(คลิป) Lone Wolf : ทำความเข้าใจ-รับมือปฏิบัติการความรุนแรงแบบหมาป่าเดียวดาย

รายงานเสวนาพร้อมวิดีโอคลิป ทำความเข้าใจปฏิบัติการรุนแรงแบบหมาป่าเดียวดาย กับ อาทิตย์ ทองอินทร์ ชี้ความแตกต่างกับ เซลล์ที่หลับไหลอยู่วางซ่อนอยู่ในสังคม และแนวทางการรับมือกับการใช้ความรุนแรงเหล่านี้

 

ดูเสวนาฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชมรม Politicus ร่วมกับฝ่ายวิชาการ สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา หัวข้อ "Lone wolf : the terror threat among us" โดยมี อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เชี่ยวชาญประเด็นด้านการก่อการร้าย เป็นวิทยากร

อาทิตย์ เริ่มต้นด้วยการตอบคำถามถึงความหมายของคำว่า ‘Lone wolf’ ว่า คือ ประเภทหนึ่งของการก่อการร้าย ที่คำไทยบางคนแปลว่า หมาป่าเดียวดาย บางคนก็แปลว่า การก่อการร้ายแบบฉายเดี่ยว หรือบางคนเรียก การก่อการร้ายแบบกระทำการคนเดียว แล้วมันต่างกับคำว่าอาชญากรรมอย่างไร ต้องไปดูที่นิยามของคำว่าก่อการร้าย ซึ่งเอาเข้าจริงคำนี้ก็เป็นคำที่มีปัญหามากๆ หลายครั้งตนก็หลีกเลี่ยงจะใช้คำนี้ โดยเลือกที่จะเรียกชื่อเหตุการณ์หรือการกระทำตามลักษณะกิริยาที่กระทำมากกว่า เช่น วางระเบิดก็ว่าระเบิด วินาศกรรมก็วินาศกรรม หรือการติดอาวุธก็คือการติดอาวุธ เพราะว่าการก่อการร้ายมันไม่ได้บอกอะไรเรา มันบอกแค่ว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ร้ายๆ ซึ่งมันไม่ดี ซึ่งมันเลว แต่ว่ามันไม่บอกว่าทำอะไรและเพื่ออะไร คำกลางๆ ที่พอใช้ร่วมกันได้ก็คือ การก่อการร้าย คือการกระทำการใช้ความรุนแรง เพื่อสร้างความสะพรึงกลัว และความสะพรึงกลัวในวงกว้างของผู้คนพลเรือนมุ่งที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเมืองหรือเปลี่ยนแปลงระเบียบทางสังคมบางอย่าง แต่ต้องย้ำว่ามันไม่ใช่ความหมายที่ทุกคนยอมรับด้วยกันเสมอไป แต่อาจยอมรับได้มากที่สุด โดย Lone wolf เป็นประเภทหนึ่งของการก่อนการร้าย

มันจะง่ายขึ้นถ้าหากนิยาม Lone wolf โดยดูอีกด้านหนึ่งของมัน ว่ามันไม่ใช่อะไร ประการแรก Lone wolf มันเป็นประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกจำแนกด้วยเกณฑ์ของผู้กระทำการก่อการร้าย ถ้าเราแบ่งผู้กระทำการก่อการร้าย อาจมีปัจเจคบุคคล กลุ่มองค์กรองค์กรข้ามชาติ หรือไม่ก็เป็นตัวกลไกของรัฐเอง ต้องไม่ลือว่าตัวของรัฐเองก็เป็นผู้ก่อการร้ายได้ด้วยเช่นกัน ผ่านการสร้างความสะพรึงกลัวต่อผู้คนพลเรือนและตอบโจทย์เป้าหมายทางการเมืองบางอย่าง  สำหรับ Lone wolf นั้น เป็นประเภทของปัจเจคบุคคล ในการกระทำการก่อการร้าย ไม่ใช่กลุ่มหรือองค์กร

อาทิตย์ กล่าวด้วยว่า นิยามของ Fred Burton กับ Scott Stewart ในงานปี 2008 ชื่อ The 'Lone Wolf' Disconnect  บอกว่า Lone wolf  คือตัวบุคคลที่การกระทำของเขามันเป็นไปโดยลำพัง ไม่ได้ขึ้นต่อการสั่งการ หรือไม่ได้เชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรใด พร้อมบอกด้วยว่า ผู้ปฏิบัติการคือผู้ปฏิบัติแบบสแตนอโลน ทำการลำพัง ธรรมชาติของพวกเขาจะวางซุกเอาไว้อยู่ในสังคมที่เป็นเป้าหมายของการโจมตี และครอบครองศักยภาพที่จะกระทำการโดยตัวเองในเวลาใดก็ได้ ดังนั้นไร้การสังการและครอบครองศักยภาพที่จะกระทำการโดยตัวเองคือคุณสมบัติสำคัญของ Lone wolf  

ความต่างระหว่าง ‘sleeper cell’ หรือเซลล์ที่หลับไหลอยู่วางซ่อนอยู่ กับ Lone wolf อาทิตย์ อธิบายว่า  ‘sleeper cell’ คือ เชลล์ก่อการร้ายที่วางซ้อนอยู่ในสังคมเป้าหมายเหมือนกัน แต่จะนิ่งเงียบหลับใหล กระทั่งได้รับการบังคับบัญชาจากองค์กรหรือเครือข่ายที่ตัวเองที่สังกัด ต่างจาก Lone wolf  ที่ไม่ได้รับการสั่งการ

ดังนั้นวิธีการรับมือต่อการก่อการร้ายต่อ 2 กลุ่มนี้คือระหว่าง ‘sleeper cell’ กับ ‘Lone wolf’ จึงต่างกัน กรณี ‘sleeper cell’ อาจใช้งานสืบสวนสอบสวน งานการข่าว งานสอดแนมในการตัดเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่าง ‘sleeper cell’ เหล่านั้นกับองค์กรเครือข่ายที่เขาสังกัด จึงตามมาด้วยงานจำนวนมหาศาล ทั้งการขึ้นบัญชีวัตถุสินค้าประเภทที่เอาไปประกอบระเบิดได้ ขณะที่สายสัมพันธ์เดียวของ ‘Lone wolf’ กับกลุ่มอื่น คือสายใยสัมพันธ์ทางความคิดความเชื่อและชุดอุดมการณ์ จะเห็นได้ว่าจุดสนใจจำเป็นที่จะต้องแตกต่างกัน

ความแตกต่างอีกประการ คือ ‘sleeper cell’ อาจถูกวางไว้ในสังคมโดยอาจไม่เกี่ยวข้องกับการจะมีหรือไม่มีความไม่เป็นธรรมอยู่ในพื้นที่นั้นเลยก็ได้ คือ “กูหมายหัวมึงไว้แล้ว ต่อให้สังคมดีไม่ดีก็ไม่สนก็จะเล่นงานมึง “ก็ไปซ้อนอยู่ในนั้นอยู่แล้ว แต่ ‘Lone wolf’ มักจะวางซุกอยู่ในสังคม ซึ่งมีความไม่เป็นธรรมปรากฎอยู่และกระทบต่อความคับข้องใจของเขา เพราะฉะนั้นเนื้องานจะต่างกันสหรับรัฐในแง่ของการจัดการ ถ้าใช้มาตรการเดียวกันกับ ‘sleeper cell’ ต่อ ‘Lone wolf’ มันจะให้ผลตรงกันข้ามเลย เพราะคุณกำลังทำให้เขาหยุดปฏิบัติการ แต่ไม่สนใจรางเหง้าความคับข้องที่ทำให้คนอยากใช้ความรุนแรง ยิ่งกดๆ เอาไว้ ก็เหมือนระเบิดที่รอวันระเบิดรุนแรง ตรงนี้สำคัญที่จะต้องแยก 2 ประเภทนี้

เนื้องานหลักของงานความมั่นคงต่อ ‘Lone wolf’ หลายรัฐบาลก็พยายามเร่งรัดในเรื่องการต่อต้านแนวคิดแบบสุดโต่ง การต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่ไปใช้ความรุนแรง หรือ counter narrative การต่อต้านเรื่องเล่าที่ปลุกระดมให้คนไปใช้ความรุนแรง งาน counter narrative ต่อ ‘Lone wolf’ นั้นน่าสนใจมาก เพราะถ้าคุณเลือกที่จะต่อต้านเรื่องเล่าที่เขาอาจจะเชื่อว่าถูกปลุกระดมถูกปลูกฝังถูกล้างสมองอะไรต่างๆ แต่ถ้ามุ่งทำอย่างนั้นอย่างเดียวมันจะให้ผลตรงกันข้ามเช่นเดียวกัน เพราะเราเพิกเฉยต่อรากเหง้าที่เขาไปจับอาวุธ แต่เราไปบอกเขาว่าอย่าทำนะ เพราะว่าเรื่องนี้ศาสนาไม่ได้สอน เรื่องนี้มันไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้สนใจว่าเขาคับข้องใจอย่างไร ดังนั้นภาพของรัฐที่ทำแบบนี้จะดูไม่น่าไว้วางใจ แรงโต้กลับก็อาจจะมากขึ้น งาน counter narrative ที่น่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือภาคปฏิบัติจริงในการที่จะดีลกับความคับข้างใจของผู้คนที่พวกเขาเผชิญมากกว่าการตั้งเรื่องเล่า ตบแต่งอะไรต่างๆ นานา เพื่อไปต่อต้านความคิดที่จะไปใช้ความรุนแรง

กรณีรัฐทหารไทย พร้อมไหมกับการรับมือ อาทิตย์ กล่าวว่า ไม่พร้อม ประเด็นหนึ่งคือมันม่มีทางที่จะพร้อม 100% ต่อให้ทำทุกอย่างหมดแล้ว โอกาสเกิดมันก็มี วลีหนึ่งของหน่วยความมั่นคงที่มักจะพูดกันคือ “เราเดินตามหลังผู้ก่อการร้าย 1 ก้าวเสมอ” ในหน่วยงานภาครัฐวันนี้ต้องการการแชร์ข้อมูลเป็นระบบในระหว่างประเทศ รูปธรรมสุดคือแชร์ข้อมูลกับตำรวจสากล ไม่แน่ใจว่าวันนี้มีการแชร์ข้อมูลหรือยัง ประการต่อมา บรรดาสิ่งที่ต้องใช้ป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่แบบนี้ เป้นสิ่งคนละอย่างกับสิ่งที่เราทุ่มเมงบประมาณซื้ออยู่ทุกวันนี้ ขณะที่ในภาคสังคมประชาชนเองความน่ากังวลก็มีเหมือนกัน คือ สังคมเราอาจคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องไกลตัว แต่ต้องไม่ลืมว่าผลประโยชน์ของศตรูพวกเขาดำรงอยู่ในชุมชนพวกเราจำนวนมาก ทั้งชุมชน ธุรกิจและนักท่องเที่ยวของ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส สหรัฐฯ เป็นต้น

สำหรับ สันติวิธี การดื้อแพ่ง ที่ถูกใช้เป็นแนวทางของการต่อสู้ทางการเมืองนั้น อาทิตย์ กล่าวว่า ในเชิงโครงสร้างสังคมวิธีแบบนี้ในตัวของมันเองไม่ได้รับประกันว่าจะสำเร็จหรือไม่ มันตอบแค่ว่าคุณใช้วิธีการที่ถูก แต่ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์ของคุณจะสำเร็จ แต่การใช้วิธีการที่ถูกแล้วมีความเป็นไปได้ว่าผลลัพธ์จะสำเร็จด้วยนี่ มันจะเกิดขึ้นได้ในโครงสร้างสังคมพวกคุณแคร์กันมากขึ้น ในสังคมที่ไม่มีสายใยต่อกันเลย ไม่รู้สึกว่าคุณเป็นเพื่อนร่วมชาติฉันเลย แต่ให้อดอาหารประท้วงตายไปก็ไม่สน มันก็ไม่ฟังก์ชั่น มันไม่มีประสิทธิภาพเกิดขึ้นในการอดอาหารประท้วง ไม่สามารถเรียกร้องความใส่ใจจากสังคมได้เลยว่าคุณเจอปัญหาอะไร

“สันติวิธีจะเวิร์ค ในสังคมที่ยังมีสายใยต่อกันอยู่ ก็เป็นภาระของสังคมที่เราจะต้องถักทอเครือข่ายสายใยอยู่บ้างในการที่จะทำให้วิธีการแบบนี้มันกลายเป็นบรรทัดฐานของการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ เพราะฉะนั้นเปิดพื้นที่ทางการเมืองที่กว้างพอ สังคมมีสายใยมากจนกระทั่งการใช้สันติวิธีมันทำให้คนเห็นกันและกัน 2 อย่างนี้อาจเป็นเงื่อนไขสังคมสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการของการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเห็นการก่อการร้ายหรือความรุนแรงทางการเมืองรูปแบบอื่นเป็นสิ่งที่อาจจะไม่จำเป็น เพราะโดยธรรมชาติของคนไม่มีใครอยากจะเอาตัวเองไปเสี่ยงกับการใช้ความรุนแรง เราก็เสียงโดนความรุนแรงกระทำตอบ เว้นแต่ว่าไม่มีทางเลือก”  อาทิตย์ กล่าว