(ถอดคำต่อคำ) ศาล รธน. วินิจฉัยสถานภาพนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ปม ‘ถวิล’

7 พ.ค. 2557 เวลา 12.30 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านวินิจฉัยคำร้องสถานภาพของนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ถูกร้อง ในคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ

โดยมีองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ออกอ่านคำวินิจฉัย 9 คน ประกอบด้วย นายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายเฉลิมพล เอกอุรุ นายชัช ชลวร นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ นายนุรักษ์ มาประณีต นายบุญส่ง กุลบุปผา นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ซึ่งประชาไทถอดละเอียดการอ่านคำวินิจฉัยตามที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ดังนี้

“...มาตรา 180 บัญญัติว่ารัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182  (2) อายุสภาผู้แทนราษฏรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฏร (3)คณะรัฐมนตรีลาออกปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

มาตรา 181 บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

มาตรา 182 วรรค 1 บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

(4) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจตามมาตรา 158 หรือมาตรา 159

(5) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 174

(6) มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 183

(7) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 267 มาตรา 268 หรือมาตรา 269

(8) วุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

และมาตรา 182 วรรค 2 บัญญัติว่า นอกจากเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 171 วรรคสี่ ด้วย

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติถึงกรณีที่คณะที่รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง แยกต่างหากที่ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแต่ละคนสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว กล่าวคือในกรณีที่ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวนั้น รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 182 ซึ่งมี 9 เหตุ ตามมาตรา 182 วรรค 1 (1) ถึง (8) และ วรรค 2 ทั้งนี้โดยไม่มีบทบัญญัติให้ผู้ที่ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้ว ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อต่อไปได้อีกเลย ต่างจากที่รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 1 ซึ่งยังต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 181 จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

ทั้งนี้โดยไม่รวมถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ความเป็นรัฐมนตรีได้สิ้นสุดลงไปแล้วตามมาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 268 และ มาตรา 266 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนนั้นย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ได้อีกต่อไป

การพ้นจากตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 1 จึงเป็นคนละกรณีกับการที่ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 กล่าวคือ เฉพาะการพ้นจากตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 180 วรรค 1 นั้น ยังมิได้ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามมาตรา 182 วรรค 1 เนื่องจากมาตรา 181 บัญญัติให้ยังต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าได้มีพระราชกฤษฏีกายุบสภาผู้แทนราษฏร พ.ศ.2556 มีผลให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฏรเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 และรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 1 (2) โดยไม่มีเหตุที่ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 วรรค 1 แต่อย่างใด การพ้นจากตำหน่งดังกล่าว จึงอยู่ในบังคับรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ซึ่งบัญญัติให้ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ซึ่งหมายความว่ายังมิได้พ้นจากตำแหน่งไปเป็นการเด็ดขาด ยังต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ดังนั้นกรณีของผู้ถูกร้องตามคำร้องนี้จึงแตกต่างจากความที่เป็นรัฐมนตรีหรือสมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 และมาตรา 106 ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องภายหลังจากที่บุคคลเหล่านั้นสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งกฏหมาย หรือด้วยการลาออกจากตำแหน่งก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ซึ่งคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวคือคำสั่งที่ 23/2551 ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ผู้ถูกร้อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 269 หรือไม่ คำสั่งที่ 4/2553 คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายมานิต นพอมรบดี ผู้ถูกร้อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) หรือไม่ คำสั่งที่ 63/2555 ประธานสภาผู้แทนราษฏรส่งคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ผู้ถูกร้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสิ้นสุดลงเนื่องจากเป็นบุคคลที่ถูกไล่ออก ปลดออกหรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) หรือไม่

คำสั่งที่ 17/2557 ประธานสภาผู้แทนราษฏรส่งคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ถูกร้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสิ่นสุดลงเนื่องจากเคยถูกปลดออกจากราชการ กรณีจึงถือว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรตามที่บัญญํติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 102 (6) และทำให้สมาชิกสภาสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) หรือไม่

จะเห็นได้ว่ากรณีตามคำสั่งดังกล่าวข้างต้นทั้งกรณีความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว หรือสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสิ้นสุดลง เป็นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ที่ให้ต้องอยู่ในตำแหน่งต่อไป ผู้ถูกร้องเหล่านั้นจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติในตำแหน่งที่สิ้นสุดลงแล้วแต่อย่างใด

แต่การพ้นจากตำแหน่งของผู้ถูกร้องในคดีนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 181 ยังกำหนดให้ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าความเป็นรัฐมนตรีขงผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงแล้ว หรือไม่ เมื่อพิจารณาบุทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 180 วรรค 1 ซึ่งกำหนดเหตุที่ทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเป็น 3 กรณี คือ

(1) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182

(2) อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร

(3) คณะรัฐมนตรีลาออก

แล้ว เป็นว่ามีการแบ่งแยกเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไว้อย่างชัดเจน โดยกรณี (2) และ (3) เมื่อรัฐมนตรีทั้งคณธพ้นจากตำแหน่ง รัฐธรรมนูญมาตรา 181 บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งรวมทั้งนายกรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

แต่กรณีรัฐมนตรีทั้งคณธพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 180 วรรค 1 (1) นั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 คณะรัฐมนตรีที่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 181 จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่นั้นไม่รวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 2 ในกรณีที่ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 (1) (2) (3) (4) (5) (7) หรือ (8) ให้ดำเนินการตามมาตรา 172 และมาตรา 173 โดยอนุโลม ด้วยการให้มีการดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีขึ้นใหม่ ซึ่งหมายความว่าเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 นายกรัฐมนตรีจะยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ เนื่องจากเหตุที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เหตุความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 วรรค 1 นอกจากกรณีตายและลาออกแล้ว ล้วนเป็นกรณีที่บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งนั้นขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการอันต้องห้าม ซึ่งถือเป็นกรณีร้ายแรงจนถึงขนาดให้ความเป็นผลของรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ซึ่งเป้นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งจะคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์มหาชน มิให้บุคคลที่ขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการอันต้องห้ามมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี อันเป็นตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหารต่อไปอีก

สำหรับความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว คือคำวินิจฉัยที่ 13/2551 ลงวันที่ 9 ก.ย. 2551 ซึ่งวินิจฉัยว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตาก 182 วรรค 1 จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 1 (1) แต่ด้วยความเป้นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัวทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือจึงยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181

และคำวินิจฉัยที่ 20/2551 ลงวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ซึ่งวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะที่กระทำความผิดเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค 2 ประกอบมาตรา 68 วรรค 4 ซึ่งผลคำวินิจฉัยนี้ทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในในขณะนั้นต้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (5) เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิก ส.ส. แต่รัฐมนตรีที่ความเป็นรัฐมนตรีมิได้สิ้นสุดลงยังคงต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับรับหน้าที่

จึงเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่บัญญํติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 2 ซึ่งเป็นผลให้นายกรัฐมนตรีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงไม่อาจที่จะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป

จึงเห็นว่ากรณีรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฏรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 1 (2) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนยังไม่สิ้นสุดลง เพราะยังต้องอยู่นตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อมีเหตุตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรค 1 และศาลรัฐธรรมนูญต้องมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมมาตรา 182 วรรค 1 (2), (3), (5) หรือ (7) หรือวรรค 2

ดังนั้นกรณีตามคำร้องนี้จึงแตกต่างจากการสิ้นสุดจากตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องภายหลังจากที่ความเป็นรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของบุคคลเหล่านั้นสิ้นสุดลงก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เพราะกรณีดังกล่าวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเหล่านั้น ไม่มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติในตำแหน่งที่สิ้นสุดลงแล้วแต่อย่างใด ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 182 มีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์มหาชน ไม่ให้บุคคลที่มีคุณสมบัติ มีลักษณธต้องห้ามหรือกระทำการอันต้องห้ามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมาปฏิบัติหน้าที่อันมีความสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่อคุ้มครองมิให้มีการละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เพื่อให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีความศักดิ์สิทธิ รัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดกลไกในการคุ้มครองความเป็นกฏหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่นี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 182 วรรค 3

ดังนั้นเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อห้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 268 และมาตรา 266 ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจและชอบที่จะรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

จึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปในประเด็นที่ 2 ว่า การกระทำของผู้ถูกร้องต้องด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) หรือ (3) หรือไม่

ข้อเท็จจริงและข้อฏหมายตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยเป็นที่สุดไว้ในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขดำที่ อ.992/2556 คดีหมายเลขแดงที่ อ.33/2557 เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฏหมายที่มีความเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ย่อมมีผลผูกพันผู้ถูกร้องซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวเป็นอันเด็ดขาด มิอาจกล่าวอ้างโต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้ จึงชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับฟังมาใช้เป็นฐานตั้งต้นประกอบการตรวจค้นหาความจริงและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในคดีนี้ต่อไป

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นปรากฏตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดซึ่งเกี่ยวกับคดีนี้ว่า ผู้ฟ้องคดี นายถวิล เปลี่ยนศรี ดำรงดำแหน่งเลขาธิการ สมช. เมื่อปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา ต่อมาคณะรัฐมนตรีโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554 จากนั้นสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลับมาก ที่ นร 0401.2/2418 ลงวันที่ 4 ก.ย. 2554 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมตรี น.ส.ปริศนา สีหลักษณ์ แจ้งว่าสำนักนายกรัฐมนตรีมีตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำนักบริหารระดับสูงตำแหน่งเลขที่ 6 ว่างอยู่ เห็นควรให้ความเห็นชอบและยินยอมรับโอนผู้ฟ้องคดีมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว และดำเนินการของทาบทามขอรับความเห้นชอบและยินยอมการโอนผู้ฟ้องคดีจากรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของหนวยงานที่ผู้ฟ้องคดีสังกัดอยู่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ปริศนา ได้เห็นชอบการรับโอนผู้ฟ้องคดีในวันที่ 5 ก.ย. 2554 ซึ่งเป็นวันจันทร์ตามที่เสนอ โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลับมาที่ นร 0401.2/8303 ลงวันที่ 4 ก.ย. 2554 ถึงรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.โกวิท แจ้งว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเห็นชอบและมีความประสงค์จะขอรับโอนผู้ฟ้องคดีมาแต่งตั้งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเห้นชอบโอนผู้ฟ้องคดีในวันที่ 5 ก.ย.2554

และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลับมากที่ นร 0401.2/8302 ลงวันที่ 5 ก.ย. 2554 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอนำเสนอคณะรัฐมนตรีเป็นวาระทราบจรในวันที่ 6 ก.ย. 2554 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้อนุมัติให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ ต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ลับมากที่ นร 0508/18164 ลงวันที่ 6 ก.ย.2554 แจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2554 อนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้สำนักราชเลขาธิการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระรุณาโปรดเกล้าโกรดกระหม่อมให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั้งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 ก.ย. 2554 ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีโดยให้ได้รับเงินเดือนตามสังกัดเดิมไปพรางก่อน โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0401.2/8402 ลงวันที่ 7 ก.ย. 2554 แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ต่อมาผู้ฟ้องได้ยื่นคำร้องทุกข์เป็นหนังสือลงวันที่ 12 ก.ย. 2554 ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ซึ่งต่อมาได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 30 ก.ย. 2554 ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. นักบริหารระดับสูงสำนักงาน สนช. และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ นักบริหารระดับสูงสำนักเลขาธิการคณธรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2554

และต่อมาได้มีประกาศสำนักนายกฯ ลงวันที่ 14 ต.ค. 2554 ให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 2554 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 26 ต.ค. 2554 ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และแต่ตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2554 ตามลำดับ

นอกจากนั้นศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอีกว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของข้าราชการประจำ ของข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จะมีอำนาจดุลยพินิจในการบริหารงานบุคคลหมุนเวียน สับเปลี่ยนบทบาทหรือการทำหน้าที่ของข้าราชการ เพื่อให้บริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามแนวนโยบายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา

และแม้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่ปฏิบัติราชการรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงของประเทศ จะต้องเป็นผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าจะสามารถปฏิบัติตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลได้มีประสิทธิภาพก็ตาม แต่การใช้อำนาจดุลยพินิจดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นอกจากจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฏหมายกำหนดไว้แล้ว ยังต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฏหมาย และอยู่ภายในขอบเขตของกฏหมายอีกด้วย

นอกจากนี้การใช้อำนาจดุลยพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการโอนผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือระดับกระทรวงไปดำรงตำแหน่งอื่น ก็จะต้องมีความเหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวด้วย

อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนและบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้ร้องว่าคดีนี้ผู้ถูกร้องมีความมุ่งหมายที่จะผลักดันให้เครือญาติของผู้ถูกร้องคือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. พี่ชายของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของผู้ถูกร้อง ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ตร. เนื่องจากกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2555 ซึ่งเป้นกำหนดการเกษียณอายุก่อนที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจโพศรี จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2556 ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นของนายถวิล เปลี่ยนศรี ในฐานะพยานว่ากระบวนการในการโอนย้ายพยานนั้น ไม่เป็นไปตามหลักการของระบบคุณธรรมหรือเพื่อประโยชน์ทางการชการ แต่เป็นไปเพื่อทำให้ตำแหน่งเลขา สมช. ที่พยานครองอยู่ว่างลง เพื่อให้สามารถโอน พล.ต.อ.วิเชียร พจโพธิศรี ผบ.ตร. ในขณะนั้นมาดำรงตำแหน่งแทน

และเปิดช่องให้สามารถแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน โดยพยานยืนยันข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 847/2556 ศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ 33/2557

ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้องได้ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมว่าการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ผู้ถูกร้องมิได้ใช้สถานะหรือตำแหน่งของการเป็นนายกรัฐมนตรีในการสั่งอนุมัติโดยลำพัง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในการประชุมคณะรัฐมนตรีและการดำเนินการดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดจากการริเริมของผู้ถูกร้อง แต่ พล.ต.อ.โกวิท รองนายกฯ ในฐานะผู้กำกับการบริหารราชการและปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกร้องเป็นผู้พิจารณาและใช้ดุลยพินิจทั้งสิ้น

และผู้ถูกร้องได้ให้ถ้อยคำอีกว่า พล.ต.อ.โกวิทย์ ได้แจ้งผู้ถูกร้อง ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 6 ก.ย. 2554 ว่า ตำแหน่งเลขา สมช. เป็นตำแหน่งที่สำคัญและต้องเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะปฏิบัติงานสนองนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาได้ และเป็นบุคคลที่รัฐบาลให้ความไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ที่ผ่านมานายถวิล ในฐานะการรมการและเลขานุการศูนย์อำนายการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) แสดงออกต่อสาธารณะในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เหมาะสมในหลายประการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อโอนย้ายนายถวิล ซึ่งผู้ถูกร้องก็มิได้ทักท้วงแต่อย่างใด ส่วนเหตุผลการย้ายนายถวิลก็เพราะเกี่ยวด้วยความไว้วางใจ และเห็นว่านายถวิลมีความเหมาะสมในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพราะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะให้คำปรึกษาแก่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เพื่อประกอบการตัดสินใจแต่ไม่อาจล่วงรู้ถึงการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี และไม่อาจนำความลับไปเปิดเผยได้

นอกจากนั้นผู้ถูกร้องยังให้ถ้อยคำต่อไปว่า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ก็ไม่ขัดข้องและสมัครใจในการมาดำรงตำแหน่งเลขา สมช. ส่วนในการแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ นั้น ผู้ถูกร้องกระทำการตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 โดยผู้ถูกร้องเป็นผู้คัดเลือกบุคคลเสนอให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(กตช.)พิจารณา หาก กตช. พิจารณาแล้วไม่ให้ความเห็นชอบตามที่ผู้ถูกร้องเสนอ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ก็ไม่อาจได้รับการแต่งเป็น ผบ.ตร. ได้ ซึ่งผู้ถูกร้องคัดเลือกจากความอวุโส ความรู้ ความสามารถ ผลการปฏิบัติงานในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภา

ส่วน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ในฐานะพยานได้ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นว่า พยานจบการศึกษาด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ด้านบริหารธุรกิจและด้านกฏหมายเศรษฐกิจ นกจากนี้ยังจบหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง และหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง โดยเข้ารับราชการตำรวจเริ่มตั้งแต่รองสารวัตรแผนก 5 กองกำกับการสืบสวนพระนครเหนือ สารวัตรแผนกศึกษาอบรม กองกำกับการนโยบายและแผน กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล รองสารวัตรแผนก 1 กองกำกับการสืบสวนพระนครใต้ ผู้ช่วยนายเวรอธิบดีกรมตำรวจ นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำมาโดยตลอด ต่อมาจึงดำรงตำแหน่งประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง ที่ปรึกษา สบ.10 ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ รอง ผบ.ตร.งานบริหาร 1 ผบ.ตร. เลขาธิการ สมช. และปลัดกระทรวงคมนาคม ตามลำดับ

พยานมีความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติประวัติสูงสุดที่ได้มีโอกาสรับราชการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ พยานมีความตั้งใจว่าจะรับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทตลอดไป ตราบจนเกษียณอายุราชการและไม่เคยคิดที่จะย้ายไปรับราชการในตำแหน่งอื่นใดอีก อีกทั้งยังตั้งใจว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.ให้ดีที่สุดจนเกษียณอายุราชการ อย่างไรก็ตาม พยานมีหลักปฏิบัติราชการที่ยึดถือมาโดยตลอดว่า พยานจะไม่ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ราชการและจะปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมต่อประเทศชาติ ประชาชนและองค์กร พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายรัฐบาลภายใต้กรอบกฏหมายและความถูกต้องซึ่งหากผู้บังคับบัฐชาต้องการให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งใดที่คิดว่าจะเกิดผลดีก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม

พยานมีความถนัดหรือความพึงพอใจในการดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. เนื่องจากได้รับราชการตำรวจตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตราชการ โดยได้มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยเป็นระยะเวลา 25 ปี เศษ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจและเกียรติประวัติสูงสุดในการทำงาน ส่วนความรู้สึกที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ที่มีลักษณะเสียใจและน้ำตาคลอเกิดจากความเสียใจในฐานะผู้นำองค์กรที่ไม่สามารถกำกับดูแลการทำงานของบุคลากรในองค์กรและมีการตำหนิติเตียนการทำงานของตำรวจจนทำให้มีผลถึงความเชื่อถือ ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อองค์กรตำรวจ และภาพลักษณ์ขององค์กรตกต่ำในยุคที่ตนเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน พยานไม่เคยยึดติดกับตำแหน่งและเตรียมพร้อมสำหรับการไปทำหน้าที่อื่น หากเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ผบ.ตร. ได้ดี ก่อนการย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขา สมช. พยานได้มีการปรึกษาหารือกับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ แต่ไม่เคยมีการพูดคุยปรึกษาหารือกับนายถวิล เปลี่ยนศรี และก่อนการดำรงตำแหน่งเลขา สมช. พยานได้มีโอกาสพบกับนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง แต่ไม่เคยถูกตำหนิเรื่องงานหรือทาบทามให้ย้าย รวมทั้งไม่มีผู้ใดเคยยื่นข้อเสนอหรือให้คำมั่นแต่อย่างใด สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นเป็นผู้ทาบทาม แต่ก็มิได้ให้คำมั่นแต่อย่างใด

เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องได้มีส่วนในการดำเนินการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี และให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่งเลขา สมช. โดยเป็นผู้อนุมัติให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ ครม. เพื่ออนุมัติในวันที 6 ก.ย. 2554 ทั้งผู้ถูกร้องได้ร่วมประชุม ครม. และลงมติอนุมัติให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่งด้วย เมื่อได้รับอนุมัติจาก ครม. แล้ว ผู้ถูกร้อง ก็ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 ก.ย. 2554 ให้นายถวิล ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกฯ ถึงแม้ผู้ถูกร้องจะอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวมิได้เกิดจากการริเริ่มของผู้ถูกร้อง แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่าผู้ถูกร้องมีส่วนกระทำการในเรื่องนี้ด้วยหลายอย่างหลายประการ ก็ย่อมเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงในการโยกย้ายข้าราชการประจำหรือให้ข้าราชการประจำพ้นจากตำแหน่งโดยตรงอยู่แล้ว หาจำต้องเข้าไปเป็นผู้เริ่มแต่อย่างใดไม่

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของผู้ถูกร้องต้องด้วย รธน. มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) หรือ (3) อันจะทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตาม รธน. มาตรา 182 วรรค 1 (7) หรือไม่

พิจารณแล้วเห็นว่า รธน. มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) และ (3) เป้นบทบัญญํติในหมวด 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 2 การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยบัญญัติว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะต้อไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่งและเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และมิใช้ข้าราชการการเมือง พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือการให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และมิใช้ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่หรือราชการส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารการชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามที่กฏหมายบัญญัติ

ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้เป็นหลักประกันแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น หลักการตาม รธน. มาตรา 266 (2) และ (3) นี้ มาตรา 268 บัญญัติให้นำไปใช้บังคับแก่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหารด้าย

หลักาการตามมาตรา 266 บัญญัติห้ามฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำหน้าที่การบรรจุ แต่งตั้ง  โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่งและเลื่อนเงินเดือนและการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และมิใช้ข้าราชการการเมือง พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการประจำ ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีถือว่าเป็นฝ่ายบริหารก็จะถูกห้ามการใช้อำนาจในลักษณะทำนองเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นไปโดยชอบ ป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่เป็นการขัดกันของผลประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดสถานการณ์ขาดจริยธรรม ซึ่งยากต่อการตัดสินใจทำให้ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะ

เมือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งหน้าที่จึงขัดกันในลักษณะ ที่ประโยชน์ส่วนตัวจะได้มาจากการเสียไปซึ่งประโยชน์สาธารณะ

อย่างไรก็ดีมาตรา 268 ก็ได้บัญญํติข้อยกเว้นไว้หากเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามที่กฏหมายบัญญัติ เหตุที่มาตรา 268 มีข้อยกเว้นให้แก่นายกฯ และรัฐมนตรีเช่นนี้ เนื่องมาจากผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ และรัฐมนตรีมีหน้าที่ตามกฏหมายที่จะต้องกำหนดนโยบายและทิศทางในการบริหารประเทศให้เกิดผลดีที่สุดต่อประเทศชาติและประชาชน จึงจำเป็นต้องยกเว้นให้มีอำนาจบังคับบัญชา และมีอำนาจสั่งบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน และการให้พ้นจากตำแหน่งของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในระบบราชการได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำหน้าที่ของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างหรือหน่วยงานในสังกัดแต่อย่างใด

บทบัญญัติสองมาตราดังกล่าวข้างต้น ได้บัญญัติไว้ในรธน.ส่วนที่เกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในนานาอารยะประเทศนั้น ถือเป็นเรื่องที่ผิดต่อกฎหมายและต่อจริยธรรม  ขัดต่อหลักความเป็นธรรม และระบบการบริหารราชการที่ดี ดังนั้นการกระทำของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐนตรีหรือรัฐมนตรีจึงต้องกระทำการตามหลักของความชอบด้วยกฎหมายเสริมเข้ากับหลักความสุจริต โดยใช้อำนาจตามที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้ในการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารทรัพยากรบุคคลของรัฐ โดยเริ่มตั้งแต่การสรรหาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามารับการแต่งตั้งโยกย้าย หากการบริหารทรัพยากรบุคคลของรัฐขาดประสิทธิภาพก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารงานด้านอื่นทั้งหมด นอกจากนี้การแต่งตั้งโยกย้านบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ต้องสอดคล้องกับระบบธรรมาภิบาลด้วย กล่าวคือ ควรมีกรอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยใช้หลักความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้นเป็นสำคัญ และยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้โดยมีขั้นตอนการพิจารณาที่ชัดเจน เพื่อสร้างความสมดุลของความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ รวมทั้งยึดหลักคุณธรรมเป็นแนวทางกำหนดหลักเกณฑ์การโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการในระบบธรรมาภิบาลตามที่กำหนดไว้ในรธน.มาตรา 279 และเป็นไปตามหลักความรับผิดชอบในการกระทำ และย่อมต้องสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ที่กำหนดในมาตรา 42 วรรค1 (2)(3)และ(5) ให้การจัดระเบียยข้าราชการพลเรือนสามัญตามพ.ร.บ.ดังกล่าวต้องคำนึงถึงระบบคุณธรรม โดยการบริหารทรัพยากรบุคคลต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพขององค์กรและลักษณะของงาน โดยไม่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง และการให้ประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติ และจะนำความคิดเห็นทางการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได้ ประกอบกับการบริหารทรัพยากรบุคคลต้องมีความเป็นกลางทางการเมืองด้วยเช่นกัน นอกจากนี้รธน.ได้บัญญัติจำกัดอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ไว้ในมาตรา 3 วรรค 2 วรรคว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ครม. ศาลรวมทั้งองค์กรตามรธน.และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมด้วย จะกระทำไปตามอำเภอใจโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีวาระซ่อนเร้นอันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหาได้ไม่

จากบทบัญญัติกฎหมายและหลักการดังกล่าวข้างต้น มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า การดำเนินการจนมีผลให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ต้องพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี และมีการแต่งตั้งโยกย้ายให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี จากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปดำรงแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แทนนายถวิล เปลี่ยนศรี จากนั้นจึงมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ขึ้นดำรงตำแนห่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน ถือเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงในเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย โอน หรือให้พ้นจากตำแหน่งของเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง สำนักนายกรัฐมนตรี) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง) ตามรธน.มาตรา 266 วรรค 1 (2) และ (3) หรือไม่

ศาลรธน.ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คำเบิกความด้วยวาจา และบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเป็นหนังสือประกอบกันแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกต้องได้เข้าไปมีส่วนกระทำการให้นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานรต.ฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีกระบวนการเริ่มต้นจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลับมากที่ นร 0401.2/2418 ลงวันที่ 4 กันยายน 2554 ถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์) แจ้งว่า เห็นควรให้ความเห็นชอบและยินยอมรับโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี และดำเนินการขอทาบทามขอรับความเห็นชอบและยินยอมจากรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) ในฐานะรมต.เจ้าสังกัดของหน่วยงานที่นายถวิล เปลี่ยนศรี สังกัดอยู่ และก่อนที่นางสาวกฤษณา ศรีหรัตน์ จะพิจารณาให้ความเห็นชอบการโอน ในวันที่ 5 ก.ย.2554 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือลับมากที่ นร0401.2/8303 ลงวันที่ 4 กันยายน 2554 ถึงรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) แจ้งว่า รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา) ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบและมีความประสงค์จะรับโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ตำแหน่งเลขที่ 6 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏหลักฐานการให้ความเห็นชอบการรับโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา ศรีหรัตน์) ในวันที่ 5 กันยายน 2554 ไม่ตรงกับข้อความที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีทำเสนอต่อพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ตามหนังสือลับมาก ที่ นร0401.2/8303 ลงวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2554 ระบุว่ารัฐนตรีกฤษณา ศรีหรัตน์ ได้ให้ความเห็นชอบและยินยอมการรับโอนแล้ว ซึ่งไม่เป็นไปตามการปฏิบัติราชการตามปกติ จึงเป็นการแจ้งข้อความที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือมีลักษณะเป็นการปกปิดความจริงที่ควรแจ้งให้อีกฝ่ายทราบเพื่อพิจารณายินยอมให้โอน แม้ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา) จะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบก็ตาม

ประกอบกับข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า วันที่ 4 กันยายน 2554 เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดทำการประจำสัปดาห์แต่การที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา) และรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท) เพื่อขอความเห็นชอบและยินยอมให้โอนนายถวิล เปลี่ยนศรี โดยปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลับมากที่ นร 0401.2/8302 ลงวันที่ 5 กันยายน 2554 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเป็นวาระทราบจรในวันที่ 6 กันยายน 2554 โดยผู้ถูกร้องเป็นผู้อนุมัติให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ ต่อมาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือลับมากที่ นร0508/18614 ลงวันที่ 6 กันยายน 2554 แจ้งว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 อนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ขอให้สำนักราชเลขาธิการนำความกราบบังคับทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป และผู้ถูกต้องได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554   ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีโดยให้ได้รับเงินเดือนในสังกัดเดิมไปพลางก่อน โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ นร0401.2/8402 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554 แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ทราบนั้น เห็นว่า เป็นการดำเนินการในการขอรับโอน ขอทาบทาม ขอรับความเห็นชอบและขั้นตอนการนำเสนอและคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ รวมทั้งที่ผู้ถูกร้องได้มีคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ใช้ระยะเวลาเพียง 4 วัน แสดงให้เห็นว่าเป็นการดำเนินการอย่างเร่งรีบ ผิดสังเกต เป็นการกระทำโดยรวบรัด ปราศจากเหตุผลอันสมควรที่จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ทั้งยังปรากฏการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จให้เห็นเป็นพิรุธ โดยปรากฏว่าภาพถ่ายเอกสารราชการสำคัญ ได้แก่ บันทึกของความสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ นร0401.2/8303 ที่ศาลมีคำสั่งเรียกมาจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุวันที่ที่ทำหนังสือดังกล่าวเป็นวันที่ 5 กันยายน 2554 แต่ภาพถ่ายบันทึกข้อความฉบับเดียวกันที่ได้มาจากนายถวิล เปลี่ยนศรี ก่อนหน้านั้น กลับระบุวันที่เป็นวันที่ 4 กันยายน 2554 ซึ่งแสดงว่าภาพถ่ายเอกสารสองฉบับนี้ต้องมีการแก้ไขวันที่ที่ทำเอกสารให้ผิดเพี้ยนไปจากความจริง โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อปกปิดความจริงที่ความขัดแย้งกันอยู่ในกระบวนการขอความเห็นชอบนี้  กรณีจึงส่อแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นปกติของการดำเนินการอันเป็นการพิรุธอย่างโจ่งแจ้ง จงเป็นการดำเนินการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นไปในทางที่เอื้อประโยชน์ให้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ซึ่งเป็นญาติของผู้ถูกต้องมีโอกาสขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ การกระทำของผู้ถูกร้องจึงมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีวาระซ่อนเร้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การกระทำดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมตามรธน.มาตรา 3 วรรค 2 อีกประการหนึ่งด้วย

เมื่อพิจารณาเหตุผลที่แท้จริงในการโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งผู้ถูกร้องอ้างว่า ผู้ถูกร้องในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้แถลงนโยบายในการบริหารประเทศต่อรัฐสภาโดยนโยบายความมั่นคงของรัฐถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ผู้ถูกร้องแถลงต่อรัฐสภาว่าจะต้องเร่งดำเนินการภายในปีแรกของการเข้าบริหารราชการแผ่นดินและเป็นหน้าที่ของผู้ถูกร้องในการกำหนดหรือใช้ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของนโยบายต่างๆ ที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ดังนั้นผู้ถูกร้องจึงมีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนานในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับความมั่นคงเพื่อมาช่วยปฏิบัติราชการในฝ่ายนโยบายให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ของงานด้านความมั่นคงของประเทศ และเห็นว่านายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามความต้องการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงมีหนังสือขอรับโอน ขอทาบทามและขอรับความเห็นชอบให้โอนนายถวิล เปลี่ยนศรี มาดำรงตำแนหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบมากกว่าตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และเมื่อพิจารณาในภาพรวมของการใช้อำนาจทั้งในทางบริหารและบังคับบัญชาแล้ว ตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาตินอกจากต้องกำกับดูแลและบริหารราชการภายในหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว ยังสามารถให้คำปรึกษาและเสนอแนะความเห็นแก่ผู้ถูกร้องได้โดยไม่จำต้องแต่งตั้งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด ส่วนตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีนั้น แม้จะมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและเสนอแนะความเห็นแก่ผู้ถูกร้องก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานะการปฏิบัติงานจริงแล้วย่อมไม่อาจใช้อำนาจบริหารรวมถึงการบังคับบัญชาข้าราชการได้ดังเช่นการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพราะตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจและหน้าที่อย่างกว้างขวาง ทั้งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำนั้นมีเพียงหน้าที่ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแก่ผู้บังคับบัญชาคือ รองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) เฉพาะในงานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น

ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่า เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือที่ สบก.(กบก)/2554 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554 ถึงผู้ร้องความว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นควรให้ผู้ฟ้องคดีอยู่ในบังคับบัญชาขอรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) และมอบหมายให้ปฏิบัติราชการเกี่ยวกับงานด้านความมั่นคงของประเทศในการอำนวยการและประสานการปฏิบัติตามนโยบายในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติกับหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการให้สอดคล้องกันและมีบูรณาการและเสนอแนะ และจัดทำนโยบาย อำนวยการ พัฒนาและประสานการจัดการและติดตามประเมินผลด้านการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ รวมทั้งเสนอแนะนโยบายอำนวยการข่าวกรอง การพัฒนาองค์กรข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรอง รวมทั้งปฏิบัติราชการอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งผู้ถูกร้องรับทราบและเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไปตามที่เสนอและตามคำสั่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ 166/2555 ลงวันที่ 6 กันยายน 2555 เรื่องมอบหมายให้ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ รับผิดชอบปฏิบัติราชการ ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี รับผิดชอบและติดตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นโยบายพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือในการพัฒนาระหว่างประเทศ

เห็นได้ว่า เหตุผลตามข้ออ้างของผู้ถูกร้องยังไม่เพียงพอจะรับฟังได้ว่า การออกคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นไปเพื่อประโยชน์ราชการตานนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ประกอบกับกระบวนการโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี ก็ดำเนินการอย่างเร่งรีบ ไม่เป็นไปตามการปฏิบัติราชการตามปกติ จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ปัจจัยอันเป็นที่มาของการโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี จากการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ คือความประสงค์ให้ดำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติว่างลงเพื่อโอนย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ดำรงอยู่ในขณะนั้นมาดำรงตำแหน่งแทน อันจะทำให้ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่างลง  เปิดโอกาสให้สามารถแต่งตั้งเครือญาติของผู้ถูกต้องขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน

ข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนรับฟังได้ว่า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ในฐานะพยานได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 6 ก.ย.2553 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2553 และมีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2556 ในขณะที่พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ มีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30   กันยายน 2555 ข้อเท็จจริงในขณะที่เป็นเหตุแห่งคำร้องนี้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี คงเหลืออายุราชการอีก 2 ปี หากมีความต้องการให้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ซึ่งมีกำหนดเกษียณอายุราชการก่อนพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ก็จะต้องมีการโอนให้พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปดำรงตำแหน่งในส่วนราชการอื่นแทน แต่เนื่องจากพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา62 บัญญัติว่าการโอนข้าราชการตำรวจไปส่วนราชการอื่นจะกระทำได้ต่อเมื่อเจ้าตัวสมัครใจ และส่วนราชการหรือหน่วยงานต้องการจะรับโอนผู้นั้น โดยให้หน่วยงานหรือส่วนราชการที่จะขอรับโอนทำความตกลงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถึงแม้พยานจะรับสมอ้างว่าการโอนย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นความสมัครใจของพยานเองตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา62 ก็ตาม แต่พยานก็ให้การด้วยว่าพยานตั้งใจจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจนเกษียณอายุราชการ แต่จะไม่ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ และจะปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมต่อประเทศชาติและประชาชนและองค์กร โดยพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายรัฐบาลภายใต้กรอบกฎหมายและความถูกต้อง ซึ่งหากผู้บังคับบัญชาติต้องการให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งใดที่คิดว่าจะเกิดผลดีก็พร้อมจะปฏิบัติตาม แสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจของพยานนั้นขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้บังคับบัญชา ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีหรือผู้ถูกร้องด้วย หากต้องการให้พยานไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใด พยานก็พร้อมปฏิบัติตาม จึงเห็นได้ว่า การดำเนินการให้นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และต่อมาก็ได้มีประกาศให้พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2554 แทนนายถวิล เปลี่ยนศรี ทำให้ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นว่างลงนั้น ก็ด้วยความประสงค์จะให้มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

พิจารณาพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 53 (1) ที่บัญญัติให้การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้นายกรัฐมนตรีคัดรายชื่อข้าราชการตำรวจแล้วเสนอคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) ซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกฯ นำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง

แล้วเห็นว่าการแต่งตั้ง ผบ.ตร. จะเริ่มต้นจากนายกฯ คัดเลือกข้าราชการตำรวจผู้มียศ พล.ต.อ. เพื่อเสนอต่อ กตช. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่าวันที่ 19 ต.ค.2554 ผู้ถูกร้องในฐานะประธานคณธกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ได้เป็นประธานการประชุมคณธกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติครั้งที่ 5/2554 เพื่อพิจารณาวาระการแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ซึ่งคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติก็ได้มีมติเอกฉันท์ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร. ตามที่ผู้ถูกร้องเสนอ ต่อมาก็ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ พ้อนจกตำแหน่งรอง ผบ.ตร. และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2554

จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของตนเองในทางการเมือง เพื่อประโยชน์ขงผู้อื่นคือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นเครือญาติของผู้ถูกร้อง เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. อันเป็นการก้าวก่าย แทรกแซง การบรรจุแต่งตั้ง การโยกย้าย และการให้ข้าราชการประจำพ้นจากตแหน่งโดยตรง

เนื่องด้วยปรากฏข้อเท็จจริงที่รู้กันโดยทั่วไปว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป้นพี่ชายของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของผู้ถูกร้อง และเป็นลุงของหลานอา ของผู้ถูกร้อง ย่อมถือว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นเครือญาติของผู้ถูกร้อง จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าการกระทำทั้งหมดของผู้ถูกร้องมิได้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชนแต่อย่างใด แต่เป็นการกระทำที่มีเจตนาอำพรางหรือแอบแฝง เพื่อประโยชน์ขงตนเองหรือพวกพ้อง อันเป็นการกระทำที่ขาดจริยธรรม คุณธรรม และความถูกต้องชอบธรรม ในการใช้อำนาจหน้าที่ภายใต้วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้บริหารงานบุคคลภาครัฐไว้ ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่า บริหารบุคคลโดยระบบคุณธรรม ราชการต้องปฏิบัติต่อข้าราชการด้วยระบบบริหารทรัพยากรบุคคลที่คำนึงถึงความรู้ความสามารถ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ปราศจากอคติและมีความเป็นกลางทางการเมือง

เมื่อพิจารณะพยานหลักฐาน พฤติการทั้งปวงแห่งคดีประกอบกันแล้วเห็นว่า การดำเนินการแต่งตั้งโยกย้าย และให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่ง เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดียวกันและมีความเชื่อมโยงกันกับบรรจุแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. นแสดงให้เห็นถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีวาระซ้อนเร้น โดยที่ผู้ถูกร้องได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ถือได้ว่าเป็นการแทรกแซงและก้าวก่ายการแต่งตั้งโยกย้ายหรือการให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นคือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ซึ่งเป็นเครือญาติของผู้ถูกร้อง อันเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตราม รธน. มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) และ (3)

สำหรับข้ออ้างของผู้ร้องได้อ้างในคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่าเป็นการกระทำตามที่กฏหมายให้อำนาจไว้นั้น เห้นว่ามิได้เป็นไปตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง โดยศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าผู้ถูกร้องในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการประจำของราชการส่วนการและราชการส่วนภูมิภาค ย่อมมีอำนาจดุลยพินิจในการบริหารงานบุคคล หมุนเวียนสับเปลี่ยนบทบาทหรือการทำหน้าที่ของข้าราชการเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามแนวนโยบายที่ผู้ถูกร้องได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้

แต่ในการใช้อำนาจดุลยพินิจดังกล่าวของผู้ถูกร้องนั้น นอกจากจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฏหมายและอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฏหมายแล้ว ยังจะต้องมีเหตุผลรองรับที่มีอยู่จริงและอธิบายได้ ซึ่งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องได้อ้างเหตุผลนการโอนนายถวิล ว่านายถวิล ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีประสิทธิภาพ มีข้อบกพร่อง หรือไม่สนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะถือได้ว่ามีเหตุผลอันสมควรที่ผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งโอนได้ตามความเหมาะสม จึงถือได้ว่าเป็นการช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ อันเป็นเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฏหมายประการหนึ่ง ตามมาตรา 9 วรรค 1 (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

ดังนั้นการโอนนายถวิล จากตำแหน่ง เลขา สมช. มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ ตามประกาศสำนักนายกฯ ลงวันที่ 30 ก.ย.2554 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย

ส่วนข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องที่ว่าผู้ถูกร้องมิได้เข้าไปก้าวกายหรือแทรกแซงการบรรจุ การแต่งตั้ง โยกย้าย หรือโอน หรือให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และมิใช้ข้าราชการการเมือง พ้นจากตำแหน่ง หากแต่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของผู้ถูกร้องและ ครม. เองนั้น

เห็นว่าแม้เพียงแค่การเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงผู้อื่น ยังต้องห้ามมิให้กระทำ ดังนั้นการเข้าไปกระทำการอันมิชอบด้าวยกฏหมายดังกล่าวเสียเอง เพื่อประโยชน์ขงตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง จึงยิ่งต้องถูกห้ามไปด้วย ความสำคัญของข้อห้ามอยู่ที่เป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงหรือกระทำการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอนหรือให้ข้าราชการประจำพ้นจากตำแหน่ง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือไม่ หากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน มิได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ้อนเร้นเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองใดแอบแฝงอยู่ การกระทำนั้นก็เข้าข้อยกเว้นให้กระทำได้ ตาม รธน. มาตรา 268 ตอนท้าย เพราะถือว่าเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฏหมาย แต่ถ้ามิได้ระทำไปโดยสุจริต เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีวาระซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ใด หรือพรรคการเมืองใดก็ตาม ย่อมมิใช้เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฏหมาย ไม่ได้รับยกเว้นห้กระทำการได้ตาม รธน.มาตรา 268 ตอนท้าย

ด้ายเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าผู้ถูกร้องใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองในเรื่องการบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง จึงต้องด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 266 (2) และ (3) และถือเป็นการกระทำตาม รธน. มาตรา 268

อันมีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7)

มีปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่าหาความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตาม รธน.มาตรา 182วรรค 1 (7) แล้ว ผู้ถูกร้องยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตาม รธน.มาตรา 181 ได้หรือไม่

พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 181 (1) บัญญัติว่าคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ส่วนมาตรา 182 (1) บัญญัติว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (7) กระทำอันต้องห้ามตามมาตรา 267, 268 หรือ 269 จากข้อความที่ปรากฏในบทบัญญัติทั้ง 2 มาตรา แสดงให้เห็นว่า รธน. มาตรา 181 ได้บัญญัติให้เฉพาะกรณีที่คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 (1) เท่านั้น ที่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงกรณีความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามมาตรา 182 ด้วย

ดังนั้นคดีนี้เมื่อผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตาม รธน. มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 วรรค 1 (2) และ (3) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตาม รธน. มาตรา 182(1) แล้ว ผู้ถูกร้องจึงไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตาม รธน. มาตรา 181 ได้อีกต่อไป

มีประเด็นต้องพิจารณาต่อไปว่าเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ตาม รธน. มาตรา 182 วรรค 1 (7) แล้ว จะเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลงด้วยหรือไม่

พิจารณาแล้วเห็นว่า รธน. มาตรา 180 วรรค 1 (1) บัญญัติว่า รัฐมนตรีทั้งคณธพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามมาตรา 182 และ มาตรา 181 บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 ยังคงต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

ศาล รธน. ได้เคยวินิจฉัยในคำวินิจฉัยศาล รธน. ที่ 12 ถึง 13 /2551 ลงวันที่ 9 ก.ย. 2551 เรื่องประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของ ส.ว. เพื่อของให้ศาล รธน.พิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ (นายสมัคร สุนทรเวช) ซึ่งวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องกระทำการอันตั้งห้ามตาม รธน. มาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร นายกฯ ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตาม รธน.มาตรา 182 วรรค 1 (7) และเมื่อ ศาล รธน.วินิจฉัยว่านายกฯ ผู้ถูกร้อง กระทำการอันต้องห้ามตาม รธน.มาตรา 267 เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ตาม รธน.มาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตาม รธน.มาตรา 180 วรรค 1(1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัวทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือจึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าคณธรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตาม รธน.มาตรา 181

และคำสั่งศาล รธน. ที่ 44/2551 ลงวันที่ 16 ธ.ค. 2551 เรื่องประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของ ส.ว. ขอให้ศาล รธน.พิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง(คณะรัฐมนตรีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) โดยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้ถูกร้อง รองนายกฯ รักษาการรัฐมนตรี วินิจฉัยว่าตามคำร้องเป็นคดีที่ผู้ร้องใช้สิทธิร้องต่อศาล รธน. ตาม รธน.มาตรา 182 วรรค 1(5) และ วรรค 3 ประกอบมาตรา 91 ว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อใด ซึ่งการที่รัฐมนตรีทั้งคณธต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อใดนั้น เป็นไปตามเงื่อนไข รธน. มาตรา 180 และศาล รธน. ได้มีคำวินิจฉัยที่ 12 ถึง 13 /2551 ลงวันที่ 9 ก.ย. 2551 ไว้แล้วว่าเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตาม รธน.มาตรา 182 แล้ว ย่อมเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตาม รธน.มาตรา 180 วรรค 1(1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว จึงทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณธรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตาม รธน.มาตรา 181

ดังนั้นเมื่อศาล รธน. ได้มีคำวินิจฉัยที่ 20/2551 ลงวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ให้ยุบพรรคพลังประชาชน เป็นหํนให้ความเป้นรัฐมนตรีของนายสมชาย กรรมการบริหารพรรค ซึงดำรงตำแหน่งนายกฯ สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตาม รธน.มาตรา 182 แล้ว รัฐมนตรีที่เหลืออยู่ที่ไม่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของความเป้นรัฐมนตรีจึงต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

ดังนั้นในคดีนี้เมื่อความรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตาม รธน. มาตรา 182 วรรค 1 (7) เป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตาม รธน. มาตรา 180 วรรค 1 (1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ย่อมทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ที่ไม่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของความเป็นรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตาม รธน.มาตรา 181 ได้

อย่างไรก็ตามหากรัฐมนตรีคนใดได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตาม รธน. ม. 182 วรรค 1 (1) ถึง (8) ย่อมมีผลให้รัฐมนตรีคนนั้นไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตาม รธน. มาตรา 181 ได้เช่นกัน

ในกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำระดับสูงจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน

ดังนั้นในคดีนี้หากรัฐมนตรีคนใดมีส่วนร่วมในการลงมติอันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงข้าราชการประจำโดยการโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งเป็นการกระทำอันต้องห้ามตาม รธน. มาตรา 268 ด้วยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมย่อมเป็นเห็นให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีผู้นั้นสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตาม รธน. มาตรา 182 วรรค 1 (7) ตามไปด้วย และไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ ตาม รธน. มาตรา 181 ได้อีกต่อไป

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่ามีการนำเรื่องการโยกย้ายนายถวิล และการให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติอย่างเร่งรีบ รวบรัด ในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามปกติ เป็นวาระเพื่อทราบจรในวันที่ 6 ก.ย. 54 และคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเอกฉันท์อนุมัติให้กระทำการโยกย้ายและให้ข้าราชการประจำพ้นจากตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฏหมายไปในวันเดียวกันนั้นเอง รัฐมนตรีทุกคนที่ร่วมประชุมและลงมติในวันนั้นจึงมีส่วนร่วมโดยทางอ้อมในการก้าวก่ายและแทรกแซงข้าราชการประจำอันเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตาม รธน.มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) และ (3) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีเหล่านั้นต้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตาม รธน. มาตรา 182 วรรค 1 (7) ไปด้วย

สำหรับประเด็นตามคำขอของผู้ร้อง ที่ขอให้ศาล รธน. วินิจฉัยให้ดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตาม รธน. มาตรา 172 และ 173 โดยรวมนั้นไม่อยู่ในขอบเขตการเสนอคำร้องให้ศาล รธน.พิจารณาวินิจฉัยในคดีนี้ ศาล รธน. ไม่รับพิจารณาวินิจฉัยจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

อาศัยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์จึงวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองและของผู้อื่น ในเรื่องการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายโอนหรือการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และมิใช่ข้าราชการการเมือง จึงต้องด้วย รธน. มาตรา 266(2) และ(3) และถือเป็นการกระทำตาม รธน. มาตรา 268 อันมีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตาม รธน. มาตรา 182 วรรค 1 (7) และรัฐมนตรีที่ร่วมมีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ย.54 จึงมีส่วนร่วมในการก้าวก่ายและแทรกแซงข้าราชการประจำ อันเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตาม รธน.มาตรา 268 ประกอบ มาตรา 266(2)และ(3) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีเหล่านั้นสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตาม รธน. มาตรา 182 วรรค 1 (7) ไปด้วย

ผู้ร้องและผู้แทนผู้ร้องฟังบันทึกการอ่านคำวินิจฉัย รับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ผู้ร้องและผู้แทนผู้ถูกร้องมาตามกำหนดนัดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยที่ 9/2557 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 เรื่อง ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ประกอบมาตรา 182 วรรค 3 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรค 1(7) หรือไม่ ให้คู่กรณีทราบ ให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้ เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำวินิจฉัย”

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์