คณะทำงานด้านเด็กฯ เสนอบริษัทเหมืองยกฟ้องเด็ก ม.4 หันมาพิสูจน์ผลกระทบสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม

คณะทำงานด้านเด็ก 22 องค์กร หนุนสถานพินิจฯ -โรงเรียนคุ้มครองเด็กโดยไม่ถือว่าสิ่งที่เด็กทำเป็นความผิด พร้อมเสนอให้บริษัทเหมืองยกฟ้องและเร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ  ด้านผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.เลย ชี้ ยังเป็นเยาวชน มีกฎหมายคุ้มครอง

17 ธ.ค. 2558 จากกรณี น.ส.เอ  (ขอสงวนชื่อ-สกุล เนื่องจากเป็นเยาวชน) นักเรียนอายุ 15 ปี เยาวชนกลุ่มรักษ์บ้านเกิด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เป็นนักข่าวพลเมือง ได้รายงานปัญหาเรื่องลำน้ำฮวย ว่าได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ ทำให้น้ำในลำน้ำฮวย ไม่สามารถใช้ดื่มกินได้ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน นำเสนอผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 ก.ย.58 ที่ผ่านมา จนถูกทางบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ยื่นฟ้อง น.ส.เอ  ข้อหาหมิ่นประมาท และฟ้องสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาฯ เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท โดยคดีจะมีการไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 21 มี.ค.59 (อ่านรายละเอียด)

ล่าสุด 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา นักข่าวพลเมือง (ThaiPBS) รายงานว่า คณะทำงานด้านเด็กซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรที่ปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชน เผยแพร่แถลงการณ์คณะทำงานด้านเด็กต่อกรณีการฟ้องดำเนินคดีกับเยาวชนของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ระบุข้อเสนอ 4 ข้อ ต่อผู้เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองเด็กในจังหวัดเลย บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และสังคม โดยมีรายละเอียด ดังนี้

โดยแถลงการณ์ระบุว่า
 
สืบเนื่องจากกรณีที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด กำลังดำเนินการเพื่อฟ้องดำเนินคดีกับเยาวชนนักข่าวพลเมือง ชั้น ม.4 จาก อ.วังสะพุง จ.เลย โดยเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทำหนังสือขออนุญาตฟ้องเยาวชนในคดีอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท ต่อผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย ซึ่งในวันที่ 21 ธ.ค.2558 ทางสถานพินิจฯ จะเชิญผู้ปกครองและเยาวชนดังกล่าวมาให้ถ้อยคำเพื่อพิจารณาหาเหตุสมควรให้ผู้ เสียหายฟ้องหรือไม่ ตามข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชนนั้น
 
ทั้งนี้ สาเหตุของการฟ้องร้องเยาวชนนักข่าวพลเมืองที่มีอายุเพียง 15 ปี เนื่องจากการเสนอข่าวเกี่ยวกับการออกค่ายของกลุ่มเยาวชนฮักบ้านเกิดเจ้าของ ตอน นักสืบลำน้ำฮวยแท้ๆ แน๊ว ออกอากาศในช่วงข่าวพลเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทฯ ระบุว่า มีเนื้อหาที่เป็นเท็จใส่ร้ายให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย
 
คณะทำงานด้านเด็กซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรที่ปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชนเห็นว่า การนำเสนอข่าวของเยาวชนดังกล่าวเป็นไปตามหลักการสร้างการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นสอดคล้องกับหลักการของสิทธิเด็ก ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องการส่งเสริมให้เด็กได้มีส่วนร่วมในแสดงความคิดเห็นอย่างมีเสรีภาพในประเด็นที่ตนสนใจ ปลูกฝังให้เด็กมีสำนึกรักชุมชน สังคม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้างสังคมแห่งประชาธิปไตย
 
ตามหลักการของสิทธิเด็ก ทุกภาคส่วนของสังคมไม่ว่าจะเป็น ชุมชน องค์กรส่วนท้องถิ่น ภาครัฐบาล ภาคเอกชนล้วนมีหน้าที่ในการสนับสนุนเอื้ออำนวยสร้างหลักประกันให้เด็กและเยาวชนได้รับสิ่งอันพึงมีพึงได้ โดยไม่เลือกปฏิบัติและยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก ดังนั้นคณะทำงานด้านเด็กจึงมีข้อเสนอดังนี้
 
1. ขอสนับสนุนหน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองเด็กในจังหวัดเลย คือ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.เลยและโรงเรียนที่ให้การคุ้มครองเด็กโดยไม่ถือว่าสิ่งที่เด็กทำเป็นความผิด
 
2. การกระทำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัดในครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นบริษัทแรกในโลกที่ฟ้องเด็ก ละเมิดสิทธิและคุกคามเด็ก โดยการดึงเด็กเข้าไปเป็น”เครื่องมือ”ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนในชุมชน จึงขอเสนอให้บริษัทฯ ยกฟ้องและควรเร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นต่อสาธารณะ
 
3. ขอสนับสนุนให้กำลังใจเด็กและเยาวชนทุกคนใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นในการมีส่วนร่วมดูแลปกป้องชุมชนของตนเองในฐานะพลเมืองผู้รับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งบทบาทดังกล่าวสมควรเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนในพื้นที่อื่นๆ
 
4. สังคมโดยรวม ควรตระหนักว่า ในพื้นที่/ชุมชนที่มีความขัดแย้งไม่ว่าประเด็นใดๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อเด็กในทุกด้าน ทั้งด้านจิตใจ ทัศนคติด้านลบ ที่จะเกิดขึ้นต่อเด็กในระยะยาว
 
คณะทำงานด้านเด็ก 22 องค์กร
วันที่ 16 ธันวาคม 2558
ประสานงาน กอบกาญจน์ ตระกูลวารี
 
ชี้ ยังเป็นเยาวชน มีกฎหมายคุ้มครอง
 
ขณะที่เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า นางอัญชนา จ้อนเมือง นักพัฒนาสังคมชำนาญพิเศษ รักษาราชการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเลย และเจ้าหน้าที่อีก 4 นาย ได้ลงพื้นที่ไปบ้านของ น.ส.เอ เพื่อสอบถามและให้การช่วยเหลือเบื้องต้น พบว่าน.ส.เอ ไม่อยู่บ้าน ไปเรียนหนังสือ มีแต่พ่อและแม่ของน.ส.เอ ซึ่งมีอาการเคร่งเครียด สีหน้าไม่สู้ดี มีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด และไม่ขอพูดถึงกรณีที่เกิดขึ้น
 
ขณะที่ นางอัญชนา เปิดเผยว่า ในส่วนของพัฒนาสังคมจังหวัดเลย มีความเป็นห่วง และเข้าใจความรู้สึกของครอบครัวเด็ก จากการพูดคุย พบว่าครอบครัวมีความวิตกกังวล และตัวเด็กก็กลัวว่าตัวเองจะมีความผิด จึงได้อธิบายถึงข้อกฎหมายว่า เรื่องนี้มี ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.เลย ที่จะดูแลในส่วนนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับครอบครัว ว่าน้องยังเป็นเด็ก อายุ 15 ปี อยู่ในความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งสถานพินิจฯ จะเข้ามาดูแล
 
นางอัญชนา กล่าวด้วยว่า ทางครอบครัวเด็กยังมีความกังวล เกี่ยวกับนัดหมายที่จะไปให้ปากคำกับทางสถานพินิจฯ ในวันที่ 21 ธ.ค. นี้ ปรากฏว่าน้องติดสอบไม่สามารถที่จะเดินทางไปได้ จึงแนะนำให้ทำหนังสือไปยังสถานพินิจฯ รวมทั้งได้ช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องใช้จ่ายบางส่วน และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องอื่นๆ ต่อไป
 
ทางด้านนางบุษศา ประพันธ์ ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.เลย เปิดเผยว่า จากกรณีของน.ส.เอ ขณะนี้อธิบดีสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รวมทั้งผู้บริหารของกระทรวงยุติธรรม ที่รับผิดชอบด้านนี้ มีความห่วงใยเกี่ยวกับประเด็นนี้ และให้ทางสถานพินิจและคุ้มครองเด็กฯ จ.เลย ดำเนินการในส่วนนี้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ตามมาตรา 99 ของพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีครอบครัว ที่บัญญัติว่า ห้ามผู้เสียหายฟ้องเด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เว้นแต่จะมาขออนุญาตผู้อำนวยการสถานพินิจฯ ที่เด็กมีถิ่นที่อยู่ ซึ่งกรณีนี้ผู้ร้องได้ดำเนินการแล้ว
 
"ทางสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.เลย จะได้ดำเนินการสอบสวนสืบสวน ตามกระบวนการกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ เพื่อหาข้อมูลมาประกอบว่า เราจะอนุญาตให้ฟ้องหรือไม่ให้ฟ้อง โดยขณะนี้ได้สอบสวนในส่วนของผู้ร้องก่อน เพื่อจะทราบถึงเหตุที่ต้องฟ้อง มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร โอกาสที่น้องจะโดนฟ้องหรือไม่โดนฟ้อง ยังตอบไม่ได้ เพราะอยู่ระหว่างการสอบสวนหาข้อมูล และผู้ร้องยังไม่ได้มาให้ถ้อยคำ คงต้องรอรวบรวมหลักฐานให้ชัดเจน ส่วนท่านอธิบดี ท่านก็เป็นห่วงอยู่ และในส่วนวันที่ 21 ธ.ค.นี้น้องก็ไม่ต้องมาที่สถานพินิจฯ ทางเราจะหาข้อมูลจากผู้ร้องก่อน ยืนยันได้ว่าวันที่ 21 ธ.ค. น้องไม่ต้องมาที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.เลย" นางบุษศา กล่าว
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์