ปราศัยออนไลน์ไทยไม่ทน ไล่ประยุทธ์และ ครม. ชี้ล้มเหลวแก้ปัญหา COVID-19

กลุ่ม 'ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย' จัดเวทีอภิปรายออนไลน์ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ ครม.ชี้ล้มเหลวแก้ปัญหา COVID-19

25 เม.ย. 2564 เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่าที่ห้องประชุมไทยไม่ทน สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวี มีการจัดเวทีอภิปรายออนไลน์ เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ ครม. ภายใต้ชื่อ ‘ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย’ เป็นวันที่ 2 โดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติพฤษภา 2535 กล่าวเปิดเวทีตอนหนึ่งว่าเหตุใดรัฐบาลถึงได้เลือกสั่งวัคซีนที่ประสิทธิภาพต่ำ สามารถเลือกวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าได้ ทำไมรัฐบาลต้องซื้อจากเอกชนบางเจ้า ทั้งที่รัฐบาลจีนได้สร้างวัคซีนอีกตัวที่ดีกว่า ควรมีมโนสำนึกความเป็นมนุษย์บ้าง การทำเช่นนี้เป็นการค้าขายกับความตายของคนในชาติ ค้าชีวิตมนุษย์ ทำให้บัดนี้คนไทยต้องเสี่ยง ได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพไม่สูงเท่าที่ควร นอกจากนี้หากรัฐบาลใช้กฎหมายสองมาตรฐานกับเรา ก็จะฟ้องกลับ ตาต่อตาฟันต่อฟัน ผบ.ตร. รองผบ.ตร. ที่มีปัญหาเรื่องบ่อนการพนัน เรื่องอื่น ขอให้ระวังให้ดี หลังจากนี้จะไม่ยอมให้ท่านทำกับพวกผมฝ่ายเดียว ขอให้ประชาชนดูว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรกับเราบ้าง เอาชีวิตเราไปเสี่ยงอย่างไรบ้าง

นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำอีสานกู้ชาติ ปราศรัยว่าการจัดการแก้ไขปัญหาโควิด พล.อ.ประยุทธ์ จะมาจัดการอย่างไร ประชาชนไม่เชื่อถือ ประชาชนเห็นแล้วว่า การบริหารจัดการของรัฐบาลประยุทธ์ล้มเหลว บางคนที่ติดเชื้อโควิดนอนรอให้คนมารับไปโรงพยาบาล 3 วัน 5 วัน 7 วัน บางคนรอจนเสียชีวิต ไม่มีรัฐบาลไหน มองประชาชนไร้ค่าอย่างนี้ พล.อ.ประยุทธ์ รวบอำนาจการบริหารจัดการมาไว้ในมือตัวเอง ตั้งแต่ 25มี.ค. 2563 และได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากวันนั้นถึงวันนี้ อำนาจการบริหารจัดการอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ จะมาตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ ไม่มีใครเชื่ออีกแล้ว ปีที่แล้วกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยตัดออกมาเป็นงบสาธารสุขที่นำมาดูแลประชาชน 4.5 หมื่นล้านบาท และนำมาบริหารจัดการแบ่งเป็น 5 หมวด การเตรียมความพร้อมสถานพยาบาล ค่าตอบแทนบุคคลากรทางการแพทย์ ค่าบำบัดรักษาป้องกันควบคุมโรค การจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท มีการขออนุมัติ กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท แต่ความเป็นจริง ไร้ประสิทธิภาพสูงสุด จำนวนเงินขออนุมัติกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท รู้มาว่า มีการเบิกง่ายจริง 5.3 พันล้านบาทเท่านั้น เหลือ 1.5 หมื่นล้านยังไม่เบิก ไม่รู้ว่าไม่มีเงินให้เบิก หรือจะเบิกไปทำอะไร

นายไทกรกล่าวว่าในส่วนของการเตรียมความพร้อมสถานพยาบาล ที่ขออนุมัติ 1.1 หมื่นล้านบาท ที่จะเอาไปเตรียมเตียง อุปกรณ์เครื่องมือ ทั้งโรงพยาลรัฐ โรงพยาบาลสนาม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ อนุมัติให้ 0 บาท การจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ จาก 2.7 พันล้านบาท ที่ควรไปซื้อถังออกซิเจน เครื่องมือ ยา อุปกรณ์ต่างๆ รัฐบาลประยุทธ์ กลับให้เงินไปแค่ 110 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก ขณะที่การรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ต้องแปลกใจ ประชาชนโทรไป 1668 ของกรมการแพทย์มีแค่ 20 คู่สาย มีเพียงเจ้าหน้าที่ผู้หญิงทำงาน ใช้ปากกา จดรายละเอียดสำหรับเจ้าหน้าที่ในการจดรายละเอียด ขณะที่เจ้าสัวทั้งหลายยังบอก ประยุทธ์มาถูกทางแล้ว ใช่เลย มาถูกทางแล้วคือ ทางข้างหน้าที่ทั้งประยุทธ์ อนุทิน พาคนไทยไป จุดหมายปลายทางคือ ป่าช้า ไม่ฝังก็เผา ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป โควิดไม่หยุดระบาด ประชาชนก็ตาย ถ้าให้ ประชาชนรอด ประยุทธ์ ต้องออกไป คือบันไดก้าวแรกที่จะหยุดวงจรหายนะที่ประยุทธ์สร้างไว้ ต้องเอาให้ออกจากตำแหน่งนายกฯ คนที่ไร้ประสิทธืภาพ เอาคนที่คล้ายคนฉลาดออกจากตำแหน่งให้ได้เร็วที่สุด

นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น ปราศรัยโดยนำคลิปของนายอนุทินที่เคยกล่าวอ้างว่าประเทศไทยมีวัคซีนมากสุดในเอเชีย แต่ความเป็นจริงทำไมยังฉีดให้ประชาชนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้นายอนุทิน ก็วิ่งไปหารัสเซีย ขอซื้อวัคซีน สิ่งนี้คือที่ประชาชนได้จากรัฐบาลประยุทธ์ รัฐมนตรีเหล่านี้ไม่เคยมีความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น หากเทียบกับบางประเทศ อาทิ นายกฯ มองโกเลีย นายกฯ สโลวาเกีย รวมทั้ง รมว.สาธารณสุข ประเทศเปรู นิวซีแลนด์ ขอลาออกเมื่อบริหารจัดการแก้ไขปัญหาโควิดล้มเหลว ส่วนวัคซีนที่จะมาฉีดให้ประชาชน ไม่รู้ว่าสิ้นปีจะฉีดให้ประชาชนได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ รวมทั้งรัฐมนตรีบางค ก็ลาออกเพราะไปจัดงานเลี้ยงในช่วงที่ถูกห้าม ขณะที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ไปจัดงานเลี้ยงให้รดน้ำดำหัว ช่วงสงกรานต์ ทำให้คนที่ไปร่วมงานติดโควิดจำนวนมาก

"หลายคนก็บอกว่าต้องไล่ทั้งนายอนุทิน นายสมศักดิ์ นายศักดิ์สยาม ตนขอบอกว่า ไล่ประยุทธ์ คนเดียว ไปหมดทุกคน เอานายกฯออกให้ได้คนเดียวแก้ปัญหาได้แน่นอน ไม่ต้องไปสนใจ มีนายกฯคนต่อไปชื่ออะไร มีทั้ง ประวิตร ธรรมนัส ก็อยู่ในลิสต์จะได้เป็น ก็มาเลย ไม่มีปัญหา ถ้าบริหารได้ บริหารดี แก้ปัญหาได้ ไม่เป็นอะไร ถ้าบริหารประเทศไม่ได้ ก็ไล่อีก"

'จตุพร' เชื่อ 'รัฐบาล' อยู่ไม่เกินเดือน พ.ค. ไม่รอผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 65

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่านายจตุพร พรหมพันธ์ุ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ฐานะผู้นำคณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งในเวทีไทยไม่ทน ครั้งที่สอง โดยเชื่อว่าการล่าชื่อของกลุ่มหมอไม่ทน เพื่อให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุขลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อความล้มเหลวการแก้ปัญหาโควิด-19 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยน ซึ่งตนตรวจสอบภายในแล้วว่าจะจบอย่างไร จากที่ระบุว่าต้องรอผ่าน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 แต่กลุ่มผู้นำไม่สนใจ เพราะเขาต้องการกลับมาสู่ตำแหน่งทางการเมือง

นายจตุพร กล่าวด้วยว่าสำหรับการแก้ปัญหาโควิด-19 ของผู้นำรัฐบาล ที่ฉลาดแกมโกง ที่มีผลประโยชน์ระหว่างการเจรจาหาวัคซีนโควิด-19 และไม่สามารถบริหารจัดการปัญหาของประชาชนได้

“สถานการณ์ทางการเมือง เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไปเร็ว เดือน พ.ค. นี้รอดยาก เพราะเนื้อข้างในไม่มีใครไว้วางใจใคร ถึงขนาดที่ไม่มีใครกล้าดื่มน้ำเพราะกลัวถูกวางยา” นายจตุพร กล่าว

เมธาชี้ความผิดของของ พล.อ.ประยุทธ์และพวก ในระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาดประชารัฐ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2564 เพจไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย - United People for Thailand UPT ได้เผยแพร่คำปราศัยของนายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ดังนี้

ความผิดของนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาคือ การยึดอำนาจไม่ยอมกระจายอำนาจ ไม่เร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่งตั้ง ส.ว.มาเลือกตนเองเป็นนายก ทำเศรษฐกิจพังและผูกขาดจนคนยากจนมากขึ้น สร้างความเหลื่อมล้ำและเอื้อประโยชน์นายทุน ใช้ BOI-EEC เป็นเครื่องมือขายชาติ ไม่ปฏิรูปภาษีอัตราก้าวหน้าและสร้างรัฐสวัสดิการ ปล่อยพรรคพวกทุจริตคอร์รัปชันมโหฬาร ใช้อำนาจกลั่นแกล้งคุกคามประชาชนที่เห็นต่าง ไล่คนจนออกจากป่าแต่นายทุนรุกป่าได้ ไม่ปฏิรูปการศึกษาแต่ใช้การศึกษารับใช้ระบอบอำนาจนิยม ไม่ปฏิรูปตำรวจและกองทัพ บังคับให้ทหารอาชีพมายุ่งเกี่ยวการเมือง อ้างความมั่นคงละเมิดสิทธิ์ปิดปากประชาชน 

ความผิดของนายกรัฐมนตรีวันนี้คือ ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ความขัดแย้งเพื่อรวบอำนาจไว้ในมือตนเองแต่เพียงผู้เดียว โดยสร้างสถานการณ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ที่ผ่านมาท่านไม่เคยสำรวจข้อบกพร่องและความผิดของตนเองเลยหรือ หลังจากทำรัฐประหารอ้างเพื่อรักษาความสงบและสืบทอดอำนาจเพื่ออยู่ต่อ วันนี้บริหารบ้านเมืองจนกลายมาเป็นคู่ขัดแย้งหลักโดยตรง

ทางออกจากความขัดแย้ง ผมขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงสปิริตลาออกและเลือกนายกคนใหม่จากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกวุฒิสภางดออกเสียง โดยขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยและพรรครวมพลังประชาชาติไทย ลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกและแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองร่วมกัน ส่วนปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ควรตั้งกรรมาธิการพิเศษขึ้นมาแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆ กันในรัฐสภา โดยมีผู้แทนรัฐบาล พรรคการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ และผู้แทนนิสิตนักศึกษาประชาชน เพื่อหาข้อตกลงร่วมก่อนจะสายเกินแก้ 

วันนี้ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์และพวก ได้สถาปนาระบอบอำนาจนิยมขึ้น จะเอาใครมาเป็นรัฐมนตรีสีเทาก็ได้แม้แต่รัฐมนตรีสีเทา และบริหารบ้านเมืองผิดพลาดมาตลอด 7 ปี 5 ปีในสมัย คสช. และอีก 2 ปีโดยมีพรรค ส.ว.อุ้มชูในการสืบทอดอำนาจโดยการเขียนรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ในบทเฉพาะกาล 5 ปี แต่ 7 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายยังเกิดโรคระบาดไปทั่ว ทั้ง 3 รอบล้วนมาจากความบกพร่องของรัฐบาล ผลกระทบโควิดขยายตัวไปในวงกว้าง แต่การเยียวยาประชาชนขาดประสิทธิภาพ มหากาพย์การกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทสร้างแต่หนี้สินให้ประเทศจากนโยบายประชานิยม และ 7 ปีผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบแผ่นดินไปแล้ว 20 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจพังพินาศไปหมด

ดังนั้นการประกาศ พรก.ฉุกเฉินฯ ของรัฐบาลมา 1 ปีกว่า ก็ล้วนเพื่อกระชับอำนาจของรัฐบาลเอง ไม่ได้แก้ปัญหาโควิดแต่อย่างใด รัฐบาลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defender) รวมทั้งนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย หรือการคุกคามโดยใช้มาตรการทางกฎหมาย (Judicial Harassment and SLAPP) หรือการตั้งข้อหา พรก.ฉุกเฉินฯ กับผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาล กระทั่งใช้กฎหมายมาตรา 112 และมาตรา 116 กล่าวหาประชาชนเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อ้างว่าเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่ 7 ปีที่ผ่านมาละเลยกระบวนการปรองดองและกลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง หลังรัฐประหารนิรโทษกรรมตนเอง แต่ไม่มีการนิรโทษกรรมการเมืองแก่นักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิด ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กลับเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แทรกแซงการปฏิรูปตำรวจ และเข้าคุกคามกลุ่มคนที่เห็นต่าง เกิดการอุ้มหายผู้ลี้ภัยทางการเมือง และการละเมิดกติการะหว่างประเทศมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประกาศ พรก.ฉุกเฉินฯ ที่ขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) เกิดการละเมิดไปทุกอย่างโดยรัฐบาลไม่ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ประเด็นสำคัญที่สุดในวันนี้คือ ระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาดประชารัฐของพล.อ.ประยุทธ์และพวก สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจนกลายเป็นอันดับ 1 ของโลก ใช้ BOI-EEC เป็นเครื่องมือในการขายชาติ ให้ต่างชาติยึดครองที่ดินในประเทศไทยจำนวนมหาศาลนับแสนไล่ ปลอยให้มหาเศรษฐีประชารัฐหาประโยชน์ จาก 3 กองทรัพย์สินส่วนร่วมของสังคมไทย อันประกอบไปด้วย 1)สัดส่วน GDP ประเทศไทย 16 ล้านล้านบาท ซึ่งมหาเศรษฐี 50 คนแรกยึดครองสัดส่วน GDP กว่า 32% ของ GDP ประเทศไทยทั้งหมด 2)งบประมาณแผ่นดินประจำปี 3.2 ล้านล้านบาท พวกเขาก็พยายามหาส่วนแบ่งจากการสัมปทาน การร่วมลงทุนภาครัฐ และงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ และ 3)การเข้าไปตักตวงผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจกว่า 50 แห่งที่มีสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 14 ล้านล้านบาท เหมือนกับที่มีการแปรรูป ปตท. เพื่อแบ่งกำไร 49% ให้เอกชนได้ส่วนแบ่ง เหมือนกับการพยายามแปรรูป กฟผ. แต่ดันไม่สำเร็จ แต่แล้วก็ไปแตกบริษัทลูกของ กฟผ. 5 บริษัทเพื่อผลิตไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตอีกทีนึง โดยให้เอกชนเข้าไปถือหุ้นได้ในบริษัทลูก จะได้ควบคุมและหากำไรจากค่าไฟฟ้าได้ แม้จะเป็นบริการสาธารณะและความมั่นคงแห่งรัฐก็ตาม

อนาคตพวกเขาอาจต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้หมด สินทรัพย์ 14 ล้านล้านบาทจะได้กระจายไปสู่อุ้งมือมหาเศรษฐีและเอกชนมากขึ้น โดยวางแผนกับรัฐบาลให้บริหารให้ขาดทุนจะได้มีข้ออ้างในการแปรรูป ยกตัวอย่างว่าการบินไทยก่อนก็แล้วกัน แต่ก่อนแปรรูปขอให้รัฐบาลใช้เงินรัฐจัดซื้อเครื่องบินทิ้งไว้สัก 43 ลำก่อน ต่อมาค่อยแปรเป็นทรัพย์สินบริษัทเหมือนกับ ปตท. เหมือนกับ กฟผ.ที่เกือบแปรรูปสำเร็จ

แต่บ้านเมืองล้มเหลวมา 7 ปีแล้ว คนจนจนลง เศรษฐกิจฐานล่างพังพินาศ แต่คนรวยรอบล้อมรัฐบาลกลับร่ำรวยมากขึ้นๆ ทุนเจ้าสัวร่ำรวยขึ้นกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปีแรกของรัฐบาล คสช. นายทุนพลังงานไฟฟ้าร่ำรวยขึ้น 1 แสนล้านบาทในเวลา 5 ปี เกิดจากการที่รัฐบาลเอื้อผลประโยชน์ทางนโยบายหรือไม่ ล้วนเป็นคำถามสำคัญที่มีการตั้งข้อกล่าวหา และรัฐบาลจะต้องตอบ องค์กรอิสระโดยเฉพาะ ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบ

นอกจากกอดรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้รวบอำนาจ แต่รัฐบาลกำลังทำผิดรัฐธรรมนูญหลายข้อด้วยซ้ำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกพ้อง โดยเฉพาะการะปล่อยให้เอกชนครอบงำการผลิตไฟฟ้าเกินครึ่งของประเทศ และเพิกเฉยต่อความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน แบ่งกันกินจนเละเทะ เขียนสัญญาไปได้อย่างให้ผูกขาดการซื้อขายไฟฟ้ากับโรงงานไฟฟ้าเอกชนในระยะยาวเป็น 20 ปี แล้วไปลดการผลิตของรัฐลงเพื่อประโยชน์เอกชน นี่เป็นขบวนการปล้นผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ถ้าไม่เจอปัญหาวิกฤตเราอาจมองไม่เห็นปัญหานี้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ค่าไฟฟ้าแพงเกินไป กฟผ.เองก็กำไรปีละนับแสนล้านบาท ทั้งๆ ที่รัฐวิสาหกิจที่ดูแลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไม่จำเป็นต้องมีกำไรจากการขูดรีดประชาชน เพราะใช้เงินภาษีและทรัพยากรของรัฐ เช่นเดียวกับ โรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม ขนส่งมวลชน และการรถไฟ ทำไมไม่มีกำไรที่เป็นตัวเงิน?

เรื่องสำคัญที่สุดที่ขอกล่าวหารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ขายชาติขายแผ่นดินก็คือ การอนุญาตให้ EEC, BOI ปล่อยให้ต่างชาติเข้ายึดครองที่ดินในประเทศไทยจำนวนมหาศาล ซึ่งคาดว่าเป็นจำนวนมากกว่า 1 แสนไร่ในปัจจุบัน โดย EEC ให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี ส่วน BOI สามารถให้กรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ต่างชาติตามมาตรา 27 ของกฎหมาย BOI ได้ตลอดชีวิตหรือตลอดอายุของบริษัทนั้น นี่คือภัยคุกคามความมั่นคงของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งสมควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยนี้โดยด่วน เนื่องจากปัจจุบันนี้กลุ่มทุนต่างชาติได้เข้ามายึดครองกรรมสิทธิ์ที่ดินมากมายทั่วประเทศ จากดุลยพินิจของฝ่ายบริหารโดยไม่มีมาตรการรองรับ ขณะที่เอกชนไทยขาดทุนย่อยยับและพร้อมปล่อยขายธุรกิจทอดตลาด รวมถึงอาจมีการใช้อำนาจส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบ ท่ามกลางผลประโยชน์ของนักการเมืองและเครือญาติที่อาจมีบุคคลที่เกี่ยวข้องแอบอ้างเป็นนายหน้าค้าขายที่ดินเก็งกำไรในระบบดังกล่าว ที่เชื่อมโยงกับขบวนการการเมืองระดับชาติและได้รับผลประโยชน์จากโครงการอุตสาหกรรมต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งมักมีการซื้อขายที่ดินแล้วกักตุนไว้ปล่อยขายในราคาสูง โดยอาจมีการทำงานเชื่อมประสานกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่อาจมีผลประโยชน์ในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นต้น 

ผมขอให้ EEC และ BOI เปิดเผยข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนแก่กลุ่มทุนต่างๆ ทั้งหมดอย่างโปร่งใสในระบบอิเลคทรอนิกส์โดยทันทีเพื่อแก้ข้อกล่าวหานี้ ว่าให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีในโครงการต่างๆ และการอนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่บริษัทต่างชาติทั้งหมด ตั้งแต่การประกาศใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนจนถึงปัจจุบันไปจำนวนเท่าใดกันแน่ ได้อนุมัติให้บริษัทถือครองที่ดินไปแล้วจำนวนมากน้อยเพียงใด คิดเป็นร้อยละเท่าไหร่ของที่ดินประเทศไทย เป็นจำนวนกี่ไร่ กี่โครงการและแก่บริษัทใดบ้าง 

ก่อนเศรษฐกิจประเทศไทยจะพังพินาศไปมากกว่านี้ ก่อนที่ดินในประเทศไทยและธุรกิจรายย่อยต่างๆ ที่เจ๊งไปจะตกไปในมือของกลุ่มทุนผูกขาดและกลุ่มทุนต่างชาติที่มีอำนาจในการกวาดต้อนซื้อสินทรัพย์ไปเป็นของตนเอง จนประเทศไทยไม่มีอะไรเหลืออยู่ นอกจากปีศาจที่คอยหลอกหลอนในนาม พล.อ.ประยุทธ์ และโควิด-19

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์