทางด่วนพระราม 4 มาจนถึงปั๊มปตท. หน้าซอยปลูกจิต  ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่มีการชุมนุม ร้านค้ายังคงเปิดค้าขายตามปกติ จนช่วงเที่ยงเศษๆ ถึงมีผู้ชุมนุมมาเพิ่มขึ้นบริเวณใต้สะพานลอยหน้าธนาคารไทยพาณิชย์  ทางฝ่ายทหารได้มีการตั้งแถวหน้ากระดาน ใช้ปืนยิงทั้งยิงขึ้นฟ้าและเล็งใส่ผู้ชุมนุม โดยใช้ทั้งปืน M653 และปืนลูกซอง ซึ่งปืน M653 เป็นปืนที่ใช้กระสุนขนาด .223 เป็นปืน M16 รุ่นหนึ่ง ในขณะที่ทหารปฏิบัติการอยู่นั้น

มีพยานนักข่าวชื่อนายอนิรุทธิ์ ชวางกูรเดินตามหลังทหารเพื่อถ่ายวิดีโอ  นายอุเชนทร์ เชียงเสน ซึ่งอาศัยอยู่ที่คอนโดในบริเวณนั้นซึ่งได้ถ่ายภาพเจ้าหน้าที่ทหารขณะกำลังทำการผลักดันผู้ชุมนุม และเขายังได้ไปสัมภาษณ์นายฐานุทัศน์ที่บ้านพร้อมกับ น.ส.อัจฉรา อิงคามระธร  และได้ถ่ายวิดีโอการสัมภาษณ์ไว้ จากการสัมภาษณ์ได้ความว่า ตอนที่นายฐานุทัศน์อยู่ในที่เกิดเหตุนั้น ได้มีเสียงปืนดังขึ้นเขาจึงหันหลังวิ่งหนีจากนั้นเขาก็หน้ามืดไป และได้มีพยานคนหนึ่งเข้าไปช่วยอุ้มนายฐานุทัศน์ไปขึ้นรถตู้เพื่อส่งโรงพยาบาลคือนายเอกสิทธิ์ วงศ์คำมา โดนนายเอกสิทธิ์ได้ให้การว่า ตอน 9.00 น. ได้ไปทำงานตกแต่งบ้านหลังหนึ่งในสาทร ซอย 1  แต่เนื่องจากมีการชุมนุมเจ้าของบ้านจึงให้เขากลับ เขาจึงเดินออกมาจนถึงบ่อนไก่และได้พบนายฐานุทัศน์ถูกยิงเขาจึงได้ช่วย 

จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุของ พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์ พบรอยกระสุน 61 รอย มีทิศทางจากแยกวิทยุไปทางทางด่วนพระราม 4 ซึ่งมีรอยที่เกิดจากกระสุนขนาด .223(5.56 ม.ม.) รวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นกระสุนขนาดเดียวกับที่พบในศพของนายฐานุทัศน์ มีรอยกระสุนไม่ทราบขนาดจำนวน 2 รอย มีทิศทางสวนกันคือจากทางด้านทางด่วนพระราม 4 ไปทางแยวิทยุ  จากการตรวจสอบเฉพาะจุดที่นายฐานุทัศน์ถูกยิงพบรอยกระสุน 15 รอย มีรอยกระสุนที่เกิดจากกระสุนขนาด .223 อยู่ด้วย โดยมีทิศทางจากแยกวิทยุไปทิศทางทางด่วนพระราม 4  

พนักงานสอบสวนได้รับปืน M653 จำนวน 40 กระบอกจากทางฝ่ายทหารเพื่อทำการตรวจสอบเปรียบเทียบกับหัวกระสุนของกลางที่พบในศพของนายฐานุทัศน์ ผลการตรวจพบว่าหัวกระสุนของกลางไม่ตรงกับปืนกระบอกใดเลย ส่วนสาเหตุอาจเนื่องมาจาก 1. ปืนที่ฝ่ายทหารนำมาให้ตรวจสอบเป็นปืนที่ทหารเลือกนำมาให้เองหลังเกิดเหตุการณ์เป็นเวลาปีเศษ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนลำกล้องไปแล้ว 2. ไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าปืนที่นำมาส่งตรวจนั้นเป็นปืนกระบิกเดียวกับที่ใช้ในการปฏิบัติการในวันเกิดเหตุ 3. หลังมีการยิงไปแล้วปืนก็ถูกทำความสะอาดไปแล้ว  ทำให้รอยบนหัวกระสุนที่ยิงเปรียบเทียบไม่ตรงกับหัวกระสุนของกลาง

จากการสอบสวนไม่พบว่าในวันเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ทหารถูกยิงและไม่มีพยานคนใดพบเห็นผู้ชุมนุมมีอาวุธปืน พบเพียงหนังสติ๊ก พลุ ตะไล  และจากการสืบสวนสอบสวนในการเสียชีวิตของนายบุญมี มีการสอบปากคำ พ.อ.เพชรพนม ซึ่งได้ให้การว่าในการปฏิบัติการมีการใช้กระสุนซ้อมรบและกระสุนยางเท่านั้น  แต่คำให้การแย้งกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุซึ่งพบร่องรอยกระสุนจริงจากทางด้านแยกวิทยุไปทางด่วนพระราม 4

พ.ต.ท.สาธิต ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในทั้ง 2 คดี จึงได้นำสำนวนสอบสวนเอกสารพยานหลักฐานจากคดีของนายบุญมีมาไว้ในสำนวนคดีนายฐานุทัศน์ด้วย โดยปกติในการสืบสวนจะมีการประสานงานกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารโดยทางผู้บังคับบัญชาในกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะทำหนังสือแจ้งกับทางฝ่ายผู้บังคับบัญชาทางฝ่ายทหารเพื่อมาให้ปากคำในการสอบสวน แต่ในการสืบสวนคดีนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารมาให้ปากคำ  และไม่ทราบว่าผู้บังคับบัญชาได้มีการทำหนังสือแจ้งไปหรือไม่

 

พยานปากสุดท้ายของการไต่สวน น.พ. ปิยะ ปรีดียานนท์ เบิกความว่า ได้ทำการรักษานายฐานุทัศน์ราวเดือนพฤศจิกายน 54 ซึ่งมารับการรักษาด้วยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อยและซึมลง  ซึ่งจากเวชระเบียนลงประวัติว่าเขาได้ถูกยิงที่ทรวงอก และเข้าโรงพยาบาล 2 ครั้ง ก่อนที่เขาจะได้ทำการรักษา ซึ่งเขาไม่ได้เป็นผู้ตรวจรักษา ซึ่งครั้งแรกประมาณเดือน มิ.ย.53 และอีกครั้งเดือนต.ค. 54  โดยในครั้งแรกเป็นการถูกยิงมีเลือดออกในช่องอก และมีการกดทับเส้นประสาท ทำให้ร่างกายครึ่งร่างเป็นอัมพาต  ซึ่งการเป็นอัมพาตเกิดจากการที่ไขสันหลังช่วงระดับอกได้รับบาดเจ็บ

ครั้งที่ 2 เดือนต.ค. 54 มีอาการปอดอักเสบ และแขน 2 ข้างอ่อนแรง ในการรักษามีการตรวจร่างกายและ X-ray  และเมื่อตรวจเพิ่มพบว่ากระดูกคอมีเลือดออกกดทับไขสันหลังซึ่งอยู่ในระดับคอเพิ่มด้วย แพทย์ได้ทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อเอาเลือดออกที่กดทับออก แต่ผลการรักษายังคงมีอาการอ่อนแรงอยู่ จากนั้นได้กลับบ้านไป 2 สัปดาห์ และกลับมาอีกครั้งด้วยอาการไข้ ไอและเหนื่อย เนื่องจากปอดอักเสบ โดยพบจากการตรวจร่างกายและ  X-RAY ที่ปอด ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ได้ทำการรักษาได้มีการติดเชื้อที่ปอดตลอดการรักษา ซึ่งปอดอักเสบก็คือการที่ปอดมีการติดเชื้อ

ซึ่งก่อนที่นายฐานุทัศน์จะมารักษาครั้งหลังสุดได้มีการรักษาอาการที่โรงพยาบาลกลางก่อนในช่วงวันที่ 12-19 พ.ย. ซึ่งได้มีการใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ก่อนและน้ำในปอดแล้ว จึงถูกพามารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลมเหสักข์ วันที่รับมานั้นมาด้วยปอดอักเสบ และมีโรคเก่าคือกระดูกคอทับเส้นประสาททำให้แขนขาอ่อนแรง แต่ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับการที่ไขสันหลังช่วงอกได้รับบาดเจ็บอย่างไร เนื่องจากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ที่ทำการผ่าตัดก็ไม่ได้ลงบันทึกสาเหตุที่มีเลือดออกมากดทับเส้นประสาทที่ไขสันหลังระดับคอไว้ในเวชระเบียนด้วย ซึ่งการที่ไขสันหลังระดับคอมีการกดทับทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจอ่อนแรงเพราะเส้นประสาทไขสันหลังระดับคอเป็นตัวควบคุมกล้ามเนื้อกระบังลม การกดทับทำให้ไม่มีการสั่งงานและทำให้กระบังลมไม่ทำงาน

ก่อนที่นายฐานุทัศน์จะเสียชีวิตได้มีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อปอดอักเสบ และใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งมีช่วงการติดเชื้อในปอดมีอาการดีขึ้นจึงได้ลองให้หายใจด้วยตนเองไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่มีอาการเหนื่อยเนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งพิสูจน์จากการที่นายฐานุทัศน์ไม่สามารถหายใจได้เองจากการนำเลือดมาตรวจแล้วพบว่ามีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่มาก นอกจากอาการต่างๆ ที่กล่าวมามีเพียงอาการซึมเศร้าด้วยเท่านั้น

สาเหตุการเสียชีวิตของนายฐานุทัศน์คือปอดอักเสบจากการที่กล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งเกิดจากกระดูกไขสันหลังระดับคอถูกดทับ และพยานเป็นผู้ออกหนังสือรับรองการตายว่าเสียชีวิตจากปอดอักเสบ  และพยานได้อธิบายเพิ่มเติมถึงการที่ผลการชันสูตรลงว่าเสียชีวิตจากระบบไหลเวียนโลหิตและหายใจล้มเหลวว่า   ส่วนระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว คือหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลวจะมีอาการชีพจรลดลงหัวใจล้มเหลว ซึ่งอาจจะเกิดจากโรคหัวใจหรือในอวัยวะอื่นอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอาการปกติก่อนตาย ปอดอักเสบนั้นเป็นโรคซึ่งหากเป็นมากๆ ก็จะมีภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งผู้ป่วยปอดอักเสบมี 10 % ที่เสียชีวิต เมื่อเสียชีวิตระบบไหลเวียนโลหิตก็ต้องล้มเหลว ในกรณีนี้ปอดอักเสบเป็นเหตุให้ระบบไหลเวียนโลหิตและหายใจล้มเหลวจึงเป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้นายฐานุทัศน์เสียชีวิต ปอดอักเสบเป็นโรคทั่วไปที่คนอายุมากและภูมิต้านทานต่ำเป็น แต่ในกรณีนี้การเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรงทำให้เป็นปอดอักเสบ

นายฐานุทัศน์มีโรคประจำตัวคือมะเร็งท่อน้ำดีอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่ มิ.ย. 52 ซึ่งรับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งจะมีอาการดีซ่าน ทางโรงพยาบาลจึงได้มีการใส่ลวดเพื่อขยายท่อน้ำดีเพื่อบรรเทาอาการ ทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้ส่งตัวให้โรงพยาบาลมเหสักข์ทำการ X-RAY พบว่ามีเซลล์มะเร็งลงเหลือในตับซึ่งทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ก็ได้ทราบผลการ X-RAY นี้ด้วย ซึ่งการลุกลามของมะเร็งนั้นสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีการลุกลามแน่นอนแต่คาดเดาไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ ซึ่งบางรายอยู่ได้เป็นปีหรือหลายปีแล้วแต่สภาพคนไข้ ซึ่งมะเร็งในท่อน้ำดีอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือลุกลามไปอวัวะสำคัญอื่นๆ ให้อวัยวะหยุดทำงาน แต่ในรายนี้ไม่ใช่สาเหตุทำให้เสียชีวิตและการตรวจศพแม้จะพบมะเร็งในตับแต่ไม่ได้มีภาวะตับวายจากมะเร็ง ไม่มีอาการดีซ่าน และไม่พบมะเร็งในอวัยวะอื่นๆ

น.พ. ปิยะ เบิกความต่อว่า ในกรณีทั่วไปหากไขสันหลังช่วงอกมีการกดทับก็จะทำให้ร่างกายส่วนต่ำกว่าลงไปเป็นอัมพาต และหากไขสันหลังระดับคอมีการกดทับก็จะทำให้แขนและกล้ามเนื้อกระบังลมอ่อนแรงและยังทำให้ช่วงต่ำลงไปกว่านั้นอ่อนแรงด้วยเช่นกันเนื่องจากสัญญาณจากสมองจะลงไปตามเส้นประสาทไขสันหลัง  แต่การที่ไขสันหลังช่วงอกมีการกดทับก็อาจจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อทรวงอกทำให้หายใจลำบากได้เช่นกัน แต่ในกรณีนี้เมื่อดูประวัติการรักษาที่มีการบาดเจ็บที่ไขสันหลังช่วงอกไม่ได้ส่งผลต่อการหายใจเนื่องจากมีการหายใจได้ตามปกติมาตลอดก่อนที่จะมีการกดทับที่ไขสันหลังระดับคอ  น.พ. ปิยะ มีสันนิษฐานว่ามีปัญหาการหายใจตั้งแต่ช่วงที่มีอาการแขน 2 ข้างอ่อนแรงและมีเลือดออกที่คอแล้ว

หลังจากสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้นัดแถลงปิดคดี 1 มี.ค.56 และนัดฟังคำสั่งวันที่ 27 มี.ค.56 นี้

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์