นัดสุดท้ายของ "ซีดาน" กับความสูญเปล่าของฟุตบอลโลก


เพียงสองวันก่อนหน้าที่ "ซิเนดีน ซีดาน" กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสจะใช้หัวโขกอย่างจังที่หน้าอกของ "มาร์โก มาเตรัซซี่" ผู้เล่นจากทีมอิตาลีในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 2006 ชื่อชั้นของซีดาน หรือ "ซิซู" กำลังอยู่ในช่วงหอมหวน เพราะฟอร์มการเล่นกลับมาโดดเด่นแบบทิ้งทวนครั้งสุดท้าย แถมเขายังเป็นผู้ยิงลูกโทษให้ฝรั่งเศสขึ้นนำโปรตุเกสจนผ่านเข้ารอบชิงไปได้สำเร็จ



จนกระทั่งถึงช่วงเวลาสำคัญในนาทีที่ 110 ของเกมในวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซีดานกลับทำเรื่องช็อกแฟนๆ ทั่วโลกด้วยการทำร้ายร่างกายฝ่ายตรงข้ามจนได้ใบแดงและโดนไล่ออกจากสนาม


 


ผลก็คือซีดานโดนประณามจากคนทั้งโลก (แต่ก็น่าจะพอๆ กับที่เขาได้รับความเห็นอกเห็นใจ) ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลอิตาลีที่จวกยับว่า การกระทำของซีดานนั้นช่างป่าเถื่อน รวมถึงอดีตเพื่อนร่วมทีม และแฟนบอลฝรั่งเศสต่างก็พากันกล่าวว่า ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะซีดานไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีๆ ทั้งที่ก็น่าจะรู้ว่าตัวเองเป็นกำลังสำคัญของทีม


 


เหตุการณ์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความไม่แน่นอนที่เกิดจากเกมที่มีลูกกลมๆ เป็นศูนย์กลาง แต่ประเด็นที่แฟนๆ ของซีดานสงสัยใคร่รู้ที่สุดในตอนนี้คงจะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่ามาเตรัซซี่พูดอะไรหนักหนา ซีดานถึงได้ลุแก่โทสะและหันไปใช้หัวเหม่งๆ ของตัวเองพุ่งชนแบบลืมตัวขนาดนั้น


 


กระนั้น ทั้งซีดานและมาเตรัซซี่ต่างก็ปิดปากเงียบ จนกระทั่ง "อแลง มิกลิอาโช" ตัวแทนของซีดานออกมาเปิดเผยว่ามาเตรัซซี่ได้พูด "อะไรบางอย่างที่รุนแรงมาก" จนซีดานถึงกับทนไม่ไหว แต่ซีดานก็ยังไม่ได้พูดอะไรต่อหน้าสื่ออย่างเป็นทางการ ทำให้มีคำเล่าลือต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนกลายเป็นข้อสันนิษฐานที่รอการยืนยันจากปากของคู่กรณี แต่ข้อสันนิษฐานที่พอจะมีน้ำหนักเชื่อถือได้มีอยู่ 2 ข้อ คือ


 


ข้อสันนิษฐานที่ 1 : โดนดูหมิ่นบุพการี


"เจมส์ ลอว์ตัน" คอลัมนิสต์จากหนังสือพิมพ์ The Independent ของอังกฤษ สันนิษฐานว่า มาเตรัซซี่คงจะกระตุ้นต่อมโมโหของซีดานด้วยการพูดอะไรแย่ๆ ออกมา และลอว์ตันได้อ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 98 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ


 


ครั้งนั้นซีดานโดนใบแดงหลังจากที่เขาเหยียบคู่ต่อสู้ชาวซาอุดิอาระเบียอย่างจงใจ และมีข่าวในภายหลังว่านักเตะจากซาอุฯ คนนั้นได้ดูหมิ่นเชื้อชาติของซีดานซึ่งเป็นชาวอัลจีเรีย โดยยั่วยุว่า "บรรพบุรุษ" ของซีดานเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนในแถบแอฟริกาเหนือเท่านั้น


 


เมื่อเคยมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นมาก่อน ลอว์ตันเลยอนุมานว่า มาเตรัซซี่คงจะพูดอะไรที่เป็นการดูถูกเชื้อชาติและบรรพบุรุษของซีดานก็เป็นได้


 


และข้อสันนิษฐานนี้ก็เป็นเรื่องที่กล่าวถึงกันทั่วไปตามพาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายต่อหลายฉบับ


 


ข้อสันนิษฐานที่ 2: โดนด่าว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย"


หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ชื่อดังของอังกฤษ The Daily Mail พาดหัวอย่างหวือหวาว่า มาเตรัซซี่ยั่วยุซีดานด้วยการด่าว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" ซึ่งใช้ตรรกะแบบเหมารวมว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาให้เป็นผู้ก่อการร้ายส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และเมื่อซีดานเป็นมุสลิม ซีดานจึงมีค่าเท่ากับผู้ก่อการร้ายเช่นเดียวกัน


 


อาจจะด้วยตรระกะแบบนั้น มาเตรัซซี่จึงถูกพุ่งชนจนล้มลงไปนอนบิดตัวบนพื้นสนาม อันเป็นอาการที่แฟนบอลฝรั่งเศสอดค่อนขอดไม่ได้ว่ามันค่อนข้างจะ "เกินจริง" ไปสักหน่อย


 


ในขณะที่ มาร์โก มาเตรัซซี่ ก็ไม่ออกมาเฉลยเสียทีว่าตัวเองพูดอะไร "จูเซปเป มาเตรัซซี่" พ่อบังเกิดเกล้าของคู่กรณีของซีดานก็ออกมาให้สัมภาษณ์ปกป้องลูกชายเต็มที่เมื่อเห็นว่ากระแสกล่าวโทษลูกชายตัวเองก็รุนแรงไม่แพ้กระแสกดดันซีดาน


 


มาเตรัซซี่ผู้พ่อกล่าวว่า แฟนบอลฝรั่งเศสกำลังอยากหาใครสักคนมารองรับความผิดหวังจากชัยชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ และเมื่อหันมาเจอกับลูกชายของตน ทุกคนก็ชี้นิ้วกล่าวโทษมายังมาร์โก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย…


 


นอกจากสันนิษฐานทั้ง 2 ข้อที่ว่ามา ยังมีเหตุผลที่ฟังเข้าท่าเหลืออยู่อีกหนึ่งข้อ ซึ่งอ้างถึงความกดดันในการแข่งขันที่ซีดานต้องแบกรับหลังจากที่ประกาศจะแขวนสตั๊ด นี่จึงเป็นนัดสุดท้ายในชีวิตที่เขาจะได้เล่นบอลโลกในฐานะกัปตันทีมชาติฝรั่งเศส และความกดดันที่ว่าก็เลยทำให้เขาเครียดและฉุนเฉียวได้ง่าย จนกลายเป็นเหตุให้ไประบายลงกับมาเตรัซซี่


 


แต่ถ้าหากเปรียบเทียบการเล่นนัดสุดท้ายในบอลโลกปี 2006 กับการเล่นที่ซีดานสั่งสมมาตลอดชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของตน ทั้งในเรื่องของการควบคุมอารมณ์ การจัดการกับปัญหาในสนาม และฟอร์มการเล่นที่เหนือชั้น คอบอลทั้งหลายย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า ความวู่วามเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของซีดาน ทำให้น้ำหนักของสันนิษฐาน 2 ข้อแรก มีเหตุผลมากกว่าสันนิษฐานเรื่องความกดดันในนัดสุดท้าย


 


ส่วนเรื่องที่ "มาร์เซลโล ลิปปี" ผู้จัดการทีมอิตาลี อาละวาดกับสื่อที่กระแนะกระแหนว่า อิตาลีชนะได้เพราะโชคช่วย ก็เป็นอีกข้อที่ทำให้ผู้คนคลางแคลงใจ เนื่องจากสำนักข่าวเอ็มเอสเอ็นนำคำพูดของลิปปีมาโชว์หราบนเวบไซต์ในฐานะ "วาทะเด็ด" ซึ่งมีใจความว่า


 


"เราเสียตอตติไปตั้งแต่สามเดือนก่อนที่จะแข่งบอลโลก ทั้งแซมบรอตตา, กัตตูโซ และเนสตาก็บาดเจ็บ แถมทีมเรายังต้องรับมือกับข่าวลือที่ว่ามีมาเฟียอิตาลีคอยกดดันอยู่นอกสนามอีก ใช่เลย-ผมแม่งโคตรจะโชคดีเลยล่ะ!"


 


ประโยคนี้อาจทำให้อิตาลีได้รับความเห็นใจขึ้นมาบ้าง แต่ข้อกังขาระหว่างซีดานกับมาเตรัซซี่คงไม่จบลงอย่างง่ายดายแน่ๆ


 


ความล้มเหลวของการจัดฟุตบอลโลก


ก่อนหน้าที่การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2006 จะมาถึง ซีดานต้องพบกับสภาพที่ชวนให้กระอักกระอ่วนใจเกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรที่จัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2005 และทีมคู่ต่อสู้ของฝรั่งเศสในวันนั้นก็คือทีมอัลจีเรีย


 


ด้วยปูมหลังที่ใครๆ ก็รู้ว่าซีดานมีเชื้อชาติอัลจีเรีย บวกกับข่าวลือว่าพ่อของเขาคือทหารในสังกัด Harki ที่ต่อสู้อยู่ข้างเดียวกับฝรั่งเศสในสมัยที่อัลจีเรียยังเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ทำให้ซีดานถูกมองว่าเป็นเพียงลูกหลานของอัลจีเรียผู้แปรพักตร์ และมีคนจับตามองการแข่งกระชับมิตรครั้งนั้นเป็นพิเศษ เพราะมันกินนัยยะไปถึงการประกาศตัวตนของซีดานด้วยว่าเขาจะเลือกอยู่ข้างไหน


 


ประกอบกับในขณะนั้น มีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นประปราย โดยกลุ่มหนุ่มสาวชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอฟริกัน รวมถึงชาวฝรั่งเศสที่เป็นมุสลิม ทำให้เกิดการแบ่งแยกและเหยียดเชื้อชาติเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในหมู่ชาวฝรั่งเศส ในที่สุดซีดานต้องออกมาให้สัมภาษณ์ว่า :


 


"ผมจะขอพูดแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว พ่อผมไม่ใช่พวก Harki แต่พ่อผมคือคนที่ภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น และผมก็ภูมิใจที่มีพ่อเป็นชาวอัลจีเรีย ท่านไม่เคยต่อต้านการเป็นชาวอัลจีเรีย แต่การภาคภูมิใจในเชื้อสายอัลจีเรียไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ตระหนักถึงความเป็นชาวฝรั่งเศสของตัวเอง"


 


การต่อสู้ในสนามฟุตบอลของซีดานจึงต้องแบกรับน้ำหนักของ "เชื้อชาติ" และ "ประเทศฝรั่งเศส" ไว้อย่างละครึ่ง ซึ่งไม่ต่างจากการแข่งขันในนัดอื่นๆ ของซีดานเท่าไรนัก เพราะปัญหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติเป็นเรื่องเรื้อรังในประเทศฝรั่งเศสที่ยังคงหาทางแก้ไม่ได้จนวันนี้


 


แม้กระทั่งนักการเมืองฝ่ายขวาจัดในฝรั่งเศส เช่น ชอง-มารี เลอ แปง ที่เป็นหนึ่งในตัวเก็งในการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปก็มีทัศนคติที่เป็นด้านลบมากๆ ถึงขนาดที่เคยออกปากในปี 1998 ว่าทีมชาติฝรั่งเศสที่ลงแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนั้นไม่ใช่ทีมชาติที่แท้จริง เพราะสมาชิกในทีมส่วนใหญ่เป็นแค่ชาวฝรั่งเศสที่มีเชื้อสายมาจากผู้อพยพจากที่อื่นเท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ซีดานซึ่งถูกมองว่าเป็นลูกหลานของชาวอัลจีเรียอพยพ


 


ทว่า ชัยชนะที่ทีมชาติฝรั่งเศสนำมาเป็นของขวัญให้คนทั้งประเทศในปีนั้นก็ช่วยปิดปาก เลอ แปง ไปได้พักใหญ่ๆ เลยทีเดียว


 


หลังจากนั้น แม้จะมีการรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิวและเหยียดเชื้อชาติในแวดวงฟุตบอลโลกมาหลายปีดีดัก [1] แต่อคติในเรื่องดังกล่าวก็ยังไม่หมดไปจากสนามฟุตบอลเสียที เมื่อมีเหตุการณ์ที่ส่อเค้าไปในทางเช่นนี้ คนส่วนใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงประเด็นเรื่องเหยียดผิวและเหยียดเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่นเดียวกับกรณีของซีดานและมาเตรัซซี่ที่ยังจบไม่ลง


 


หากสิ่งที่ร้ายยิ่งกว่าการเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิวก็คือลัทธิชาตินิยมที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง และกระแส "คลั่งชาติ" แบบไม่ลืมหูลืมตาจะถูกปลุกเร้าขึ้นมาทุกๆ วาระครบรอบ 4 ปีที่มีการจัดฟุตบอลโลก


 


เพราะนอกเหนือจากซีดานที่โดนหางเลขเรื่องการเหยียดเชื้อชาติแล้ว ก็ยังมี "คริสเตียโน โรนัลโด" ที่เคยเป็นขวัญใจชาวอังกฤษและชาวโลกที่เชียร์ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอยู่ดีๆ พอไปมีเรื่องขัดใจในสนามกับเวย์น รูนีย์ที่ลงแข่งในฐานะทีมชาติอังกฤษเท่านั้น ความนิยมของ "หนุ่มหน้าสวย" คนนี้ก็ลดฮวบฮาบลงไป (อย่างเห็นได้ชัด) ถึงขนาดที่มีข่าวออกมาว่า โรนัลโดคงไม่อาจจะกลับไปเล่นให้ทีมสโมสรพรีเมียร์ลีกของอังกฤษได้อีก เพราะโดนแฟนบอลชาวอังกฤษเกลียดขี้หน้าเสียแล้ว


 


ความคิดเห็นของสื่อมวลชนในแวดวงลูกหนังสเปน มองว่าฟุตบอลโลกปี 2006 แทบไม่ต่างอะไรจากการประกาศศักดาของ "เจ้าอาณานิคม" ในอดีต เพราะสี่ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบชิงฯ และรอบรองฯ ล้วนเป็นชาวผิวขาวที่ขึ้นชื่อในการล่าอาณานิคมและการทำสงครามเพื่อเป็นมหาอำนาจมาแล้วทั้งสิ้น


 


ฟุตบอลจึงไม่ได้เป็นกีฬาแห่งความสมานฉันท์ตามที่คนในแวดวงลูกหนังพยายามกล่าวอ้าง แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นการยืนยันว่าฟุตบอลคือการต่อสู้กันระหว่างเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ โดยลดทอนความรุนแรงต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบของเกมการแข่งขัน และอาศัยกฏกติกามาเป็นข้อตกลงร่วมกันเพียงหลวมๆ


 


แต่ "แทกติก" ต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันนั่นต่างหากที่เป็นของจริง และเป็นสิ่งที่ทำให้ลีลาการเล่นของแต่ละชาติแตกต่างกันออกไปตามทัศนคติที่พวกเขามีต่อ "โลก" และ "การช่วงชิงให้ได้มาซึ่งชัยชนะ" ซึ่งคงจะไม่ต่างอะไรกับเกมการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


 


จึงอาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนัก ถ้าแฟนบอลทั้งหลายจะไม่เคยคาดหวังให้ฟุตบอลเป็นตัวเชื่อมโยงผู้คนจนเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งโลกตามจุดมุ่งหมายของ "ฟุตบอลโลก" ที่ควรจะเป็น


 


และเราอาจเรียกความ (ไม่) คาดหวังนี้ว่าความสูญเปล่าของฟุตบอลโลกก็น่าจะได้...


 


 


……………………………………..


1] อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ "รายงานพิเศษ เรื่องราวที่มิอาจมองข้าม การเหยียด "สีผิว-ชาติพันธุ์" (racism) ในเกมฟุตบอล" โดย วิทยากร บุญเรือง http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=4183&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai


 


ข้อมูลประกอบ


+http://sport.independent.co.uk/football/internationals/article1166524.ece


+http://worldcup.uk.msn.com/news/quotesandpunsoftheday/


+http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/world_cup_2006/teams/france/5164094.stm


+http://www.hindu.com/thehindu/mag/2005/12/04/stories/2005120400430100.htm


+http://www.dailymail.co.uk/pages/live/articles/sport/worldcup2006.html?in_article_id=394962&in_page_id=1892


+http://news.bbc.co.uk/2/hi/europe/5164002.stm

เพื่อนพวกมรึง

ช่วยแก้ชื่อด้วย ที่ถูกคือ มาโก้ มาเตรัซซี่

Materazzi

มัน "กระซิบข้างหู" หน่ะ เจ้าซีดานเลย "ถูกชักใบแดง" เลย 555

ห้า

ถ้าธรรมชาติของซีดานเป็นคนวู่วาม
อารมณ์ร้อนแบบเลือดเย็น
อย่างที่ว่า ๆ กัน

เป็นไปได้อีกเหมือนกันว่า
มาเตรัซซี่ไม่ได้ด่าบุพการี
ไม่ได้เหยียดหยามหรือเหยียดเชื้อชาติ

แต่เกมที่กดดัน และสถานการณ์ที่ยังไม่เห็นชัยชนะ
กับนาฬิกาเดินถอยหลัง
เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ถุกขอร้องให้เล่นต่อ
ทั้งที่เหนือยแสนเหนื่อย เจ็บแสนเจ็บฯลฯ

เพียงเท่านั้ พูดอะไรเบา ๆ ก้หนักสำหรับซีดานเสียแล้ว

ผมว่านะ...

จินตนาการมาก็จินตนาการไป

ชอบ ความยุติธรรม

ลูกผู้ชายตายได้ แต่หยามไม่ได้ เคยได้ยินบ้างไหมพรรคพวก เมื่อเจ้ากิ๊กก๊อกตัวนั้นนั้นมันปากดี ได้ด่าว่าคนอื่นเขา ก็สมควรแล้วที่จะโดนทิ่มด้วยหัว แต่น่าเสียดาย ขณะที่เจ้าหมอนั่นแกล้งล้มลงบิดตัว ถ้าผมเป็นซีดาน จะกระทืบแม่งด้วยสตั๊กให้จมธรณีไปเลย สมน้ำหน้าไอ้เลวปากเสีย

ไม้ขีด

บีบไข่ ด่าแม่ เป็นส่วนหนึ่งของเกม สำหรับทีมอิตาลี (?)

2

ครับ ^ ปิดฉากได้ไม่สวยเลย น่าเสียใจแทนครับ [emo29.gif][emo29.gif]

ประชาไท

แก้ไขตามที่ท้วงติงมาแล้วค่ะ ขอบคุณมาก

มาช้าแต่มาแล้ว

ในเว็บฯนี้เคยลงประวัตฺเรื่องฟุตบอล ท่านใดอ่านก็ทราบว่ากีฬานี้คือการทำสงครามระดับย่อมๆของวัยรุ่นชาวยุโรบ ฉะนั้นการที่พูดว่าบอลกระชับมิตร มันจึงเป็นการขัดแย้งกับเจตนาซ้อนเร้นของกีฬานี้ (ใครจะกระชับมิตรด้วยสงคราม)

มาทีหลังอ้ะ...แต่ก็มา

[emo11.gif] ซีดานนะซีดาน ถ้าทนอีกนิดนึงเกมอาจเปลี่ยน นี่ล่ะ...เค้าว่าคนจะเป็นฮีโร่ได้มันต้องแตกต่างจากชาวโลกทั่วไป.... เอาเป็นว่ายังไงก็รัก...กัปตันหัวโล้นอ้ะนะ...ความผิดครั้งเดียวคงไม่สามารถลบล้างความดีที่สะสมมานาน...[emo12.gif]

...ขอบคุณประชาไทที่มีบทความกีฬาเบาๆ แทรกอยู่บ้างค่ะ... จุ๊บ จุ๊บ

ฯลฯ...

ซีดาน"นายมากอดฉันทำไมฮะ มาเตรัสซี่"
มาเตฯ"โธ่ กอดนิดกอดหน่อยไม่ได้หรือไง?"
ซีดาน"ไม่ได้โว้ย..เดี๋ยวคนเข้าใจผิด"
ขณะนั้นซีดานเดินทิ้งห่างไปแล้วมาเตฯเดินตามติดๆ
มาเตฯ"นึกว่ากรูพิสวาสเมิงมากนักเหรอ...ไอ้หัวล้านเหม็นเขียว.."
ซีดานหมุนตัวก่อนบอก
"งั้นเมิงลองหัวล้านๆกรูหน่อยเป็นไร"
[emo2.gif][emo2.gif]

noom^*

[emo12.gif] good game [emo12.gif]

good race

เห็นด้วยนะ ไอ้เลี่ยนมันเหยียดผิว ดู Series A ของมันดิ Angle Saxon ล้วน ๆ ยังมีหน้ามาชูป้าย No Racism

โธ่ ดีแต่พูด

เป็นสิทธิที่เขาพอใจ ไปว่าเขาทำไม ถ้าแม่คุณ ต่อต้านการเหยียดชาติพันธุ์ ไปสู่ขอสาวนิโกรให้เป็นเมีย คุณต่อต้านฯจะแต่งด้วยไหมละ

123

ซีดานเป็นคนอารมณ์ร้ายและมีสถิติการถูกไล่ออกไม่น้อย เพราะฉะนั้น ประโยคที่ว่า "แต่ถ้าหาก เปรียบเทียบการเล่นนัดสุดท้ายในบอลโลกปี 2006 กับการเล่นที่ซีดานสั่งสมมาตลอดชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของตน ทั้งในเรื่องของการควบคุมอารมณ์ การจัดการกับปัญหาในสนาม และฟอร์มการเล่นที่เหนือชั้น คอบอลทั้งหลายย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า ความวู่วามเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของซีดาน ทำให้น้ำหนักของสันนิษฐาน 2 ข้อแรก มีเหตุผลมากกว่าสันนิษฐานเรื่องความกดดันในนัดสุดท้าย"

จึงเขียนโดยคนที่ไม่รู้จักซีดานจริง (อาจไม่ใช่ผู้เขียนบทความ แต่เป็นแหล่งข่าวที่นำมาเขียน)

นี่ไม่ได้หมายความว่า มาเตรัซซีไม่ผิด ฟีฟ่ากำลังจะสอบสวนเรื่องนี้

การที่อิตาลีไม่มีคนสีผิวในทีม ไม่ได้แปลว่าทีมเขาเหยียดสีผิว คนละเรื่องกันเลย

และในกัลโชซีรีส์อาก็มีนักเตะผิวสีเล่นอยู่ไม่น้อย รวมทั้งตูรามที่เป็นเพื่อนซี้ของคันนาวาโร อ้อ คนอิตาเลียนไม่ใช่เชื้อชาติแองโกล-แซกซันนะคุณ นั่นมันพวกอังกฤษ-อเมริกัน ไปกันใหญ่แล้ว

koomkumkaew

สูญเปล่าเสียที่ใหน
นักเตะแต่ละคนได้ไปคนละกี่ล้าน?
รวยกันไม่รู้เรื่อง

ozzz

ผมว่าเท่จะตาย ถ้าไม่โหม่งซะตอนนั้น เรื่องคงเงียบ และกระแสเรื่องเชื้อชาติก็ไม่มีมาให้พิจารณา ซีดานทำถูกแล้ว มาเตรัชชี่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่กระทำลงไป ซีดานเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า เห็นชัดๆ

ส่วนคนที่ว่าซีดานป่าเถื่อน เป็นพวก double standard

ไม้ขีด

คุณ"โธ่ ดีแต่พูด" ตรรกะคุณแย่มาก! ผมขอตอบคำถามคุณ ผมจะแต่งงานกับสาวนิโกรที่ผมรัก เมื่อแม่ไปขอให้แล้วเธอตกลง ผมจะมีความสุขที่สุดในโลก.

เจ๋ง

เราว่าจบแบบนี้เจ๋งกว่าฝรั่งเศสได้แชมป์โลกอีก

David

ผมว่าผู้เขียนมองฟุตบอลกับเรื่องเหยียดผิวในแง่ลบเกินไปหรือเปล่าครับ มองอย่างตื้นเขินมากเลย

มองว่าฟุตบอลโลกคือสงครามของเจ้าอาณานิคมในอดีต

แน่นอนว่านักฟุตบอล แฟนบอล รวมทั้งโค้ชที่มีทัศนคติในการเหยียดผิว เหยียดชนชาติ ยังมีอยู่ และคงไม่หมดไปในเวลาอันใกล้

แต่ที่บอกว่า การแข่งฟุตบอลโลกคือการประกาศสงครามของเจ้าอาณานิคม ชาตินิยมหัวรุนแรง โดยย่อส่วนมาจากความขัดแย้งในอดีต ผมว่ามันเป็นข้อสรุปที่รวบรัดตัดตอนและใช้อารมณ์มาตัดสินกันเกินไป

นักฟุตบอลต่างสู้กันดุเดือดในสนาม แต่เห็นมั้ยครับ หลังเกมต่างก็เดินเข้ามาจับมือกัน หลายคนเป็นเพื่อนที่เล่นสโมสรเดียวกัน กินนอนด้วยกัน แล้วไปหาว่าพวกเค้าคือนักต่อสู้ชาตินิยมหัวรุนแรง มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร

ผมว่าเรื่องชาตินิยมในวงการฟุตบอล ในหมู่ของนักเตะ น่าจะเป็นเรื่องที่อ่อนลงไปทุกทีแล้ว โลกของฟุตบอลยุโรป เขตความเป็นชาติมันเริ่มลบเลือนหายไปแล้ว ตอนนี้สโมสรสำคัญกว่าทีมชาติเสียอีก นักฟุตบอลของทีมไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนท้องถิ่น หรือชาตินั้นๆ ขอเพียงแต่เป็นยอดนักเตะที่ทุ่มเทให้สโมสร ไม่ว่าจะชาติใด ก็เข้าไปนั่งในหัวใจของแฟนบอลแล้ว (และสโมสรมีปัญญาซื้อตัวมาและมีเงินจ้าง)

ผมว่ามันเป็นธุรกิจและเงินทองเสียมากกว่าที่ชักนำวงการฟุตบอล ไม่ใช่ตัวแทนของชาตินิยมอีกต่อไป

Jane

ต่อต้านการเหยียดผิวมากค่ะ แต่เหนือสิ่งอื่นใด
รัก.." FaBio CannavaRo"มากกว่า
ทำไงดี..................

พ่อซีดาน

ลูกตูไม่ผิด มาเกรัชซี่เป็นคนผิดตังหาก ตูรักซีดานโวย[emo16.gif][emo15.gif]

แม่มาเกรัชซี่

ตูเกียดมาเกรัช ซี่ตูรักซีดาน[emo10.gif][emo21.gif]

เจ้าหญิง

[emo22.gif]
ซีดานผิดหรอ เเล้วที่เห็นกันชัดๆนั่นล่ะมันคืออะไร ซีดานสู้ๆ

Ton 93

Zidane สุดยอดของโลก (เด็กหงส์)
สตีวี่จี

TuRam

เค้าเหง เต็ม เลย ตอน ที่ มาเตรัสซี่ จับ นม ซี ดาน อะ

เดเสกเก

เดาไปเลย[emo11.gif][emo7.gif][emo14.gif][emo14.gif]

a

i love Zidane[emo1.gif]

golf

zidan โคตรเจ๋ง[emo1.gif][emo2.gif][[emo14.gif][emo18.gif][emo12.gif][emo19.gif]

spo

อิตาลี่ไม่สมศักดิ์ศรี จะแพ้แล้วชวนตี