วิวาทะหน้ากากขาว‘กายฟอกส์’ สับสนแบบไทยๆ ล้มทักษิณ ล้มเจ้า หรือไม่มีความหมายเฉพาะ?

สำรวจคำอธิบายสัญลักษณ์หน้ากากขาว “กายฟอกซ์” ที่ใช้เคลื่อนไหวในสังคมไทยขณะนี้ ทั้งในพื้นที่โซเชียลมีเดียและตามท้องถนน โดยมีอย่างน้อย 3 กลุ่มคำอธิบายด้วยกัน

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการหน้ากากขาว โดยมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมในแนวใหม่และการสร้างพื้นที่ตัวเอง เป็นการรวมตัวกันของคนที่ “ไม่รู้หน้า แต่รู้ใจ” มีที่มาที่ไปในทางสากล ต่างชาติเข้าใจว่าสู้กับเผด็จการและความไม่เป็นธรรม มีความหมายในตัวของมันเอง เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อให้กลไกต่างๆ ในสังคมมีประสิทธิภาพ ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในระบอบการเมือง โค่นล้มระบอบทักษิณ

กลุ่มที่ 2 มีลักษณะไปทางคัดค้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ หรือแม้ไม่คัดค้านการเคลื่อนไหวแต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้หน้ากากกายฟอกส์เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว โดยกลุ่มเหล่านี้มองไปยังที่มาทางประวัติศาสตร์ของหน้ากากดังกล่าวว่า เป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งขัดวัฒนธรรมไทย ขัดแย้งกับพวก "กษัตริย์นิยม"

กลุ่มสุดท้าย เป็นมุมมองว่าหน้ากากกายฟอกส์ที่ใช้อยู่นี้ไม่ได้มีความหมายพิเศษเฉพาะอะไร

วงเสวนา “ปรากฏการณ์หน้ากากขาว กับยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม – การเมือง”

การเคลื่อนไหวทางสังคมในแนวใหม่และการสร้างพื้นที่ตัวเอง

ในงานเสวนาวิชาการ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ปรากฏการณ์หน้ากากขาว กับยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม – การเมือง” ที่จัดขึ้นที่วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต อาคารสาธรธานี ชั้น 7 ถนนสาธร กทม. โดยวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ร่วมกับ กลุ่มกรีนการเมือง, สภาพัฒนาการเมือง, ชมรม สสร.50 และ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.56 ที่ผ่านมา รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาวว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมในแนวใหม่(new social movement) เนื่องจากไม่ได้มีเป้าหมายที่จะยึดอำนาจรัฐอำนาจการปกครอง เหมือนขบวนการทางชนชั้นแบบเก่า พร้อมทั้งเป็นขบวนการที่ไม่มีแกนนำ ดังนั้นรัฐไม่ต้องไปหา คนที่มาเคลื่อนไหวเป็นผู้มีการศึกษาใช้การสื่อสารสมัยใหม่ ใช้สัญลักษณ์ ใช้คำขวัญ ใช้บทเพลง สติกเกอร์ เป็นต้น

“การแสดงออกของเขาที่ต้องใช้หน้ากาก ก็เพราะสะท้อนให้เป็นว่าสังคมไม่มีความปลอดภัย ถ้าสังคมปลอดภัยคนก็ไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากาก เพราะฉะนั้นการใส่หน้ากากเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เป็นว่าการต่อสู้อย่างเปิดเผยอาจได้รับอันตรายได้ แล้วก็เป็นการแสดงถึงความไม่พอใจแต่พวกเขาไม่ต้องการใช้ความรุนแรง แล้วก็ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง” รศ.ดร.สังศิต กล่าว

คนที่มาต่อสู้ไม่ใช่คนที่อดมื้อกินมื้อ แต่เป็นคนที่มีฐานะตามสมควร ได้ผ่านการเห็นปัญหาของสังคมมายาวนานพอจนกระทั่งเขาเห็นว่าการปกครองแบบนี้ขาดความเป็นประชาธิปไตย มีการใช้นโยบายที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมือง

รศ.ดร.สังศิต อธิบายถึงจุดมุ่งหมายของการใช้สัญลักษณ์ของขบวนการหน้ากากขาวว่า “ประชาชนต้องมีพื้นที่ของตัวเอง ที่จะแสดงออก แล้วก็เป็นขบวนการที่ไม่ต้องการไปยื้อแย่ง ยึดอำนาจจากรัฐบาล การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะยึดอำนาจรัฐบาล เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็ไม่ควรปฏิบัติต่อคนที่ต่อสู้และต้องการแสดงออกอย่างสงบ การจัดองค์กรเป็นแนวนอน เป็นการพึ่งตัวเองและเป็นเครือข่ายของคนจำนวนไม่มากนัก แต่สามารถเรียกมาพบปะกันได้” 

คำนิยามหน้ากากขาวโดย รศ.ดร.สังศิต

คนที่สวมหน้ากาก “ไม่รู้หน้า แต่รู้ใจ”

ในงานเสวนาข้างต้นนอกจาก รศ.ดร.สังศิต แล้วยังมีวิทยากรคนอื่นเช่น สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ชัยวัฒน์ สุรวิชัย สถาบันพัฒนาการเมือง และ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รวมทั้ง สำราญ รอดเพชร พิธีกรโทรทัศน์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา และเขากล่าวว่าขบวนการหน้ากากขาวเกิดขึ้นเมื่อคือวันที่ 24 พ.ค.56 ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจคุณโอ๊ค พานทองแท้ เว็บทำเนียบ มีคนที่เข้าไปโพสต์และเปลี่ยนภาพโปรไฟล์ตัวเองเป็นหน้ากากขาวและเข้าไปยึดเพจเหล่านั้น “เหมือนเป็นการรัฐประหารในโซเชียลมีเดีย” และประกาศว่า “ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นมาแล้ว ข้าขอประกาศว่า ข้าจะล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย"

สำราญ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นก็เกิดการขยายตัวเป็นเหมือนประกายไฟไหม้ลามทุ่งในโซเชียลมีเดีย เป็น V for Thailand เลียนแบบมาจาก V For Vendetta เป็นภาพยนตร์ สำราญ กล่าว และยกข้อความของ “P.khondee ( พี่คนดี กวีสมัครเล่น)” ในเฟซบุ๊กว่าคือการต่อสู้ของคนที่สวมหน้ากาก “ไม่รู้หน้าแต่รู้ใจ” รวมทั้งมีคำถามด้วยว่าจะเป็นปรากกฎการณ์ที่มาเร็วไปเร็วหรือไม่ เนื่องจากปรากฏการณ์ที่อยู่ในโลกออนไลน์มักจะเกิดขึ้นไม่นานก็หายไป แต่กรณีนี้คิดว่าจะไม่ใช่แค่ไฟไหม้ฟาง เคยสัมภาษณ์ Mr.V ที่เคลื่อนไหวโดยไม่เปิดเผยหน้าเขาก็ยืนยันว่าจะไม่เป็นไฟไหม้ฟาง

คำนิยามหน้ากากขาวจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ  “P.khondee ( พี่คนดี กวีสมัครเล่น)”

มีที่มาที่ไปในทางสากล ต่างชาติเข้าใจว่าสู้กับเผด็จการและความไม่เป็นธรรม

สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน กล่าวถึงปรากฏการณ์เสื้อหลากสีในปี 53 ว่าเป็นขบวนการที่ต่อยอดมาจากการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะนั้น พธม.ใช้ทั้งทีวีดาวเทียมเป็นหลักและใช้เว็บไซต์ “ผู้จัดการออนไลน์” มาช่วย เป็นช่องทางการสื่อสารของ พธม.ที่ทรงพลังมาก แต่ในขณะนั้นเฟซบุ๊กยังไม่มี มีเพียง Hi5 คนใช้อินเตอร์เน็ตก็ยังไม่มากในช่วงนั้น เมื่อปี 53 ขบวนการหลากสีต่อยอดจากการใช้ IT และการเข้าถึง IT ที่ง่ายขึ้นเกิดขบวนการของกลุ่มคนที่เรียกว่าหลากสี ที่ออกมาต่อต้านการชุมนุมที่ราชประสงค์ของเสื้อแดงและไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาเพราะใช้ขบวนการนอกรัฐธรรมนูญมากดดัน มีการเกิดขึ้นของอีกหลายเว็บไซต์ หลายแฟนเพจในเฟซบุ๊ก และไม่มีใครเป็นแกนนำ ส่งผลให้รัฐบาลขณะนั้นสามารถที่จะต่อกรกับฝ่ายกดดันได้ในระดับที่รับมืออยู่ เพราะขบวนการหลากสีไม่ใช่ขบวนการที่จะจัดตั้งม็อบไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย

สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน

ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน อธิบายต่อด้วยว่า จากปรากฏการณ์ออคคิวพาย วอลล์สตรีท มาสู่กรณี “ไทยสปริง” ของ อ.แก้วสรร อติโพธิ คิดว่าที่มีพลังเนื่องจากไทยสปริงเกิดขึ้นเพื่อที่จะโต้สปีชของนายกยิ่งลักษณ์ ที่พูดที่มองโกเลีย ในเวทีสากลว่านายกไทยไปแฉว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยและกล่าวหาว่ามีขบวนการต่อต้านประชาธิปไตย ดังนั้นการเอาวาทะกรรมเรื่องสปริงขึ้นมาสื่อมวลชนค่อนข้างสนใจ คิดว่าเป็นความฉลาดของคนตั้ง “ไทยสปริง” ที่หยิบคำนี้

หน้ากากขาวก่อตัวหลังจากไทยสปริงไม่กี่สัปดาห์ เหตุที่หน้ากากขาวดูมีผลมากและสื่อมวลชนให้ความสนใจ รัฐบาลมีปฏิกิริยามาก มาจาก 2 ปัจจัย

  1. หน้ากากขาวนับ 1 ขั้นหลังจากที่นายกยิ่งลักษณ์ เดินสายต่างประเทศแล้วเปิดโปงประจานประเทศไทยว่าไม่เป็นประชาธิปไตย การดึงหน้ากากขาว หรือหน้ากากวีเข้ามาใช้ เป็นสัญลักษณ์คือความชาญฉลาดของคน เพราะหน้ากากขาวมีที่มาที่ไปในทางสากล ชาวต่างชาติเห็นไม่ต้องอธิบายว่าคืออะไร ซึ่งต่างจากหน้ากากแดงและตีนตบชาวต่างประเทศก็ไม่ทราบว่าคืออะไร แต่หน้ากากขาวนั้นสากลรู้ที่มาที่ไปว่าเป็นการต่อกรกับระบอบการเมืองที่เป็นเผด็จการและอำนาจทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรม แต่อีกฝั่งใช้ “หน้ากากแดงสยิว” กลับไปกระตุ้นให้หน้ากากขาวขยายออกไปอีก กับปฏิกิริยาของคนในรัฐบาลที่ท้าทายเป็นทัศนะที่ดูถูกประชาชนทำให้เกิดการขยายตัว
  2. อีกส่วนคือหน้ากากขาวทะลุทะลวงถึงพลังเงียบทางการเมือง ที่เคยแอบเชียร์พันธมิตรหรือคนที่ต่อสู้กับระบอบทักษิณ แต่คนกลุ่มนี้ไม่พร้อมที่จะออกมาชุมนุม จะมีวิถีชีวิตผูกตัวเองอยู่กับโซเชียลเน็ตเวิร์ค แม้หน้าเฟซบุ๊กตัวเองจะไม่พูดเรื่องการเมือง แต่ก็มีการคลิกไลค์คอยติดตามเพจที่เกี่ยวกับการเมือง ดังนั้นหน้ากากขาวจึงไปโดนจริตของคนแบบนี้ คนที่ไม่พร้อมจะออกมาชุมนุมแต่มีใจช่วย แต่คลิกไลค์ในเฟซบุ๊คนั้นชอบแต่ไม่พร้อมลงถนน ดังนั้นหน้ากากขาวจึงโตในโซเชียลเน็ตเวิร์ค แต่อาจไม่มากเมื่อลงถนน

สุริยะใส กล่าวด้วยว่า หน้ากากขาวนี้ไม่ใช่แฟชั่นหรือแค่ปรากฏการณ์ แต่พัฒนาไปเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่น่าจับตา เป็นขบวนการเคลื่อนไหวแบบใหม่ที่สามารถสร้างพื้นที่ทั้งในโลกเสมือนและโลกความเป็นจริงได้ และไม่ใช่แค่แฟชั่น และจะทรงพลังกว่าขบวนการหลากสีเพราะขบวนการหลากสีเป็นขบวนการที่เหมือนจะเป็นปกป้องรักษารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ให้ยุบสภาและยืนหยัดจะจัดการกับการชุมนุมที่ผิดกฎหมายจึงถูกตีความว่าเป็นการออกแบบโดยรัฐ แต่หน้ากากขาวไม่ใช่แบบนั้นเพราะเป็นฝ่ายที่ตรงข้ามกับรัฐบาล ไม่สามารถหาแกนนำได้ จึงคิดว่ามันมาถึงจุดที่เรียกว่าขบวนการแล้ว และไม่คิดว่าจุดหมายเป็นแค่การขับไล่ระบอบทักษิณ ถ้าไปไกลกว่าเรื่องระบอบทักษิณ ไปพูดถึงเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคม เรื่องพลังงาน เรื่องความไม่เท่าเทียมทางสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และขณะนี้ขบวนการหน้ากากขาวเป็นขบวนการที่กำหนดวาระทางการเมืองได้ เป็นช่องทางที่จะนำพาชนชั้นกลางและพลังเงียบในสังคมออกมาเข้าร่วมเคลื่อนทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งก็ควรไปไกลกว่าการโค่นระบอบทักษิณ

มีความหมายในตัวของมันเอง สู้กับอำนาจทุนสามานย์ทักษิณ

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย สถาบันพัฒนาการเมือง กล่าวว่า ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปหน้ากากกายฟอกส์มีความหมายในตัวของมันเอง พลังการเคลื่อนไหวของหน้ากากวีนั้นส่วนใหญ่มาจาการกระทำของรัฐบาลที่ไม่ฟังเสียงของประชาชนเท่าที่ควร รัฐบาลยิ่งใช้อำนาจจัดการกับประชาชนมากยิ่งปลุกประชาชนที่ทนไม่ไหวกับอำนาจทุนสามานย์ทักษิณขึ้นมาต่อสู้มากขึ้น อิทธิฤทธิ์ของหน้ากากขาวขับเคลื่อนเจตนารมณ์รักชาติรักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม ปฏิเสธเผด็จการ มีลักษณะที่เป็นอิสระมีสีสันตรงไปตรงมา เป็นเรื่องของความคิดก้าวข้ามผลประโยชน์ของตัวเอง จึงสามารถทะลุทะลวงไปได้ไกล คนที่ใส่หน้ากากวีนี้จะบอกเล่าความจริงปัญหาความทุกข์ของคนในแผ่นดิน

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย สถาบันพัฒนาการเมือง

เพื่อให้กลไกต่างๆในสังคมมีประสิทธิภาพ ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในระบอบการเมือง

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า การชุมนุมที่นำโดยเสธฯ อ้าย (พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์) เป็นการชุมนุมที่คาดหวังว่าจะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมจำนวนมากแล้วหวังว่าจะมีทหารเข้ามายืนข้างประชาชนในการโค่นล้มรัฐบาล แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด

สำหรับหน้ากากขาวนั้นมีแบบแผนการชุมนุมที่ต่างกัน แต่เป็นการชุมนุมเพื่อให้กลไกต่างๆ ในสังคมมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น เพราะหากอยู่ภายใต้ระบอบทักษิณในปัจจุบันหลายๆ กลไกมันไม่ทำงานหรือทำหน้าที่ไม่เต็มที่ ดังนั้นการชุมนุมขององค์กรภาคประชาชนจึงเป็นตัวเร่งให้กลไกต่างๆ ในสังคมเดินตามปกติมากขึ้น

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กล่าวด้วยว่า หน้ากากขาวนั้นการประกาศตัวออกมาช่วงแรกว่ามีเจตจำนงว่าจะโค่นล้มระบอบทักษิณนั้นเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการโค่นล้มระบอบคิด วิถีปฏิบัติไม่ใช่เฉพาะตัวทักษิณ คือการใช้การผู้ขาดอำนาจในเครือญาติ ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ไร้ฝีมือในการบริหาร แต่การโค่นล้มสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องโค่นล้มตัวรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว เรามาสามารถที่จะปฏิบัติการทางการเมืองในหลายแนวรบ หลายมิติ และกลุ่มกากขาวเป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอเนื่องจากไม่มีแกนนำชัดเจน เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่จะแสดงตัวออกมาก็สามารถแสดงตัวออกมาได้ทันที โดยสรุปกลุ่มหน้ากากขาวเป็นการแสดงออกของกลุ่มคนไทยที่ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในระบอบการเมืองทั้งหมด

หน้ากากกายฟอกส์ ต่อต้านกษัตริย์ฯ-ขัดวัฒนธรรมไทย

ขณะที่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการแคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาว พยายามอธิบายความหมายของหน้ากากขาวหรือหน้ากากกายฟอกส์ผ่านที่มาทางประวัติศาสตร์ของมัน โดย อุลตร้าแดง แดงสยิว ซึ่งเป็นนามแฝงของแกนนำที่ใช้สัญลักษณ์เป็นหน้ากากแดง เพื่อรณรงค์คัดค้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาวหรือหน้ากากกายฟอกซ์ทั้งในโซเชียลเน็ตเวิร์คและภายนอก มองการเคลื่อนไหวและการใช้สัญญาลักหน้ากากนี้ว่า “ถ้าเรียกร้องในทางการเมืองนั้นทุกคนมีสิทธิทำได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานหลักประชาธิปไตยและกฎหมาย ผมไม่ได้มีปัญหากับการที่เขาออกมาเรียกร้องโวยวายอะไรทั้งสิ้น แต่มีปัญหากับแค่สัญลักษณ์ที่เขาใช้ เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของการล้มระบอบการปกครองในยุโรปซึ่งไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย โดยชนชั้นกลางในเมืองไทยจะทราบว่าสัญลักษณ์นี้มันคืออะไร แต่ระดับรากหญ้าเขาอาจจะยังไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงควรมีคนออกไปชี้กับสังคมว่าหน้ากากขาวอันนี้มันคืออะไร อยากให้เขาเลิกใช้สัญลักษณ์นี้ก็จบแล้ว”

“ต้องการให้หน้ากากขาวยุติการใช้หน้ากากกายฟอคซ์เป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหว มันไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย สัญลักษณ์อันนี้เขารู้กันทั่วโลกว่าล้มระบอบอะไร จะไปวางระเบิดรัฐสภาหรือลอบปลงพระชนม์ใครถึงใช้สัญลักษณ์แบบนี้” 

การชุมนุมของหน้ากากแดงเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา

เช่นเดียวกันกับ พานทองแท้ ชินวัตร ที่โพสต์สถานะในแฟนเพจบนเฟซบุ๊กตัวเอง Oak Panthongtae Shinawatra  เมื่อ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมาเกี่ยวกับกลุ่มหน้ากากขาวนี้ว่า “มาจากกลุ่มประชาชนผู้สับสนในชีวิต ชื่อเล่นว่าสลิ่มครับ มักอ้างตัวตลอดเวลาว่า ตนเองผูกขาดความจงรักภักดี แต่ดันใส่หน้ากากแสดงสัญลักษณ์ที่ตรงข้าม คือเป็นใบหน้าของผู้ที่ต่อต้านสถาบันฯ ถึงขั้นเตรียมการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ แต่แพ้ถูกจับได้และโดนประหารชีวิต ซึ่งคนที่จงรักภักดีจริง เขาไม่น่าที่จะนำความอัปมงคลมาสู้ชีวิต ด้วยการสวมหน้ากาก ที่เป็นใบหน้าของคนล้มเจ้า นำความอัปมงคลมาสู่ผืนแผ่นดินไทยแบบนี้”

โควทของ เทพมนตรี ลิมปพะยอม จากเฟซบุ๊กแฟนเพจ วิวาทะ

แม้แต่ผู้ที่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาว แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้สัญลักษณ์นี้อย่าง เทพมนตรี ลิมปพะยอม นักประวัติศาสตร์และแกนนำกลุ่มเครือข่ายประชาชนหัวใจรักชาติ ได้โพสต์สถานะในเฟซบุ๊ก “Thepmontri Limpaphayom” เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่าหน้ากากดังกล่าวขัดกับวัฒนธรรมไทยจึงทำให้ไม่ยั่งยืนหากต้องการล้มรัฐบาลนี้ต้องใช้ทหารรัฐประหารอย่างเดียว โดยเขากล่าวว่า

“ผมไม่สนใจและไม่เห็นด้วยกับหน้ากากฝรั่งตาน้ำขาว ก็จะมาบังคับไม่ให้ผมไปเที่ยวหรืออยู่เฉยๆ แปลกคน พวกคุณอยากจะทำอะไรก็ทำไปสิ ผมไม่เคยห้าม แต่ผมไม่เห็นด้วย ทำแล้วยังไง อะไรที่ฝืนและขัดต่อวัฒนธรรมไทยเห่อกันเป็นแฟชั่นตามกันไปมันก็ไม่ยั่งยืน

มันเป็นแค่อีเว้นท์ จะล้มรัฐบาลนี้ในเวลานี้ต้องทหารทำการปฏิวัติลูกเดียว ผมถามไปก็ไม่เห็นมีใครตอบได้ ผมจึงบอกให้ไปขอร้องสมาชิกฝ่ายค้านทั้งหมด ให้เขาถอดหน้ากากการเมืองแล้วมาสวมหน้ากากอย่างพวกคุณ ถ้าพวกเขามาแม่ยกพ่อยกของเขา(ที่มาอยู่แล้ว)ก็จะมีมามากขึ้น ให้สมาชิกของพรรคไปเกณฑ์คนมาเหมือนที่เคยทำไง ใส่หน้ากากอย่างที่คุณว่า อันนั้นนะง่ายกว่ามาชวนผม เพราะจุดประสงค์ของฝ่ายค้านเขาต้องการล้มรัฐบาลอยู่แล้ว เขาก็อยากเป็นรัฐบาล ดังนั้นการมาขอให้ผมออกไปร่วมนั้นนะคงทำไม่ได้ ไม่ชอบรัฐบาลนี้และไม่ชอบฝ่ายค้านด้วย ผมก็มีสิทธิเสรีภาพจริงไหม แต่ผมก็มีหน้าที่ ที่ไม่ใช่ออกไปทำอีเว้นท์อ่ะ เพราะต้องทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า ชัดแล้วนะ เข้าใจกันแล้วนะ ผมจะไม่ยุ่งกับพวกคุณและขอความกรุณาอย่ามายุ่งกับผม

อนึ่งผมก็ยังยืนยันเช่นเดิม แม้พวกคุณจะบิดเบือนประวัติศาสตร์ของพระเจ้าเจมส์ที่1อย่างไร คุณจะไปเอาหนังมาเป็นแบบอย่างขนาดไหน ตะแบงกันไปถึงโลกพระจันทร์ก็ทำเลย ผมเป็นนักประวัติศาสตร์ไม่ใช่นักเล่านิทาน หรือนักจัดอีเว้นท์”

กลุ่ม V For Thailand สวมหน้ากากขาวประท้วงอเมริกาและ UN หลังตัวแทนทั้ง 2 องค์กรออกมาวิจารณ์ ม.112

: ภาพจากเพจ V For Thailand

แม้จะยกมาจากหนัง แต่ก็ยังขัดแย้งกับพวก "กษัตริย์นิยม"

โชติศักดิ์ อ่อนสูง นักกิจกรรมทางการเมืองและสังคม โพสต์ในบันทึกบนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 ก.พ.56  ซึ่งเวลานั้นมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการกับเว็บไซต์ที่กลุ่มนี้อ้างว่าละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์และการประท้วงสถานทูตอเมริกาและยูเอ็น เมื่อกลาง ธ.ค.54 หลังตัวแทนทั้ง 2 องค์กรออกมาวิจารณ์กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือ ม.112  โดยโชติศักดิ์ อธิบายว่า เวลาพวก "กษัตริย์นิยม" ชาวไทย ใส่หน้ากาก "กาย ฟอคซ์" (Guy Fawkes) ในการทำกิจกรรมทางการเมืองของพวกเขา แล้วพอมีคนแย้งว่า "นี่มันหน้ากากของคนที่คิดลอบฆ่ากษัตริย์นะ" พวกกษัตริย์นิยมเหล่านั้นก็จะบอกว่า "หนังมันพูดเรื่องการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เกี่ยวอะไรกับการลอบฆ่ากษัตริย์"

หลายคนก็คงรู้กันอยู่แล้วว่า "หนัง" ที่พวกเขา (พวกกษัตริย์นิยม) พูดถึงนั่นคือหนังเรื่อง "วี ฟอร์ เวนเดตตา" (V For Vendetta) ซึ่งพูดเรื่องการต่อสู้กับเผด็จการ/การต่อสู้เพื่อเสรีภาพจริงๆ

แต่สิ่งที่มากกว่าเนื้อหาในหนังก็คือ "หน้ากาก" ที่ V ตัวเอกในหนังสวมอยู่ตลอดทั้งเรื่องนั้นมันไม่ใช่หน้ากากที่อยู่ๆก็ถูกทำขึ้นมาแบบไม่มีที่มาที่ไปหรือสักแต่วาดขึ้นมามั่วๆ

แต่มันคือหน้ากากที่เลียนแบบใบหน้าของชายชาวอังกฤษคนหนึ่งที่ชื่อ Guy Fawkes  และ Guy Fawkes คนนี้คือคนที่วางแผนจะระเบิดอาคารรัฐสภาเพื่อลอบสังหารกษัตริย์อังกฤษ (กษัตริย์เจมส์ ที่ 1 - King James I) ในวันที่ 5 พ.ย. 1605 โดยมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างนิกายศาสนา (แต่แผนรั่วซะก่อน)

เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกเรียกว่า "กบฏดินปืน", "แผนดินปืน"

ถ้าไม่เชื่อผมก็ลองเอาคำว่า "กาย ฟอคซ์" หรือ "Guy Fawkes" ไปเซิร์จใน google ดูสิครับ (คุณจะพบว่า ข้อมูลที่ขึ้นมานอกจากจะพูดถึงพฤติการณ์ของชายที่ชื่อ Guy Fawkes แล้ว จะยังเชื่อมไปถึงหนังเรื่อง V For Vendetta ด้วย)

ผมคิดว่าเหตุที่อลัน มัวร์ ผู้เขียน V For Vendetta (เรื่องนี้เป็นการ์ตูนมาก่อนที่จะเป็นหนัง) เลือกใบหน้าของ Guy Fawkes ทั้งที่เนื้อเรื่องของ V For Vendetta ออกแนวอนาธิปไตย (ซึ่งโดยปกติถือว่า "ซ้ายจัด") ในขณะที่ Guy Fawkes น่าจะเรียกได้ว่าเป็นพวก "ขวาจัดแนวศาสนา" ก็เพราะการลอบสังหารโดยวิธีระเบิดอาคารรัฐสภานี่แหละครับ

ดังนั้นเวลาผมเห็นพวก "กษัตริย์นิยม" ใส่หน้ากาก Guy Fawkes ทำกิจกรรมทางการเมืองผมจึงอดรู้สึกขำไม่ได้

เพราะหน้ากากนี้มันทั้งโยงไปได้ทั้งหนัง V For Vendetta และทั้งชายที่ชื่อ Guy Fawkes 

ซึ่งล้วนแต่มีแง่มุมที่ขัดแย้งกับพวก "กษัตริย์นิยม"

คือ ในขณะที่หนัง V For Vendetta เป็นแนวอนาธิปไตย พูดเรื่องเสรีภาพ แต่พวกกษัตริย์นิยมใช้หน้ากากนี้ในการเคลื่อนไหวเพื่อจำกัดเสรีภาพ

และในขณะที่พวกนี้บอกว่าเขารักนับถือกษัตริย์ แต่หน้ากากที่พวกเขาสวมใส่อยู่กลับเป็นรูปใบหน้าของ Guy Fawkes ซึ่งเป็นแกนนำขบวนการลอบสังหารกษัตริย์

แต่ที่ขำกว่าความย้อนแย้งที่ว่าไปข้างบนก็คือ เวลามีคนแย้งพวกเขาเรื่องหน้ากาก Guy Fawkes ว่าเป็นหน้ากากของพวกลอบสังหารกษัตริย์ นอกจากพวกที่ดูงงๆ แบบ "เกี่ยวอะไร" แล้ว บางคนยังกลับมาด่าคนที่แย้งอีกว่า "ดูหนังไม่เข้าใจ"

ที่การ์ตูน V for Vendetta (ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นหนัง) มันใช้หน้ากาก Guy Fawkes นี่เพราะมันได้แรงบันดาลใจมาจากพวก anonymous มันประท้วงเรื่องเสรีภาพในอินเตอร์เนตน่ะครับ ซึ่งพวกนี้ต้องใส่หน้ากากไว้เพราะกลัวโดนบริษัทที่มันประท้วงฟ้อง จริงๆ มันก็ห่างจาก Guy Fawkes ต้นฉบับมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วนะ

ส่วนก่อนหน้านั้นหน้ากาก Guy Fawkes มันก็มีคนเอาไว้ใส่แฟนซีในงาน 5 of November อยู่แล้วด้วยน่ะครับ

วันที่ 5 พ.ย. นี่จะมีงานฉลองเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้นะครับ (ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะเคยอ่านเจอว่าเขาเรียกว่า "วัน Guy Fawkes" ตรงๆเลย) ซึ่งในงานจะมีการใส่หน้ากาก Guy Fawkes ครับ

ขบวนการ anonymous เอาหน้ากาก Guy Fawkes ซึ่งมีขายเป็นปกติอยู่แล้วมาใส่เพื่ออำพรางตัวไม่ให้ถูกฟ้อง แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้อลัน มัวร์ เอามาเขียนเป็นการ์ตูน

มันไม่ได้มีความหมายพิเศษเฉพาะอะไร

อย่างไรก็ตามมีทัศนะที่มองว่าหน้ากากขาวหรือหน้ากากกายฟอกซ์นี้ไม่ได้มีความหมายพิเศษเฉพาะ โดยยกตัวอย่างว่าในหนังเรื่อง V for Vendetta ของ Alan Moore เป็นการพูดถึง V ผู้ที่สวมหน้ากากดังกล่าวเป็นตัวแทนของพวกอนาร์คิสต์ที่ต่างจากกายฟอกซ์ที่เป็นคนที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นพวกขวาคลั่งศาสนา พร้อมทั้งยกปรากกฎการณ์ที่มีผู้สวมหน้ากากกายฟอกซ์มาประท้วงกันเอง จึงมองว่าหน้ากากนี้ใครจะให้ความหมายยังไงกับมันก็ได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหมายเฉพาะ

โดยประชาไทได้สัมภาษณ์ นนทวุฒิ ราชกาวี นักศึกษาปริญญาโท ด้านประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเขาอธิบายความหมายของหน้ากากกายฟอกส์ไว้อย่างน่าสนใจว่าไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร โดยเขาเล่าถึงที่มาของการใช้หน้ากากนี้ว่า

การวิจารณ์ว่าพวกขวาไทยที่ใช้หน้ากากกาย ฟอกส์ ว่าไม่เข้าใจความหมายและที่มาว่ากาย ฟอกส์ เป็นพวกล้มเจ้านี่ผมคิดว่าคนพูดเองก็ไม่เข้าใจพอๆ กันแหละครับ เอาเข้าจริงไอ้หน้ากากกาย ฟอกส์เองก็ถูกหยิบออกมานอกบริบทความความเป็นตัวกาย ฟอกส์มาตั้งแต่ต้นแล้ว (ยังไม่นับว่ากาย ฟอกส์ ไม่ใช่พวกล้มเจ้า ในความหมายของการต้องการเปลี่ยนระบอบกษัตริย์ แต่กาย ฟอกส์เป็นเพียงแค่หนึ่งในคนที่อยู่ในขบวนการที่อยากได้กษัตริย์องค์ใหม่ที่จะให้เสรีภาพแก่พวกคาทอลิกมากขึ้น)

ตอนแรกหน้ากากกาย ฟอกส์ เป็นหน้ากากหน้าตาประหลาดที่ทำจากกระดาษแข็งราคาถูก ที่เด็กๆ เอามาใส่เล่นเพื่อขอเงินในงานคืนรอบกองไฟ (Bonfire Night) ช่วงจบศตวรรษที่ 18 ซึ่งแน่นอนว่าเด็กๆ อังกฤษคงไม่คิดสรรเสริญอุดมการณ์คลั่งศาสนาของกาย ฟอกส์หรืออยากจะไปวางระเบิดที่ไหนแน่ๆ เพราะงานนี้จัดขึ้นด้วยสำนึกต่อต้านพวกคาทอลิก และจัดในวันฉลองครบรอบวันที่จับตัวกาย ฟอว์กส์ได้ จนกระทั่งเข้าศตวรรษที่ 20 งานฉลองนี้ก็ไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองอีกต่อไป แต่กลับเป็นงานฉลองเพื่อความสนุกสนานไปมากกว่า

ในขณะที่หน้ากากกาย ฟอกส์ปัจจุบันที่นำต้นแบบมาจากการ์ตูน V for Vendetta ของ Alan Moore ก็พูดถึง V ที่เป็นภาพตัวแทนของพวกอนาร์คิสต์ ซึ่งก็ห่างไกลกับขวาคลั่งศาสนาแบบกาย ฟอกส์ที่เป็นตัวคนจริงๆ ไปไกล จนกระทั่ง V For Vendetta ถูกนำมาสร้างเป็นหนัง Alan Moore ก็โจมตีว่ามันได้ละทิ้งประเด็นเรื่อง anarchist-fascist กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งที่มีอเมริกันเป็นศูนย์กลายระหว่าง liberalism กับ neo-consevativism ซึ่งก่อนหน้านี้ Alan Moore กับ DC Comics ก็ดูจะแยกทางกันไม่ดีนัก

ตัวอย่างเหตุการณ์ประท้วงครั้งหนึ่งที่แสดงถึงความมั่วในความหมายของหน้ากากกาย ฟอกส์ คือในปี 2006 สองกลุ่มที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกันแต่สวมหน้ากากกาย ฟอกส์ เผชิญหน้ากันหน้าออฟฟิศของ DC Comics ฝ่ายหนึ่งเป็นพวกพวกอนาคิสต์ฝ่ายซ้ายฟรีแกน (freegan left-anarchist) มาประท้วงหนัง V For Vendetta โดยกล่าวหาว่าหนังเรื่องนี้บิดเบือนภาพของ anarcists ผู้ร่วมประท้วงคนหนึ่งกล่าวว่า "หนังและการ์ตูนยังรักษาแง่มุมเรื่องความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับ anarchyแต่ไม่มีอันไหนเป็นแง่บวกเลย" นับเป็นเรื่อง irony ที่ Alan Moore ก็กล่าวว่าตัวเองเป็น anarchist เหมือนกัน

อีกฝ่ายเป็นพวกเสรีนิยม (libertarian) ที่มาประท้วงพวกอนาร์คิสต์ และสนับสนุน DC Comics โดยได้รับการสนับสนุนจากพนักงาน Time Warner ฝ่ายหลังวิจารณ์ฝ่ายแรกว่า "ถ้าพวกเขาเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ, ฉันคิดว่าพวกเขาอาจจะมองเป็นทุนนิยม, ฮอลลิวู้ด และหนังสือการ์ตูนเป็นกองกำลังปลดปล่อยมากกว่าจะเป็นศัตรู"

และครั้งแรกที่หน้ากากกาย ฟอกส์ถูกนำมาใช้ในการประท้วงอย่างจริงจังคือการที่กลุ่ม Anonymous ใส่หน้ากากนี้ประท้วงลัทธิ Scientology ที่ฟ้องเกรียนไซเบอร์คนหนึ่งที่เผยแผร่คลิปพิธีฉลองของลัทธิที่ทอม ครูซสวดมนต์อยู่ ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ แต่กลัวจะถูกฟ้องเพราะพวก Scientology ชอบใช้วิธีฟ้องดำเนินคดีกับใครก็ตามที่อยู่ตรงข้ามกับลัทธิ พวก Anonymous เลยใส่หน้ากากปิดบังตัวเอง แต่พอรูปการประท้วงในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2008 เผยแพร่ออกไปหลายคนเห็นว่ามันเท่ดีและอยากมีส่วนร่วม ทำให้หน้ากากกาย ฟอล์กส์กลายเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มไป ซึ่งต่อมาก็มีการใส่ความหมายให้หน้ากากนี้เข้าไปอีกสารพัด และผมเข้าใจกว่าจากการประท้วงของพวก Anonymous นี่แหละที่ทำให้หน้ากากกาย ฟอว์กส์กลายเป็น vogue ขึ้นมา ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าหากตอนนั้นกลุ่ม Anonymous เลือกใช้หน้ากากScream หรือหน้ากาก Halloween คงจะมีคำอธิบายที่สนุกไปอีกแบบ

เพราะฉะนั้นแล้วหน้ากากกาย ฟอกส์มันจึงเป็นสิ่งที่อยู่นอกบริบทของตัวตนกาย ฟอกส์ตัวจริงมาตั้งแต่ต้นแล้ว มันออกจะเป็น vogue ที่ไม่ได้มีความหมายพิเศษเฉพาะอะไรด้วยซ้ำ ใครจะให้ความหมายยังไงกับมันก็ได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหมายเฉพาะเมื่อตัวหน้ากากมันถูกเผยแพร่ออกไปแล้วแม้แต่ตัวกาย ฟอกส์ก็ไม่ใช่เจ้าของ และด้วยความที่ตอนนี้มันได้กลายเป็น gimmick ของการประท้วงสารพัดเรื่อง ตั้งแต่ประท้วงทุนนิยม ประท้วงเผด็จการ ประท้วง Arab Springไปจนถึงประท้วงนักการเมือง ไปแล้ว ผมว่าการพยายามผูกขาดความหมายเฉพาะกับหน้ากากกาย ฟอกส์ ซึ่งไม่รู้ว่ามันมีจริงๆ หรือเปล่า ก็เป็นเรื่องไร้สาระพอๆ กับการเอาหน้ากากกาย ฟอกส์มาเป็นสัญลักษณ์ในการประท้วงอะไรสักอย่างนั้นแหละครับ แต่ที่แน่ๆ ยิ่งประท้วงมากเท่าไหร่บรรษัทสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Time Warner ก็ยิ่งรวยครับ

มองปรากฏการการที่ฝ่ายคัดค้านใส่หน้ากากกายฟอร์กมาล้อเลียนว่าอย่างไร

สำหรับผมผมว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจอะไรนะครับ เมื่อ gimmick ที่ถูกผลิตในโลกออนไลน์พอถึงจุดหนึ่งมันจะมีคนเอา gimmick นั้นไปทำต่อในโลกจริง เพราะโลกออนไลน์กับโลกจริงมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันอยู่แล้ว มวลชนที่ไปร่วมก็กลุ่มเดิมมาตั้งแต่พันธมิตรฯ จนถึงหลากสี ก็แค่เปลี่ยน gimmick ใหม่ให้ดูน่าตื่นเต้นขึ้นเท่านั้นเอง

ฝ่ายเสื้อแดงเองก็มีจำนวนมากที่พยายามช่วงชิงความหมายหน้ากากกาย ฟอว์กส์ กับพวกนี้ที่บอกว่าหน้ากากกาย ฟอว์กส์มาจากพวกล้มเจ้า พวกที่ใช้หน้ากากนี่ไม่เข้าใจความหมายหรืออะไรก็ว่าไปก็เล่นล้อเลียนให้การใส่หน้ากากกลายเป็นเรื่องตลกขบขันด้วยการใส่หน้ากากแดง

ผมว่ามันก็เป็นปฏิกิริยาที่ดูน่าสนุกดีนะครับ ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของความหมายทางการเมืองบางอย่างที่อีกฝ่ายพยายามสร้างกลายเป็นเรื่องขบขัน บางทีการต่อต้านด้วยการทำให้เป็นเรื่องขบขันอาจจะได้ผลยิ่งกว่าการปะทะโดยตรงเลยก็ได้

การพยายามแย่งชิงกันว่าสัญลักษณ์หนึ่งควรมีความหมายยังไง สู้กันให้ตายก็ยากครับ เพราะสัญลักษณ์ที่ถูกผลิตออกมาแล้วมันไม่มีเจ้าของ แม้แต่ผู้สร้างมันขึ้นมาเอง แต่การทำให้มันสูญเสียความหมายไปด้วยการทำให้เป็นเรื่องตลกนี่ไม่ว่าจะใส่ความหมายอะไรลงไปก็ถูกหัวเราะได้อยู่ดี

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์