ศาลไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีนักกิจกรรมฟ้องเรียกค่าเสียหายสลายชุมนุม 1 ปีรัฐประหาร

ศาลไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีนักกิจกรรมต้านรัฐประหาร ฟ้องเรียกค่าเสียหาย กรณี จนท.รัฐใช้กำลังสลายการชุมนุมหน้าหอศิลป์ ปี 58 ชี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน 

16 ม.ค. 2563 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า วันนี้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้นัดฟังคำสั่งของศาลฎีกา ในคดีที่กลุ่มนักศึกษานักกิจกรรมรวม 13 คน ในนามขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี จากการสลายการชุมนุมในกิจกรรมรำลึก 1 ปีรัฐประหาร 22 พ.ค. หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2558 โดยศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาที่ฝ่ายโจทก์ยื่นฎีกาเอาไว้ 

เวลา 09.30 น ห้องพิจารณาคดีที่ 705 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์ และอ่านคำสั่ง โดยมีทนายโจทก์ทั้งสิบสาม, ผู้แทนคดีของกองทัพบกจากกรมพระธรรมนูญ และเสมียนอัยการจำเลยทั้งสาม เข้าร่วมฟังด้วย ความว่าปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

“ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบสาม ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลควรวินิจฉัย เพราะไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน 

และไม่เป็นกรณีที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย ทั้งพิจารณาแล้วไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงตามสาระสำคัญในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสิบสามฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของโจทก์ทั้งสิบสาม โจทก์ทั้งสิบสามยืนฎีกาโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล จึงไม่มีค่าขึ้นศาลที่จะคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ”

ทั้งนี้ เหตุในคดีนี้เกิดจากที่กลุ่มนักศึกษาจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์รำลึกการครบรอบ 1 ปีหลังรัฐประหาร หน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ โดยนัดประชาชนใส่เสื้อสีขาวพร้อมพกสิ่งบอกเวลา อาทิเช่น นาฬิกาข้อมือ , โทรศัพท์, นาฬิกาทราย, นาฬิกาแขวนผนังบ้าน, ปฏิทิน ฯลฯ แล้วมาร่วมยืน นั่ง นอน มองเงียบ ๆ เป็นเวลา 15 นาที โดยจะรวมตัวกันในเวลา 18.00 น. และจบกิจกรรมร่วมกันในเวลา 18.15 น. ด้วยการเปล่งเสียงเพียงครั้งเดียวในกิจกรรมพร้อมกันว่า “เวลาที่ผ่านมา 1 ปี เป็น “1 ปีที่….สำหรับคุณ” 

ในวันนั้น นักศึกษาและนักกิจกรรม ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีนี้รวม 13 คน (รังสิมันต์ โรม, ชนกนันท์ รวมทรัพย์, กรกช แสงเย็นพันธ์, ชลธิชา แจ้งเร็ว, ณพัทธ์ นรังศิยา, ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร, กรกนก คำตา, รัฐพล ศุภโสภณ, ปณต ศรีโยธา, กันต์ แสงทอง, นัชชชา กองอุดม, อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์, และปกรณ์ อารีกุล) ได้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังขัดขวาง ใช้กำลังประทุษร้ายต่อร่างกายและจิตใจ และควบคุมตัว ในสน.ปทุมวัน นานถึง 10 ชั่วโมง โดยไม่มีอำนาจควบคุมตัว

ต่อมา วันที่ 18 พ.ค.2559 กลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 13 คน ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชการกองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในข้อหาความผิดตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพื่อเรียกค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน เป็นจำนวนเงินกว่า 16 ล้านบาท เนื่องจากโจทก์เห็นว่าจำเลย-เจ้าหน้าที่รัฐ จงใจกระทำการละเมิด จนทำให้ฝ่ายโจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้เสรีภาพในการชุมนุมได้ และเข้าข่ายเป็นการละเมิดต่อร่างกายและเสรีภาพ และเพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า “เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องไม่ละเมิดสิทธิประชาชนแบบนี้อีก”

วันที่ 30 ต.ค. 2560 ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า เจ้าหน้าที่จับกุมและควบคุมตัวโจทก์ทั้ง 13 คนโดยชอบ ความเสียหายเกิดจากโจทก์ทั้ง 13 คนขัดขืนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ และวันที่ 24 ม.ค. 2562 ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องยืนตามศาลชั้นต้น โจทก์จึงดำเนินการยื่นฎีกาต่อ จนมาถึงนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาไม่รับฎีกาในวันนี้

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์