'ธนาธร' แนะ 'เงินนอกงบประมาณ' ต้องโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ส่งคืนคลัง ลดเงินกู้ เพิ่มเงินสวัสดิการ ปชช.

'ธนาธร' เปิดประเด็นเงินนอกงบประมาณ ยกกรณีศึกษา TOT และ CAT TELECOM ย้ำต้องโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ - ส่งคืนคลัง ลดเงินกู้ และเพิ่มเงินสวัสดิการประชาชน

 

23 ก.ค.2563 เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' ของ ธนาธร กรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ประธานคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์รายงานรายรับนอกงบประมาณของหน่วยงานรัฐ ในหัวข้อ "เงินนอกงบประมาณต้องโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ - ส่งคืนคลัง ลดเงินกู้ และเพิ่มเงินสวัสดิการประชาชน : กรณีศึกษา TOT และ CAT TELECOM"

"ผมจะพยายามหาเรื่องราวสำคัญจากการทำงานในชั้นกรรมธิการงบประมาณมาเล่าให้ฟังอย่างสม่ำเสมอ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจครับ" ธนาธร โพสต์ทิ้งท้ายในหมายเหตุ

โดยมีรายละเอียดที่ ธนาธร โพสต์ดังนี้

ในเอกสารงบประมาณฉบับที่ 7 ของปีงบประมาณ 2564 รายงานรายรับนอกงบประมาณของหน่วยงานรัฐว่ารวมกันถึง 2.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 69 เปอร์เซนต์ ของงบประมาณแผ่นดิน 3.3 ล้านล้านบาท และรายงานรายจ่ายนอกงบประมาณจำนวน 2.2 ล้านล้านบาท

เงินนอกงบประมาณคงเหลือยกมาจากปีงบประมาณ 2563 มีอยู่ 2.5 ล้านล้านบาท มากกว่าเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลกู้มาเพื่อต่อสู้การแพร่ระบาดโควิด-19 และเยียวประชาชนเสียอีก

รายได้ในงบประมาณโดยมากมาจากภาษีประเภทต่างๆ เช่นภาษีเหล้า, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีรายได้นิติบุคคล เป็นต้น รายได้ประเภทนี้เมื่อจะนำมาใช้ จะต้องขออนุมัติและรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะฝ่ายตรวจสอบและนิติบัญญัติสามารถตัดงบประมาณส่วนนี้ที่ไม่จำเป็นได้

ส่วนรายได้ประเภทเงินนอกงบประมาณคือรายได้ที่แต่ละหน่วยงานจัดเก็บได้เองและไม่ต้องนำส่งเข้าคลัง เช่น ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ, รายได้จากการประมูลทะเบียนรถเลขสวย, ค่าธรรมเนียมหน่วยงานราชการ เป็นต้น รายได้นอกงบประมาณ เมื่อหน่วยงานนำไปใช้ จะอยู่นอกเหนือการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมองไม่เห็นรายละเอียด และไม่สามารถตัดงบฯได้

เงินนอกงบประมาณหลายส่วนถูกนำไปใช้เพื่อการบริการสาธารณะและเพื่อสวัสดิการของประชาชน เช่น มหาวิทยาลัย, โรงพยาบาล, กองทุนประกันสังคม, หรือกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งปฏิบัติการเหล่านี้ต้องยืดหยุ่นและจัดการด้วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ยังมีเงินนอกงบประมาณอีกจำนวนมากที่สามารถนำเข้าเป็นรายได้ของรัฐในงบประมาณได้ เพื่อการใช้จ่ายที่โปร่งใสตรวจสอบได้โดยผู้แทนที่มาจากประชาชน ควรเพิ่มรายได้กับรัฐ ลดภาระเงินกู้ ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนดอกเบี้ยในอนาคต

ยกตัวอย่างกรณีของ บมก.ทีโอที (TOT) และ บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT) กระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมดในสองบริษัท แต่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงดิจิดัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งทั้งสององค์กรนี้เป็นองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นและเติบโตในโลกใบเก่า จากเดิมเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งสององค์กรถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นองค์กรที่จัดประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรศัพท์มือถือ

เมื่อเกิดการปฏิรูปการจัดสรรคลื่นความถี่ เกิดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง, กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมขึ้น การจัดสรรและการประมูลคลื่นความถี่ก็ถูกดึงออกจาก TOT และ CAT TELECOM รายได้ของทั้งสององค์กรเปลี่ยนไป จากเดิมรายได้หลักมาจากการให้สัมปทานคลื่นความถี่ให้กับเอกชนเป็นรายได้จากการให้บริการโทรคมนาคมโดยตรงกับลูกค้า และรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายโทรคมนาคมกับเอกชน

ปัจจุบันทั้งสององค์กรถือทรัพย์สินที่นับเป็นพื้นฐานของการของการโทรคมนาคมสมัยใหม่ที่สำคัญ เช่น เคเบิลใยแก้วนำแสง, เคเบิลใต้น้ำ, ท่อร้อยสายใต้ดิน และเสาโทรคมนาคม เป็นต้น

ทั้งสององค์กรมีเงินสดเพียงพอที่จะปันผลกลับคืนสู่รัฐอีกจำนวนมาก สิ้นปีบัญชี 2561 บริษัท TOT มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น (ตั๋วฝากเงินระยะเวลา 6-12 เดือน) 25,466 ล้านบาท มีกำไรสะสมยังไม่จัดสรร 98,814 ล้านบาท จากแผนกระแสเงินสด 3 ปีจากปี 2562-2564 บริษัทเงินสดรับสุทธิจากการดำเนินการ 23,022 ล้านบาท และเงินสดจ่ายสุทธิจากการลงทุน 18,535 ล้านบาท มีเงินสดรับจากการดำเนินการมากกว่าเงินสดจ่ายจากการลงทุน 4,487 ล้านบาท

ส่วนบริษัท CAT TELECOM สิ้นปีบัญชี 2561 มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น (ตั๋วฝากเงินระยะเวลา 6-12 เดือน) 70,392 ล้านบาท มีกำไรสะสมยังไม่จัดสรร 29,116 ล้านบาท จากแผนกระแสเงินสด 3 ปี 2562-2564 บริษัทเงินสดรับสุทธิจากการดำเนินการ 46,589 ล้านบาท และเงินสดจ่ายสุทธิจากการลงทุน 24,090 ล้านบาท มีเงินสดรับจากการดำเนินการมากกว่าเงินสดจ่ายจากการลงทุน 22,499 ล้านบาท

TOT ปันผลเพียงแค่ 150 ล้านบาทจากปี พ.ศ. 2561-2564 หรือคิดเป็น 3.7 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิรวมทั้งสี่ปี ส่วน CAT TELECOM ปันผล 22,329 ล้านบาทจากกำไร 51,121 ล้านบาทในช่วงเวลา 4 ปีเดียวกัน หรือคิดเป็น 43 เปอร์เซนต์ของกำไร ข้อมูลเหล่านี้บอกเราได้ว่าบริษัทมีเงินสดเหลือมากเพียงพอที่จะปันผลกลับให้กระทรวงการคลังที่มากกว่าแผนที่เป็นอยู่ แต่แผนงบประมาณกลับไม่เห็นว่ามีการพยายามเต็มที่จากกรรมการบริษัทที่จะปันผลคืนสู่รัฐในขณะที่ประชาชนกำลังยากลำบาก

ความพยายามของผู้บริหารแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในช่วงสี่ปีเดียวกัน ไปรษณีย์ไทย ปันผล 11,349 ล้านบาทให้กับกระทรวงการคลัง หรือคิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิสี่ปี

ในภาวะที่เราต้องกู้เงินจำนวน 2 ล้านล้านในรอบสองปีงบประมาณ (กู้ในปีงบประมาณ 2563 จำนวน 469,000 ล้านบาท, กู้ผ่าน พรก. โควิด 1 ล้านล้านบาท และกู้ในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 623,000 ล้านบาท) ผมเชื่อว่าสององค์กรนี้สามารถปันผลเพิ่มได้ประมาณ 8 พันล้านบาท (ประมาณเท่ากับงบประมาณของกระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ซึ่งเป็นกระทรวงต้นสังกัด ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2564 จำนวน 8,600 ล้านบาท หรือพูดง่ายๆ คือเงินปันผลจากทั้งสององค์กรนี้อาจเพียงพอสำหรับกระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งกระทรวง

จำเป็นต้องเน้นย้ำในที่นี้ว่า กองทัพให้ความสำคัญกับการควบคุมการโทรคมนาคมและการสื่อสารมาก ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการกุมโครงข่ายและองค์กรกำกับดูแลด้านการสื่อสารเพื่อปิดกั้นสิทธิ เสรีภาพของประชาชน หรืออีกด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกองทัพในกิจการวิทยุ, โทรทัศน์และโทรคมนาคม

หลังการทำรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 กองทัพได้แต่งตั้งบุคคลระดับนายพล เข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท CAT TELECOM, TOT และตำแหน่งประธานกรรมการกสทช. อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พล.อ. ธเรศ ปุนศรี อดีตสมาชิก สนช. จากการรัฐประหาร ปีพ.ศ. 2549 ได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ปี 2557-2560, พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ดำรงตำแหน่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

พล.อ. สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ สมาชิก สนช. ปี 2557 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท TOT ตั้งแต่ปีเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2557 จนถึงปี พ.ศ. 2561, น.อ. สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ ดำรงตำแหน่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

หลังรัฐประหาร เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2557 รัฐบาลตั้ง พล.อ. ศิริชัย ดิษฐสกุล ผู้ช่วย ผบทบ. ขณะนั้น, สมาชิกคสช. และสมาชิก สนช. ให้เข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท CAT TELECOM ก่อนที่จะลาออกมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในปี พ.ศ. 2558 โดยมีประธานกรรมการที่เป็นพลเรือนรักษาการตำแหน่งชั่วเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะแต่งตั้ง พล.อ. ทวีป เนตรนิยม มาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทในปี พ.ศ. 2559 จนถึงปี พ.ศ. 2562 ในปัจจุบัน พล.อ. สุชาติ ผ่องพุฒิ เป็นประธานกรรมการรักษาการ

ทั้งสององค์กรกำลังอยู่ในช่วงการควบรวมกิจการกันให้เหลือเพียงองค์กรเดียว เป็นบริษัทชื่อ เนชั่นแนล เทเลคอม หรือ NT ตามมติคณะรัฐมนตรีเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ตามปกติหากมีการควบรวมกิจการในลักษณะนี้ ก่อนการควบรวม บริษัทมักปันผลให้กับผู้ถือหุ้นออกให้มากที่สุดที่จะเหลือเพียงพอให้บริษัทใหม่ดำเนินกิจการต่อ อย่าปล่อยให้กรรมการของบริษัทใหม่ทำงานอย่างสบายบนกองเงินสดมหาศาล ในขณะที่รับค่าตอบแทนเดือนละ 400,000 บาท ผมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการปันผลออกมาให้มากที่สุดก่อนการควบรวม

สององค์กรนี้เป็นเพียงตัวอย่าง เรายังเห็นรูปแบบการใช้เงินนอกงบประมาณเช่นนี้ในอีกหลายองค์กรรัฐ หากลองมองไปไกลกว่าสององค์กร นี่คือโอกาสของประเทศไทยที่จะปรับปรุง กองทุน, รัฐวิสาหกิจและองค์กรมหาชนต่างๆ องค์กรเหล่านี้มีเงินสดและรายได้อีกเป็นจำนวนมากที่สามารถเอามาสมทบงบประมาณส่วนอื่น ลดเงินกู้ลง ลดภาระดอกเบี้ยในอนาคต หรือนำมาดูแลความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้ นี่คือโอกาสที่จะการสร้างมาตรฐานใหม่ในการนำเงินกลับเข้างบประมาณ ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอย่างแท้จริง ในเวลาที่ยากลำบาก

อ้างอิง - เอกสารงบประมาณ 2564 ฉบับที่ 5 และ 7, รายงานประจำปีของบริษัท ประจำปี 2561

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์