'ชาง-ชี' กับดราม่าที่อาจทำให้ไม่ได้เข้าฉายที่เมืองจีน

"ชาง-ชี กับตำนานลับเท็นริงส์" เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ดีในฮอลลิวูดและมีตัวละครหลักเป็นชาวเอเชีย แต่ก็มีผู้สงสัยว่าทำไมยังไม่มีกำหนดฉายในตลาดใหญ่อย่างจีน ซึ่งมีการประเมินว่า เพราะต้นฉบับเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว 'ชาง-ชี' เกี่ยวข้องกับตัวละครที่เป็นภาพเหมารวมเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชีย แต่ก็มีอีกบางส่วนที่มองว่าน่าจะเป็นเพราะดราม่าชาวเน็ตจีนที่ไปขุดคุ้ยว่านักแสดงตัวเอกเคยเรียกจีนว่าเป็น "ประเทศโลกที่สาม" ทั้งนี้นักวิเคราะห์ภาพยนตร์ยังมองเรื่องที่รัฐบาลจีนมีความเข้มงวดมากขึ้นในการรับภาพยนตร์ต่างประเทศด้วย

ภาพยนตร์ฮอลลิวูดจากค่ายดิสนีย์และมาร์เวลเรื่อง "ชาง-ชี กับตำนานลับเท็นริงส์" (Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings) ที่มีตัวละครหลักๆ เป็นชาวเอเชีย ทำรายได้เปิดตัวในช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐฯ 94 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,000 ล้านบาท) แต่ก็มีผู้คนสงสัยว่าทำไมยังไม่มีการกำหนดวันฉายในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดบริโภคภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ขณะเดียวกันก็มีระบบการคัดกรองภาพยนตร์ที่ต้องผ่านการอนุญาตให้ฉากจากรัฐบาลก่อนเท่านั้น

เรื่องนี้ทำให้สื่อต่างๆ ในตะวันตกคาดการณ์ว่าทางการจีนอาจจะนำเรื่องชาง-ชีในฉายในประเทศซึ่งเป็นไปได้จากหลาย เหตุผล หนึ่งในเหตุผลเหล่านี้คือการที่หนึ่งในตัวละครเอก ซีมู่ หลิว เคยแสดงความคิดเห็นไว้เมื่อปี 2561 ว่าจีนเป็น "ประเทศโลกที่สาม" และคาดคิดเห็นนี้ก็มีการเผยแพร่ต่อกันในโซเชียลมีเดียจีนอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ว่าจะทำให้จีนแบนภาพยนตร์มาร์เวล-ดิสนีย์เรื่องนี้คือเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงมาก่อนหน้านี้แล้วกับการที่ในฉบับหนังสือการ์ตูนเมื่อปี 2516 ตัวละครชาง-ชี ถูกระบุว่าเป็นลูกของ "ฟูแมนจู" ตัวละครที่ในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพเหมารวมชาวเอเชียในแบบเหยียดเชื้อชาติสีผิว ซึ่งในยุคสมัยนั้นยังไม่มีความตระหนักรู้ในเรื่องนี้มากเท่าในปัจจุบันและเรื่องชาง-ชีก็มีการเขียนขึ้นใหม่อีกหลายครั้งในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ภาพยนตร์ The Face of Fu Manchu (1965) แสดงโดยคริสโตเฟอร์ ลี ซึ่งในเวลาร่วมสมัยกัน วรรณกรรมมาร์เวลเคยระบุว่า ชาง-ชี เป็นลูกของฟูแมนจู

เรื่องนี้ทำให้ เควิน ไฟเกอ อธิบายว่าชาง-ชีในฉบับปัจจุบันนั้นไม่ได้มีพ่อเป็นฟูแมนจูอีกต่อไปแล้ว และตัวละครฟูแมนชูนี้นอกจากจะไม่มีปรากฏตัวในภาพยนตร์แล้วยังไม่ใช่แม้กระทั่งตัวละครของมาร์เวลด้วย อีกทั้งชาว-ชีถูกระบุว่าไม่ได้เป็นลูกชองฟูแมนจูมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว

ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม การที่ภาพยนตร์อย่างชาง-ชี ไม่ได้เข้าฉายในจีนอาจจะกลายเป็นสิ่งที่สะท้อนเรื่องกระแสการปราบปรามสื่อบันเทิงในจีนช่วงระยะนี้ และอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไประหว่างจีนกับฮอลลิวูด ซึ่งในขณะที่ฮอลลิวูดมองว่าจีนเป็นหนึ่งในแหล่งตลาดใหญ่แต่การที่ทางการจีนควบคุมคัดกรองการนำเข้าฉายของสื่อบันเทิงมากขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อค่ายสื่อบันเทิงรายใหญ่อย่างดิสนีย์ไปด้วย

อายน์ โคคาส ศาสตราจารย์ด้านสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียผู้เขียนหนังสือ "ฮอลลิวูดเมดอินไชนา" กล่าวว่า กรณีของชาง-ชี นั้นเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่จีนพยายามคุมเข้มสื่อบันเทิงมากขึ้นรวมถึงตลาดภาพยนตร์ และเรื่องนี้ส่งผลต่อดิสนีย์

ในกรณีก่อนหน้านี้คือภาพยนตร์ "มู่หลาน" ที่มีการบอยคอตต์ส่วนหนึ่งจากภายนอกจีนเพราะเรื่องอื้อฉาวที่ทางดิสนีย์ใช้พื้นที่เขตปกครองพิเศษซินเจียงในการถ่ายทำซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งทางการจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ และหลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ในสื่อตะวันตกแล้วจีนก็สั่งห้ามไม่ให้สื่อนำเสนอข่าวใดๆ เกี่ยวกับมู่หลานในช่วงก่อนหน้าการเข้าฉายในจีน ทำให้ดิสนีย์สูญรายได้กว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1,3000 ล้านบาท)

นอกจากนี้แม้กระทั่งภาพยนตร์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการเหมารวมชาวจีนหรือชาวเอเชียอย่างเรื่อง "The Eternals" หรือ "ฮีโร่พลังเทพเจ้า" ของค่ายมาร์เวลที่กำลังจะออกฉายในปีนี้ก็อาจจะถูกงดไม่ให้ฉายในจีนเช่นกัน เมื่อมีคนขุดเรื่องที่ผู้กำกับเชื้อสายจีนอย่างโคลอี้ เจา เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2556 บอกว่า "มีเรื่องโกหกหลอกลวงอยู่ทุกที่" ในประเทศจีน ทำให้ชาวจีนชาตินิยมไม่พอใจ เรื่องนี้ยังเคยทำให้จีนสั่งปิดกั้นข่าวเรื่องที่เจาได้รับรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง "Nomadland" เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

โคคาสบอกว่าเธอจะไม่แปลกใจถ้าหาก The Eternals ไม่ได้เข้าฉายในจีน เพราะเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ตัวผู้กำกับนี้มีการโหมประโคมในหมู่ชาวเน็ตจีน

มีการวิเคราะห์ว่าจีนเป็นตลาดใหญ่แห่งหนึ่งสำหรับภาพยนตร์ฮอลลิวูดจากการที่ภาพยนตร์เรื่อง "อเวนเจอร์ส: เผด็จศึก" (Avengers : Endgame) ของค่ายมาร์เวลทำรายได้ในจีน 614 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 20,205 ล้านบาท) ทำให้ชอว์น รอบบินส์ หัวหน้านักวิเคราะห์จากบ็อกซ์ออฟฟิศโปรประเมินว่าถ้าชาง-ชีได้เข้าฉายในจีนมันก็จะทำกำไรอย่างมาก จากการที่ภาพยนตร์ของมาร์เวลมักจะทำรายได้ดีในจีนและมีเรื่องของความดึงดูดทางวัฒนธรรมของเรื่องชาง-ชี

อย่างไรก็ตามหลังจากการออกฉายของ "อเวนเจอร์ส : เผด็จศึก" ผ่านไปแล้ว จีนก็กลายเป็นตลาดภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดแซงหน้าสหรัฐฯ และโรงภาพยนตร์จีนก็สามารถฟื้นตัวจากวิกฤต COVID-19 ได้ก่อน ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงดิ้นรนในเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้มาจากการบริโภคภายในประเทศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนเองที่มักจะมีภาพยนตร์ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ ขณะที่ภาพยนตร์ฮอลลิวูดที่ทำรายได้ติด 10 อันดับแรกในบ็อกซ์ออฟฟิศจีนปีนี้ปัจจุบันมีอยู่ 2 เรื่องเท่านั้นคือ "เร็ว...แรงทะลุนรก 9" (Fast & Furious 9) และ "ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง" (Godzilla vs Kong)

โคคาสวิเคราะห์ว่าผู้ชมจีนมักจะชมภาพยนตร์ที่ผลิตในประเทศเพราะรู้สึก "แปลกแยก" น้อยกว่าเมื่อเทียบกับภาพยนตร์ฮอลลิวูด อีกทั้งทางการจีนยังมีการกำหนดจำนวนโควต้าว่าจะรับภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาฉายในจีนได้ 34 เรื่องต่อปีเท่านั้นบนฐานของการแชร์รายได้

อย่างไรก็ตามโคคาสประเมินว่าในอีกไม่กี่ปีถัดจากนี้อาจจะมีภาพยนตร์ฮอลลิวูดเข้าไปฉายในจีนได้น้อยลง และเรื่องที่ได้เข้าฉายก็จะเผชิญกับ "บรรยากาศการกำกับควบคุมที่เข้มงวดขึ้น"

เรียบเรียงจาก

Why Marvel's 'Shang-Chi' may not be released in China and what it means for Hollywood's future, Business Insider, 12-09-2021

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์