สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 23-29 เม.ย. 2557

 
“การบินไทย” แจงไม่ปลดพนักงาน มีแต่โครงการเกษียณก่อนกำหนด
 
นายโชคชัย ปัญญายงค์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกระแสข่าว การบินไทย เตรียมปลดพนักงาน 500-700 คน ในโครงการร่วมใจจากองค์กร เนื่องจากมีปัญหาขาดทุนกว่าหมื่นล้านบาท ว่าไม่เป็นความจริง สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นแผนในการเกษียณก่อนกำหนด(Early Retire) ที่มีเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว แต่จะมีการปรับแผนให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะเน้นการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อลดต้นทุนให้มากขึ้นด้วย
 
ทั้งนี้ บอร์ดการบินไทย ได้รับรู้ถึงแผนงานของโครงการร่วมใจจากองค์กรแล้ว แต่ยังไม่ได้อนุมัติ อยู่ระหว่างการศึกษาทบทวนถึงรูปแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด คาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือนพฤษภาคม 2557
 
(MThai News, 24-4-2557)
 
“หอการค้าไทย” ชี้แรงงานต้องการเพิ่มค่าแรงเป็นวันละ 388 บาท
 
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2557  จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า แรงงาน ร้อยละ 93.7 มีภาระหนี้เฉลี่ย 106,000 บาทต่อครัวเรือน โดยร้อยละ 56.1 เป็นหนี้นอกระบบ และต้องมีการผ่อนชำระเดือนละ 7,400 บาท โดยผลสำรวจระบุว่ารายได้ไม่พอกับรายจ่าย เนื่องจากสินค้ามีราคาแพง รายได้ลดลง และอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้มีปัญหาในการชำระหนี้และไม่มีเงินออม นอกจากนี้แรงงานกว่าร้อยละ 90 เห็นว่าค่าแรงขั้นต่ำ ควรปรับพิ่มขึ้นเป็นวันละ 388.25 บาท เพื่อสะท้อนถึงภาวะค่าครองชีพที่แท้จริง
 
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งที่แรงงานต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาช่วยเหลือ ได้แก่ ดูแลค่าครองชีพและค่าแรงให้มีความเหมาะสม รวมถึงสวัสดิการของแรงงาน และที่สำคัญคือ จะต้องแกไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด
 
(มติชนออนไลน์, 24-4-2557)
 
พนักงาน กศน. เฮ ปลัด ศธ.ไฟเขียวปรับเงินเดือน 39ตำแหน่ง จนท.รปภ14,500บ คนขับรถ 11,680
 
วันที่ 24 เมษายน นายประเสริฐ  บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงาน กศน. ได้เสนอขออนุมัติปรับอัตราค่าจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการ วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ทำหน้าที่บริหารงานทั่วไป ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยได้จัดทำภาระงานที่สอดคล้องกับตำแหน่งและกำหนดอัตราค่าจ้างที่สอดคล้องกับลักษณะงาน เพื่อให้การจ้างเหมาบริการเอกชนดำเนินงานของส่วนราชการ มีความชัดเจน ครอบคลุม คุ้มค่าต่อการลงทุน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน กศน. และเกิดประสิทธิผลสูงสูดต่อองค์กรนั้น 
 
ขณะนี้ปลัดศธ.ได้เห็นชอบในหลักการให้สำนักงานกศน. ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยให้จัดจ้างผู้ที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชา หรือทางที่ส่วนราชการเห็นว่าเหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ ในอัตราเดือนละ 15,000 บาท  17 ตำแหน่ง คือ ครูบ้านยามชายแดน,นักวิชาการศึกษา,นักวิชาการวิทยาศาสตร์ศึกษา,นักวิชาการวิเทศสัมพันธ์,นักวิเคราะห์นโยบายและแผน,นักวิชาการพัสดุ,นักวิชาการคอมพิวเตอร์,นักวิชาการโสตทัศนศึกษา,บรรณารักษ์,ครูสอนเด็กเร่ร่อน,วิศวกร,นิติกร,ครูกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร(กพด.), ครูประจำกลุ่มระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ครู ปวช.),ครูชาวเล และครูผู้สอนคนพิการ  
 
สำหรับการจัดจ้างผู้ที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.)หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ ในอัตราเดือนละ 13,000 บาท มี 8 ตำแหน่ง ได้แก่ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี, เจ้าพนักงานห้องสมุด, เจ้าหน้าที่แผนงานและโครงการ, เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์, เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศ, เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์, เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป และช่างเทคนิค 
 
ส่วนผู้ที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำ กว่าประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชา ให้จัดจ้างในอัตราเดือนละ 11,680 บาท มี 9 ตำแหน่งคือ ผู้ช่วยนักวิชาการศึกษา, เจ้าหน้าที่บริหารโครงการทุนสมเด็จพระเทพฯ, เจ้าหน้าที่บริการสื่อ,  เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์, เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล, เจ้าหน้าที่พัสดุ, เจ้าหน้าที่งานธุรการ, เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี และเจ้าหน้าที่เกษตร
 
"ผู้ที่มีคุณวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือต่ำกว่าหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน มีอยู่ 5 ตำแหน่งที่จัดจ้างได้แก่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อัตราเดือนละ  14,500 บาท, พนักงานขับรถยนต์ อัตราเดือนละ 11,680 บาท, พนักงานบริการ อัตราเดือนละ 9,000 บาท, ยามรักษาความปลอดภัย อัตราเดือนละ 9,000 บาท และคนสวน อัตราเดือนละ 9,000 บาท  การอนุมัติตำแหน่ง และอัตราค่าจ้างการจ้างเหมาบริการในครั้งนี้ สำนักงาน กศน. จะนำไปเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินงานของส่วนราชการสำนักงาน กศน. ต่อไป"
 
(มติชนออนไลน์, 24-4-2557)
 
ก.แรงงานเผย 7 อาชีพที่มีความต้องการในเออีซี
 
นายสุเมธ มโหสถ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผลการศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มแรงงานในโครงการเตรียมการรองรับการเคลื่อนย้ายของแรงงานสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) ว่า จากการศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มของแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ นำมาวิเคราะห์กับมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ วิเคราะห์โอกาส แนวโน้มความต้องการแรงงานไทยในตลาดแรงงาน พบว่าอาชีพที่เหมาะสมและมีความพร้อมหากไทยต้องการขยายผลการเปิดเสรีทางด้านแรงงานในเออีซีต่อไป มี 7 อาชีพ ได้แก่ 1.ช่างเชื่อมแม็ก คือ การเชื่อมด้วยมือหรือระบบกึ่งอัตโนมัติ 2.ช่างเชื่อมทิก การเชื่อมเหล็กกล้าคาร์บอนหรือสแตนเลส ด้วยมือหรือกึ่งอัตโนมัติ 3.ช่างเชื่อมท่อโพลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง(HDPE) 4.ช่างประกอบท่อ การประกอบ ติดตั้งท่อเหล็กกล้าภายใต้มาตรฐานที่กำหนด 5.ช่างไม้ก่อสร้าง 6.พนักงานนวดไทย 7.ผู้ประกอบอาหารไทย  
 
ทั้งนี้ จากการศึกษา อาชีพทางด้านช่างฝีมือต่าง ๆ เป็นอาชีพที่คนไทยถนัดและได้รับการยอมรับในเรื่องฝีมือจากนานาประเทศ เช่น ช่างเชื่อม ช่างประกอบท่อ ช่างไม้ก่อสร้าง เป็นต้น ทำให้มีโอกาสในการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความต้องการอย่างสิงคโปร์ และบรูไน
 
นอกจากนี้ อาชีพด้านการบริการ แรงงานไทยในด้านนี้มีโอกาสที่จะเคลื่อนย้ายไปทำงานในประเทศมาเลเซียเพิ่มมากขึ้น ทั้งอาชีพ ผู้ประกอบการอาหาร พนักงานบริการในร้านอาหาร เนื่องจากร้านอาหารไทยเป็นที่นิยมในมาเลเซีย ส่วนการนวดแผนไทยที่ประเทศมาเลเซีย รัฐบาลและสมาคมกายภาพบำบัด(Malaysian Society of Complementary Therapist : MSCT) กำหนดให้ผู้ที่จะเข้าไปทำงานในอาชีพนวดแผนไทยต้องผ่านการฝึกอบรมจากประเทศไทยจำนวน 772 ชั่วโมง และผ่านการทดสอบมาตรฐานของไทย ในระดับ 2 จากสถาบันหรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน หรือหน่วยงานของกระทรวงแรงงาน จึงเป็นโอกาสสำหรับแรงงานไทย
 
(สำนักข่าวไทย, 25-4-2557)
 
สหภาพแรงงานมิชลินบุกตร.วอนเป็นกลางจี้คดีถูกคุกคาม
 
เวลา 10.00 น. วันที่ 25 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) นายยงยุทธ เม่นตะเภา เลขาธิการสมานฉันท์แรงงานไทย นำกลุ่มสหภาพแรงงานมิชลินไทยประมาณ 60 คน เดินทางมาชุมนุมหน้าประตู 1 ตร. เพื่อสอบถามความชัดเจนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงบทบาทของตำรวจในช่วงการชุมนุมเรียกชุมนุมเรียกร้องของสหภาพฯ โดยมีการขึ้นรถติดเครื่องขยายเสียงปราศรัยที่หน้าตร.ด้วย
 
นายยงยุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสหภาพมีการชุมนุมเรียกร้องเรื่องค่าแรง และสวัสดิการจากบริษัทมาโดยตลอด มีการเองเรียนผ่านกระทรวงแรงงานหลายครั้ง ในการชุมนุมหลายครั้งที่ผ่านมากลุ่มสหภาพฯที่ร่วมชุมนุมถูกคุกคาม มีการยิงปืนเข้าใส่ผู้ชุมนุม ยิงใส่บ้านนายธนกร สมสิน ประธานสหภาพฯ แต่คดียังไม่คืบหน้า มีครั้งหนึ่งที่พนักงานผู้หญิงเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อบริษัทฯก็มีตำรวจ ถือปืนเอ็ม 16 เข้าไปด้วย โดยไม่ทราบว่ามีจุดประสงค์อะไรตำรวจถึงต้องแสดงอย่างนั้น  
 
หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา การวางตัวของตำรวจทำให้กลุ่มสหภาพคลางแคลงใจ สงสัยว่าตำรวจบางคนอาจวางตัวไม่เป็นกลาง หรือเป็นเครื่องมือของนายจ้างหรือไม่ วันนี้จึงมาเรียกร้องของความชัดเจนจากตร.ขอให้ดูแลกลุ่มสหภาพซึ่งเป็นประชาชนอย่างเท่าเทียม
 
(มติชนออนไลน์, 25-4-2557)
 
คนแห่สอบ ขรก.ส่วนท้องถิ่น กว่า 5 แสนราย
 
เมื่อเวลา 08.00 น. นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาตรวจสนามสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (สถ.) ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และเปิดเผยว่า การสอบครั้งนี้ได้ดำเนินการสอบพร้อมกันทั่วประเทศรวม 30 จังหวัด มีสถานที่สอบทั้งสิ้น 378 แห่ง การสอบครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสายตา และผู้พิการซ้ำซ้อนได้ร่วมสอบด้วย โดยการจัดสอบได้กำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบ ตั้งแต่กระบวนการออกข้อสอบ การคัดเลือกข้อสอบ การพิมพ์ข้อสอบ ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นในตำแหน่งต่าง ๆ ในภาคและเขตที่ผู้สอบได้เลือกไว้ สำหรับการสอบครั้งนี้มีผู้สมัครสอบ 511,375 คน มีตำแหน่งว่างบรรจุและแต่งตั้งทั่วประเทศรวม 7,445 อัตรา
 
นายประชา กล่าวว่า คณะกรรมการยืนยันเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุดเพื่อให้การสอบบรรลุวัตถุประสงค์ ส่วนที่มีข่าวเกิดเหตุความรุนแรงใน จ.ยะลา ได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่าสถานการณ์ปกติ ส่วนการเปลี่ยนห้องสอบที่ จ.เชียงใหม่ เนื่องจากห้องสอบเพิ่งปรับปรุงทาสีใหม่จะมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนห้องสอบซึ่งไม่มีผลกับการเข้าสอบและความปลอดภัย
 
(สำนักข่าวไทย, 27-4-2557)
 
เพลิงไหม้บริษัทดัง นิคมอุตสาหกรรมนวนคร เสียหายไม่ต่ำ 10 ล้าน
 
เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 26 เม.ย.  พ.ต.ต.สุวิทย์ ปะคำแหง พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้ บริษัท เอ็นโปร โปรดักส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ภายในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ม.20 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงได้ประสานรถดับเพลิง เทศบาลเมืองท่าโขลง รุดไปตรวจสอบ. ในที่เกิดเหตุ ภายในบริษัทดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบเพลิงกำลังลุกไหม้ภายในส่วนของที่ล้างเครื่องมือทางการแพทย์ แล้วเตรียมบรรจุแพ็คลงกล่องโฟม เจ้าหน้าที่ต้องรีบช่วยกันฉีดน้ำสกัดกันเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังส่วนอื่น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพลิงจึงสงบ.              
 
จากการสอบสวน นส.วีระวรรณ เผือกพันมุก อายุ 48 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัท ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้ยินเสียงระเบิดบริเวณคอมแอร์ก่อนมีเพลิงลุกไหม้ดังกล่าว ซึ่งระหว่างนั้นมีพนักงานทั้งชายหญิง ร่วมกันกว่า 20 คน ต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด ก่อนที่จะรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และประสานรถดับเพลิงเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
 
ด้าน พ.ต.ต.สุวิทย์ ปะคำแหง พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง กล่าวเปิดเผยว่า ในเบื้องต้น ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ จะได้เรียกเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานเขต 1 เข้ามาตรวจสอบคาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้อย่างละเอียด ส่วนเรื่องค่าเสียหาย อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ในเบื้องต้นคาดว่าความเสียหายในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
 
(มติชนออนไลน์, 27-4-2557)
 
เปิดงานวิจัยพบแรงงานหญิงดื่มเหล้าเหตุจากเครียด
 
28 เม.ย.-เผยงานวิจัยแรงงานหญิงดื่มเหล้าหนัก แม้ช่วงตั้งครรภ์ เหตุเครียดเป็นช่องทางระบายทุกข์ เรียกร้องรัฐแก้ปัญหาจริงจัง ด้านผู้นำแรงงานวอนหยุดละเมิดสิทธิ์แรงงานหญิง ขยายเวลาลาคลอดแก้ปัญหา
 
ในงานเสวนา "แกะรอยวิกฤติแรงงานหญิงไทยกับสุรา" เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2557 จัดโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล น.ส.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยงานวิจัย "ชีวิตแรงงานหญิงกับวงจรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ " ปี 2557 โดยสำรวจจากกลุ่มแรงงานหญิงพื้นที่ จ.นนทบุรี เครือข่ายสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ และแรงงานเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือจังหวัดลำพูน จำนวน 1,667 ราย พบว่าปัจจัยที่ทำให้มีพฤติกรรมการดื่มแบบต่อเนื่องและเพิ่มระดับดีกรีขึ้นมาจากประสบการณ์การดื่มครั้งแรก หากรู้สึกรสชาติดี หวาน จะกระตุ้นให้ดื่มในครั้งถัดไปและเพิ่มดีกรีมากขึ้น,กลุ่มเพื่อน เพื่อสร้างสัมพันธ์ พูดคุยแลกเปลี่ยนสาระทุกข์สุขดิบ ช่วงเวลาที่นิยมดื่มคือวันหยุด หลังเลิกงาน เพื่อจะได้มีโอกาสคุยกันก่อนเข้าที่พักและตามวาระพิเศษ เช่น งานวันเกิดเพื่อน งานเลี้ยงบริษัท งานเทศกาล เช่น สงกรานต์ งานบวช งานแต่งงาน และสถานการณ์ปัญหาชีวิต เช่น ปัญหาครอบครัว และปัญหาการทำงาน  
 
ทั้งนี้ ผลจากการดื่มพบว่า มีความเสี่ยงต่อการถูกลวนลาม ล่วงละเมิดทางเพศ นำไปสู่ความขัดแย้งทะเลาะวิวาทในครอบครัว และที่น่าห่วงคือพบแรงงานหญิงบางรายมีพฤติกรรมการดื่มขณะตั้งครรภ์ ร้อยละ 5.5 อายุครรภ์ ระหว่าง 0-3 เดือน 4-6 เดือน และ 7-9 เดือน   
 
ผลวิจัยสะท้อนการดื่มเป็นช่องทางระบายความรู้สึกดังนั้น การสร้างพื้นที่เรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของแรงงานหญิงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาในโรงงาน ส่งเสริมกิจกรรมการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานหญิง การจัดการภาวะทางอารมณ์ส่งเสริมทักษะชีวิตด้านจัดการปัญหา
 
ด้านนางสุรินทร์ พิมพา ผู้นำแรงงานหญิง กลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ จ.สมุทรสาครและ จ.นครปฐม กล่าวว่า ปัญหาแรงงานหญิงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง รวมถึงการถูกละเมิดสิทธิอย่างต่อเนื่อง เช่น ช่วงการลาคลอด มีระยะเวลาสั้นไป หรือแม้แต่การถูกปลดออก ทั้งที่มีกฏหมายห้าม
 
ด้าน ศ.กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ นักวิชาการด้านแรงงานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้ตอนนี้จะมีเครือข่ายที่ทำงานรณรงค์ลดละเลิกการดื่ม แต่อาจไม่เพียงพอ หากภาครัฐยังไม่เข้ามามีส่วนร่วมควบคุมออกมาตรการแก้ไขปัญหา นำไปสู่การลดพฤติกรรมอย่างจริงจัง แต่ในภาพรวมยังพบปัญหาที่สำคัญ อีกเรื่อง คือปัญหาแรงงานนอกระบบ ที่จะต้องผลักดันให้เข้ามาสู่ประกันสังคม และประกันสังคมต้องเป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นอยู่กับหน่วยงานราชการ เพื่อให้โปร่งใส มีธรรมาภิบาล
 
(สำนักข่าวไทย, 28-4-2557)
 
ไตรมาส 1/57 แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศลดฮวบ 22%
 
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ แรงงานไทยไปต่างประเทศ... ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนอุปทานแรงงานไทยที่ลดลง โดยระบุว่า สถานการณ์แรงงานไทยที่ออกไปทำงานในต่างประเทศมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556 มีแรงงานไทยเดินทางออกไปทำงานในต่างประเทศ 130,511 คน ลดลงร้อยละ 2.7 จากปี 2555 ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 มีจำนวน 20,821 คน ลดลงถึงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
 
ทั้งนี้ แรงงานไทยที่ออกไปทำงานในต่างประเทศในไตรมาสแรกลดลงในแทบทุกตลาดหลัก อาทิ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย บรูไน และฮ่องกง ขณะที่มีเพียงตลาดไต้หวัน ญี่ปุ่น อิสราเอลและอังกฤษเท่านั้นที่ยังคงเพิ่มขึ้น โดยการลดลงของตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอุปสงค์ต่อแรงงานไทยในประเทศเป้าหมายเริ่มชะลอลง รวมทั้งแรงงานไทยต้องเผชิญการแข่งขันจากแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่มีค่าจ้างที่ต่ำกว่าและมีความได้เปรียบทางด้านภาษา ประกอบกับบางประเทศเริ่มมีมาตรการควบคุมการเข้ามาทำงานของแรงงานต่างด้าว
 
นอกจากนี้ อุปทานแรงงานภายในประเทศที่ตึงตัวมากขึ้นก็เป็นปัจจัยที่เสริมให้คนไทยออกไปทำงานในต่างประเทศลดลง โดยกำลังแรงงานรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้นในการหางานที่ดีในประเทศ จึงทำให้มีแรงจูงใจให้ออกไปทำงานในต่างประเทศน้อยลงกว่าในอดีต
 
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ระบุว่า แรงงานไทยที่ออกไปทำงานในต่างประเทศมีการส่งรายได้กลับสู่ประเทศมูลค่า 88,047 ล้านบาท ในปี 2556 ในขณะที่ธนาคารโลกประเมินว่า รายได้การส่งเงินกลับประเทศที่รวมแรงงานไทยและคนไทยที่พำนักในต่างประเทศมีมูลค่ารวมกันราว 170,716 ล้านบาท (5,555 ล้านดอลลาร์ฯ) หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.4 ของจีดีพีในปี 2556.
 
(ไทยรัฐออนไลน์, 29-4-2557)
 
ห่วงแรงงานจบใหม่ตกงาน หลังเศรษฐกิจไทยเข้าข่ายถดถอย
 
กรุงเทพฯ 29 เม.ย. - นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ยอดใช้จ่ายในประเทศลดลงเพราะปัญหาการเมือง และการส่งออกเดือนล่าสุดยังติดลบ ส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม ไม่สามารถเดินเครื่องผลิตเต็มที่ ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หยุดการขยายงาน ไม่มีการรับพนักงานเพิ่ม และปรับลดกำลังผลิต ลดค่าล่วงเวลา ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เริ่มมีการเลิกจ้างในบางส่วน ซึ่งหากภาคการเมืองยังมีปัญหาต่อเนื่อง ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีรัฐบาลใหม่ภายใน 6 เดือน น่าเป็นห่วงแรงงานจบใหม่จะตกงานและตัวเลขว่างงานจะสูงเกินร้อยละ 1 ของวัยทำงาน หรือมากกว่า 500,000 คน
 
“สิ่งที่เอกชนอยากเห็นคือ การเลือกตั้ง ตั้งรัฐบาล อนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว เพราะหากไม่มีส่วนนี้ออกมา เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย แรงงานจะตกงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ ยิ่งสายงานที่ไม่ใช่ช่างโรงงานที่มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน เป็นเด็กสายงานประจำออฟฟิศ เด็กกลุ่มนี้จะเสี่ยงตกงานมากที่สุด”นายวัลลภ กล่าว
 
ทั้งนี้ ตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุแรงงานไทยตกงานเป็นอันดับต่ำเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยมีอัตราร้อยละ 0.9 เท่านั้น หรือ 341,000 คน ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นายวัลลภ มองว่าแรงงานที่กำลังจะจบใหม่ออกมาที่มีประมาณ 400,000 คน/ปี มีโอกาสจะตกงานเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 คน และเมื่อรวมกับตัวเลขตกงานสะสม จะทำให้แรงงานตกงานมากกว่า 490,000 คน และจะเพิ่มเป็นกว่า 500,000 คน หากไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลใน 6 เดือนข้างหน้า
 
(สำนักข่าวไทย, 29-4-2557)
 
เครือข่ายแรงงานนอกระบบ-สหภาพแรงงาน-องค์กรสตรี พบตัวแทน ก.แรงงานแก้ปัญหาคุณภาพชีวิต  
 
น.ส.อรุณี ศรีโต นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา และในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ จ.สมุทรปราการ พร้อมด้วย นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เครือข่ายแรงงานนอกระบบ กลุ่มสหภาพแรงงาน และภาคีเครือข่ายกว่า30 คน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ นายพีระพัฒน์ พรศิริเลิศกิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตแรงงานไทย เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปี 2557 หลังพบว่าในรอบ1ปี แรงงานไทยก่อเหตุ ทั้งอาชญากรรม ทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุ ละเมิดทางเพศ ซึ่งปัจจัยกระตุ้นมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
 
น.ส.อรุณี กล่าวว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานถือเป็นประชากรที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากการเก็บข้อมูลประเด็นปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดปี 2556 พบว่า มีมากถึง 647 ข่าว และเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงาน135 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 20.86 ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดเป็นผลจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดการปัญหาทะเลาะวิวาท บางกรณีรุนแรงที่สุดถึงขั้นเสียชีวิต และก่อเหตุข่มขืน คุกคามทางเพศ จากข้อมูลสะท้อนว่าปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่เกี่ยวข้องกับการรับจ้างทั่วไป ก่อสร้าง แรงงานนอกระบบ ปรากฏให้เห็นมากขึ้น และยังมีที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวอีกจำนวนมาก ที่สำคัญความรุนแรงส่วนใหญ่ถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิต และอีกไม่นาน ไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะมีแรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมการรับมือกับปัญหาที่จะตามมาด้วย
 
ทั้งนี้ เครือข่ายฯ จึงมีข้อเสนอต่อกระทรวงแรงงานดังต่อไปนี้ 1.กำหนดแนวทางและกิจกรรมที่ชัดเจนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยเป็นเจ้าภาพหลักบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข สถานประกอบการ และนายจ้าง 2.ส่งเสริม สนับสนุนให้มีพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานก่อสร้างในที่พักคนงาน เพื่อให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานได้มีพื้นที่ในการทำกิจกรรม รวมถึงให้เกิดการรวมกลุ่มช่วยเหลือกันในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อรับฟังและช่วยกันแก้ไขปัญหา 3.เพื่อรับมือกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งแรงงามข้ามชาติจะเข้ามาในประเทศจำนวนมากกระทรวงแรงงานควรกำหนดกฎเกณฑ์ของที่พักคนงาน และพื้นที่ทำงาน โดยกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุขทุกชนิดและ4.เร่งประชาสัมพันธ์และบังคับใช้กฎหมาย ห้ามขายหรือห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงานพ.ศ.2555 ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับด้วย
 
ด้านนายจะเด็จ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานไม่ควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานการจ้างงานอย่างเดียวเนื่องจากผลกระทบต่อลูกจ้างมีมากกว่าการจ้างงาน จึงอยากให้จริงใจไม่แก้ปัญหาแค่มิติเดียว ไม่มองคนงานเป็นแค่เพียงกำลังการผลิต เมื่อเกิดผลกระทบต่อชีวิตคนงาน จะทำให้กลายเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงาน หรือในอนาคตอาจเกิดปัญหาขยายไปในวงกว้าง เช่น การก่อเหตุจลาจล อาชญากรรมที่ร้ายแรง สุขภาพการรักษาพยาบาลและบำบัด ที่ไม่สามารถรับมือได้ และที่น่าห่วงคือ กลุ่มแรงงานหญิงซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบาง พบว่า มีปัญหาต่างๆ ทั้งความรุนแรงในครอบครัว การถูกคุกคามทางเพศ ปัญหาการทำงาน  ทำให้คนงานเครียดและหันไปดื่มเพิ่มขึ้น ดังนั้นกระทรวงแรงงานควรสนับสนุนให้แรงงานหญิงมีพื้นที่ระบายทุกข์ เพื่อสร้างความเข้าใจแลกเปลี่ยนพูดคุยทำกิจกรรมร่วมกัน
 
ด้านนายพีระพัฒน์ กล่าาว่า กระทรวงแรงงานเป็นห่วงไม่เฉพาะในเรื่องปัญหาแอลกอฮอล์แต่ยังห่วงในเรื่องปัญหายาเสพติดที่มีแนวโน้มการใช้ในกลุ่มผู้ใช้แรงงานพุ่งสูงขึ้น โดยพร้อมจะรับข้อเสนอที่เครือข่ายแรงงานนำเสนอปลัดกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับปรุงและแก้ไขปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
 
(สำนักข่าวไทย, 29-4-2557)

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์