โพลระบุคนไม่เห็นด้วย หาก 'เพื่อไทย' จะร่วมรัฐบาล

'นิด้าโพล' เผยผลสำรวจ ส่วนใหญ่ 49% ไม่เห็นด้วยหาก 'เพื่อไทย' จะร่วมรัฐบาล เพราะแนวคิดจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน อาจเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง 'ซูเปอร์โพล' เผยประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้ผู้ชุมนุมละเมิดกฎหมาย ทำลายทรัพย์สินส่วนรวม

4 ต.ค. 2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ความเคลื่อนไหว พรรคเพื่อไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 – 30 ก.ย. 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,316 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทย (เช่น การลาออกจากประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ฯ ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และการลาออกจากหัวหน้าพรรค ฯ ของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 37.16 ระบุว่า เป็นแค่การปรับเปลี่ยนทั่ว ๆ ไปของพรรค ฯ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 19.30 ระบุว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าอาจมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่เร็ว ๆ นี้ ร้อยละ 9.27 ระบุว่า เป็นกลลวงทางการเมืองของพรรค ฯ ในการเอาชนะรัฐบาล ร้อยละ 8.36 ระบุว่า คนในตระกูลชินวัตรจะเข้ามาควบคุมพรรค ฯ เอง ร้อยละ 7.14 ระบุว่า เป็นสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยกำลังจะแตก ร้อยละ 6.00 ระบุว่า พรรค ฯ กำลังมีข้อตกลงปรองดองกับรัฐบาล ร้อยละ 4.71 ระบุว่า พรรค ฯ เตรียมเข้าร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 3.65 ระบุว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรค ฯ ไม่สนับสนุนกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร้อยละ 0.23 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ มีการเตรียมตัวเพื่อลงสมัครการเมืองท้องถิ่น และเกิดความขัดแย้งภายในพรรค และร้อยละ 17.25 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

ด้านความคิดเห็นของประชาชนหากพรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ร้อยละ 15.88 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อประเทศจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า จะได้ช่วยกันบริหารประเทศให้ดีขึ้น เนื่องจากพรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์การทำงานทางการเมืองมานาน ร้อยละ 16.41 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง สร้างการปรองดอง ขณะที่บางส่วนระบุว่า จะสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆให้ดีขึ้นได้ ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ มีแนวทางการทำงานทางการเมืองไม่เหมือนกัน มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน จึงทำให้ทำงานร่วมกันได้ค่อนข้างยาก ร้อยละ 49.09 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ แนวคิด จุดยืนทางการเมือง การทำงานมีความแตกต่างกันซึ่งถ้าเข้าร่วมอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้ และร้อยละ 1.75 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนหากพรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ แต่นายกรัฐมนตรีไม่ใช่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ร้อยละ 24.09 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ จะได้มีการแก้ไขปัญหา พัฒนา เปลี่ยนแปลง การเมืองไทยร่วมกัน ซึ่งจะสามารถทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ร้อยละ 22.11 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ จะได้มีการบริหารจัดการปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบ้าง ร้อยละ 14.51 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน ทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ยาก ขณะที่บางส่วนระบุว่า ยังต้องการให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ร้อยละ 37.54 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ แนวทางการทำงาน อุดมการณ์แตกต่างกัน ต้องการให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่มีพรรคอื่นร่วม เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของพรรคอย่างชัดเจน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องการให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ และร้อยละ 1.75 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

'ซูเปอร์โพล' เผยประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้ผู้ชุมนุมละเมิดกฎหมาย ทำลายทรัพย์สินส่วนรวม อีกทั้งยังมองว่าการชุมนุมเป็นการซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ

นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง 'สังคมรับไม่ได้' กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,216 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25 ก.ย. – 3 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 97.6% ระบุรับไม่ได้จากขบวนการปั่นกระแส ยั่วยุ ปลุกระดมต่างๆ ในเรื่อง ใช้อารมณ์ ไร้เหตุผล รองลงมาคือ 96.1% ระบุ จาบจ้วง ล่วงละเมิด ทำลายเสาหลักของชาติ, 95.7% ระบุ คุกคาม ทำลายผู้อื่น ที่เห็นต่าง, 94.1% ระบุ ใส่ร้าย ป้ายสี พ่นสี และสาดสี และ 93.4% ระบุ ก้าวร้าว หยาบคาย ใช้คำไม่สุภาพ ตามลำดับ

ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือ 97.4% ระบุรับไม่ได้ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุม ละเมิดกฎหมาย ทำลายทรัพย์สินส่วนรวม คุกคาม ทำร้ายกัน ในขณะที่ เพียง 2.6% รับได้

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือ 89.9% ระบุ ข่าวการชุมนุม เป็นการซ้ำเติม วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่ 10.1% ระบุไม่เป็นการซ้ำเติม ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือ 89.0% ไม่ต้องการ การแสดงออกของกลุ่มประชาธิปไตยที่ล่วงละเมิด ทำลายผู้อื่น ทำให้คนเห็นต่าง เดือดร้อน คุกคาม ใช้ความรุนแรง ในขณะที่ 11.0% ต้องการ

ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือ 94.8% เป็นทุกข์ใจ เมื่อเห็น ม็อบก่อเกิดความรุนแรงบานปลาย ในขณะที่ 5.2% ระบุไม่เป็นทุกข์

นพดล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มุ่งสู่การเผชิญหน้าเพราะประชาชนส่วนใหญ่ทราบดีว่า จะมีประโยชน์อะไรที่จะชนะบนซากปรักหักพังและการสูญเสียอันเป็นการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตโควิด-19 ขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคมที่อาจจะได้รับผลกระทบความเสียหายจากการเผชิญหน้ากันของกลุ่มผู้ชุมนุม

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อด้วยว่า จะมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งต้องการให้เกิดการสูญเสียเพื่อพวกเขาและพวกพ้องจะได้รับผลประโยชน์จากการเผชิญหน้าและสูญเสียที่เกิดขึ้น สุดท้ายกลุ่มคนที่เป็นผู้นำ (leaders) ปลุกปั่นไปสู่การสูญเสียมักจะได้ผลประโยชน์ส่วนตัวและของพวกพ้องเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแต่กลุ่มคนที่เป็นผู้ตาม (followers) ไปสู่การเผชิญหน้าและสูญเสียมักจะไม่ได้อะไร ผลที่ตามมาคือ คนส่วนใหญ่ทั้งประเทศคือผู้แพ้ แต่คนหยิบมือเดียวคือผู้ที่ชนะสามารถกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวได้จากการเผชิญหน้าและการสูญเสีย

ดังนั้น ทางออกของประเทศในสถานการณ์ที่เปราะบางนี้มีแนวทางที่เป็นไปได้อย่างน้อยสามแนวทางคือ แนวทางแรก ฝ่ายอำนาจรัฐ (State Power) ตอบสนองความต้องการของฝ่ายเรียกร้องแต่อยู่ภายใต้กฎหมาย ใครผิดก็ว่าไปตามผิดที่สังคม (Non-State Power) ยอมรับได้ แนวทางที่สอง ทุกฝ่ายรู้เท่าทันการปลุกปั่นกระแสที่กำลังเกิดขึ้นจากต้นตออย่างน้อยสองส่วนคือ ส่วนแรกการใช้เทคโนโลยีผ่าน บอต (bot) และเอไอ (Ai) ในแพลตฟอร์มต่างๆ ของโลกโซเชียลกระตุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้คนที่เคยอยู่กลางๆ ถูกผลักเลือกข้าง

ส่วนที่สองคือการใช้กลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งเปิดประเด็นปั่นกระแสจากหลักร้อยปั่นเป็นหลักล้านตามที่หลายฝ่ายทราบดีจึงต้องรณรงค์ให้เกิดความรู้เท่าทัน และแนวทางที่สามคือ การใช้การชี้แจงด้วยเหตุผลและหลักฐานชนะใจกลุ่มพลังเงียบ ถึงแม้ว่ากลุ่มตั้งตนเป็นฝ่ายตรงข้ามจะไม่ยอมรับการชี้แจงที่พวกเขาจะมองว่าเป็นการแก้ตัวก็ตาม แต่ก็ต้องชี้แจงไม่ใช่เดินหนีเพราะจะเสียกลุ่มคนไปสองกลุ่มหรืออาจจะเสียกลุ่มเคยอยู่เป็นพวกไปด้วยก็ได้
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์