เครือข่ายแรงงานฯ บุกสภา ร้อง กมธ.แรงงาน เร่งรัดมาตรการเยียวยาถ้วนหน้า 

เครือข่ายแรงงานฯ ยกพลบุกสภา ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการแรงงาน กดดันรัฐบาลเร่งดำเนินการช่วยเหลือตามข้อเรียกร้อง เยียวยาถ้วนหน้า 5,000 บาทเป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องลงทะเบียน หลังต้องผิดหวังจากวานนี้ รมว.แรงงาน โปรยยาหอม รับปากนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม. แต่ไม่ได้ทำ อ้างต้องปรึกษากระทรวงอื่น ๆ เพิ่ม 

เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนปราศรัยหน้ารัฐสภา

3 ก.พ. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (3 ก.พ.64) เมื่อเวลา 10.09 น. เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน นัดรวมตัวเป็นครั้งที่สาม หน้ารัฐสภา จี้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเยียวยา 5,000 บาทติดต่อกันสามเดือน หลังมาเรียกร้องแล้วสองครั้ง แต่ไร้ความคืบหน้า 

บรรยากาศในวันนี้ มีการผลัดกันขึ้นกล่าวปราศรัยของตัวแทนเครือข่ายฯ เพื่อสะท้อนปัญหาของแรงงาน ทั้งจากแรงงานมาตรา 33 และแรงงานข้ามชาติ 

แรงงานสิ่งทอสะท้อนปัญหา นายจ้างเอาเปรียบ ซ้ำอยู่มาตรา 33 ไม่ได้รับการเยียวยา

เซีย จำปาทอง แรงงานมาตรา 33 ทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่หลุดจากเงื่อนไขได้รับการเยียวยา โดยเซีย ทวงถามถึงภาครัฐว่าทำไม แรงงานมาตรา 33 ไม่ได้รับการเยียวยา ทั้งที่จ่ายภาษีเช่นกัน 

“วันนี้ผู้ประกันตนมาตรา 33 เดือดร้อน เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเยียวยา ก็อ้างว่าเรายังมีงานทำ เรามีเงินเดือน ท่านไม่เคยลงไปดูคน ไม่เคยใกล้ชิดว่า เราเดือดร้อนขนาดไหน เราถูกลดค่าจ้าง เราถูกนายจ้างสั่งหยุด และใช้มาตรา 75 เราได้รับเงินเดือนน้อยลง บางแห่งปิดกิจการ แรงงานไม่ได้รับค่าชดเชย”

“เราผู้ประกันมาตรา 33 เสียภาษีเฉกเช่นเดียวกับพี่น้องภาคอื่น ๆ ภาษีจ่ายถ้วนหน้า แต่เวลาเยียวยาเลือกปฏิบัตินี่คือข้อเท็จจริง  และเงินเยียวยา 5,000 บาท มันไม่ได้ทำให้แรงงานร่ำรวย แต่มันพอช่วยให้ผ่านวิกฤตนี้ได้บ้าง” เซีย ระบุ 

สุดท้าย เซีย วิจารณ์มาตรการเยียวยาจากภาครัฐ เรื่องการลดเงินนำเข้าประกันสังคม โดยเขามองว่า แรงงานไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้เลย มีแต่ทำให้เงินสมทบชราภาพ ที่แรงงานจะได้รับกลับคืนเป็นบำนาญ หรือบำเหน็จ หลังอายุ 55 ปีร่อยหรอลง คนที่ได้ประโยชน์คือนายจ้างที่จะได้จ่ายเงินเข้าประกันสังคมน้อยลงตะหาก 

เซีย จำปาทอง แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ตัวแทนจากสถาบันแรงงานฯ ย้ำต้องเยียวยาถ้วนหน้า

สุธิลา ลืนคำ จากสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) และตัวแทนแรงงานผู้ประกันตนมาตรา 33 กล่าวปราศรัย ย้ำภาครัฐต้องเยียวยาถ้วนหน้า 5,000 บาท 3 เดือนติดต่อกัน โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องลงทะเบียน ขอเป็นเงินสดเท่านั้น 

ทั้งนี้ การเดินทางมายื่นหนังสือครั้งที่สาม เกิดขึ้นหลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โปรยยาหอม จะนำเรื่องการเยียวยาเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ไม่ได้ทำ อ้างต้องคุยกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 4 กระทรวง ซึ่งสุธิลา มองว่า รัฐบาลไม่ชัดเจนในการช่วยเหลือ และไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน

“ประชุมครั้งหน้า ครม. วันอังคาร เราหวังว่าพวกคุณจะต้องมีมติ ครม.เยียวยาออกให้กับทุกคน ถ้าไม่เช่นนั้น คอยดูว่าเราจะทำอะไรหน้าทำเนียบ” สุธิลา ทิ้งท้าย 

ทั้งนี้ หลังจากปราศรัย เวลา 11.00 น. ทางเครือข่ายแรงงานฯ อ่านถ้อยแถลงจดหมายข้อเรียกร้อง และยื่นหนังสือให้ สุเทพ อู่อ้น ส.ส.พรรคก้าวไกล และประธานกรรมาธิการแรงงงาน และ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล


สุเทพ อู่อ้น ประธานกรรมาธิการแรงงาน และปีกแรงงานจากพรรคก้าวไกล และชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เดินทางมารับหนังสือข้อเรียกร้องจากกลุ่มเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน 

สุเทพ รับปากกับเครือข่ายแรงงานฯ จะไปเร่งรัดกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเยียวยา โดยจะทราบความชัดเจนภายในวันพุธหน้า

ขณะที่ ชัยธวัช ที่เดินทางมารับหนังสือข้อเรียกร้องกับสุเทพ กล่าวกับผู้ชุมนุม พร้อมผลักดันการเยียวยาอย่างเต็มที่แม้จะเป็นฝ่ายค้าน 

ทั้งนี้ ชัยธวัช ระบุเพิ่มเติมว่า เขาเห็นตรงกันกับทางเครือข่ายฯ โดยเฉพาะการไม่เห็นด้วยในประเด็นการเยียวยาแรงงาน โดยการลดเงินสมทบประกันสังคมไม่ใช่การแก้ปัญหา

“สถานะความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะหยาดเหงื่อแรงงานของเรา เพราะการเรียกร้องของพวกเราเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ว่าในสถานการณ์โควิด-19 รัฐบาลกลับผลักภาระหลายอย่างจากความล้มเหลวในการบริหาร การรับมือวิกฤตให้กองทุนประกันสังคมมาจ่ายแทน สิทธิประโยชน์ที่เราควรได้ในอนาคต มันอาจจะไม่ได้ เพราะเงินในกองทุนตรงนี้มันหายไป ยังไม่นับเงินค้างจ่ายสมทบของรัฐบาลจำนวนมาก ดังนั้น การบอกว่า ช่วยเหลือคนงานด้วยการลดเงินสมทบไม่ใช่ทางออก อันนี้เราเห็นด้วย เพราะจะทำให้สถานการณ์ของกองทุนมันแย่ลง”

“เราจะทำงานอย่างเต็มที่ แม้จะเป็นฝ่ายค้าน” ชัยธวัช ทิ้งท้าย

หลังจากยื่นหนังสือ เวลาประมาณ 11.15 น. ทางเครือข่ายแรงงานฯ ประกาศยุติกิจกรรมหน้ารัฐสภา และผู้ชุมนุมทยอยแยกย้ายออกจากพื้นที่ 

หนังสือข้อเรียกร้องฉบับเต็ม
 

แถลงการณ์มาตรการเยียวยาแรงงานจากผลการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ครั้งใหม่

ต้องชัดเจน เพียงพอ ครอบคลุมทุกคนในประเทศ

โดย เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน และองค์กรภาคี

วันที่ 11 มกราคม 2564

 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ครั้งใหม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากรัฐบาลไทยได้ประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกระดับการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 มีนาคม 2563 ซึ่งมีการออกมาตรการที่กระทบต่อทั้งผู้ประกอบการ แรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ

ขณะนี้ สถานประกอบการจำนวนมากต้องหยุดดำเนินการโดยไม่มีงบประมาณชดเชยจากรัฐ แรงงานถูกสั่งให้หยุดงาน หรือให้ทำงานจากที่บ้าน ถูกลดเงินเดือน ถูกเลิกจ้าง  ซึ่งทำให้คนทำงานต้องรับภาระต้นทุนในการทำงานมากขึ้น จำเป็นต้องทำงานเสริมเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ขณะที่ภาระหนี้สินยังคงเป็นภาระต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้สินจากการศึกษา (กยศ.) มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้ รวมถึงแรงงานที่เคลื่อนย้ายไปภาคเกษตรกำลังเผชิญกับการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก หรือมีปัญหาการขนส่งผลผลิตไปสู่ตลาดและผู้บริโภค นอกจากนี้ แรงงานที่สูญเสียงานประจำจากมาตรการล็อกดาวน์รอบแรกยังหลั่งไหลไปเป็นแรงงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก เช่น เป็นพนักงานส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งทราบกันว่าเป็นงานที่ไม่มั่นคง เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และไม่มีสวัสดิการใดรองรับ

แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐมีความพยายามจะออกมาตรการเยียวยาประชาชนออกมาบ้าง เช่น โครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการคนละครึ่ง หรือการชดเชยกรณีว่างงานจากกองทุนประกันสังคม รวมถึงมาตรการช่วยเหลือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ก็พบว่ามีระเบียบขั้นตอนยุ่งยาก มีค่าใช้จ่ายสูง (เช่น กรณีการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติ) ให้สิทธิไม่ครบถ้วนทุกคน ต้องแย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อจะได้สิทธิมา กลายเป็นการใช้ภาษีจากประชาชนทุกคนเพื่อมาเยียวยาประชาชนแค่บางส่วนเท่านั้น นับเป็นความไม่คุ้มค่าอย่างมาก ในขณะที่มีประชาชนส่วนน้อยอีกกลุ่มหนึ่งเสวยสุขจากภาษีของเราอย่างไม่ทุกข์ร้อน ไม่ถูกรัฐสั่งปิดกิจการ ซ้ำยังร่ำรวยขึ้นมามหาศาลจากการกอบโกยผลกำไรช่วงมีการระบาด 

เราในฐานะที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ 99% อีกทั้งเป็นผู้สร้างสรรค์ความเจริญให้กับประเทศและสร้างความมั่งคั่งกว่า 99% ให้กับเศรษฐกิจทั้งระบบ (ที่มีนายทุนผู้ร่ำรวยเพียง 1% ของทั้งประเทศเป็นผู้ฉกฉวยครอบครองอยู่) ต้องการอยู่ในรัฐที่ไม่เพียงควบคุมการระบาดได้ดีเท่านั้น แต่จะต้องมีหน้าที่พยุงเศรษฐกิจในช่วงมีการระบาดไม่ให้ล้มครืนลงไปด้วย ฉะนั้น เราเห็นว่ารัฐจะต้องดำเนินมาตรการเยียวแรงงานจากผลการระบาดของโคน่าไวรัส 2019 ครั้งใหม่ที่ชัดเจน เพียงพอ และครอบคลุมทุกกลุ่มที่อยู่อาศัยภายในประเทศ โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้

ขยายมาตรการการชดเชยรายได้พื้นฐานให้แก่ประชาชนทุกคน ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป รวมถึงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่อาศัยในประเทศไทย ยกเว้นภาคราชการ โดยจ่ายเดือนละ 5,000 บาทต่อคน เป็นระยะเวลา 3 เดือน จนถึงช่วงรับวัคซีน

ปรับปรุงขั้นตอนการเข้าถึงสิทธิการได้รับเงินชดเชยดังข้างต้น โดยใช้ฐานข้อมูลบุคคลสัญชาติไทยและคนไร้รัฐไร้สัญชาติของทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ฐานข้อมูลแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายเงินชดเชยดังกล่าวเพื่อการกระจายรายได้ให้แก่ผู้ค้าปลีกรายย่อยมากกว่าร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่

จากที่ผ่านมาแต่ละสถาบันการเงินจะใช้ดุลพินิจพักหนี้คราวละ 3 เดือน แต่การพักหนี้ระยะสั้นไม่ส่งผลดีต่อการวางแผนชีวิต  สร้างงานใหม่ จึงควรให้ออกมาตรการพักหนี้ครัวเรือนเป็นการทั่วไปอย่างน้อย 1 ปี ได้แก่ หนี้สินส่วนบุคคล บ้าน รถ และลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและอินเตอร์เน็ท เป็นเวลา 3 เดือน (มกราคมถึงมีนาคม 2564) 

ยกเลิกหนี้กองทุนเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยให้ดำเนินการจัดสรรเงินทุนให้เปล่าแก่นักเรียนนักศึกษาทุกคนขึ้นมาแทน เพราะการศึกษาควรเป็นสวัสดิการที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนฟรี ซึ่งสามารถทำได้โดยการปรับลดโยกย้ายงบประมาณจากส่วนอื่น ๆ ลงอาทิ งบกองทัพและงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาชดเชยเพื่อสร้างการศึกษาที่ดีสำหรับประชาชน

ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนไทยหรือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ต้องเข้าถึงการตรวจโรคฟรี รวมถึงได้รับวัคซีนฟรีเมื่อแสดงเจตจำนงที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ที่แสดงเจตจำนงไม่ฉีดวัคซีนจะต้องไม่มีความผิดตามกฎหมาย เช่นเดียวกับการมีสิทธิเลือกที่จะดาวน์โหลดแอปพลิเคชันตระกูล ‘-ชนะ’ ของรัฐหรือไม่ก็ได้

จากบทเรียนการออกมาตรการเยียวยาครั้งที่ผ่านมา ที่ประสบปัญหาสับสน คลุมเครือ มีการแบ่งแยกกีดกันกันระหว่างแรงงานบางกลุ่ม และให้สิทธิไม่ถ้วนหน้า ครั้งนี้รัฐไม่ควรทำผิดพลาดซ้ำเดิม โดยต้องให้แรงงานทุกกลุ่มอาชีพเข้าถึงมาตรการเยียวยาของรัฐโดยไม่แบ่งแยก และจะต้องไม่นำเงินประกันสังคมของลูกจ้างไปใช้เยียวยาอีก 

6.1 หากนายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงาน หรือถูกทางราชการสั่งปิดด้วยเหตุแห่งโรคระบาด ให้นายจ้างและรัฐร่วมจ่ายเงินแก่ลูกจ้างครบ 100%

6.2 สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33 กรณีที่นายจ้างสั่งหยุดงานชั่วคราวโดยมิใช่เหตุสุดวิสัย แต่เป็นเหตุอื่น ตามมาตรา 75 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง 75% ของค่าจ้างนั้น ให้รัฐจ่ายเงินส่วนต่างให้แก่ลูกจ้างอีก 25%

6.3 ลดเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตน มาตรา 39 และ 40 ชั่วคราว โดยรัฐจ่ายสมทบเข้ากองทุนแทน

6.4 สำหรับในระยะกลาง เนื่องจากมีแรงงานจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม เช่น แรงงานภาคเกษตร รัฐควรสนับสนุนให้แรงงานเหล่านี้เข้าถึงหลักประกันสังคม ตามมาตรา 39 และ 40 โดยรัฐสามารถช่วยจ่ายสมทบให้ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด  และส่งเสริมให้แรงงานกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบประกันสังคมทั้งหมด

6.5 รัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือแรงงานกลุ่มที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด (essential workers) ในระหว่างที่มีการระบาดของโควิด-19  โดยเฉพาะแรงงานในธุรกิจส่งอาหารตามสั่ง ส่งพัสดุ พนักงานทำความสะอาด พนักงานนวด ฯลฯ ที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจแพลตฟอร์ม (platform business) ที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้นในช่วงของการระบาดฯ แต่แรงงานกลุ่มนี้ขาดความมั่นคงในการทำงาน เป็นแรงงานรับจ้างทำงานรายชิ้นที่บริษัทเรียกอย่างผิดๆ ว่า “พาร์ทเนอร์”​ จึงไม่ได้เป็นผู้ประกันตนที่ธุรกิจร่วมจ่ายเงินสมทบในฐานะนายจ้าง และไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการเช่น เงินชดเชยจากการว่างงาน การเจ็บป่วยและอุบัติเหตุจากการทำงาน

รัฐต้องดูแลแรงงานภาคส่วนศิลปวัฒนธรรม ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของราชการ ดังนี้

7.1 รัฐต้องอุดหนุนค่าเช่าสถานที่ประกอบการที่สั่งงด เช่น ผับบาร์ โรงมหรสพ โรงละคร ในช่วงการใช้มาตรการโควิด 3 เดือน

7.2 เปิดสถานที่ของรัฐหรือจัดสรรงบประมาณแก่รัฐวิสาหกิจ ให้ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะเข้าใช้เพื่อทำงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือจ่ายในอัตราย่อมเยา เช่น หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA), หอศิลป์ทั่วประเทศ รวมไปถึงพื้นที่อเนกประสงค์ที่กำกับดูแลโดยรัฐหรือแม้แต่พื้นที่โรงเรียนในชุมชนให้ส่งเสริมกิจกรรมศิลปะการแสดงของศิลปินมากขึ้น

7.3 รัฐต้องประกาศจ้างงานการผลิตสื่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนด้วยช่องทางศิลปะละคร ภาพยนตร์ เพลง ฯลฯ (ออนไลน์) เพื่อแสดงความจริงใจในการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยใช้งบอุดหนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม ดังเช่นเคยกระทำมาก่อน เพื่อบรรเทาการสูญเสียรายได้ของศิลปิน

7.4 ในระยะยาว รัฐควรมีมาตรการสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยอย่างจริงจัง เพื่อให้วงการมีความเข้มเเข็งเติบโตอย่างอิสระ สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมภายใต้ระบบทุนนิยม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าอีกมหาศาลเข้าประเทศตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น 

แก้ไขข้อกฎหมายให้มีรูปแบบการจดทะเบียนที่เหมาะสมกับผู้ที่ทำงานศิลปะทุกแขนง เพื่อให้คนทำงานศิลปะหรือหน่วยงานประชาสังคมอื่นๆ มีตัวตนอยู่ในระบบกฎหมายและการจัดการด้านภาษีอย่างถูกต้องชัดเจน  และสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจจากภาคเอกชนและประชาชนหันมาสนับสนุนงานศิลปะมากยิ่งขึ้น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับศิลปะการแสดงจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งในปัจจุบัน ทุนจากภาครัฐนั้นก็มีข้อจำกัดต่อการสร้างงาน ไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง รวมไปถึง มาตรการงดเว้นภาษีแก่คนทำงานศิลปะ

พิจารณาการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากผู้จัดกิจกรรมศิลปะ เป็นความสัมพันธ์แบบมีระยะห่าง จัดตั้งหน่วยงานอิสระที่บริหารงานโดยผู้ที่มีความเข้าใจด้านศิลปะอย่างแท้จริง รัฐนั้นจะทำหน้าที่บริหารงานรัฐกิจและอุปถัมภ์ศิลปะเพียงเท่านั้น เพื่อให้ศิลปะร่วมสมัยทุกแขนงขับเคลื่อนอย่างเต็มศักยภาพ ภาคประชาสังคมรวมถึงประชาชนสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มากขึ้น

มีมาตรการช่วยเหลือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ

8.1 ปรับลดค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ธันวาคม 2563 โดยลดค่าตรวจโควิด-19 เป็นรูปแบบการตรวจเชิงรุกโดยภาครัฐ และปรับค่าประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติที่ต้องเข้าระบบประกันสังคมให้เหลือเพียง 3 เดือนระหว่างรอสิทธิประกันสังคม ทั้งนี้เพื่อไม่เป็นภาระให้แก่แรงงานข้ามชาติและนายจ้างจนเกินไป และยังทำให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบเพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวังการระบาดของโควิด-19 รวมทั้งปรับลดค่าใช่จ่ายแรงงานข้ามชาติที่ดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 4 สิงหาคม 2563 (บัตรชมพูใหม่) และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 สิงหาคม 2562 โดยยกเว้นเรื่องการตรวจโควิด-19 เป็นรูปแบบการตรวจเชิงรุกโดยรัฐ และลดค่าวีซ่าลง เพื่อลดภาระของแรงงานข้ามชาติและนายจ้าง

8.2 สั่งการสำนักตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินการปฎิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ธันวาคม 2563 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ที่มีข้อกำหนดไม่ให้มีการจับกุมแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสาร เพื่อรอการดำเนินการตามมติครม. และเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงปรากฏการจับกุม เช่น วันที่ 6 มกราคม 2564 พื้นที่กรุงเทพมหานคร กรณีสำนักเขตบางกอกน้อย ที่ยังมีการจับกุมดำเนินคดีอยู่

8.3 ดำเนินการผ่อนผันแรงงานข้ามชาติกลุ่มที่กำลังดำเนินการตามมติ ครม. 4 สิงหาคม 2563 ตามขั้นตอน การดำเนินการให้เสร็จภายใน 31 มกราคม 2564 มีแรงงานข้ามชาติทั้งประมาณ 240,000 คน และแรงงานข้ามชาติกลุ่มที่ ต้องต่อวีซ่ารอบสองตามมติ ครม. 20 สิงหาคม 2562  และ กลุ่มมติ ครม. 4 สิงหาคม 2563 จำนวนทั้งประเทศก็ราว ๆ 1.5 ล้านคน  ซึ่งจะต้องไปตรวจสุขภาพและขอตรวจลงตราวีซ่า ในขณะนี้หลาย ๆ สถานพยาบาลมีมาตรการระงับการตรวจสุขภาพเพื่อขอตรวจลงตราวีซ่าของแรงงานข้ามชาติไปแล้ว ทำให้มีความเสี่ยงที่จะดำเนินการไม่ทันตามระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการดำเนินการที่ก่อให้การการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมากในสถานที่แออัดซึ่งขัดกับมาตรการป้องกันการระบาดของโรคที่รัฐบาลกำหนด โดยดำเนินการยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่า และให้แรงงานสามารถทำงานและอยู่อาศัยในประเทศไทยตามอายุของบัตรชมพู เพื่อลดปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และป้องกันแรงงานข้ามชาติที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายหลุดจากระบบ

8.4 ดำเนินการผ่อนผันแรงงานข้ามชาติที่หนังสือเดินทางและเอกสารแทนหนังสือเดินทาง (CI/TD) กำลังจะหมดอายุ ภายในช่วงเดือนธันวาคม 2563 และต้นปี 2564 ที่ไม่สามารถต่ออายุวีซ่าและใบอนุญาต ทำงานได้ราว ๆ 300,000 400,000 คนโดยประมาณ อยู่และทำงานในประเทศไทยเป็นการเฉพาะตามอายุของบัตรชมพู เพื่อลดปัญหาการกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและป้องกันการระบาดของโควิด-19

8.5 กำหนดมาตรการที่ทำให้แรงงานข้ามชาติที่ถูกกักตัวตามมาตรการของรัฐ ขาดรายได้เนื่องจากปิดกิจการชั่วคราว รวมถึงกรณีเลิกจ้างให้สามารถเข้าถึงการชดเชยการขาดรายได้ โดยมีขั้นตอนที่เอื้อต่อการเข้าถึง เช่น มีขั้นตอนการรับค่าชดเชยที่สะดวก ลดเงื่อนไขเรื่องการยื่นเอกสาร หรือมีภาษาของแรงงานข้ามชาติในการรับคำร้อง ทั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

8.6 กำหนดมาตรการจูงใจให้แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารเข้าสู่งกระบวนการทำเอกสารอย่างถูกต้อง ลดหย่อนค่าทำเอกสารอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานข้ามชาติ เพิ่มสิทธิประโยชน์มากมากขึ้น

มีมาตรการลดและป้องกันช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย สร้างความมั่นคงเพิ่มอำนาจให้ประชาชน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจะต้องนำมาตรการเก็บภาษีรายได้ในอัตราก้าวหน้าและภาษีความมั่งคั่งจากคนที่ร่ำรวยที่สุด 1% ในสังคมไทยมาบังคับใช้

การแพร่ระบาดรอบสองถือเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นตัวการสร้างความเสียหายให้กับประเทศมาเป็นเวลามากกว่า 6 ปี รวมถึงเป็นผู้ไร้ความสามารถอย่างสิ้นเชิงในการบริหารประเทศในสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19

ท่ามกลางสภาวะวิกฤติในปัจจุบัน รัฐจำเป็นต้องตระหนักว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกระจายความมั่นคั่งในสังคมจากคนร่ำรวยที่สุด 1% ในประเทศ ไปให้กับผู้คน 99% ที่ทำงานหนักเพื่อสร้างประเทศและความมั่งคั่งให้คน 1% มาตลอด เพื่อปากท้องของทุกคนในสังคม และเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลานของพวกเรานับจากนี้

 

แด่สวัสดิภาพของประชาชน 99%

------------------------------------------------------------------

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์