เรื่องเก่า "จำนำข้าว"....รัฐจะแถไปถึงไหนกัน.....

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ตื่นเช้าวันนี้ อ่านหนังสือพิมพ์"โพสต์ทูเดย์" สัมภาษณ์ ฯพณฯอานันท์ ปันยารชุน มีเนื้อหาดีๆเยอะครับ ท่านวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ ทางศก.ที่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ วิเคราะห์ปมขัดแย้ง โดยเฉพาะการเอาแต่ยึดกับการตีความกฎหมาย เสนอแนะทางออก (เป็นบทความที่น่าหามาอ่านมากครับ) และเรื่องหนึ่งในนั้น ก็เป็นเรื่อง"จำนำข้าว"ที่ท่านเล่าให้ฟังว่าเคยท้วงติงโดยตรงกับ นายกฯยิ่งลักษณ์ และรองนายกฯกิตติรัตน์ เมื่อกว่าหนึ่งปีที่แล้ว

ส่วน"ไทยรัฐ"ก็สละพื้นที่เต็มหน้า 8 ให้"ยรรยง พวงราช"รมช.พาณิชย์ ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่าเทอดทูนระบบบิดเบือนกลไกตลาด (เพื่อกรูจะได้มีอำนาจบทบาท เก็บเกี่ยวได้บ้างไง) ออกมาอธิบายยกย่องเชิดชูนโยบายสุดอัจฉริยะ"จำนำข้าว"ของพรรค ซึ่งอ่านดูก็เป็นการแถแบบเดิมๆ คือเพื่อช่วยเหลือชาวนา แต่ก็ยอมรับว่า"รัฐใช้เงินปีละ 300,000 ล้านบาท ประมาณ 150,000-160,000ล้าน เป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นของชาวนา" ทำให้ผมอยากถามตรงๆว่า แล้วที่เหลืออีก 140,000-150,000 ล้าน หายไปไหนวะ เป็นรายได้ที่เพิ่มของพลพรรคพวกท่านเท่าไหร่ (ผมลอกมาตรงๆนะครับ จากไทยรัฐหน้า 8 ถ้าคลาดเคลื่อนก็ไปเฉ่งกันเอาเอง)

นอกจากนั้นคุณยรรยง ท่านยังแถว่าการรับจำนำนี้ ยังทำให้กลไกตลาดข้าวเข้มแข็งขึ้น(เพราะฝีมือกรูย่อมเหนือกว่ากลไกตลาด...ทฤษฎีไหนวะ) "แต่ยอมรับว่า โครงการขนาดใหญ่ ....ย่อมมีช่องว่างทำให้เกิดการทุจริต ...ไม่สามารถควบคุมได้หมด ...คนที่เกี่ยวข้องย่อมต้องหาช่องโหว่ทุจริตให้ได้" ซึ่ง แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็ต้องเลิกโครงการแล้วครับ แถมท่านยังยืนยันว่าข้อมูลทั้งมวลต้องเป็นความลับ บัญชีไม่ควรปิด(แต่ไม่ยอมเปิดเผย) ไว้สองสามปีค่อยมาบอกว่าเจ๊งเท่าไหร่ เงินที่ระดมกู้มาจะคืนได้เท่าไหร่ เหลือเป็นภาระแผ่นดินเท่าไหร่ สต็อคมีอยู่เท่าไหร่ คุณภาพเป็นไงก็ไม่บอก จะขายใครถูกบ้างแพงบ้างเป็นเรื่องเทคนิคของกรู ทุกอย่างล้วนเป็นความลับทางการค้า รู้ได้เฉพาะคนเก่งๆดีๆอย่างพวกกรู คนอื่นล้วนชั่วร้าย จะเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทำลายประเทศไทย แถมตบท้ายว่า ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ไปลงเลือกตั้งแล้วชูนโยบายเลิกจำนำมาแข่งกัน (ไม่กล้าคร้าบบบ...ก็ไม่มีกระสุนที่ตุนเอาไว้เป็นแสนล้านอย่างพวกท่านนี่ครับ)

นี่แหละครับ คำชี้แจงจากผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบฝั่งรัฐบาล ในนโยบายที่ทุกฝ่ายมั่นใจว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง มีแต่ฝั่งรัฐบาลที่แถไปวันๆ .... ผมขอเรียกร้องให้จัดเวทีสาธารณะเรื่องนี้ เอา ยิ่งลักษณ์ กิตติรัตน์ นิวัฒน์ธำรง ยรรยง มาประชันกับฝ่ายวิชาการ เช่น ปรีดิยาธร วีรพงษ์ อัมมาร นิพนธ์ ถกกันยาวๆเปิดๆให้สาธารณะชนได้รับรู้กันเสียที ฝ่ายค้านไม่ต้องเอาเพราะจะหาว่าอคติ (แถมให้นายใหญ่ท่านสไคบ์อิน มาจากดูไบด้วยอีกคนก็ได้ครับ)

ผมแปลกใจจริงๆที่สื่อไทยยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ยังชอบยินยอมให้มีบทสัมภาษณ์ที่ แถๆ ไร้เหตุผล ไร้การกลั่นกรอง ซึ่งทำให้ประชาชนสับสนกับสิ่งที่ชัดแจ้งแล้วว่าเป็นเรื่องห่วยสุดๆอย่างเรื่องนี้ได้

ขอกลับมาบทสัมภาษณ์ของท่านอานันท์บ้างครับ ท่านได้ยกตัวอย่างฝีมือการทำลายอุตสาหกรรมข้าวของประเทศพม่า เมื่อนายพลเนวินยึดอำนาจจากอูนุ ในปี 2505 (ท่านเนวิน.. ฝั่งตะวันตกนะครับ ท่านเนวินฝั่งตะวันออกยึดอำนาจอภิสิทธิ์เมื่อ 2551) แล้วสถาปนาระบอบ"Burmese Road to Socialist" (หรือเรียกอีกอย่างว่า "สังคมชาตินิยมแบบพม่า" คือ 1.เป็นสังคมนิยมคอมมูนิสต์ 2.ใช้ระบบชาตินิยมสุดๆ ทุกอย่างเป็นของชาติ เพื่อชาติ 3.ต่างชาติแย่ต่างชาติเลว ปิดประเทศ จะพัฒนาตาม"ภูมิปัญญาพม่า"เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้ประเทศพม่าที่เคยมี per capita GDP คิดเป็น 180% ของไทยในปี 2505 เจริญลงๆ มาเหลือแค่ 1/7 ของประเทศไทยในปัจจุบัน

ทั้งๆที่พี่ไทยเราก็ไม่ได้พัฒนาดีเด่อะไร ยังเป็นประเทศที่"ติดกับดักการพัฒนาอยู่เลย) ...ข้อความในวงเล็บท่านอานันท์ไม่ได้พูดนะครับ ผมค้นคว้าเพิ่มเติมเอง

ตัวอย่างเห็นได้ชัดครับ ว่าพอพม่าเปลี่ยนโครงสร้างตลาดข้าวให้เป็นของรัฐแล้ว ก็แปรสภาพจากผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก(ปี2506 พม่าส่งออก 1.6 ล้านตัน ไทยรองแชมป์ได้ 1.3 ล้านตัน) ค่อยๆลดลงจนไม่ถึง1.0 ล้านตันในปี2511 และไม่เคยถึงอีกเลยตลอด45 ปี จนถึงปัจจุบัน แถมคุณภาพห่วยจนทัวร์ไทยเที่ยวพม่าต้องเอาข้าวไทยไปหุงเอง ขณะที่ไทยเราส่งออกข้าวประมาณ 9 ล้านตันในปี2553 (หลังจากนั้นไม่รู้แล้วครับ ก็ท่านบอกว่า"ลับสุดยอด"นี่ครับ) เห็นไหมครับตัวอย่างที่พยายามบอกว่า "รัฐเก่ง รัฐดี" กลไกตลาดห่วย มันทำร้ายประเทศได้แค่ไหน (แต่ท่านเนวิน และคณะพรรคก็รำ่รวยจนทุกวันนี้ สามารถมีทีมฟุต..เอ๊ย ทรัพย์สินมหาศาลครึ่งประเทศได้)

การบริหารประเทศแบบระบอบคอมมูนิสต์นั้น เรียกอีกอย่างว่าเป็น"ระบบรวมศูนย์" (Centrally Planned Economy) นั่นคือ ไม่เชื่อในกลไกตลาด ไม่เชื่อในระบบเอกชน รัฐจะเข้าครอบงำเป็นเจ้าของ เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางศก.เองทั้งหมด ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่รู้กัน ถึงจะเจตนาดี มุ่งเน้นเรื่องความเป็นธรรม แต่ระบบที่ไม่มีการแข่งขันนั้นเลยทำให้ไม่มีประสิทธิภาพตามไปด้วย ประเทศผู้นำของระบอบทั้งหลาย เช่น รัสเซีย จีน ต่างก็ยอมรับ ยกเลิกหันมาใช้ระบบตลาดเข้าแทนที่มากว่ายี่สิบปีแล้ว จนปัจจุบันค่อยลืมตาอ้าปากมาแข่งกับชาวโลกได้บ้าง

การบริหารประเทศแบบ CEO เหมือนที่ท่านทักษิณ ชอบพูด ชอบโอ้อวดนั้น ถ้ามองให้ดี จะมีส่วนคล้าย Centrally Planned ไม่น้อย จริงอยู่ Corporate CEO นั้นต้องมุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพ ปรับปรุงศักยภาพเพื่อไปแข่งขัน แต่ Country CEO ต่างกันมาก เพราะการถืออำนาจรัฐสามารถที่จะขจัดการแข่งขัน กีดกันการแข่งขันได้ (ซึ่งเป็นเรื่องง่ายกว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพมากนัก) และตัวอย่างเราก็เห็นแล้วว่า คุณทักษิณพยายามกำจัดการแข่งขัน จำกัดการตรวจสอบควบคุมอย่างไรบ้าง(เป็นธรรมดาที่CEO ต้องพยายามลดความไม่แน่นอน โดยการเข้าจัดการทุกอย่างเอง)

เห็นไหมครับ วิธีการที่ใช้ได้ผลกับกิจการที่อยู่ในระบอบทุนนิยมเสรี ซึ่งก็คือผลผลิตของประชาธิปไตยนี่แหละ แต่เมื่อนำมาใช้ในกลไกที่ใหญ่ขึ้น มีความแตกต่างในองค์ประกอบ กลับจะนำความเสียหายมาให้ ผมมั่นใจและเตือนมาตลอดว่า การนำเทคนิคการบริหารแบบ Corporate CEO มาใช้ในการบริหารประเทศ ถึงแม้ว่าอาจทำให้เกิดผลดีในระยะสั้น แต่ระยะยาวจะต้องมีปัญหามากมายแน่นอน ลองนึกถึง CEO ที่กุมอำนาจรัฐสิครับ ในที่สุดจะกลายเป็น"ผู้นำเผด็จการ"ภายใต้ระบอบปชต.ไปเอง อย่างเช่น ท่านHitler ท่านMussolini ท่าน Marcos ที่ล้วนชนะเลือกตั้งท่วมท้นสิครับ

ประเทศพม่า เป็นตัวอย่างที่ดี การพัฒนาประเทศแบบรวมศูนย์ รัฐเข้าแทรกแซงเข้าทำทุกอย่าง การชาตินิยมแบบไม่ลืมหูลืมตา การต้านโลกาภิวัฒน์ ปฏิเสธการร่วมพัฒนาไปด้วยกันของโลก ทำให้ชาติที่อุดมสมบูรณ์มีทรัพยากรเพียบพร้อมที่สุดชาติหนึ่ง ต้องกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่ยากจนเกือบที่สุดในเอเชีย (มีเพียง อัฟกานิสถานที่จนกว่า) นี่แหละครับ ผลงานของท่านCEO นายพลเนวิน และคณะพรรค

หันมาดูของเราบ้าง ขณะที่ทั่วโลกมุ่งเน้นที่จะกระจาย จะลด บทบาท ขนาด และอำนาจรัฐ เรากลับทำตรงกันข้ามมาตลอด ไม่ต้องพูดถึงผู้นำ รัฐบาล ที่ชอบทำตัวเป็น"คุณพ่อรู้ดี"เข้าเสือก เข้าครอบงำไปทุกๆกิจกรรม แม้การที่มีองค์กรอิสสระเพิ่มขึ้นเยอะแยะ ทางหนึ่งถึงจะเป็นคานอำนาจ แต่ก็เป็นการใช้อำนาจรัฐ มาคานอำนาจรัฐ เลยเกิดอำนาจซ้อนวุ่นวายเป็นลิงแก้แหอยู่ทุกวันนี้ หรืออย่างที่พอมีประท้วงก็ต้องมีการแถม"ยึดปตท.คืน" ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใช้อะไรคิด ถึงอยากทวงคืนกิจการที่อย่างน้อยก็มีตลาดคอยช่วยควบคุมตรวจสอบ ให้กลับมาอยู่ภายใต้อุ้งตีน รัฐมนตรี ใต้อุ้งตีนนักการเมืองเต็มตัว เหมือนอย่างรัฐวิสาหกิจอื่นๆ (ที่ถูก..ต้องปรับโครงสร้างแล้วขายต่อให้หมด... ไว้ว่างๆจะมาเสวนาเรื่องนี้ยาวๆสักครั้งครับ เพื่อเรียกแขกให้ครบทุกกลุ่ม)

ดูตัวข้างรัฐบาลปัจจุบันแล้วช่างห่อเหี่ยว ทั้งท่านนายใหญ่ ท่านรองกิตติรัตน์ ท่านยรรยง ล้วนแล้วแต่มีประวัติชอบการ"จัดการ"ตลาด ไม่เชื่อกลไก ชอบครอบงำ มั่นใจในฝีมือตนทั้งนั้น ก็หวังว่าจะไม่ทำประเทศยับเยินไปได้จนถึงขนาดพม่านะครับ

ถึงท่านนายใหญ่จะลงท้ายชื่อว่า -IN เหมือนกัน แต่ผมหวังว่า ในกาลข้างหน้าจะไม่ถูกประวัติศาสตร์ประนามว่าเป็นสุดยอดทรราชที่ทำให้ประชาชนทั้งชาติต้องทุกข์ระทมกันเป็นหลายช่วงชีวิตเหมือน General Ne Win นะครับ

ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ กปปส.นะครับ ...ถึงผมจะเป็นห่วง ไม่เห็นด้วย คัดค้าน นโยบายและการกระทำของรัฐบาลนี้ และพรรคเพื่อไทย แค่ไหน แต่ผมก็ยังยืนยันว่า เราจะต้องต่อสู้ เราจะต้องผลักดัน การปฏิรูป ให้เกิดขึ้นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้งแบบ"หนึ่งคน หนึ่งเสียง" เท่านั้นครับ

 

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์