อุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น สั่งจำคุกผู้จัดส่ง 15 ปี กรณีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา 98 คน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ผู้จัดส่งชาวโรฮิงญา จำคุก 15 ปี ปรับ 6.6 แสนบาท ฐานกักขังเพิ่มเติมจากกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์-เอาคนลงเป็นทาส ส่วนข้ออุทธรณ์ประเด็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ศาลเห็นว่าไม่เข้าข่าย

12 ก.ย. 2560 รายงานข่าวจาก มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา แจ้งว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปากพนัง นครศรีธรรมราช ได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาในพื้นที่ อ.หัวไทร (คม.768/2558)  โดยศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้น กล่าวคือ ให้ สุนันท์ หรือโกมิตร แสงทอง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดส่งชาวโรฮิงญา จำคุกเป็นระยะเวลา 15 ปี และปรับเป็นเงิน 666,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นคนขับรถกระบะขนส่งชาวโรฮิงญา มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง โดยจำเลยที่ 1 ถูกตัดสินข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังเพิ่มเติมจากกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และเอาคนลงเป็นทาส ทั้งนี้ ข้ออุทธรณ์ในประเด็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำขององค์กรข้ามชาติ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช หยุดตรวจค้นรถกระบะ 5 คัน ที่กำลังลักลอบขนชาวโรฮิงญามาจากพื้นที่ จ.ระนองไปยัง จ.สงขลา โดยใช้พื้นที่อำเภอหัวไทร เป็นเส้นทางผ่าน เจ้าหน้าที่ได้พบชาวโรฮิงญา รวม 98 คน อัดแน่นท้ายรถกระบะ เป็นผู้ชาย 30 คน ผู้หญิง 26 คน และเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีจำนวนถึง 42 คน โดยแต่ละคนอยู่ในสภาพอ่อนพลียอย่างหนัก และในจำนวนดังกล่าว พบชาวโรฮิงญาเสียชีวิตเนื่องจากการขาดอากาศหายใจหนึ่งคน และเสียชีวิตเพิ่มเติมในภายหลังอีกหนึ่งคน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นคนขับรถกระบะที่ขนชาวโรฮิงญาได้ 3 คน ส่วนที่เหลือได้หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่

สำหรับในคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2559 โดยมีพยานหลักฐานสำคัญเป็นการโอนเงินผ่านบัญชี และหลักฐานการใช้โทรศัพท์ ที่มีความเชื่อมโยงกับคดีประวัติศาสตร์ค้ามนุษย์โรฮิงญาจากเหตุการณ์พบคอกกักขังชาวโรฮิงญา และการพบศพนิรนามจำนวนมาก ที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา