บทความ : เสรีภาพของชุดวาบหวิว

นพพร ชูเกียรติศิริชัย

 

 


"งานเขียนชิ้นนี้มิใช่งานวิชาการที่จะนำเสนอทฤษฎีในการมองปรากฏการณ์ที่สตรีนางหนึ่งต้องตกอยู่ในฐานะเหยื่อของสังคมโดยไร้เสรีภาพที่จะต่อสู้ หากแต่เป็นกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นจากมันสมองอันเบาปัญญา แต่เชื่อมั่นว่าในสังคมประชาธิปไตยแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเพียงลำพังก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น และควรได้รับเกียรติในการรับฟังบ้างไม่มากก็น้อย

 

การอ่านงานเขียนชิ้นนี้ จงอ่านมันอย่างที่เพื่อนรับฟังเพื่อนพูดคุยเถิด อย่ามาถือสาเอาความในความด้อยปัญญาของข้าพเจ้าอยู่เลย"

 

 

ด้วยความเคารพ

นพพร ชูเกียรติศิริชัย

 

ข้าพเจ้านั่งถกถอกปลอกเปิกประเด็นเรื่องเรือนร่างของอิสตรี ซึ่งไม่ว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกี่ที สตรีที่เผยเรือนร่างก็ถูกประณามประหนึ่งว่า เนินเนื้อที่ถูกเผย มันไม่เคยเป็นร่างของเธอ

 

"เค้าว่ามันโป๊เกินไปนะพี่ มันไม่ควรที่จะโชว์ขนาดนั้น" แม่นวลอนงค์นักศึกษายอดยาหยี พูดจาพาทีชักชวนเข้าประเด็นชุดราตรีวาบหวิวที่สวมใส่อยู่บนโนมเนื้อของดาราสาวนางหนึ่ง เมื่อคราวงานประกาศผลรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

"พี่ไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน ในเมื่ออาชีพดารา มันก็คืออาชีพที่ขายเรือนร่างหน้าตาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ การที่เขาจะเปิดจะโชว์เพื่อประชันกันก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลก และยิ่งเขาเป็นดาราหน้าใหม่ก็แน่นอนอยู่แหละ ที่จะต้องทำอะไรสักอย่างให้เป็นจุดสนใจ แล้วงานอย่างนี้ทุกคนมันก็ต้องแต่งมาแข่งกันอยู่แล้ว" ข้าพเจ้าเอ่ยขัดขึ้น เพราะเห็นว่ามันมิใช่เรื่องผิดแผกแตกต่างจากศีลธรรมและจริยธรรมอันดีงามตรงไหน

 

"แต่เขายังเรียนอยู่นะ" เธอยังตั้งข้อสงสัยในความผิดของดาราสาว

 

"เราก็ต้องแยกให้ออกสิว่ามันมีเรื่องของสถานภาพที่มันซ้อนทับกันอยู่ ไอ้เรื่องที่เขาเป็นนักศึกษานั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่เขาไปในงาน เขาไปในสถานภาพของดาราไม่ใช่เหรอ แล้วพี่ก็ไม่เห็นด้วยเลยนะที่อธิการบดี หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยจะเข้าไปยุ่ง ทั้งๆ ที่นั่นไม่ใช่เวลาเรียน แล้วเขาก็ไม่ได้ไปในนามนักศึกษา หรือต่อให้ไปในนามของนักศึกษา เขาไม่ควรที่จะได้รับการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกเลยหรือ"

 

"เออ...ขี้เกียจเถียงแล้ว" แม่ยอดขมองอิ่มตัดบทสนทนาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

 

แน่นอนยิ่งนัก ในความเป็นชาย (ที่มิได้ถูกอบรมตามทฤษฎีสตรีศึกษา) ผมย่อมปรารถนาที่จะพบเจอกับความงามบนเรือนร่างของสตรีที่ถูกสร้างสรรค์ปั้นแต่งขึ้นด้วยน้ำมือของศิลปินอันยิ่งใหญ่ ที่ใครหลายคนอาจจะเอ่ยถึงในนามของ " พระเจ้า"

 

แต่กรณีของดาราสาวผู้นี้ เรือนร่างของเธอกลับมิได้สร้างความกระสันต์ใคร่อยากให้เกิดขึ้นกับดวงตาและจิตใจของผม เนื่องด้วยเรือนร่างนั้นบอบช้ำจากน้ำมือและน้ำคำของสังคมมากเกินไป โดยเฉพาะจากน้ำมือของสื่อมวลชนตัวดีที่อวดอ้างตัวว่า เป็นผู้พิทักษ์วัฒนธรรมอันดีงาม (ทั้งนี้ข้าพเจ้ามิได้มีเจตนาจะหลบหลู่ดูแคลนผู้ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนทั้งหมด เพราะดังที่กล่าวมาแล้วว่า มันเป็นการกระทำของ "สื่อมวลชนตัวดี" เท่านั้น)

 

 

บทบาทสื่อมวลชนสายบันเทิง

 

ข้าพเจ้าใคร่จะถาม และขอได้รับคำตอบด้วยความสัจจริงว่า ผู้สื่อข่าวบันเทิงคนไหน? หรือตากล้องคนไหน? ที่มีโอกาสไปงานประกาศรางวัลที่มีดาราเข้าร่วมงานมากมาย แล้วไม่ได้เฝ้ารอด้วยใจจดจ่อว่า วันนี้จะต้องมีภาพหลุดเอาไว้ให้กูไปลงข่าว หากมี ข้าพเจ้าก็ยินดียิ่งนักที่ท่านมิได้ซ้ำเติมใครบางคน หรือตกเป็นเหยื่อของใครบางคน ในการเผยแพร่ผลงานที่เกิดขึ้นจากเรือนร่าง

 

แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเช่นนั้นหรือ? หากไม่เกิดกรณีของเอมี่ ต้องรัก หรือนิวแล้ว พวกท่านเชื่อหรือว่าภาพข่าวที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือบนหน้านิตยสารบันเทิงจะปราศจากเนินนมอันอวบอิ่มของดาราสาว หรือแก้มก้นขาวๆ ของใคร

 

เพราะในความเป็นจริงที่ข้าพเจ้าพบเจอบนแผงหนังสือ เมื่อใดก็ตามที่มีงานรวมตัวของดาราในชุดราตรี พรุ่งนี้ มะรืนนี้ก็จะต้องมีภาพตูด ภาพนม หรือหากเป็นไปได้ ก็อาจจะเป็นโคกนูนของดาราสักคนเผยแพร่อยู่บนหน้ากระดาษ

 

มันเป็นความผิดของดารา หรือเป็นความปรารถนาของสื่อมวลชนมืออาชีพที่เฝ้าจับจ้องจ่อมจมอยู่ในวังวนของการขายข่าวขายภาพอย่างละลาบละล้วง  อันนี้ก็ยากเกินจะคาดเดา แต่ที่เหมาเอาได้เลยก็คือว่าทั้งสองฝ่ายย่อมต่างตอบแทนผลประโยชน์ให้แก่กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 

และแน่นอนว่าหากไม่มีผู้บริโภคก็ไม่รู้จะผลิตสินค้าชิ้นนี้ขึ้นมาทำไม 

 

มันยากเกินจะนิยามว่า "ความดีงาม" ของสังคมไทยเป็นเช่นไร หลายฝักหลายฝ่ายเฝ้าประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฐานะของตัวอย่างที่ไม่ดี แต่เชื่อหรือไม่ว่า ยอดขายของหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารประเภทนี้ย่อมเพิ่มทวีคูณ

 

เมื่อมันไม่ดีแล้วเสพทำไม?

 

เพราะอยากรู้ว่า ตัวอย่างที่ไม่ดีมันเป็นเช่นไรอย่างนั้นหรือ? เพราะสังคมเราชอบเลือกเสพเรื่องราวที่เรามิมีโอกาสกระทำใช่หรือเปล่า? อันนี้ก็ยากเกินจะคาดเดาอีกเช่นกัน แต่ที่แน่ๆ เชื่อเถอะว่ามีผู้ชายอีกจำนวนหนึ่งจะเลือกใช้ภาพของดาราสาวผู้นั้นเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนความกระสันต์ให้ถึงฝั่งฝันอย่างแน่นอน

 

ยอมรับกันเสียเถอะ อย่าดัดจริตกันนักเลย

 

ในเมื่อสิ่งที่พวกคุณต้องการจากพวกเธอ คือเรือนร่าง หน้าตา และจริตทางการแสดงที่เรามิอาจแสร้งกระทำขึ้นในชีวิตจริง แล้วการที่พวกเธอเลือกจะโชว์เรือนร่างเพื่อสร้างความประทับใจ (ไม่ว่าด้านใดก็ตาม) ก็น่าจะถือว่าพวกเธอได้ทำหน้าที่ความเป็นดาวครบสมบูรณ์แล้วมิใช่หรือ

 

 

เสรีภาพ และสาธารณะ

ค่ำคืนของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 รายการโทรทัศน์ทางช่องไอทีวี เลือกเชิญต้องรัก และนิว สองในสามดาราสาว ที่ตกเป็นข่าวจากชุดวาบหวิว มาให้สัมภาษณ์

 

ช่วงหนึ่งของรายการ พิธีกรสาวบรรจงยิงคำถามถึงจิตสำนึกของความเป็นคนของสาธารณะใส่พวกเธอ ทั้งๆ ที่คำตอบที่จะได้รับ ก็มิได้แตกต่างจากบทละครที่ถูกวางไว้แล้วจากคำถาม

 

ข้าพเจ้าจะมีความสุขยิ่งนักหากพวกเธอปฏิเสธข้อกล่าวหาซึ่งสังคมหยิบยื่นให้ แทนที่จะทำหน้าเศร้ารับว่าเป็นความผิด และพวกเธอจะจำมันเป็นบทเรียน เพราะในฐานะประชาชนผู้เชื่อมั่นในเสรีภาพของมนุษย์ (ไม่ว่าจะตกอยู่ภายใต้การปกครองรูปแบบใด) ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า พวกเธอมิได้มีความผิดประการใด เพราะการกระทำของพวกเธอมิได้ไปละเมิดสิทธิของผู้ใด

 

ตรงกันข้าม ไอ้คนที่กำลังตั้งคำถามฉอดๆ ใส่หน้าพวกเธอ รวมถึงผู้คนในสังคมที่ก่นด่าพวกเธอต่างหาก ที่ควรถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาท เพราะอยู่ดีๆ ก็ยัดเหยียดความผิดใส่เสรีภาพในการคิด พูด และกระทำของพวกเธออย่างหน้าด้านๆ

 

บางคนก็ตั้งข้อหาว่าพวกเธอแต่งตัวไม่ถูกกาลเทศะ เพราะสถานที่จัดงานเป็นลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี แต่ควรตรองดูดีๆ ก่อนว่า มันเป็นความผิดของใครกันแน่ ระหว่างดาราที่ต้องมาตามคำเชิญ หรือผู้จัดงานที่ดันเลือกสถานที่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไปจัดงานบันเทิง ลองตรองกันดูเถิด

 

ในเมื่อเธอแต่งชุดราตรีมางานกลางคืนก็ถูกแล้วมิใช่หรือ? สถานภาพในความเป็นดาราก็ทำให้ต้องโชว์เนื้อหนังมังสาไม่ใช่หรือ? แล้วสถานที่นี้ก็เป็นสถานที่จัดงาน มิใช่ตลาดสด หรือซอยเปลี่ยวมันก็ควรแล้วมิใช่หรือ? หรือต่อให้เป็นสถานที่อื่นๆ การแต่งกายก็เป็นเสรีภาพที่เธอควรได้รับการคุ้มครองมิใช่หรือ?

 

แล้วพวกเธอผิดด้วยประการใด?

 

ที่น่าเศร้าใจยิ่งนักตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้าทราบข่าวก็คือ การกระทำของผู้บริหารมหาวิทยาลัย และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย ที่ออกมายุ่งวุ่นวายกับเสรีภาพในการแต่งตัว ทั้งๆ ที่อาจารย์ทั้งสองท่านซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ยืนยันมาตลอดในความเป็นนักกฎหมายที่เชื่อมั่นในหลักการของประชาธิปไตย แล้วเหตุใดพวกท่านมิปกป้องเสรีภาพของนักศึกษาซึ่งมีสิทธิที่จะคิดและกระทำตามสิ่งที่พวกเขาเชื่อ หากสิ่งนั้นมิได้ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น แทนที่จะบ้าจี้ตามสื่อมวลชนที่ยื่นไมค์จ่อปากว่าต้องเรียกเธอไปตักเตือน

 

แถมยังมีข่าวลอยๆ ซึ่งไม่รู้ลอยมาจากใครว่า จะมีการตัดสิทธิในการเข้าร่วมพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งเป็นทางออกที่บ้าบอยิ่งนัก แต่ไอ้สื่อมวลชนบางคนก็ดูจะสะใจยิ่งนักกับบทลงโทษนี้ แต่ขอถามสักทีเถิดผู้มีปัญญา ระหว่างนม ตูด และอวัยวะอื่นๆ สิ่งใดหนาที่เธอใช้ในการศึกษาเล่าเรียน

 

นี่แหละหนอสังคมอุดมปัญญา?

 

แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้เหล่านักศึกษาควรจะเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอยู่อีกหรือไม่? แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้เสรีภาพที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงมันมีอยู่จริง หรือจะเป็นเพียงสิ่งสมมติเท่ห์ๆ ในรัฐธรรมนูญที่กำลังรอคอย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์