'ประชาธิปัตย์' เปิดร่างแก้ รธน. ของพรรคฯ แก้ ม.43 สิทธิชุมชน ม.46 สิทธิผู้บริโภค ม.72 สิทธิที่ดินทำกิน

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เผยร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของพรรคฯ แก้ ม.43 สิทธิชุมชน ม.46 สิทธิผู้บริโภค ม.72 สิทธิที่ดินทำกิน - กก.สมานฉันท์ เตรียมสรุปข้อมูล ร่างรายงานวางแนวทางปรองดองส่งให้ 'ชวน' ก่อนตั้ง กก.ชุดใหญ่

14 เม.ย. 2564 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่านายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าต่อการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ 3 พรรคร่วมรัฐบาล ว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมเนื้อหาไว้ทั้งสิ้น 6 ฉบับ โดยจะนำไปหารือกับพรรคภูมิใจไทยและ พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อให้เป็นข้อยุติร่วมกันอีกครั้งก่อนจะยื่นญัตติที่คาดว่าจะทำได้ทันในการเปิดประชุมสภาฯ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ โดยในญัตติขอเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมฉบับแรก นั้น เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชน และเสนอแก้ไข มาตรา 29 ว่าด้วยสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยกำหนดหลักการสำคัญ​คือ เพื่อให้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนต่อการเข้าถึงการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว รวมถึงได้สิทธิตรวจสอบข้อเท็จจริง ตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ นอกจากนั้นรัฐต้องคุ้มครอง ช่วยเหลือที่จำเป็น เหมาะสม ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม ให้กับ เด็ก สตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ

นายราเมศ กล่าวด้วยว่า มาตรา 43 ว่าด้วยสิทธิชุมชน เพื่อปรับปรุงให้ครอบคลุมสิทธิของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมปกป้องสิทธิของตนเอง โดยได้นำหลักการที่เคยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่วางหลักการสำคัญว่าด้วยสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย สวัสดิภาพ คุณภาพชีวิต การรับฟังความเห็น โครงการที่อาจเกิดผลกระทบต่อประชาชน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมีองค์การอิสระประกอบด้วยทุกภาคส่วนเพื่อดูแลจัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ, มาตรา 46 ว่าด้วยสิทธิผู้บริโภค ที่ต้องปรับปรุงให้เกิดการคุ้มครอง และประชาชนต้องมีส่วนร่วม

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า มาตรา 72 ว่าด้วยสิทธิในการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิถือครองที่ดิน รวมถึงได้รับความเป็นธรรมต่อการพิสูจน์สิทธิในที่ดินทำกิจอย่างเป็นระบบ และมีความเป็นธรรมด้านการจัดสรรที่ดินของรัฐเพื่อเป็นที่ดินทำกิน

“พรรคประชาธิปัตย์คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน ส่วนใครที่พยายามโยงไปถึงการอยู่ร่วมรัฐบาล ขออย่านำมาโยงกัน เพราะจุดหมายสำคัญคือผลสำเร็จในการแก้ รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีในวันต่อไปจะเปิดรายละเอียดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นอื่นๆ ด้วย” นายราเมศ กล่าว

กก.สมานฉันท์ เตรียมสรุปข้อมูล ร่างรายงานวางแนวทางปรองดองส่งให้ 'ชวน' ก่อนตั้ง กก.ชุดใหญ่

ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่านายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการได้แต่งตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด เพื่อทำการเก็บข้อมูลจากทุกฝ่ายรอบด้านแล้ว คือ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นและสื่อสารสาธารณะ มี ศ.วันชัย วัฒนศัพท์ ประธาน และ คณะอนุกรรมการสมานฉันท์เชิงประเด็น มี นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธาน ขณะนี้อนุกรรมการทั้งสองชุดได้รวบรวมมาโดยได้ทบทวนการระดมความคิดเห็นและรวบรวมประเด็นต่างๆ เพื่อจัดทำร่างรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการเกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาและสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยแบ่งเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งจะมีการนำเสนอร่างแรกต่อที่ประชุมคณะกรรมการในวันจันทร์ที่ 19 เม.ย. นี้ พร้อมทั้งจะขอเข้าหารือกับนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาเพื่อนำเสนอ ร่างรายงานดังกล่าวต่อไป เนื่องจากเราเกิดขึ้นจากดำริของประธานรัฐสภา ส่วนจะนำไปดำเนินการอย่างไรต่อไปเป็นดุลพินิจของท่าน

นายเทอดพงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯชุดของตนทำหน้าที่ศึกษาหาข้อมูลและหาผลสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคม กฎหมาย สิทธิเสรีภาพ เพื่อเสนอแนวทางในระยะเร่งด่วน เมื่อมีการเสนอรายงานนี้ต่อประธานรัฐสภาแล้ว ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีก 1 ชุด ซึ่งจะเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ที่จะมารับผิดชอบหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์โดยสมบูรณ์ โดยใช้รายงานของเราเป็นหลักในการพิจารณา

เมื่อถามว่า ต้องยอมรับว่า ปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยมีมายาวนานตั้งแต่กลุ่มคนเสื้อเหลืองมาจนถึงกลุ่ม 3 นิ้ว คิดว่ารายงานฉบับนี้พอที่จะเยียวยาให้ความขัดแย่งเบาบางลงได้ในระดับหนึ่งหรือไม่ นายเทอดพงษ์กล่าวว่า เรายอมรับว่าปัญหาความขัดแย้งเกิดมาสั่งสมมานาน ไม่ว่าจะปัญหากระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น หรือปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความได้เปรียบเสียเปรียบในทุกแง่ของการวิ่งเต้นเส้นสาย ปัญหามากมายที่ทำให้รู้สึกแปลกแยกและไม่ปรองดอง ต้องมีการศึกษารายละเอียดเป็นเรื่อง ๆ และ ต้องแก้ไปทีละจุด เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน หรือให้ปัญหาเหล่านี้ลดน้อยลงไป การจะแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง ต้องยึดปัญหานี้เป็นสำคัญ เพราะปัจจุบันประชาชนบางกลุ่มเกิดความรู้สึกไม่พอดี หลายคนรู้สึกเราเสียเปรียบ ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม เราต้องหาทางทำอย่างไรให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน ซึ่งคณะกรรมการก็หาวิธีโดยการรับฟังความคิดเห็นจากทุกรอบด้านและนำเสนอต่อประธานสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความคาดหวังมากน้อยแค่ไหนว่ารายงานฉบับนี้จะได้รับการตอบรับ และสร้างความปรองดองได้ นายเทอดพงษ์ กล่าวว่า เราก็พยายามให้ครอบคลุมปัญหามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามข้อมูลที่ได้ทั้งทางวิชาการ และการรับฟังจากทุกฝ่าย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตกผลึกแล้ว โดยมีการนำมาศึกษาทีละส่วน

“แต่ถึงแม้เราจะมีการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ความปรองดอง ในประเทศดีอย่างไร หากประชาชนไม่ยอมเปิดใจและลดอคติที่มีต่อกัน ก็ไม่มีประโยชน์ ทุกคนต้องยอมเปิดใจรับด้วยถึงจะสำเร็จ และเรายังต้องทำความเข้าใจกันอีกมาก ที่ผ่านมาข้อมูลของคณะกรรมการได้ไม่ครบจากทุกฝ่าย เพราะยังขาดส่วนของผู้ชุมนุม ฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้ชุมนุม ที่ยังไม่มีการแต่งตั้ง เพราะหลายกลุ่ม และหลายส่วนก็ไม่มีแกนนำ จึงไม่รู้ว่าจะไปเชิญแกนนำที่ไหน บางครั้งก็ใช้วิธีโทรศัพท์ติดต่อไป อีกทั้งยังติดปัญหา ว่าถ้ารับคนเหล่านี้ได้อีกกลุ่มจะยอมรับได้หรือไม่ ถือเป็นปัญหารุงรัง แต่ก็พยายามที่จะหาข้อมูลทั้งหมด และนำเสนอไปตามแนวทางที่เราได้มา”

มื่อถามต่อว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ทวีความร้อนแรงมากขึ้น รายงานฉบับนี้จะถือว่าออกมาถูกที่ถูกเวลาหรือไม่ นายเทอดพงษ์ กล่าวว่า เป้าหมายที่แท้จริงที่เราตั้งใจไว้ คือปัญหาที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องมากๆ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากการแก้ไขนี้สะดุดไป ก็จะทำให้เกิดเงื่อนไขที่เดือดร้อนเช่นกัน เพราะจะทำให้ความรู้สึกอยากประนีประนอมมันยากขึ้น เพราะเป้าหมายของคณะกรรมการคือ หากรัฐธรรมนูญถูกแก้ไขด้วยประชาชน และมีการตรวจสอบ ส.ส.รวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเข้มข้น จะทำให้สภาฯมีความแข็งแรง ศักดิ์สิทธิ์ และมีความเชื่อมั่นจากประชาชน สภาจะเป็นตัวหลักและเป็นที่พึ่งในการแก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ ได้อย่างแท้จริง และจะทำให้เงื่อนไขความขัดแย้งลดน้อยลง แต่หากสภาฯมาจากกติกาที่เขียนมาแบบชาวบ้านไม่ยอมรับ ผู้แทนที่ชาวบ้านก็รู้ว่ามาจากการซื้อเสียงหรือวิธีการต่างๆ สภาก็จะไม่เป็นที่ยอมรับอย่างจริงจัง ประชาชนก็จะหาหนทางอื่น ก็คือการออกมาชุมนุมเรียกร้อง เหมือนที่เราเห็นกันอยู่

ถามต่อว่า แนวทางแก้ไขเฉพาะหน้า คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนใช่หรือไม่ นายเทอดพงษ์ กล่าวต่อว่าคณะกรรมการจะพยายามหาทางให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยจะมีการสรุป แนวทางทั้งหมดว่าควรจะเป็นไปอย่างไร เราตั้งใจและหวังว่า หากรัฐธรรมนูญเขียนมาด้วยชาวบ้านและ ส.ส.มาอย่างบริสุทธิ์ สภาฯก็จะเป็นตัวหลักที่จะเกิดความปรองดองและสมานฉันท์ได้ เพราะปัญหาทุกเรื่องจะสามารถไหลมาที่สภาให้ผู้แทนได้ แก้ไข แต่หากจะมีการตีตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนที่ผ่านมาตนก็กังวลว่าตรงนี้จะเป็นตัวฉุดรั้ง หรือเป็นอุปสรรค์สำคัญต่อการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และอาจจะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อถามต่อว่า คนไทยจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เกิดความสมานฉันท์ในยุดนี้ได้หรือไม่ นายเทอดพงษ์ กล่าวว่า ความสมานฉันท์ที่เราคิดเอาไว้ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย การมีบางฝ่ายไม่เห็นด้วย การเดินขบวน การเรียกร้อง ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ขอให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย ความสมานฉันท์ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเรียบไปเลยทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ปัญหาความเห็นต่างระหว่างคนยุคเก่ากับนุคใหม่ ก็ต้องแก้ไขด้วยการพูดจากัน ยอมรับซึ่งกันและกัน ก็จะลดระดับความขัดแย้งลดได้ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้ข้อมูลจากตัวแทนของคนรุ่นใหม่มาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า โซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงสังคมไปอย่างรวดเร็วก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ทำให้ความสมานฉันท์ปรองดองทำได้ยาก เพราะประชาชนจะรับข้อมูลที่สร้างความขัดแย้งได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ จึงต้องหาวิธีการว่า จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างไรด้วย

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์