ห้ามแก้ไขมาตรา 112 : ความคิดกับความแค้นของอำมาตย์หลงยุค

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

กระแสการเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญากำลังขยายตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยมีความเห็นว่าเป็นกฎหมายที่มีขอบเขตกว้างและบทลงโทษที่รุนแรงเกินไป กลายเป็นเครื่องมือการทำลายทางการเมืองและการลิดรอนสิทธิมนุษยชน โดยที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เองได้แถลงจุดยืนไม่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ในขณะที่นายทหารและพรรคการเมืองมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรง อาทิเช่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวว่า พวกที่อยากแก้ไขมาตรา 112 “ก็ไปอยู่ต่างประเทศก็แล้วกัน” เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์นายอรรถพร พลบุตร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีกลุ่มนิติราษฎร์รณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาว่า ให้โอนสัญชาติไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ การที่คนเหล่านี้มีความยึดมั่นถือมั่นในแนวคิดจารีตนิยมสุดขั้ว หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงถึงกับดาหน้าออกมาตะโกนไล่ตะเพิดคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากจารีตดั้งเดิมให้ไปอยู่ต่างประเทศเป็นทัศนะคับแคบ ล้าหลัง แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งเชื่อมโยงทุกประเทศ ทุกมุมโลกเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีประเทศหนึ่งประเทศใดอยู่โดดเดี่ยวได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่น ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ ซึ่งทั่วโลกในขณะนี้อยู่ในกระแสเสรีประชาธิปไตยที่เน้นความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชน แม้แต่ในแวดวงการค้าระหว่างประเทศยังกำหนดมาตรฐานสากลทั้งในด้านคุณภาพสินค้า และการเคารพสิทธิมนุษยชนของคนงาน ในอีกด้านหึ่งประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของสหประชาชาติ (UN) ได้ร่วมให้สัตยาบรรณในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และยังเป็นภาคีในอนุสัญญาสิทธิพลเรือน และสิทธิทางการเมืองอีกด้วยจึงไม่อาจปฏิเสธแรงกดดันจากนานาชาติที่เห็นว่าประเทศไทยยังมีกฎหมายล้าหลังละเมิดสิทธิมนุษยชนดังที่นาย Frank La Rue ผู้ตรวจการพิเศษด้านเสรีภาพการแสดงออกได้ส่งแถลงการณ์ให้รัฐบาลไทยแก้ไขมาตรา 112 และให้ปล่อยนักโทษการเมืองซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรวมไปถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนจากภาคเอกชน 8 แห่งในเอเชีย ยุโรป คานาด ซึ่งออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร RED POWER ผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่ได้รับสิทธิประกันตัว การมีกฎหมายล้าหลังละเมิดสิทธิมนุษยชนย่อมไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ การกีดกัน การเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม การใช้ดุลยพินิจของศาลที่ใช้บทลงโทษรุนแรง จึงถูกนานาชาติดูถูกประเทศไทยว่ายังป่าเถื่อน ล้าหลัง แม้แต่พม่าซึ่งปกครองด้วยเผด็จการทหารมายาวนานยังต้องผ่อนคลายสิทธิมนุษยชน เช่น ปล่อยตัวนักโทษการเมือง เพราะแรงกดดันจากนานาชาติ หรือว่า...เราจะทำการปิดประเทศ ไม่ต้องคบหาสมาคมกับใครในโลกนี้ ประเทศไทยจะได้มีอัตลักษณ์ที่แสนภูมิใจกันไปตลอดเหมือนกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยเสนอกันมาก่อนว่า ประเทศไทยควรปิดประเทศแล้วจัดระเบียบภายในสังคมกันใหม่ การเอ็ดตะไร ไล่ตะเพิดคนที่มีความเห็นแตกต่างจากจารีตเดิมให้ไปต่างประเทศนอกจากสะท้อนความคับแคบ และความเห็นแก่ตัวที่โง่เขลาแล้วยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอีกประการหนึ่ง ใครคือเจ้าของประเทศ ? อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ? แน่นอนหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญหลายฉบับระบุตรงกันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หรือประเทศไทยเป็นของราษฎรทั้งหลายนั่นเอง การไล่ตะเพิดคนอื่นที่เรียกร้องเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นโดยไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 ให้มีการปรับปรุง หรือบางกลุ่มเสนอให้ยกเลิกไปเลยแบบนี้ เท่ากับว่าพวกเขาเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะให้ใครอยู่อาศัยหรือไล่ตะเพิดใครย่อมทำได้ กระทั่งหากยึดอำนาจ ก่อการรัฐประหารก็ย่อมทำได้ตลอดเวลา ดังที่พวกนายทหารกองทัพบกเคยร่วมมือกันยึดอำนาจเมื่อคราวรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา พวกเขามีความคิดมิติเดียวโดยไม่เข้าใจว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีมาตั้งแต่สมัยรัฐกาลที่ 5 ซึ่งขณะนั้นมีโทษสูงสุดแค่ 3 ปีเท่านั้น ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มโทษเป็น 7 ปี และสุดท้ายรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ได้แก้ไขเพิ่มโทษเป็น 3 – 15 ปี โดยศาลในขณะนี้จะพิพากษาโทษอยู่ในระหว่าง 6 – 15 ปี หมายความว่ามาตรา 112 นั้นมีการแก้ไขมาแล้วถึง 3 ครั้งด้วยกัน จึงเป็นเรื่องเหลวไหลและพิกลพิการสำหรับใครก็ตามที่ตะหวาดลั่นห้ามแตะต้อง ห้ามแก้ไข หรือบางคนถึงกับกล่าวว่าใครที่คิดแก้ไขมาตรา 112 เป็นพวกสติไม่ดี การห้ามแก้ไข หรือห้ามคิดไปเป็นอย่างอื่นต้องคงความเป็นมาตรา 112 ตราบชั่วฟ้าดินสลาย คือการมองกฎหมายอย่างหยุดนิ่ง มองกฎหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองส่วนตนเพื่อการปราบปรามผู้มีความคิดเห็นแตกต่างให้หมดไป ประเทศไทยจึงไม่อาจสร้างนิติรัฐ และไม่อาจไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ หากผู้ปกครอง และนักการเมืองยังขาดความกล้าหาญในการับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหรือท้าทายและพึงพอใจแต่เพียงการประจบสอพลอ การเชื่อฟัง ยอมจำนน และสิโรราบต่อผู้มีอำนาจ เป็นอันว่าประเทศไทยต้องอยู่กับ “จารีตประเพณี” อยู่กับโครงสร้างเดิมเก่าแก่ อยู่กับกฎหมาย และกลไกอันล้าหลัง หากใครคิดเห็นเป็นอย่างอื่นต้องพบกับคุกตะราง หรือไม่ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน ไปเสียให้พ้นจากแผ่นดินไทย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์