แชร์โพสต์ 'สมศักดิ์ เจียม-ปวิน-Andrew' นอกเครื่องแบบคุกคามที่บ้าน สั่งให้ลบโพสต์ บังคับเซ็น MOU อ้าง 'หมิ่นสถาบัน'

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยนักศึกษาและประชาชน ถูกนอกเครื่องแบบไม่ได้แนะนำชื่อและสังกัดอย่างชัดเจนแคปหน้าจอเฟซบุ๊ก อ้างว่า  “หมิ่นสถาบัน” สาเหตุจากการแชร์โพสต์เฟซบุ๊ก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล-ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์–Andrew Marshall McGregor คุกคามที่บ้าน สั่งให้ลบโพสต์ บังคับเซ็น MOU อ้าง “หมิ่นสถาบัน” ศูนย์ทนายฯ ชี้เป็นกระบวนการนอกกฎหมาย แนะหากพบควรปรึกษาทนาย

 

1 ต.ค.2563 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ระหว่างวันที่ 27-28 ก.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งจากนักศึกษาและประชาชน อย่างน้อย 2 ราย เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอ้างว่าเป็นตำรวจ สันติบาล หรือหน่วยงาน “ในพระองค์” ไปพบยังที่พักอาศัย โดยไม่ได้แนะนำชื่อและสังกัดอย่างชัดเจน และไม่มีหมายเรียก หรือหมายจับแต่อย่างใด มีเพียงเอกสารแคปหน้าจอเฟซบุ๊ก อ้างว่า  “หมิ่นสถาบัน” สาเหตุจากการแชร์โพสต์เฟซบุ๊ก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล-ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์–Andrew Marshall McGregor

นศ.จบใหม่ถูกเจ้าหน้าที่ไปพบบ้านเพราะแชร์โพสต์ Andrew, Pavin, สมศักดิ์ 

ศูนย์ทนายฯ รายงานรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ช่วงเช้าวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไม่ทราบชื่อ ยศ สังกัด และจำนวน เข้ามาหาที่บ้านของวรรณ (นามสมมติ) นักศึกษาจบใหม่ ที่จ.บุรีรัมย์ แต่ไม่พบใครจึงกลับไป ต่อมาประมาณ 14.30-15.00 น. เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 1 นายเข้าไปหาผู้นำชุมชน ขอให้พาไปหาวรรณที่บ้าน ผู้นำชุมชนจึงโทรศัพท์มาหาแม่ของวรรณ ใกล้เวลาเย็น ผู้นำชุมชนพาเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาหาวรรณที่บ้าน อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการ และเจ้าหน้าที่ของพระองค์โดยตรง พร้อมชี้แจงว่าวรรณอยู่ในลิสต์คดี 112 เพราะโพสต์เฟซบุ๊ก เขียน แชร์โพสต์ ที่ไปในทางดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ แล้วแสดงภาพแคปหน้าจอโพสต์เฟซบุ๊ก ของวรรณทั้งหมด 3 โพสต์ ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะทั้งหมด ได้แก่ 1) โพสต์ของ Andrew Marshall McGregor เนื่องในวันมหิดล 2) โพสต์วันที่ 12 สิงหาคม 63 ข่าวร. 10 กลับไทย และข่าวสถานประกอบการทูลเกล้าถวายเงินให้กับร. 10 ที่มีบริษัทกสิกร ไทยประกันชีวิต โดยเป็นโพสต์จากเฟซบุ๊กของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์  และ 3) คาดเดาว่าน่าจะเป็นโพสต์ของสมศักดิ์เจียม แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นโพสตเกี่ยวกับอะไร 

เจ้าหน้าขอให้ลบโพสต์เหล่านี้ออก โดยให้เหตุผลว่า “เพราะทางการกำลังล่าบัญชีรายชื่อคนที่แชร์โพสต์พวกนี้อยู่ ส่วนมากคนที่โดนจะเป็นคนที่แชร์โพสต์จากคนที่มีคดี 112 ติดตัวอยู่ อย่างเช่น อ.ปวิน อ.สมศักดิ์ ถ้าไม่ลบ หรือยังจะแชร์โพสต์ที่ไปในทางที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์อีก เขาจะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมาหา ไม่ก็จะทำการดำเนินคดี” แต่วรรณก็ไม่ได้ลบโพสต์แต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังอ้างว่า เพราะเห็นวรรณเป็นคนบ้านเดียวกัน เลยเห็นใจ ไม่ดำเนินคดี

โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้เซ็นข้อตกลงอะไร แต่ว่าถ่ายรูปตอนวรรณคุยกับเจ้าหน้าที่ไว้ และขอเบอร์โทรของนักศึกษาคนนี้ไป 

ทั้งนี้ ก่อนเจ้าหน้าที่ออกไป เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องไปหาผู้แชร์โพสต์หมิ่นอีกที่หนึ่ง วรรณเลยสันนิษฐานว่าน่าจะมีคนถูกเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านอีกหลายคน 

นอกเครื่องแบบมาหาที่บ้านให้เซ็น MOU เหตุแชร์โพสต์สมศักดิ์เรื่องคืนตำแหน่งฯ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับแจ้งจากวิทวัส รุ่งเรือง อายุ 33 ปี ว่าเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2563 เวลาประมาณ 17.00 น. มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 2 คน มาหาที่บ้านย่านสายไหม กรุงเทพฯ โดยเขาเพิ่งมาถึงบ้าน และพบว่าบริเวณหน้าบ้านมีรถ Toyota Hilux Vigo มาจอด มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 2 คนเดินไปเดินมาอยู่หน้าบ้าน 

เจ้าหน้าที่อ้างว่า เป็นสารวัตรจากสน.ใกล้เคียง ส่วนอีกคนเป็นสันติบาลมาจากส่วนกลาง โดยที่ทั้งสองไม่ได้แสดงบัตรประจำตัว หรือแจ้งชื่อหน่วยงาน หรือมีหมายใดๆ  

เมื่อเจอวิทวัสก็เข้ามาสอบถามเหมือนซักประวัติส่วนตัว เช่น ถามว่าทำงานที่ไหน จบจากที่ไหน ถามเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่ แต่วิทวัสเห็นว่าทางเจ้าหน้าที่มีเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่ของเขาอยู่แล้ว 

จากนั้น เจ้าหน้าที่นำเอกสารทะเบียนราษฎร์ของวิทวัส มายื่นให้เขาดูเพื่อยืนยันตัวตน และนำภาพแคปหน้าจอเฟซบุ๊กมาแสดงให้วิทวัสดู  เป็นภาพที่วิทวัสแชร์โพสต์จากเฟซบุ๊กสมศักดิ์ เจียมฯ  (Somsak Jeamteerasakul) เปิดสาธารณะ ซึ่งเป็นโพสต์เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2563 กล่าวถึงการคืนตำแหน่งฯ พร้อมแคปชั่น “กุนซือสรุป” โดยที่โพสต์ดังกล่าวไม่มีใครกดถูกใจหรือแชร์ต่อ

เจ้าหน้าที่แจ้งว่า การที่เขาแชร์โพสต์ดังกล่าว เป็นพฤติกรรม “หมิ่นสถาบัน” และให้เขาลงชื่อในเอกสารข้อตกลง มีข้อความเขียนอยู่ยาวประมาณครึ่งหน้ากระดาษ มีให้เขาเขียนชื่อ ที่อยู่ และให้ยอมรับว่าโพสต์รูปภาพที่ดูสุ่มเสี่ยงต่อสถาบัน ยอมรับว่าเขาได้แชร์รูปผิดต่อสถาบัน และมีช่องให้พยานเซ็นชื่อ 2 ช่อง โดยมีแฟนของวิทวัสลงลายมือชื่อเป็นพยาน และมีสารวัตรเป็นคนเซ็นกำกับเป็นพยาน

เจ้าหน้าที่ยังขอให้เขาลบโพสต์ดังกล่าว และขอให้ปิดเฟซบุ๊ก โดยวิทวัสได้เปิดหน้าเฟซบุ๊กของตนให้เจ้าหน้าที่ดู เลื่อนไปจนถึงวันที่เขาแชร์ พบว่าโพสต์ดังกล่าวเขาได้ลบไปก่อนหน้านี้แล้ว และเจ้าหน้าที่ได้ถ่ายรูปหน้าจอโทรศัพท์ของเขาไป แต่เขาไม่ได้ทำการปิดเฟซบุ๊กตามที่เจ้าหน้าที่สั่งระหว่างการพูดคุย ได้มีเจ้าหน้าที่คอยถ่ายรูปว่าได้มาหาเขา ในขณะที่แฟนของวิทวัสจะถ่ายรูปด้วย เจ้าหน้าที่กลับขอให้ไม่ให้ถ่าย บอกว่าเดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งหมดใช้ระยะเวลาราว 30 นาที ก่อนเจ้าหน้าที่จะกลับไป 

ทั้งนี้วิทวัสระบุว่า เขายังไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวอย่างเต็มตัว ยังไม่เคยไปเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองใดๆ ที่จัดในช่วงระหว่างนี้ เพียงแค่เคลื่อนไหวอย่างการแชร์โพสต์ในโซเชียลมีเดียเท่านั้น

ศูนย์ทนายฯ ชี้เป็นกระบวนการนอกกฎหมาย แนะหากพบควรปรึกษาทนาย

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตว่ารูปแบบการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นขั้นตอนตามกฎหมายแต่ถูกนำมาใช้กับการแสดงออกซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่องและไม่อาจการันตีได้ว่าการให้ข้อมูลหรือการทำบันทึกข้อตกลงกับกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดังกล่าวนั้นจะไม่นำไปสู่การดำเนินคดีได้จริง หากพบสถานการณ์ดังกล่าวควรปรึกษาทนายความ 

หมายเหตุ : เมื่อเวลา 22.44 น. วันที่ 1 ต.ค.63 ประชาไทดำเนินการปรับแก้เนื้อข่าวบางส่วน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์