ฐากรเชื่อ 'ทีวีดิจิตอลไทย' ยังรอด ชี้รายได้โฆษณาเพิ่ม 3 เท่า

ฐากรยันปี 58 ทีวีดิจิตอลไทยรอด มีรายได้โฆษณาเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้น 3 เท่า ด้านผู้ประกอบการและนักวิชาการชี้อาจร่วง หากผู้ประกอบยังไม่ปรับตัวและวางแผนอนาคตดีพอ แนะ กสทช.ปรับกฎให้สอดคล้องกับตลาด

1 เม.ย. 2558 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หลักสูตรปริญญาโทโครงการพิเศษ สาขาบริหารสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาเชิงวิชาการ "ใครรอด ใครร่วง ชี้ชะตาทีวีดิจิตอลประเทศไทย" ในโอกาสครบรอบ 1 ปีทีวีดิจิตอลของประเทศไทย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลของไทยทั้งที่ผ่านมาและในอนาคตนั้น

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการทีวิดิจิตอลสามารถอยู่รอดได้อย่างแน่นอน เพราะตลาดเติบโตไปในทิศทางที่ดี โดยผลการคาดการณ์รายได้โฆษณาเฉลี่ยของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลปี 2558 จะอยู่ที่ 197.16 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2557  ที่มีรายได้โฆษณาเฉลี่ยจำนวน 63.87 ล้านบาทต่อเดือนเป็นจำนวน 3 เท่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดรายได้ของผู้ประกอบการคือเนื้อหาต้องมีความน่าสนใจ ใหม่ และหลากหลาย  รวมทั้งต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถจัดผังรายการได้ตรงตามกลุ่ม ซึ่งจะสามารถสร้างการจดจำให้แก่ผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) ระบุถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีวีดิจิตอลไทยสามารถดำเนินการต่อไปได้มี 4 ปัจจัย ได้แก่ เรตติ้ง อัตราค่าโฆษณา รายได้ และกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของ กสทช.  โดย กสทช.จำเป็นต้องปรับกฎหรือข้อบังคับต่างๆ ให้สอดคล้องกับตลาด เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดได้รวมทั้งให้ตลาดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังต้องมองถึงการเติบโตของตลาดในอนาคตด้วย เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลมากขึ้น รวมทั้งวิธีการรับชมทีวีของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น ผู้บริโภคจะไม่จำช่องทีวีที่รับชม ส่วนใหญ่รับชมรายการย้อนหลังผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้

ด้านรุ่งโรจน์ จรัสแจ่มแก้ว บริษัทอมรินทร์เทเลวิชั่น จำกัด กล่าวว่า หากอุตสาหกรรมทีวิดิจิตอลยังเป็นเหมือนในปัจจุบันก็มีโอกาสร่วงอย่างแน่นอน เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้บริโภคจำนวนน้อยที่รับชมทีวีดิจิตอลผ่านกล่องทีวีดิจิตอล ส่วนใหญ่จะรับชมผ่านดาวเทียม ซึ่งคุณภาพต่างจากการรับชมผ่านกล่อง ทั้งในด้านของความคมชัดและสี นอกจากนี้ยังมีผู้บริโภคจำนวนมากที่ไม่สามารถดูทีวีดิจิตอลผ่านกล่องทีวีดิจิตอลได้ เนื่องจากยังมีปัญหาในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกสู่ดิจิตอล ดังนั้นควรให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการรับชมให้ครอบคลุมคนทั้งประเทศ รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับการรับชมทีวีดิจิตอลเพิ่มเติม เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการวัดเรตติ้งของทางช่อง

ส่วนศุทธิชัย บุนนาค ประธานกรรมการบริหาร บริษัทสปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และประธานกรรมการสปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด กล่าวว่า 4 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรอดได้นั้นคือ  1. ผู้ประกอบการต้องมีเงินทุนให้เพียงพอสำหรับใช้ในระยะเวลา 3 ปี เนื่องจากผู้ประกอบการจะไม่มีโอกาสได้กำไร ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีถึงจะได้กำไร ถ้าผู้ประกอบสามารถหมุนเงินได้ก็จะสามารถรอดได้ แต่ถ้าไม่ก็มีโอกาสร่วงอย่างแน่นอน 2. วิสัยทัศน์ของผู้บริหารแต่ละช่อง ผู้บริหารต้องวางแผนอนาคตของธุรกิจอย่างรอบด้าน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยีและอื่นๆ 3. นโยบายของ กสทช. ต้องวางให้สอดคล้องกับตลาดและระบบ อาทิ ในสภาวะที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกไปสู่ดิจิตอลยังไม่สมบูรณ์ควรขยายเวลาจ่ายค่าสัมปทานช่องออกไป เป็นต้น และ 4. ตัวบุคคลที่มีความสามารถผลิตเนื้อหารายการในรูปแบบใหม่ๆ และมีความหลากหลาย ซึ่งยังถือว่ามีน้อยในอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล 
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์