อดีตมือเบสวงพิงค์ฟลอยด์ วิจารณ์ร่าง 'กม. ต่อต้านการบอยคอตต์อิสราเอล' ที่พิจารณาในสภาสหรัฐฯ

โรเจอร์ วอเตอร์ส ผู้รวมก่อตั้งวงดนตรี Pink Floyd เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่สภาคองเกรสของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาร่างกฎหมายที่อาจจะเป็นการคุกคามขบวนการเรียกร้องเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของปาเลสไตน์ หลังจากที่เขาทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อความรักและความเข้าใจของเพื่อนร่วมโลกแต่กลับถูกฝ่ายขวาพยายามขัดขวาง

โรเจอร์ วอเตอร์ส อดีตสมาชิกพิงค์ฟลอยด์ ที่มาภาพจาก wikipedia.org

11 ก.ย. 2560 ร่างกฎหมายใหม่ของสหรัฐฯ ที่เรียกกันว่า กฎหมายห้ามการบอยคอตต์อิสราเอล เป็นการคุกคามวิธีการต่อต้านการกดขี่ของอิสราเอลในแบบสันติที่เรียกว่าการบอยคอตต์, ถอนทุน และคว่ำบาตร (B.D.S.) อิสราเอลเพื่อเรียกร้องสิทธิของชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับใหม่นี้จะทำให้ประชาชนทั่วไปและธุรกิจที่ทำการบอยคอตต์อิสราเอลเพื่อเรียกร้องในประเด็นดังกล่าวต้องโทษจำคุก 20 ปี และอาจจะถูกปรับ 1,000,000 ล้านดอลลาร์

โรเจอร์ วอเตอร์ส อดีตสมาชิกพิงค์ฟลอยด์ผู้ที่มักจะแต่งเพลงแบบมีเนื้อหาการเมืองวิจารณ์เรื่องนี้ในบทความนิวยอร์กไทม์ โดยเรียกร่างกฎหมายใหม่ที่กำลังพิจารณาในสภาคองเกรสว่าเป็นกฎหมายล่าแม่มดคล้ายลัทธิแม็คคาร์ธี (McCarthyism) ในยุคหวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์ กฎหมายนี้ยังจะเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รับรองภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่วิธีการ B.D.S. เป็นวิธีการแบบสันติวิธีที่ปาเลสไตน์ใช้ต่อต้านการยึดครองของอิสราเอลตลอด 50 ปี และต่อต้านการลิดรอนสิทธิของชาวปาเลสไตน์

ทางสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกาก็เคยประณามร่างกฎหมายห้ามการบอยคอตต์อิสราเอล ซึ่งเป็นกฎหมายที่คณะกรรมการกิจการสาธารณะอิสราเอลอเมริกันล็อบบี้เข้าไปในสภา ซึ่งกฎหมายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่มีมานานแล้ว มีการพยายามผ่านร่างกฎหมายต่อต้าน B.D.S. เข้าสู่สภาหลายสิบฉบับ บางฉบับบังคับใช้แล้วซึ่งส่วนใหญ่เป็นกฎหมายห้ามรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ทำธุรกรรมหรือลงทุนร่วมกับบริษัทที่บอยคอตต์หรือถอนทุนอิสราเอลเนื่องด้วยสาเหตุที่อิสราเอลละเมิดกฎหมายนานาชาติ โดยที่การละเมิดกฎหมายของอิสราเอลเห่ล่านี้ยังไม่มีการไต่สวนในศาล

วอเตอร์สระบุว่าไม่ว่าชาวอเมริกันจะมีมุมมองต่อกรณีความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์แบบใดก็ตาม กฎหมายนี้ก็จะกระทบสิทธิของพวกเขา การตั้งเป้าและขึ้นบัญชีดำผู้ที่สนับสนุนสิทธิชาวปาเลสไตน์อาจจะเป็นการลิดรอนสิทธิเล็กๆ น้อยๆ ที่มีโอกาสส่งผลใหญ่โตเลวร้ายกว่าเดิมได้ในอนาคต

ทางอิสราเอลเองก็เคยออกกฎหมายเช่นนี้เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมาระบุให้ธุรกิจใดก็ตามที่ได้รับผลกระทบจากกาบอยคอตต์สามารถฟ้องร้องชาวอิสราเอลหรือองค์กรที่ดำเนินการบอยคอตต์ในประเด็นปาเลสไตน์ได้ เรื่องนี้ทำให้หมอสอนศาสนาชาวยิวในสหรัฐฯ เคยถูกห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องบินไปเทลอะวีฟมาแล้ว

วอเตอร์สวิจารณ์ว่าการทำให้การบอยคอตตกลายเป็นอาชญากรรมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นอเมริกัน เพราะวิธีการต่อรองด้วยการบอยอคอตต์นี้ถูกยอมรับมานานในสหรัฐฯ ในฐานะการต่อสู้แบบสันติกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองในรัฐทางตอนใต้ที่มีการแบ่งแยกสีผิว  เช่น กรณีการบอยคอตต์รถโดยสารที่แอละบามาสืบเนื่องมาจากการประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวของโรซา ปาร์ค 

เมื่อไม่นานมานี้สมาคมกีฬาระดับอุดมศึกษาก็บอยคอตต์รัฐนอร์ทแคโรไลนาด้วยการไม่ยอมจัดการแข่งขันที่นั่นหลังจากที่สภานิติบัญญัติของรัฐออกกฎหมายลิดรอนสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ+ นักดนตรีอย่างบรูซ สปริงสทีน ก็ไม่ยอมไปแสดงที่รัฐนั้นและบรรษัทใหญ่ก็ยกเลิกการลงทุนที่นั่น ทั้งหมดนี้ทำให้ทางรัฐนอร์ทแคโรไลนายอมยกเลิกกฎหมายลิดรอนสิทธิ LGBTQ+ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือการต่อสู้ของสิทธิพลเมืองได้

วอเตอร์สชี้ว่าการบอยคอตต์ก็ใช้ได้ผลในกรณีของการต่อต้านการละเมิดสิทธิจากอิสราเอลเช่นกันทำให้กลุ่มสนับสนุนอิสราเอลถึงอยากออกกฎหมายตอบโต้มากขนาดนี้และพยายามสร้างภาพให้ B.D.S. กลายเป็นปีศาจร้าย 

ในบทความวอเตอร์สยังเล่าถึงการที่เขาไปทัวร์คอนเสิร์ต "Us+Them" ในสหรัฐฯ และแคนาดา เพื่อให้ผู้เข้าชมคอนเสิร์ตร่วมกันแสดงออกถึงความรัก ความเข้าใจ ความร่วมมือ การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ รวมถึงสนับสนุนการต่อต้านอำนาจนิยมและพวกลัทธิ "ก่อนฟาสซิสต์" การปรากฏตัวของพวกเขากลับต้องเผชิญกับกลุ่มฝ่ายขวาผู้สนับสนุนอิสราเอล ซึ่งฝ่ายขวาพวกนี้มีสิทธิประท้วงได้ถ้าพวกเขาไม่ก่อผลกระทบทางลบ เช่นพวกสหพันธ์ชาวยิมในเกรตเตอร์ไมอามีมีการขัดขวางไม่ให้เด็กนักเรียนขึ้นร่วมเวที นอกจากนี้ยังมีกรณีผู้สนับสนุนอิสราเอลก็พยายามอ้างใช้กฎหมายปิดการแสดงของวอเตอร์สในที่อื่นๆ การกระทำของผู้คนเหล่านี้จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนสากลและรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก

วอเตอร์สเปิดเผยข้อมูลอีกว่าเคยมีโพลล์สำรวจพบว่าชาวอเมริกันเกือบครึ่งหนึ่งและส่วนใหญ่ที่สนับสนุนเดโมแครตมีท่าทีหนุนการบอยคอตต์อิสราเอลจากการเข้าไปยึดคองปาเลสไตน์ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอื่นๆ ทั้งกลุ่มนักเรียน โบสถ์ ศิลปิน นักวิชาการ และองค์กรแรงงานสนับสนุน B.D.S. ในฐานะการกดดันอิสราเอล กฎหมายต่อต้านบอยคอตต์จึงจะส่งผลลดบทบาททำให้พวกเขากลายเป็นคนผลิตงานหรือบริการทางศาสนาแบบซังกะตายไปวันๆ แทนที่จะแสดงออกได้

สุดท้ายวอเตอร์สยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามหลักการรัฐธรรมนูญของประเทศตัวเองด้วยการต่อต้านกฎหมายห้ามบอยคอตต์ และมีจุดยืนในข้างที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์ด้วยการสนับสนุนสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชนของทุกคนไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรือศาสนาใดก็ตาม

เรียบเรียงจาก

Roger Waters: Congress Shouldn’t Silence Human Rights Advocates, New York Times, 07-09-2017

https://www.nytimes.com/2017/09/07/opinion/roger-waters-congress-silencing-advocates.html