อดีต รมว.สาธารณสุข อัดรัฐบาลสิ้นคิด เหตุจ่ออนุมัติให้ไทยไปเข้า CPTPP เป็นการทำร้ายประชาชนโดยตรง

หมอมงคล อัดรัฐบาลสิ้นคิด ไม่เคยทำประโยชน์ จะอนุมัติให้ประเทศไทยไปเข้าความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) อังคารหน้า ถือเป็นการทำร้ายประชาชนและประเทศชาติโดยตรง หวั่นเมื่อเกิดโรคร้ายทำซีแอลไม่ได้ นำเข้าหรือผลิตยาชื่อสามัญไม่ได้ต้องใช้ยาต้นแบบที่มีราคาแพงเท่านั้น

24 เม.ย.2563 จากกระแสข่าวว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่จะถึงนี้ (28 เม.ย.63) สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ไทยยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) ในการประชุม ครม.นั้น

นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ Facebook Live เช้าวันนี้ ตำหนินโยบายนี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่า ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) นี้เป็นความตกลงที่มีการเจรจาเสร็จสิ้นไปแล้ว ขณะที่สหรัฐฯซึ่งเป็นประเทศริเริ่มการเจรจานี้ก็ได้ถอนตัวออกไปในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เนื้อหาของความตกลงฯยังเป็นการร่างจากประเทศมหาอำนาจเพื่อหวังเอารัดเอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า ในหลายๆเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงยา และเมล็ดพันธุ์พืช แต่รองนายกฯสมคิดพยายามผลักดันให้ไทยเข้าร่วมความตกลงนี้ตลอดช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล คสช.

“ในช่วงปี 2549-2550 ประเทศไทยได้ประกาศบังคับใช้สิทธิ (ซีแอล) เพื่อนำเข้ายาต้านไวรัสเอชไอวี/เอดส์ และยามะเร็งมาใช้ดูแลรักษาประชาชนเป็นแสนๆคนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้รอดตายมาได้ แต่ถ้ารัฐบาลชุดนี้ไปเข้าร่วม CPTPP จะไม่สามารถทำซีแอลได้ นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัว อีกเรื่องคือกระทบกับเกษตรกร เกษตรกรจะไม่ได้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในฤดูกาลถัดไปได้ ต้องไปซื้อทุกครั้ง ถ้าเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองจะถูกเจ้าหน้าที่จับเพราะไปทำผิดกฎหมาย ทั้งที่นี่คือจุดแข็งของบ้านเรา การที่ประเทศไทยทำซีแอลทำให้คนไข้เข้าถึงยา เพราะเราไม่ได้ไปลงนามบ้าๆบอๆตามที่คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์พยายามผลักดันมาโดยตลอด 6-7 ปีที่อยู่ในรัฐบาล แล้วยิ่งช่วงนี้ จะเห็นว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยกว่าประเทศอื่น เพราะคนของเราส่วนหนึ่งได้กลับไปต่างจังหวัดยังมีพืชพันธุ์ธัญญาหารกินประทังชีวิต แต่เมื่อไรที่เมล็ดพันธุ์ถูกผูกขาด เกษตรกรถูกจำกัดจะทำให้ความเข้มแข็งได้อาหารและด้านเกษตรกรรมของประเทศไทยเดี้ยงไปเลย การที่จะช่วยตัวเองพึ่งพาตัวเองเพื่อช่วยวิกฤติชาติจะไม่มีที่จะพึ่งพิง เพราะฉะนั้นนี่คือการทำความเสียหาย เมื่อเกิดโรคร้ายทำซีแอลไม่ได้ นำเข้าหรือผลิตยาชื่อสามัญไม่ได้ต้องใช้ยาต้นแบบที่มีราคาแพงเท่านั้น”

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ขอให้คนไทยจำชื่อคนเหล่านี้ ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ  และจารึกไว้ที่ใดก็ได้ว่าทำอะไรกับแผ่นดินไทยบ้าง

“ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ นายสมคิด เมื่อมาเป็นนักการเมือง เป็นรัฐบาล ทำความดีอะไรให้กับแผ่นดินนี้บ้าง และอะไรที่เขาทำความไม่ดีและทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทย เราจะได้จารึกเอาไว้ จารึกตรงไหนก็ได้ ... ผมมองว่า คุณสมคิด และรัฐบาลชุดนี้ นอกจากจะไม่มีอะไรจารึกไว้ในแผ่นดินในเรื่องของการทำประโยชน์ให้คนข้างหลังได้พูดถึงได้คิดถึง แล้วยังทำสิ่งที่ไม่ดีตราอยู่ในแผ่นดินอีก เพราะฉะนั้น อยากฝากทั้งนายกฯและรองนายกฯว่า ท่านจะทำอะไรก็แล้วแต่ ทำไปเหอะ แต่คนที่จะจารึกความดีความชั่วของท่านไว้ในแผ่นดินนี้คือประชาชนคนไทย ขอให้คิดให้หนักก่อนที่จะไปเอาใจผู้ที่มีเงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ตรงนั้นไม่มีประโยชน์ ตายไปก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง”

นพ.มงคล กล่าวว่า รู้สึกโกรธ เพราะนี่คือการใช้อำนาจในการบริหารประเทศมาทำร้ายประชาชนและประเทศชาติโดยตรง ตนทนไม่ไหว ถ้ามีการเซ็นสัญญาเข้าร่วมความตกลง CPTPP เมื่อไรจะนั่งแช่งทุกวัน ขอฝากให้ประชาชนช่วยกันจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ จากเอกสารของกระทรวงพาณิชย์ที่ประกอบการปรุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่จะถึงนี้ ระบุว่า หลังจากที่สหรัฐฯถอนตัวออกไปจากความตกลงเมื่อปี 2558 ภาคีความตกลงฯ ปัจจุบันเหลือ 11 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีเอฟทีเอแล้วกับ 9 ประเทศ มีเพียงแคนาดาและเม็กซิโกที่ถือได้ว่าเป็นตลาดใหม่ ผลประโยชน์ที่ไทยจะได้จึงค่อนข้างต่ำ คาดว่าจะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 หรือ 13,323 ล้านบาท การลงทุนจะขยายตัวร้อยละ 5.14 หรือ 148,240 ล้านบาท แต่จะเน้นว่า หากไทยไม่เข้าร่วมจะเสียโอกาสขยายการค้าและการลงทุนเมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามและสิงคโปร์

นอกจากนี้ ในเอกสารประกอบวาระการประชุมยังระบุว่า จาก 30 ข้อบทในความตกลง ไทยสามารถปฏิบัติตามได้เพียง 15 ข้อบทที่เหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปตัดสินใจเชิงนโยบายในประเด็นที่สำคัญและอ่อนไหว โดยเฉพาะการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าร้อยละ 99 ของสินค้าทั้งหมด, การยกเลิกมาตรการปกป้องสินค้าเกษตร, การห้ามกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การให้การคุ้มครองการลงทุนตั้งแต่ชั้นก่อนประกอบกิจการและการลงทุนที่มิได้รับการคุ้มครองเป็นลายลักษณ์อักษร, การห้ามเก็บภาษีศุลกากรสำหรับการส่งผ่านอิเล็กทรอนิคอย่างถาวร, การเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, การห้ามให้แต้มต่อหรือสิทธิพิเศษกับผู้ประกอบการไทยในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น ห้ามกำหนดบัญชีนวัตกรรมไทย ห้ามกำหนดว่าต้องใช้สินค้าไทย ห้ามบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี, การบังคับให้เข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) ที่ทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยชี้ว่าจะทำให้เกิดการผูกขาดเมล็ดพันธุ์และมิได้เป็นประโยชน์ต่อนักปรับปรุงพันธุ์และเกษตรกรไทย แต่ในเอกสารดังกล่าวไม่ได้รวมข้อห่วงกังวลของทางกระทรวงสาธารณสุขที่ความตกลงนี้จะจำกัดการประกาศบังคับใช้สิทธิของไทยที่ไม่รวมถึง public non-commercial use หรือเหตุผลการใช้เพื่อสาธารณะโดยไม่แสวงหากำไร ดังที่ประเทศไทยเคยใช้ในช่วงปี 2549-2550

แม้ในเอกสารประกอบการประชุมคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจะระบุว่า อาจจะสามารถเจรจาต่อรองได้ แต่ในข้อสรุปมติที่จะขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีกลับระบุให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมในการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามความตกลง CPTPP

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์