เวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย: คำ ผกา วิพากษ์ คกก.ปฏิรูปฯ

 
 
 
 
คำ ผกา นักเขียน ที่รู้จักกันดีในมติชนสุดสัปดาห์ วิพากษ์วิธีคิดและการทำงาน คณะกรรมการปฏิรูป รวมถึงเสนอแนวทางที่ควรทำมากกว่าการนั่งกินบุฟเฟ่ต์ จิบกาแฟ ด้วยภาษีของประชาชน ในช่วงเสวนาหัวข้อ "เสียงที่พูดไม่ได้ในการปฏิรูปประเทศไทย" เวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย "เสียงที่พูดไม่ได้ สิ่งที่พูดไม่ได้" ในการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งจัดโดยภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มจับตาขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมไทย (Thai Social Movement watch) มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สำนักข่าวประชาธรรมและประชาไท ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ด้วยลีลาที่เผ็ดร้อน เร้าอารมณ์ วิพากษ์อย่างถึงแก่น จนชาวออนไลน์ตั้งฉายาให้ว่า "เลดี้กาก้าเมืองไทย"
 
คำ ผกา อภิปรายว่า อันดับแรกอยากอธิบายก่อนว่า ทำไมตนถึงร้อยไม่เอา พันไม่เอากับคณะปฏิรูป ทั้งๆที่หลายคนหลายท่านในคณะปฏิรูปชุดนี้เป็นอาจารย์ที่เคารพ อย่างอาจารย์นิธิ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ทำให้หยุดวิพากษ์วิจารณ์ คกก.ปฏิรูปได้ อยากสรุปเนื้อหาและวิจารณ์คณะปฏิรูปว่าตั้งขึ้นมาอย่างไร มันทำงานอย่างไรในสังคมไทย
 
ขอเริ่มด้วยการสรุปคำพูดของหมอประเวศในไทยรัฐเมื่อ 2-3 วันก่อนที่บ่นน้อยใจว่าทำไมคนถึงไม่เข้าใจการทำงานคกก.ปฏิรูป แถมยังวิพากษ์ วิจารณ์ด้วย หมอประเวศ อธิบายว่า ประเทศอยู่ในช่วงที่วิกฤติสุดๆทุกๆด้าน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ไม่มีทางออก ควรปฏิรูปใหญ่เสมือนยกเครื่องประเทศไทย เริ่มจากภาคประชาสังคม และภาควิชาการที่มาร่วมงานกัน เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แก้ปัญหาตามอาการ ปัญหาโครงสร้างคือ สังคมเหลื่อมล้ำ ขาดความเป็นธรรม ถ้ามีความเป็นธรรม คนดีอยู่ด้วยกัน ก็จะมีความสุข คนก็จะรักกัน รักชาติ แต่หมอประเวศก็ไม่ได้อธิบายว่าคนดีของหมอประเวศคืออะไร และเป็นอย่างไร สงบเสงี่ยม ไม่กินเหล้าแบบในโฆษณา สสส.หรือไม่
 
นอกจากนั้นหมอประเวศยังบอกว่า การปฏิรูปมีเป้าหมายที่การขับเคลื่อนของประชาชน ให้มากเป็นเจ้าของการปฏิรูปประเทศ โดยให้ประชาชนเป็นผู้ปฏิรูปเอง องค์กร คณะกรรมการ เป็นผู้สนับสนุน การปฏิรูปจะมีพลังได้ต้องเกิดจากการรวมตัวของประชาชน รวมเฉยๆไม่ได้ ต้องรวมโดยมีข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ปัญญา ซึ่งคงต้องเป็นปัญญาแบบที่หมอประเวศคิดว่าดี และยังบอกต่อไปอีกว่าต้องให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากร ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาทีให้ความสำคัญกับท้องถิ่น ระบบภาษี เพื่อให้เกิดความยุติธรรม
 
หมอประเวศพูดต่ออีกว่า คนไทยยังมีความสามัคคี อ่อนโยน ไม่ต้องการความรุนแรง ใครเป็นผู้เริ่มต้นใช้ความรุนแรง มักจะเป็นผู้แพ้ อันนี้ไม่รู้พูดกระทบคนเสื้อแดงหรือไม่
 
มาถึงตรงนี้จะขอพูดถึงเหตุผลที่ออกมาวิจารณ์คณะปฏิรูปและการทำงานของคณะปฏิรูป เพราะเมื่อพิจารณาจากคำพูดหมอประเวศ สามารถประมวลแนวคิดและหลักการทำงานได้ดังนี้
 
แนวคิดหลักของการปฏิรูปประเทศไทยจากฝ่ายคณะกรรมการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็น อานันท์ หรือ ประเวศ ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่า ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ รุนแรง การออกจากวิกฤติ คือต้องมีการระดมมันสมองจาก "ทุกภาคส่วน" มาร่างแผนการช่วยชีวิตประเทศไทย
 
สาเหตุหลักของวิกฤติ ปัญหาคือ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้คนจนน้อยเนื้อต่ำใจ ความน้อยใจอันนี้กลายเป็นช่องว่างให้นักการเมืองเข้าไปฉวยใช้พลังของประชาชน ปลุกปั่นให้ประชาชนลุกขึ้นมาเป็นกบฏ ก่อความวุ่นวาย สร้างความรุนแรง จนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ก่อนจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า คนจน ประชาชน จึงตกเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือของนักการเมือง น่าสงสาร น่าเห็นใจ เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจในคำพูดของพระไพศาลก็ดี หรือคำพูดของหมอประเวศมักจะพบคำพูดในทำนองที่ว่า "ประชาชนเป็นเหยื่อของการเมืองของชนชั้นนำสองกลุ่มที่แย่งชิงอำนาจกัน" และคุนกลุ่มนี้ก็จะมีข้อสรุปที่ว่า น่าเสียดายชีวิตที่ต้องมาตาย บาดเจ็บ แต่คนกลุ่มนี้กลับไม่ต้องคำถามกับรัฐว่า มีสิทธิใช้ความรุนแรงกับประชาชน ไม่ว่าพวกเขาจะออกมาด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วก็ตาม ฉะนั้นคนที่ไปเป็นคณะกรรมการปฏิรูปจะอยู่บนจุดยืนที่ว่า "สงสารคนตาย เห็นใจคนเสื้อแดง แต่กูจะยืนอยู่ข้างฝ่ายรัฐบาล"
 
ชุดความคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อสองประการคือ หนึ่ง ดูถูกนักการเมืองว่าคือพวกชาติชั่วโกงกิน ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ สอง ประชาชนคือผู้บริสุทธิ์ แต่โง่ ไร้เดียงสา เต็มไปด้วยความไม่รู้นานัปการ และเป็นหน้าที่ของคณะปฏิรูปที่ดวงตาเห็นธรรม บรรลุ รู้แจ้ง มากกว่าคนอื่น จะอวตารลงมา ชี้ทางสว่างให้แก่ประชาชน จะมาบอกว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรคือการพัฒนาที่ยั่งยืน อะไรคือเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ทว่า พวกเขาทำไปในนามของถ้อยคำที่ฟังดูดี (ทำให้นึกถึง double speech ในเรื่อง 1984 ของจอร์จ ออร์เวล )คือ "การเสริมพลังให้กับประชาชน" หรือ "ส่งเสริมศักยภาพของประชาชน" ยิ่งไปกว่านั้น ยังอ้างว่าเพื่อ "ลดอำนาจรัฐ" และ "กระจายอำนาจ"แต่ทว่ากลับปฏิเสธอำนาจของการเลือกตั้งหน้าตาเฉย
 
นอกจากนี้ พวกคณะปฏิรูปกลบเกลื่อนวิธีคิดของชนชั้นนิยมและอำนาจนิยมของพวกเขาด้วยการออกแบบกระบวนการที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ทุกภาคส่วน" เช่น ระดมมันสมองจากตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรงงาน เกษตรกร ศิลปิน นักเขียน นักการศึกษา ฯลฯ มีการจัดประชุม ทำเวิร์กช็อป ค้นหาข้อเสนอ พิมพ์เขียวที่จะส่งให้ฝ่ายรัฐไปพิจารณา(แต่ถามว่าทุกภาคส่วนของเขา คงลืมเติมว่า ทุกภาคส่วนที่เห็นด้วยกับกูเท่านั้น) และยังใฝ่ฝันว่านี่จะเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้ประชาชนสลัดคราบดักแด้ กลายเป็นผีเสื้อแสนสวย มีปีก บินได้ด้วยตนเอง ไม่ง้อ ไม่พึ่งพิงอำนาจรัฐ ไม่เป็นเหยื่อนักการเมืองอีกต่อไป และวันนั้นเราจะเป็นสังคมแสนสุข ผู้คนรักกัน เพราะสังคมเรามีความยุติธรรม
 
คณะปฏิรูปจะเน้นอยู่เสมอว่า พวกเขาไม่ได้เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่เข้ามาเพื่อสร้างกระบวนการให้ประชาชนมีจิตสำนึกที่จะพึ่งตนเอง ตรวจสอบรัฐบาล แก้ไขปัญหาสังคม และประเทศชาติด้วยตนเอง แทนที่จะหวังพึ่งภาครัฐ หรือเจ้าพ่อ นักการเมือง หรืออยู่ในระบบอุปถัมภ์แบบเดิม
 
แต่คำถามสำคัญคือ คณะกรรมการปฏิรูปคงลืมถามตนเองว่าเป็นใคร มาจากไหน มีสิทธิอะไรไปตั้งคนนั้น คนนี้ บอกว่าเป็นตัวแทนกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ แล้วยังเชื่อว่าตนมีวิสัยทัศน์เลิศเลอถึงขั้นออกแบบ ทำพิมพ์เขียวให้กับประเทศทั้งประเทศได้
 
คณะกรรมการปฏิรูปเป็นใครจึงออกมาตัดสินประชาชนว่าพวกเขาเป็นพวกไร้จิตสำนึกทางการเมืองหรือมีจิตสำนึกทางการเมืองที่ผิดพลาดจึงต้องการการปลูกฝังจิตสำนึกใหม่ที่ถูกต้องกว่าเดิม
 
ทั้งนี้ทั้งนั้นมันจะไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร หากคณะกรรมการปฏิรูป เป็นเพียงองค์กรเอกชนที่ฟอร์มตัวขึ้นมาเพื่อจะบอกว่า ตัวเองเป็นอีกเสียงหนึ่งเล็กๆในสังคม ที่มีแนวคิดอยากนำเสนอต่อรัฐบาลและสังคมว่า ก้าวย่างต่อไปของประเทศไทยน่าจะเป็นอย่างไร ปัญหาสำคัญของประเทศคืออะไร ย้ำว่าคณะกรรมการปฏิรูปจะมีความชอบธรรมก็ต่อเมื่อทำในนามของคนกลุ่มหนึ่งท่ามกลางคนหลากหลายกลุ่ม และไม่อุกอาจไปเคลมว่าแนวคิดของตนนั้นถูกต้องที่สุด ดีงามที่สุด หวังดีต่อประเทศชาติมากที่สุด บริสุทธิ์ใจอย่างที่สุด มากไปกว่านั้น หากจะมีกลุ่มปฏิรูปด้วยความหวังดีเช่นนี้ ควรทำในนามของคณะทำงานเอกชน มูลนิธิ มิใช่ดำเนินงานด้วยงบประมาณของรัฐบาลที่มาจากภาษีของประชาชนที่พวกคุณบอกว่าคือคนที่มีจิตสำนึกผิดพลาด น่าสมเพช เวทนา ต้องการการเยียวยา นี่ยังไม่นับรวมกับที่พวกคุณไปเข้าร่วมกับรัฐบาลที่มือเปื้อนเลือดอีก
 
สำหรับตนสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดของคณะปฏิรูปคือ พวกคุณทำงาน ประชุม ทำพิมพ์เขียว กินบุฟเฟ่ นอนโรงแรม บินไป บินมา พร้อมๆกับสวมชุดเทวดาอวตารมาชุบชีวิตประชาชนผู้หลงผิด ผู้ยากจน ผู้ตกเป็นเหยื่อ ผู้ป่วยไข้ด้วยเงินของบรรดาผู้คนที่พวกคุณดูถูกว่าพวกเขา โง่ พวกเขาจน พวกเขาอ่อนแอ แล้วมันจะมีอะไรน่าอายไปกว่าการใช้เงินของคนจนมาปรามาสดูถูกคนจนพร้อมกับการสถาปนาตนเองเป็นผู้ทรงศีล ทรงภูมิธรรม ดีเลิศประเสริฐศรีกว่าใครๆในโลก
 
พูดสั้นๆคือ ถ้าแน่จริงก็ไปหาเงินมาทำงานปฏิรูปในฐานที่เป็นองค์กรตรวจสอบภาครัฐ ถ่วงดุลภาครัฐ จะประชุม สัมมนา เวิร์กช็อป หรืออะไรก็ได้ ตามที่ตนเองเชื่อ (และคนอื่นอาจจะไม่เชื่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อย่าไปบอกว่าคนที่เขาไม่เชื่อนั้นโง่เง่าดักดาน)
 
ทั้งหมดนี้ตนยังไม่ได้พูดถึงบริบทของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปคณะนี้ที่เกิดขึ้นหลังการสังหารหมู่ประชาชนอย่างป่าเถื่อนที่ใจกลางเมืองหลวง ยังไม่ต้องพูดถึงที่มาที่ไปของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ยังไม่ได้ย้อนกลับไปที่การรัฐประหารปี 2549 ยังไม่ต้องพูดถึงกระบวนการทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กระบวนการทำลายความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ซึ่งสอดคล้องกับฐานคิดของคนแบบประเวศที่ยังเชื่อว่าประชาชนยังโง่ และระดับคุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึก จิตที่ไม่ผ่านการวิวัฒน์ ยังอยู่ในสปีชี่ที่ต่ำเกินกว่าจะปกครองตนเองได้ ขอให้ลองไปดูบทความของหมอประเวศที่พูดถึงสมองส่วนหน้า ส่วนกลาง ส่วนหลัง
 
ถ้าหากคณะกรรมการปฏิรูปหวังดีต่อชาติ บ้านเมือง และปรารถนาให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็งในสังคมไทย สิ่งที่คนที่อยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปควรทำก่อนจะไปทะเยอทะยานเป็นเทวดาจะมาชุบชีวิตประเทศไทย ช่วยทำในสิ่งง่ายๆก่อนคือ ต่อต้านการรัฐประหารอย่างออกนอกหน้า,ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของรัฐบาลปชป. ที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้อย่างไม่ชอบมาพากล,เรียกร้องให้ยกเลิกพรก. ฉุกเฉิน และการมีอยู่ของศอฉ. อย่างจริงจัง จริงใจ มิใช่อ้อมแอ้มพูดนิด แตะหน่อยพอเป็นพิธี พูดหนึ่งวันแล้วก็หายไปเลย ไม่กดดันต่อ,ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกจับกุม คุมขัง ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งในคดีหมิ่นฯ และคดี พรบ. คอมพิวเตอร์ นักเรียนที่ออกมาประท้วงแล้วโดนจับ action ที่มีต่อเรื่องเหล่านี้ต้องชัดเจน,ออกมากดดันให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุม และการการบาดเจ็บ ล้มตายของประชาชนทั้งในเดือนเมษาฯ และพฤษภาฯหรือทุกครั้งที่ผ่านมา (ทว่าสิ่งที่พวกเขาทำกลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามคือไปสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล)
 
นอกจากนั้นควรมีความจริงใจที่จะเห็นการกระจายอำนาจที่แท้จริง แทนการทำเวิร์กช็อป คัดสรรคนที่ตนเองรักตนเองชอบมาประชุมกันอย่างไม่ที่สิ้นสุดและพร่าผลาญงบประมาณ ควรออกมาพูด เขียน เคลื่อนไหวให้มีการยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาคโดยสิ้นเชิง เพราะมันคือโครงสร้างที่กรุงเทพฯ ปฏิบัติต่อต่างจังหวัดในฐานะที่เป็นอาณานิคม อย่างที่เชียงใหม่ อยู่ดีๆเราก็มีเหลนกรมพระยาดำรงฯ เป็นเจ้าเมือง
 
แล้วถ้าอยากเสริมพลังประชาชนอย่างจริงใจ สิ่งแรกที่ควรทำคือเรียกร้องให้มีประชาธิปไตยระบบตัวแทนกลับมาก่อน พร้อมทั้งให้มีการเลือกตั้งที่ปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจที่มองไม่เห็นและไม่มีความรับผิด ต้องละทิ้งความคิดที่ว่าบอกว่าประชาชนอ่อนแอ ประชาชนโง่เง่า ประชาชนขาดวิจารณญาณในการเลือกผู้แทน ประชาชนตะกละเห็นแกผลประโยชน์ระยะสั้น ตกเป็นเหยื่อของนักการเมือง เลิกเชื่อว่าจิตตนเองวิวัฒน์ไกลกว่าชาวบ้านประชาชน เพราะท่าไม่ใช่เทวดา จึงไม่มีสิทธิพิพากษาประชาชนเช่นนั้น ท่านก็คน ประชาชนก็คน พวกท่านต้องเรียนรู้ที่จะเคารพการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี จะถูกใจหรือไม่ถูกใจ ประชาชนต้องได้รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเลือก เราต้องการประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลานโดยไม่มีมือเปี่ยมเมตตามาประคองให้เราลุก เพราะเราต้องเรียนรู้ที่จะเจ็บเอง ลุกเอง ขอร้อง อย่าเสือกกับเรา หากอยากจะเสือก ก็ไปเสือกแบบไม่ใช้ภาษีของเรา หรือก็ไปตั้งเป็นองค์กรเอกชน นำเสนอทางเลือก รณรงค์ทางสาธารณะ โยนความคิดออกมากลางแจ้ง แข่งขัน ท้าทายกับความคิดชุดอื่นๆ ถ้าปชช. เห็นดีด้วย เขาจะไปร่วมกับท่านเอง แต่อย่ามาสถาปนาตนว่า กูนี่แหละ จะพาพวกมึงพ้นทุกเข็ญ
 
แต่เท่าที่เป็นอยู่ การเกิดขึ้นและการทำงานของคณะปฏิรูป เป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่ง ประชาธิปไตยจอมปลอมของประเทศไทยให้แนบเนียน ดูเหมือนจริง ดูเหมือนกับจะเป็นประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ เหมือนจะใกล้เคียงกับการเป็นประชาธิปไตยทางตรง เหมือนจะคล้ายประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วม ใจกว้าง เปิดเผย ด้วยต้นทุนทางสังคมของบุคลากรที่คัดเลือกมาเป็นคณะกรรมการปฏิรูป เช่น คนแบบ อ.นิธิ อ. เสกสรร พระไพศาล ฯลฯ ต้นทุนทางสังคมของคนเหล่านี้ได้ช่วยประดับประดาประชาธิปไตยจอมปลอม ให้ดูดี เป็นเหมือนถุงมือปกปิดคราบเลือดที่เปื้อนมือรัฐบาลอยู่ เป็นผ้ากันเปื้อนปิดชุดเผด็จการเอาไว้ให้เห็นได้วับๆแวมๆ ไม่แจ่มแจ้ง ไม่อุจาด ชุดถ้อยคำที่คณะกรรมการปฏิรูปสรรมาใช้ก็ช่วยยืดอายุรัฐบาลเผด็จการ และพวกท่าก็เกลื่อนความอัปยศของตนเองด้วยการบอกว่า "อย่าไว้ใจพวกผม อย่าเชื่อพวกผม ผมไม่รู้หรอกว่าจะทำอะไรได้แค่ไหน รัฐบาลจะฟังพวกผมแค่ไหน แต่เชื่อสิ พวกผมหวังดีนะ แต่อย่าฝากความหวังซี อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่พวกคุณ อยู่ที่ประชาชนต่างหากเล่า" แต่ขอถามหน่อยว่า ประชาชนออกไปขอให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ยังถูกฆ่าตายเป็นเบือ ท่านยังจะมาว่าประชาชนยังไม่ช่วยตัวเอง หวังพึ่งแต่รัฐบาล ไม่รู้จักลุกขึ้นมาช่วยตนเองอีกหรือ
 
คณะปฏิรูปต้องทำ ถ้าหวังดีจริงคือต้องเรียกร้องให้มีการศึกษาประวัติศาสตร์ของบทบาทของสถาบันกษัตริย์กับการเมืองไทยตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน อย่างจริงจัง กว้างขวาง เปิดเผย ออกมาปกป้องคนที่ศึกษาเรื่องนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้มีคนโดนจับ หนังสือโดนแบน ไปมีชื่ออยู่ในผังล้มเจ้า แล้วคณะปฏิรูป ควรออกมาด่าเรื่องผังล้มเจ้าอย่างสาดเสียเทเสียด้วย เพราะต้องคิดได้ว่า ถ้ารัฐไทยยังสามารถปล่อยผังล้มเจ้าแบบนี้ออกมาเพ่นพ่าน หลอกลวง ครอบงำ ปลุกปั่นประชาชน ก็อย่าไปคิดเรื่องใหญ่ๆแบบปฏิรูป เพราะเรื่องแค่นี้ พวกคุณยังไม่สามารถท้าทาย หรือท้วงติงรัฐได้
 
นอกจากนี้สิ่งที่ควรปฏิรูป คือกฎหมายหมิ่นฯเพราะเป็นกุญแจหลักที่ตจะนำไปสู่การถกเถียง และนำไปสู่แก่นแกนปัญหาทางการเมืองอย่างแท้จริง
 
อันนี้เป็นข้อเสนอที่กล้าพูดเพราะรู้ว่าคณะปฏิรูปไม่กล้าทำ เพราะเอาเข้าจริงๆ พวกเราทุกคนก็รู้ว่า function ของคณะปฏิรูป ไม่ใช่เรื่องการปฏิรูปหรือหวังผลทางผลงาน แต่เพื่อมาเสริมสร้างภาพพจน์รัฐบาล เพราะฉะนั้นคณะปฏิรูปจะทำหรือไม่ทำอะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า การมีอยู่ของคณะปฏิรูปทำให้รัฐบาลมีข้ออ้างที่จะบอกว่า "กูหวังดีกับชาติบ้านเมือง ดูสิ แม้แต่คนที่ด่ากูทุกวัน กูยังให้มาเป็นคณะปฏิรูปเลย" หากคณะปฏิรูปจะออกมาให้ความเห็นที่ต่างกับรัฐบาลบ้าง รัฐบาลก็ได้เครดิตอีกว่า "ดูสิ ผมใจกว้าง ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ผมมีความเป็นประชาธิปไตยนะครับ" เพราะรัฐบาลเองก็ตระหนักดีว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศ ไม่ได้เปลี่ยนด้วยการมีคณะปฏิรูป ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่รู้สึกว่า การมีคณะปฏิรูปเป็นเรื่อง  threatening หรือคุกคามอำนาจรัฐ มันเป็นแค่คณะลิเก ช่วยคลายความตึงเครียด แต่ไม่มีน้ำยาในเชิงผลงาน ทว่าที่เรามานั่งด่าคณะปฏิรูป เพราะเราเห็นว่านอกจากมันจะไม่มีน้ำยาในเชิงผลงาน มันดันมามีน้ำยาในเชิงอุดมาการณ์ คือ มันช่วยย้ำอุดมการณ์ ไม่เอานักการเมือง ไม่เอาการเมืองในรัฐสภา พึ่งคนดี มีคุณธรรม นักการเมืองเลว ประชาชน โง่ ประชาชนฉลาดคือประชาชนที่ออกมาเป็นปราชญ์ชาวบ้าน เป็นอัลเทอร์เนทีฟแบบเอ็นจีโอ ไม่กินเหล้า แบบ สสส. เท่านั้นซึ่งพวกเราก็รู้อยู่ว่าแนวคิดแบบนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของประชาธิปไตยแบบนานาอารยะประเทศ เว้นแต่ว่าถ้าคุณอยากมีประชาธิปไตยแบบพม่า ก็อาจจะต้องเชื่อคนอย่างหมอประเวศเพราะเขามีส่วนในการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองแบบนี้ให้กับกลุ่มอนุรักษ์นิยมแบบนี้ในสังคมไทย
 
ส่วนเรื่องนักเขียนปฏิรูปที่จะให้มาพูด หาอ่านจากข่าวที่แจก ก็จะเห็นความสับสน ไร้เดียงสาของนักเขียน ตนคงไม่ต้องพูดอะไรเพื่อเป็นการซ้ำเติมพวกเขา เพราะพวกเขาได้ประจานความคิดของตนเองไปเรียบร้อยแล้ว
 
เรื่องที่ตกค้างมาจากช่วงก่อนที่อ.อานันท์พูดเรื่องรัฐ เอาเข้าจริงปัญหาของรัฐไทยเราไม่สามารถเปิดศักราชศึกษารัฐไทยได้จริงๆ รัฐไทยมันยังรักษาประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมาจากรัฐประเพณี คือประวัติศาสตร์ไทยควรจะมี 2 เล่ม เล่มแรกไปจบอยู่เล่มที่พูดถึง The end of absolute monarchy แล้วก็ปิดฉากไปเลย และเมืองไทยเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่พูดถึงรัฐของประชาชนที่ความหมายของคำว่าชาติเท่ากับความหมายของคำว่าประชาชนได้แล้ว

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์