คนบ้า เป็นง่ายขนาดนั้นเลยหรอ: วรรณกรรมสู่โลกความเป็นจริงของความบ้า

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ


ทิวากรกับเสื้อ เราหมดศรัทธาฯ ก่อนที่จะถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาหลายคนคงทราบข่าวของนายทิวากร วิถีตน ที่ถูกจับในกรณีใส่เสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” และถูกพิจารณาให้เข้ารับการบำบัดฐานะผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ จนเกิดเป็นประเด็นว่าการที่นายทิวากรใส่เสื้อที่มีข้อความเกี่ยวสับสถาบันนั้นมีโทษหรือมีความผิดร้ายแรงจนอาจจะให้ถูกพิจารณาว่าเป็นบ้าเลยหรือ ในบทความนี้จึงจะมากล่าวถึง ความบ้าทางโรคจิตเวช และความบ้าของประเทศไทยกัน

อะไรคือ “บ้า”

เมื่อพูดถึงคำว่า “บ้า” มันคงเป็นคำพูดแบบหนึ่งที่ใช้เรียกเพื่อนหรือคนที่ผิดแปลกไปจากเดิมทั้งนิสัย ความคิด หรือการประพฤติตัว แต่ในทางการแพทย์ การวินัจฉัยว่าบ้านั้นจริงๆมีศัพท์ทางการแพทย์ซึ่งหากเรานิยามตามความหมายของคำว่าบ้าในปัจจุบัน อาจจะไกล้เคียงอาการ สองอาการเหล่านี้ นั้นก็คือ จิตเภท(Schizophrenia) และ โรคจิต (Psychosis) ซึ่งในทางการแพทย์เองจะมีเกณฑ์การวินิจฉัยอ้างอิงตาม คู่มือ การวินิจฉัยและสถิติของความผิดปกติทางจิตรุ่นที่ห้า (DSM-5) ประกอบการประสบการณ์ทางคลินิกของจิตแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อวินิจฉัย โรคทางจิตเวชต่างจากโรคทางกายภาพตรงที่เรามองไม่เห็นมันแต่เราสังเกตผลของมันได้คล้ายๆกับแรงโน้มถ่วง การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชจึงมีความละเอียดอ่อนและอาจจะมีการวินิจฉัยผิดหรือเปลี่ยนแปลงผลการวินิจฉัยในอนาคตเนื่องจากโรคทางจิตเปลี่ยนแปลงหรือมีอาการลักษณะเพิ่มหรือเปลี่ยนไปที่เด่นชัดหรือหมออาจจะมีข้อมูลของผู้ป่วยไม่เพียงพอจึงเปลี่ยนการวินิจฉัยเพื่อให้ตอบสนองกับแนวทางการรักษา

หากพูดถึงจิตเภท ก็เป็นโรคอาการเป็นป่วยทางจิต (Mental Illness) ที่ใครหลายคนไม่ค่อยรู้จักนัก และถ้าคนที่ไม่ได้รู้จักโรคนี้ดีพอจะคิดว่าคนเป็นจิตเภทคือคนบ้า แต่จริงๆแล้วจิตเภท ก็คือจิตเภท เป็นโรคที่ประกอบไปด้วย การที่ผู้ป่วย หูแว่ว (Auditory Hallucinations) เช่น มีพรายกระซิบตลอดเวลาให้ฆ่าตัวตาย เห็นภาพหลอน (Visual Hallucinations) เช่น เห็นคนที่ตายไปแล้วแล้วเข้าไปพูดคุยแบบไม่มีตัวตน หลงผิด (Delusion) เช่น คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าหรือมีเทพเจ้าคุ้มครอง การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม (Changing in Behavior) ความคิดที่บิดเบือนและไม่ประติดประต่อ (Disorganized Thoughts and Speech) และในโรคจิตเภทยังประกอบไปด้วยอาการบวก (Positive Symptom) เป็นอาการที่เกินจากวิถีชีวิตเช่นพูดมากทั้งวัน และอาการลบ (Negative Symptom) ซึ่งเป็นอาการที่ขาดจากวิถีชีวิตเช่นไม่อาบน้ำไม่สนใจตัวเอง มาเป็นปัจจัยในการพยากรณ์ของโรคอีกด้วย ซึ่งคนที่ป่วยและมีอาการแบบนี้ก็ไม่ใช่เขาจะบ้า แต่อาการที่เกิดขึ้นทำให้เขามีภาพความจริงที่บิดเบือนหรือหลุดไปจากความจริง (Detached from Reality) และลองจินตนาการว่าวันหนึ่งคุณเรียนอยู่แล้วและมีพรายกระซิบบอกให้คุณฆ่าตัวตาย มันคงจะหลอนหน้าดู

ส่วนโรคจิต เป็นอาการ (Symptom) ที่ประกอบกันทำให้เกิดจิตเภทได้แต่กระนั้นคำว่าโรคจิตจะมีความหมายค่อนข้างลบไปในเชิงไม่ดี ส่วนตัวที่ผมเคยคือคืออาการแบบฉลับพลัน (acute psychosis) เช่นอยากฆ่าตัว อยากทำร้ายผู้อื่น ชอบส่องใต้กระโปร่งผู้หญิง โดยนร่วมเป็นการกระทำไปในทางไม่ดี เราอาจจะเปรียบได้ว่าคนพวกนี้ผิดแปลกจากความคิดมนุษย์ปกติ ซึ่งอาการหลงผิดและความคิดบิดเบี้ยวจะเป็นอาการที่ค่อนข้างเด่นชัดในอาการโรคจิต

โรคทางจิตอื่นสามารถเกิดควบคู่ (Comorbidity) กับโรคทางจิตอื่นได้เช่น ผมเองที่ป่วยเป็นซึมเศร้าและเคยมีเสียงมากระซิบที่หูให้ไปตาย หรือเสียงเด็กร้องเพลงปีศาจ หรือแม้กระทั้งเสียงหลอนจากเหตุการณ์ในอดีต(Trauma) เป็นเสียงเพื่อนที่บูลลี่ผมมาพูดในหัวผม ซึ่งยอมรับว่าตอนนั้นหลอนมากๆ แบบนี้ก็จะเป็นอาการประมาณ โรคซึมเศร้าที่มีอาการทางจิต (Major Depression with Psychotic Features) แต่กระนั้นถามว่าบ้าไม่ ผมก็ไม่คิดว่าบ้านะครับ ถ้าบ้ามันจะเกิดจากบาดแผลที่เราไม่ได้ก่อ คนสร้างบาดแผลให้ผมอาจจะบ้ากว่าก็ได้ครับ

แล้วสรุปอะไรคือบ้ากันแน่ล่ะ เราอาจจะยังไม่มีคำว่าบ้าจริงซึ่งคำว่าบ้าเกิดจากการใช้ที่ไม่ใช้ทางการแพทย์แต่เราอาจจะนำไปเปรียบเทียบได้ไกล้เคียงที่สุดคือจิตเภทแต่กระนั้นคนเป็นจิตเภทก็ไม่ใช่คนบ้าอย่างแน่นอน คนที่ป่วยโรคทางจิตเวชอื่นเช่น ซึมเศร้า ไบโพร่า ก็ไม่ใช่คนบ้าเช่นกัน

การเป็นบ้าไม่ได้เป็นง่ายๆ

อย่างที่บอกไป ถูกวินิจฉัยให้เป็นโรคที่ไกล้เคียงว่าบ้านั้นไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แพทย์อาจจะต้องลงความเห็นกันในการประชุม (Conference) ซึ่งจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชและจิตวิทยาประกอบกับการให้ข้อมูลของญาติหรือผู้ที่รู้จักกับผู้ป่วย และส่วนมาก กว่าจะไปถึงการวินิจฉัยโรคเหล่านั้นแพทย์มักจะมีการชักประวัติอย่างเข้มข้นก่อนนอกเสียจากมีอาการที่เด่นชัด และถึงผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยหรือไม่สบายทางกายหรือจิตจริงๆ ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาและความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชนในการรักษาโดยพึ่งได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับผู้ป่วยคนอื่นและพึ่งได้รับการรักษาสวัสดิการที่ดี

ผู้เขียนก็เคยถูกเรียกว่าบ้าจากเพื่อนในรุ่นก่อนจะมาศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกลุ่มเพื่อนเรียกตัวเองว่า เด็กรวย เราอาจจะจินตนาการพวกเธอว่าเป็นแก๊งผู้หญิงที่ชอบบูลลี่และพูดเสียงสูงใส่คนอื่น ผู้เขียนเคยโดนบูลลี่ทั้งปล่อยข่าวลือและนินทาหรือแม้กระทั้งการไซเบอร์บูลลี่ จนพูดเขียนเครียด เสียใจ เป็นบ้า และไม่อยากมีชีวิตอยู่ให้ใครมาแกล้งอีก และผู้เขียนทุกวันนี้ก็ถูกตีตราว่าเป็นบ้าจากกลุ่มเพื่อนสมัยนั้นไปแล้วโดยที่กลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งที่พวกเขาทำหรือการไปบูลลี่คนอื่นนั้นมันไม่ถูกต้อง และผู้เขียนผ่านหลายอย่างมากกว่าจะกลายมาเป็นคนบ้าคนนี้

ผู้เขียนเชื่อว่าคนที่โดนกล่าวหาว่าบ้าคงรู้สึกไม่ดี ไม่ใช่น้อย เพราะมันเป็นการตีตราบาป (Stigmatized) ที่คงทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่ไม่น้อยบางครั้งอาจจะพัฒนาไปเป็นเหตุการณ์ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนผู้ป่วย (Trauma) ตัวผมเองที่เคยมีประสบการณ์ไปช่วยสอนอาจารย์ที่รู้จักที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ผมต้องเรียนรู้ว่าทุกคนต่างมีโอกาสที่จะป่วยได้ทังนั้นหากเราเอาโรคความผิดปกติเป็นที่ตั้ง กล่าวคือ นิสัยที่ผิดแปลกไปจากเดิมที่คนไม่ยอมรับ ก็อาจจะเป็นการป่วยทางจิตเวชได้เหมือนกัน ฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องตระหนักเสมอในฐานะผู้ช่วยสอนและผู้ป่วยจิตเวชเองก็คือ การยอมรับความแตกต่างและมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วย Empathy ไม่มีใครเป็นบ้าหรอก เขาแค่ไม่สบายทางกายหรือทางจิตก็เท่านั้น และผู้เขียนก็คิดว่านายทิวากรไม่ได้บ้า ที่เห็นต่างแนวคิดทางการเมือง สังคม ที่ไม่เหมือนกับที่รัฐอยากให้เป็น รัฐไม่สามารถกำหนดให้คนในรัฐป่วยได้ และความคิดของคนก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับได้เช่นกัน เพียงเพราะเขาหมดศรัทธา ไม่ได้แปลว่าเขาบ้า เพราะผมก็เชื่อว่าหลายๆคนตอนนี้ก็คงหมดศรัทธากับอะไรหลายๆอย่างแล้วเช่นเดียวกัน


เรื่องราวของมธุสรก็มีคนที่เคยถูกทำร้ายหรือแกล้งจนทำให้คนคนนั้นดิสโซซีเอทีฟหรือเสียความเป็นตัวตน
ของเขาไปแล้วก็มีเช่นกัน ฉะนั้นเรื่องของมธุสรก็มาจากเค้าโครงสังคมที่โหดร้ายจริงๆเช่นกัน

แล้วอะไรคือบ้า

นั้นน่ะสิ สรุป แล้วอะไรคือบ้ากันแน่ ถ้าหากคำว่าบ้าเป็นการกลุ่มประชากรที่ทำตัวไม่เหมือนคนอื่น เราทุกคนก็คงจะเป็นบ้ากันอยู่แล้วสินะ หากใครได้เรียนวิชาทางอักษรศาสตร์/ศิลปศาสตร์/มนุษยศาสตร์คงได้เรียนเรื่อง “อลิซในดินแดนมหัศจรรย์” โดยเมื่ออ่านเรื่องราวจบไปแล้ว ทุกคนคงโดนถามเหมือนกันว่า สรุปอลิซบ้าหรือเปล่าวะ การที่เราได้ท่องไปในดินแดนมหัศจรรย์ที่ผิดแปลกพิสดารผ่านมุมมองของอลิซ อลิซบ้าจริงๆหรือเปล่านะ และมีตัวละครในบทวรรณกรรมหลายๆที่เราอาจจะต้องมาคิดว่า เธอบ้าจริงๆหรือเปล่า อย่างเช่นมธุสร จากเรื่อง ล่า ที่บุคลิกภาพของเธอเกิดการแตกแยกออกมาเนื่องจากเหตุการณ์ที่เธอและลูกถูกข่มขืนจนเป็นบาดแผลในใจเธอไปตลอดการ แม้การที่มธุสรป่วยทางจิตก็ไม่ได้ทำให้การกระทำของเธอถูกต้อง (Cannot be Justified) “แต่การที่เธอถูกทำร้ายแบบนี้จนเธอต้องมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกและเธอคืนเอง แบบนี้เรียกว่าบ้าหรอคะ ?” ประโยคจากเซนเซย์ยูกิ ตัวละครจากเรื่องล่าที่มีประสบการณ์ที่ข่มขื่นในชีวิตเธอเช่นเดียวกับมธุสร และผู้เขียนอยากเสริมว่าโรคที่มธุสรเป็นคือเป็นโรคในกลุ่มดิสโซซีเอทีฟ (Dissociative) ซึ่งเป็นโรคที่มีอยู่จริงในทางการแพทย์แม้แพทย์หลายคนจะไม่ได้เจอเคสนี้บ่อยเพราะเป็นกรณีที่พบได้น้อยมากถึงมากที่สุด แพทย์หลายคนยังไม่เชื่อกับตาว่าโรคนี้มีอยู่จริง และแน่นอน คนที่เป็นโรคกลุ่มดิสโซซีเอทีฟ ก็ไม่ได้เป็นบ้า 


ไม่ว่าการถูกกลั่นแกล้งแบบไหนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แม้แต่นายทิวากรเองที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองก็เช่นกัน เพราะการที่คุณแกล้งเขาคุณอาจจะปลุกอสุรกายในตัวเขามาก็ได้

และหากอยากมองขยับไปดูหนังในระดับนานาชาติ ขอตัวอย่างตัวละครจากเรื่อง สวยสยอง (Carrie 2013) ที่ถูกเพื่อนๆแกล้งจนเกิดอาการทางจิตและล้างแค้นทุกคน แบบนี้ถือว่าบ้าหรือไม่ ผู้เขียนมองว่าการกระทำที่รัฐทำต่อนายทิวากรก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการกลั่นแกล้ง และแกล้งค่อนข้างแรงเสียด้วย เป็นเหมือนกับการเชื่อดไก่ให้ลิงดูบนความสะใจของใครสักคน ยิ่งกว่าคือการพิจารณาให้นายทิวากรเป็นผู้ป่วยในต้องผ่านการเห็นชอบของแพทย์ แสดงว่าแพทย์นั้นมีส่วนรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ แพทย์ยังคงรักษาและประพฤติตนตามคำสัตย์ตามจริยธรรมแพทย์กันอยู่หรือไม่ โดยทั่วไปโรงพยาบาลไม่ได้ให้คนแอดมิดทางจิตเวชกันได้ง่ายขนาดนั้น ต้องผ่านหลายๆขั้นตอนมากๆถึงจะได้รับการพิจารณาเป็นผู้ป่วยใน การส่งคนที่ไม่ได้ป่วยอย่างนายทิวากรเข้าไปในสถานที่คนป่วยอาจจะทำให้คนคนนั้นป่วยขึ้นมาจริงๆก็ได้ และเมื่อถึงตอนนี้ใครจะอาสาซ่อมแซมจิตใจที่ป่วยและพังไปแล้วของนายทิวากรและครอบครัวได้ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศนี้เองที่ทำให้คนในรัฐกำลังจะเป็นบ้ากันไปหมดเพราะเห็นต่างเสียเอง และเชื่อเถอะว่าการใช้ชีวิตเป็นผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลจิตเวชมันไม่ได้สวยงามถึงมันไม่ได้น่ากลัวเหมือนหนังโรงพยาบาลบ้าแต่มันมีสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยทรมานนั้นก็คือการโหยหาอิสระจากภายใน ผู้ป่วยทุกคนต่างเฝ้ารอวันที่หมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลเพราะไม่มีใครอยากทนทุกข์ทรมานในโรงพยาบาลอีกต่อไปแล้ว

ประเทศบ้าๆ

อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว ผู้เขียนก็ไม่มีอะไรจะเขียนแล้วเช่นกัน เพราะผู้เขียนคิดว่าผู้เขียนได้พรรณนาถึงความบ้าของประเทศนี้ไปหลายอย่างแล้ว ประเทศที่มีแขกวีไอพีจนพาเชื้อโรคเข้าประเทศ ประเทศที่ให้คนไม่มีความสามารถมาบริหาร หรือประเทศที่บอกให้ตั้งการ์ดป้องกันแต่ตัวเองทำการ์ดตกเสียเอง ประเทศที่ยัดเยียดความบ้าให้กับคนอื่นเพียงเพราะเห็นต่าง (บ้ากว่าคือกฎหมายข้อนี้ยังได้รับการยอมรับอยู่ บ้าไปแล้ว) คงมีไม่กี่ประเทศที่ยังใช้มาตรการแบบนี้กำจัดผู้ที่คิดเห็นต่าง การที่รัฐทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้รัฐมีความน่าเกรงขามขึ้นเลยแม้แต่น้อย มันทำให้รัฐไม่ต่างอะไรจากคนบ้าตามแบบฉบับเช่นเดียวกัน และมันคงเป็นเรื่องที่น่าขันน่าดูที่เรามีคนบ้าปกครองประเทศและกล้าเรียกตัวเองว่าประเทศที่พัฒนา ประเทศนี้มันบ้าจริงๆ

ผู้เขียนขอแนะนำว่าถ้าไม่อยากเป็นบ้าในประเทศบ้าๆนี้เสียก่อน หนีไปเถอะครับ... เพื่ออนาคต

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: พันธ์กวี ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผู้เขียนก็เคยถูกหาว่าบ้าอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน เอ๊ะ แล้วอะไรคือไม่บ้ากันนะ... 
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์