เผย นายจ้าง-แรงงานข้ามชาติ ผ่านคัดกรองความสัมพันธ์แล้ว 7 แสน ยังไม่มา 7.4 หมื่น

กระทรวงแรงงาน เผย นายจ้าง - แรงงานข้ามชาติ ผ่านคัดกรองความสัมพันธ์แล้ว 7 แสน ยังไม่มา 7.4 หมื่น รมว.แรงงานมอบรางวัล 180 บริษัท ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถแรงงานปี 60 อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เผย ปี 60 เพิ่มผลิตภาพแรงงานมูลค่า 451 ล้าน พนักงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่า 1 หมื่นคน
เพชรรัตน์ สินอวย รองโฆษกกระทรวงแรงงาน

14 ก.ย. 2560 รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงานแจ้งว่า เพชรรัตน์ สินอวย ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะรองโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมกระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 8/2560 ในวันนี้ (14 ก.ย. 60) ว่า จากผลการรับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวทั้ง 100 ศูนย์ ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 7 ส.ค. 60 มีนายจ้างมาแจ้งการใช้แรงงานต่างด้าว 198,332 ราย ลูกจ้างต่างด้าว 797,685 คน แยกเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมามากที่สุด 461,458 คน รองลงมากัมพูชา 235,757 คน และลาว 100,470 คน ตามลำดับ โดยการคัดกรองความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค. – 13 ก.ย.60 มีนายจ้างผ่านการ  คัดกรอง 180,751 ราย ที่ไม่มาคัดกรอง 17,581 ราย ลูกจ้างต่างด้าวที่ผ่านการคัดกรอง 703,661 คน ไม่ผ่านการ คัดกรอง 19,967 คน และยังไม่มาคัดกรอง 74,057 คน ซึ่งเป็นข้อมูลที่กระทรวงแรงงาน ได้รับการรายการจากศูนย์คัดกรองทั่วประเทศ 110 ศูนย์ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ 102 ศูนย์ อยู่ระหว่างดำเนินการ 8 ศูนย์ ประกอบด้วยจังหวัดตาก ลำพูน นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี ชลบุรี นครศรีธรรมราช และระนอง โดยจะดำเนินการคัดกรอง แล้วเสร็จและปิดศูนย์คัดกรองความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างทั่วประเทศ ในวันที่ 16 ก.ย. 60 นี้

การดำเนินงานในระยะต่อไป แรงงานต่างด้าวต้องไปดำเนินการพิสูจน์สัญชาติตามขั้นตอนของประเทศต้นทาง โดยแรงงานเมียนมา ต้องไปพิสูจน์สัญชาติใน 8 จังหวัด 9 ศูนย์ ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร 2 ศูนย์ จังหวัดสมุทรปราการ 1 ศูนย์ จังหวัดเชียงราย 1 ศูนย์ จังหวัดตาก 1 ศูนย์ จังหวัดระนอง 1 ศูนย์ เชียงใหม่ 1 ศูนย์ นครสวรรค์ 1 ศูนย์ และสงขลา 1 ศูนย์ โดยจ่ายค่าธรรมเนียมที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส แล้วนำหลักฐานเอกสารไปพิสูจน์สัญชาติตามสถานที่ดังกล่าวข้างต้น สำหรับแรงงานสัญชาติลาว ต้องกลับไปดำเนินการตามขั้นตอน MOU ส่วนแรงงานกัมพูชา จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการตรวจสัญชาติในไทยที่จังหวัดกรุงเทพฯ ระยอง และสงขลา โดยกระทรวงแรงงานจะคอยติดตามการดำเนินงานของศูนย์ตรวจสัญชาติ (One Stop Service) ของแต่ละประเทศ ว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จะมีการปรับแผนการดำเนินงานต่อไปเพื่อให้ทัน 31 ธ.ค. 60”

“หลังจากที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ได้มีนายจ้างมาขอโควตานำเข้าแรงงานตามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพิ่มขึ้นอีก 102,036 คน จากเดิมที่มาขอโควตาไว้ 697,340 คน และนับจากนี้การนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน ต้องทำตามขั้นตอน MOU ทั้งหมด” รองโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าว

พัฒนาฝีมือแรงงาน เผย ปี 60 เพิ่มผลิตภาพแรงงานมูลค่า 451 ล้าน 

วันเดียวกัน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานปิดโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย ประจำปี 2560 และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่สถานประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 180 แห่ง ณ อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยกล่าวว่า ขอชื่นชมสถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ซึ่งการเพิ่มผลิตภาพแรงงานเป็นกุญแจสำคัญของการดำเนินงานทางธุรกิจและการพัฒนาประเทศ โดยจะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เป็นการลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทยของกระทรวงแรงงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยกระบวนการผลิตแบบทำมาก ได้น้อย เป็นทำน้อย ได้มาก รวมทั้งการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้มีความเข้มแข็งและสามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจไปสู่ระดับสากล โดยวิธีการสร้างหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทางประชารัฐ

ธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า ผลการดำเนินโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทยประจำปี 2560 สามารถพัฒนาทักษะพนักงานในสถานประกอบกิจการจำนวน 180 แห่ง ให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นจำนวน 11,826 คน จากเป้าหมาย 10,000 คน ทำให้สถานประกอบกิจการสามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานคิดเป็นมูลค่า 451 ล้านบาท สามารถลดการสูญเสียในวงจรการผลิตคิดเป็นมูลค่า 337 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 789 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาบุคลากรของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้เป็นนักพัฒนาฝีมือแรงงานพันธุ์ใหม่ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์จากการเข้าร่วมให้คำปรึกษา และเป็นวิทยากรเครือข่าย ทั้งนี้ ในปี 2561 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่องจำนวน 47.9 ล้านบาท