ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี "สุวิชา ท่าค้อ" ตามมาตรา 112

วันนี้ (3 เม.ย.52) เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่พนักงานอัยการ โจทก์ ฟ้องนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16

 

ตัดสินว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1), 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2) และ 16(1) เนื่องจากเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่มีโทษสูงสุด และความที่จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง ให้ตัดสินให้ลงโทษ กระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กระทงละ 5 ปี คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ริบของกลาง

 

นางฐิติมา ท่าค้อ ภรรยาของนายสุวิชา วัย 36 ปี กล่าวภายหลังคำตัดสินว่า รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง และยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับการเลี้ยงดูลูก 3 คนที่ต่างกำลังอยู่ในวัยเรียน เพราะตนเป็นแม่บ้านมาตลอดมีสามีเป็นผู้หารายได้หลัก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ลูกชายคนโตอายุ 16 ปีได้บวชอยู่ที่วัดสระโบสถ์ จ.ร้อยเอ็ด ในโครงการถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

 

"เขาบอกว่าถ้าเขาออกมาได้จะลาออกจากงานไปอยู่บ้านนอกกัน เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา มาบอกทำไมล่ะว่าให้ปากคำแล้วจะปล่อยแฟนหนูกลับบ้าน" นางฐิติมากล่าว

 

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเน็ตติเซ่น กล่าวว่า ขณะนี้ทางเครือข่ายพลเมืองเน็ตกำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือ โดยเบื้องต้นได้รวบรวมข้อมูลและกระจายข้อมูลเกี่ยวกับคดีดังกล่าวออกไป อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วมองว่า คดีของสุวิชา ท่าค้อ เป็นข้อเตือนให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตต้องระมัดระวังตัวในการแสดงความคิดเห็นกันมากขึ้น

สุภิญญากล่าวว่า การลงโทษจำคุก 20 ปี และลดเหลือ 10 ปี เป็นโทษที่หนักมาก ถ้าเป็นยาก็ถือเป็นยาแรง "ก็คงพูดได้ว่าเสรีภาพมีอยู่ แต่ความเสี่ยงก็สูงมากด้วย โดยเฉพาะสำหรับคนที่เชื่อในเรื่องการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา" ทั้งนี้สุภิญญา กล่าวว่าพื้นที่อินเตอร์เน็ต เป็นพื้นที่ที่ผู้แสดงความคิดเห็นไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะแสดงความเห็นโดยใช้นามแฝง หรือเป็นบุคคลนิรนาม แต่น่าสังเกตว่า ความเป็นนิรนามในผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของไทยกลับหายไปอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ปี เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

"ก็น่าเศร้าที่จะต้องพูดว่าผู้เล่นอินเตอร์เน็ตต้องระวังตัว เพราะพื้นที่อินเตอร์เน็ตเป็นพื้นที่เสรี ในส่วนของการแก้ปัญหาระยะยาวคงอยู่ที่การหาจุดที่ลงตัวระหว่างเสรีภาพ กับกฎหมายที่เข้มงวดมาก"

สุภิญญากล่าสว่ากรณีของสุวิชา เนื่องจากจำเลยสารภาพ จึงไม่มีการไต่สวนข้อเท็จจริงว่าเขาเป็นผู้คนที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่ ทั้งนี้ จำเลยก็กล่าวกับผู้สื่อข่าวและบุคคลทั่วไปว่าสารภาพเพราะต้องการให้คดีจบ

"นี่เป็นเรื่องที่เป็นคำถามเหมือนกันว่าในทางสืบสวนสอบสวน หาหลักฐานทางเทคนิคและทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย จะตรวจสอบได้อย่างไรที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต สู่ตัวบุคคลจริงๆ" สุภิญญากล่าวทิ้งท้าย

 

ทั้งนี้ เมื่อเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมาอัยการสั่งฟ้องคดีนายสุวิชา ท่าค้อ กล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยการโพสต์รูปและข้อความลงบนอินเตอร์เน็ต โดยใช้นามแฝง 2 ชื่อ และในวันที่ 30 จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลในระหว่างนัดชี้สองสถาน และศาลนัดฟังคำตัดสินในวันนี้ เวลา 9.00 น.

 

สุวิชา อายุ 34 ปี ทำงานตำแหน่งวิศวกรเครื่องจักร ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2552 หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม คำร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-26 ธ.ค.2551 ผู้ต้องหากระทำผิดกฎหลายบท หลายกรรม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการกระทำดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท ต่อมาวันที่ 14 ม.ค.2552 พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552 บริเวณหน้าร้านสุวรรณการช่าง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม

 

จากนั้นถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ วันที่ 16 มกราคม มายังศาลอาญา รัชดาภิเษก ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้ โดยระหว่างนั้น ทนายความของสุวิชาได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งประกันตัว 2ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ- เพิ่มเติมเนื้อหาข่าว เวลา 15.40 น.

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

เปิดใจจากคุก สุวิชา ท่าค้อ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15329

 

ศาลยกคำร้องขอประกันตัว "สุวิชา ท่าค้อ" ทนายเตรียมอุทธรณ์ต่อสัปดาห์นี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15349

 

สุวิชา ท่าค้อ รับสารภาพ ศาลนัดฟังคำพิพากษา 3 เม.ย. นี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/16074     

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์