#ส้นสูงส่งเสียง หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องการเยียวหลังปิดสถานบริการมาปีกว่า

มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์นำรองเท้าส้นสูงของพนักงานบริการมาแสดงหน้าทำเนียบรัฐบาล หลังส่งมาเรียกร้องการเยียวยาจากการปิดสถานบริการกว่า 426 วัน ที่ทำเนียบรัฐบาลแต่ถูกตีกลับทั้งหมด ชี้การเยียวยาเฉพาะผู้ประกันตน หรือต้องได้รับการรับรองจากสมาคม ยิ่งสร้างกำแพงทำให้เข้าไม่ถึงการเยียวยา

22 ธ.ค. 2564 สำนักข่าวราษฎรรายงานว่า ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ และตัวแทนพนักงานบริการจากหลากหลายที่อาทิ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, กรุงเทพมหานคร, สมุทรสาคร, อุดรธานี, มุกดาหาร, พัทยา, ภูเก็ต, กระบี่, และหัวหิน เดินทางนำกล่องพัสดุบรรจุสันสูงของตัวแทนพนักงานบริการ ที่ส่งไปให้รัฐบาลพร้อมข้อความเรียกร้องให้เยียวยาพนักงานบริการ เนื่องจากคำสั่งปิดสถานบริการในสถานการณ์โควิด แต่กลับถูกรัฐบาลตีกลับทุกคู่ มาเปิดอ่านที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

ข้อความบนส้นสูงที่ถูกตีกลับ เช่น "แม่ตกงานลูกก็เดือดร้อน", "เมื่อไหร่เราจะได้ทำงานซักที", "ช่วยเยียวยาด้วย เราจะตายแล้ว" เป็นต้น

ทันตา เลาวิลาวัณยกุล มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ตัวแทนพนักงานบริการอาบอบนวดกล่าวถึงที่มาที่ไปในในการจัดงานครั้งนี้ผ่านจดหมายเปิดผนึกว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ ม.ค. 2563 จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 426 วัน ที่รัฐบาลสั่งปิดสถานบริการในช่วงเวลาที่ผ่านมา พนักงานบริการได้เรียกร้องกับรัฐบาลมาโดยตลอด ครั้งแรกเราส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลในวันที่ 20 เมษายน 2564 และยื่นหนังสือสอบถามอีกครั้งในวันที่ 29 มิถุนายน 2564 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลโดยเรียกร้องให้รัฐดำเนินการเยียวยาพนักงานบริการเนื่องจากคำสั่งปิดสถานบริการ เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ต่อเดือนให้กับพนักงานบริการและคนทำงนในสถานบริการทุกคนจนกว่าสถานบริการจะกลับมาเปิดดำเนินกิจการได้

ทั้งนี้รวมไปถึงคนทำงานในสถานบริการที่มีการจ้างานชั่วคราวหรือรายครั้ง คนทำงานอิสระและครอบคลุมถึงคนทำงานที่เป็นชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ" แต่รัฐบาลยังคงเพิกเฉยไม่มีการเยียวยาใด ๆ พนักงานบริการได้รับการเยียวยาอยู่เพียง 90 วันในโควิดระลอกแรก จากโครงการเราไม่ทิ้งกัน เป็นเงินจำนวน 15,000 บาทเห็นชัดว่าว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจทิ้งกลุ่มคนทำงานบริการภาคกลางคืนไว้ข้างหลัง ตั้งแต่ระลอกที่ 2-3 รัฐบาลยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีเพียงเงื่อนไขเลื่อนลอย ต้องมีประกันสังคม ต้องได้รับการรับรองจากสมาคมฯ ยิ่งสร้างกำแพงการเข้าถึงการเยียวยา

มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ยังรายงานด้วยว่า ปรานม สมวงศ์ เจ้าหน้าที่โพรเทกชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล (Protection International) กล่าวว่า เราชื่นชมการออกมาเรียกร้องของพนักงานบริการในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์เองก็เป็นกำลังหลักในขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

เจ้าหน้าที่โพรเทกชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า หลักสิทธิมนุษยชนคือคนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอันมีประสิทธิผลต่อการกระทำอันล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งตนได้รับตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พนักงานบริการได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ จากมาตราการที่ปราศจากความชัดเจนในการเยียวยาที่ไม่ทั่วถึงและไม่ครอบคลุมและยังไม่ได้รับการเยียวยาและช่วยเหลือที่เคารพศักดิ์ศรีของพวกเธอ

นอกจากนี้ ปรานมกล่าวว่า ตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยบอกนักบอกหนาว่าให้ความสำคัญ ก็พูดถึงการเยียวยาเป็นหนึ่งในเสาหลัก ดังนั้น รัฐบาลต้องให้หลักประกันและดำเนินการโดยทันทีให้พนักงานบริการทุกคนให้ได้รับการเยียวยาที่เป็นผลและเป็นธรรม

ขณะที่อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกชื่นชมมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ในความพยายามปกป้องสิทธิของพนักงานบริการ เพราะที่ผ่านมาพนักงานบริการถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนทำงานที่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี อีกทั้งยังได้รับการดูถูกจากสังคม เหมือนเป็นงานชั้นต่ำ และไม่มีที่ยืนในสังคมเช่นเดียวกับคนทำงานในอาชีพอื่น

อดีต กสม. กล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ท้อถอย ในทางกลับกัน มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ได้พัฒนาตนเองทั้งความรู้และการทำงานร่วมกับเครือข่ายเพื่อให้คนในสังคมตระหนักและยอมรับว่า งานบริการคืองาน ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับงานประเภทอื่น เพราะเป็นงานที่สร้างรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัว รวมถึงเป็นการนำรายได้มาสู่รัฐผ่านระบบภาษีเช่นเดียวกับงานทั่วไป

อังคณากล่าวว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์เติบโตขึ้นมากทั้งความคิด และศักยภาพการทำงานในการปกป้องพนักงานบริการทุกคนให้มีที่ยืนในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

สำหรับการเยียวยาของรัฐที่ยังเป็นปัญหากับพนักงานบริการนั้น อดีต กสม. กล่าวว่า รัฐไม่ได้มองว่างานบริการคืองาน เช่นเดียวกับงานอื่นๆ ในทางกลับกัน รัฐยังมองว่างานบริการเป็นความผิดตามกฎหมาย เป็นเรื่องน่าละอาย และมองว่างานบริการเป็นงานที่เสื่อมเสียเกียรติ หรือขัดต่อศีลธรรม ทำให้พนักงานบริการถูกกีดกันออกจากระบบหลักประกันการทำงานต่างๆ และเข้าไม่ถึงสวัสดิการต่างๆจากรัฐ เช่น สิทธิในหลักประกันสังคม ในกรณีต้องตกงาน หรือขาดรายได้ หรือเจ็บป่วย หรืออยู่ในภาวะไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพได้

อังคณาชี้ว่า ที่เห็นได้ชัดเจน เช่นในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส หรือโควิด-19 เมื่อสถานบริการถูกปิด ทำให้พนักงานบริการไม่มีรายได้ และไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการขาดรายได้เช่นเดียวกับคนทำงานทั่วไป แม้จะมีการเรียกร้องต่อรัฐ แต่รัฐบาลไม่เคยมีท่าทีตอบรับ หรือให้หลักประกันเพื่อให้พนักงานบริการได้รับการเยียวยาที่เท่าเทียมกับผู้ทำงานด้านอื่น ที่ผ่านมาพนักงานบริการจึงเป็นกลุ่มคนทำงานที่ถูกทอดทิ้งให้เผชิญความยากลำบากแต่เพียงลำพัง

“รัฐบาลควรปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชนว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นใครก็ตาม ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงความช่วยเหลือเยียวยาและสวัสดิการจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้รัฐบาลควรปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบของสหประชาชาติ (CEDAW) และคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Working Group on Business and Human Rights) เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิในการทำงานและป้องกันการแสวงประโยชน์จากพนักงานบริการในรูปแบบต่างๆ อีกทั้งเพื่อให้พนักงานบริการผู้ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีความเปราะบางสามารถมีชีวิตในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง” อังคณาระบุ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2564 มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์นำกล่องไปรษณีย์​ใส่รองเท้าส้นสูงมาจัดแสดงที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครแล้วรอบหนึ่ง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของพนักงานบริการและคนทำงานกลางคืนที่ตกหล่นจากการเยียวยาของภาครัฐ หลังสถานบันเทิงถูกสั่งปิดเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ก่อนเดินทางไปเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาล

แถลงการณ์ พนักงานบริการเรียกร้องเงินเยียวยา "ส้นสูงส่งเสียง"

เราเป็นกลุ่มพนักงานบริการในมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เรารวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมสิทธิของพนักงานบริการ สมาชิกในกลุ่ม คือ คนทำงานบริการในสถานบริการ บาร์ คาราโอเกะ อะโกโก้ อาบอบนวด นวดสปา และคนทำงานในพื้นที่อิสระ รวมไปถึงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เราพนักงานบริการทำกิจกรรมให้เรามีคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในการทำงานและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ได้รับสิทธิ ไม่ถูกเลือกปฏิบัติและตีตรา

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิค-19 ตั้งแต่มกราคม ปี 2563 จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 426 วัน ที่รัฐบาลสั่งปิดสถานบริการ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พนักงานบริการได้เรียกร้องกับรัฐบาลมาโดยตลอด ครั้งแรกเราส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลในวันที่ 20 เมษายน 2554 และยื่นหนังสือสอบถามอีกครั้งในวันที่ 29 มิถุนายน 2554 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลโดย “เรียกร้องให้รัฐดำเนินการเยียวยาพนักงานบริการเนื่องจากคำสั่งปิดสถานบริการ เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ให้กับพนักงานบริการและคนทำงานในสถานบริการทุกคนจนกว่าสถานบริการจะกลับมาเปิดดำเนินกิจการได้ ทั้งนี้รวมไปถึง คนทำงานในสถานบริการที่มีการจ้างงานชั่วคราวหรือรายครั้ง คนทำงานอิสระและครอบคลุมถึงคนทำงานที่เป็นชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ” แต่รัฐบาลยังคงเพิกเฉยไม่มีการเยียวยาใดๆ พนักงานบริการได้รับการเยียวยาอยู่เพียง 90 วันในโควิดระลอกแรก จากโครงการเราไม่ทิ้งกัน เป็นเงินจำนวน 15,000 บาท เห็นชัดว่าว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจทิ้งกลุ่มคนทำงานบริการภาคกลางคืนไว้ข้างหลัง ตั้งแต่ระลอกที่ 2-3 รัฐบาลยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีเพียงเงื่อนไขเลื่อนลอย ต้องมีประกันสังคม ต้องได้รับการรับรองจากสมาคมฯ ยิ่งสร้างกำแพงการเข้าถึงการเยียวยา

โควิดส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้สถานบริการขนาดกลางและขนาดเล็กต้องปิดตัวลง พนักงานถูกให้ออก เกิดภาวะตกงานทั่วประเทศ อีกทั้งการบริหารจัดการแก้ไขของรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพและล่าช้า แม้ว่ารัฐบาลจะได้ออกมาตรการต่างๆ มาช่วยเหลือประชาชน เช่น โครงการเราชนะ เราไม่ทิ้งกัน เรารักกัน หรือเงินช่วยเหลือจากประกันสังคม ซึ่งพบว่าเงินเยียวยาไม่เพียงพอ ไม่ทั่วถึง บางมาตรการก็เข้าไม่ถึงโดยเฉพาะพนักงานบริการที่ไม่มีประกันสังคมมีถึง 90% และพนักงานบริการที่เป็นแรงงานข้ามชาติหรือชาติพันธุ์

ในการแพร่ระบาดโควิด-19 ปัจจุบัน รัฐบาลมีคำสั่งให้ปิดสถานบริการต่อเนื่องออกไปอีกจนถึง 16 มกราคม 2565 พนักงานบริการที่มีความหวังว่าจะได้กลับมาหางาน ต้องประสบปัญหาเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่กำลังเตรียมตัวกลับมาทำงาน เงินเก็บได้หมดไปนานแล้ว หนี้สินเพิ่มขึ้น ทางออกไม่มี ไม่ได้รับการเยียวยา เกิดผลกระทบหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อพนักงานบริการ การหางานใหม่เป็นไปได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน

เป็นอีกครั้งที่เราพนักงานบริการต้องออกมาเรียกร้องด้วยตนเอง เนื่องจากรัฐบาลปฏิเสธไม่รับพัสดุชั้นสูงที่มีข้อเรียกร้องของพวกเรา ดังนั้นเราจึงต้องมาพูดความลำบากด้วยเสียงของตนเอง กิจกรรมอ่านข้อความบน #ส้นสูงส่งเสียง ของพนักงานบริการให้รัฐบาลฟังจนกว่ารัฐบาลจะได้ยินรับรู้และเร่งการเยียวยาให้กับพนักงานบริการ หนังสือฉบับนี้ยังยืนยัน ข้อเรียกร้องเดิมให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเยียวยาให้กับพนักงานบริการตามข้อเรียกร้องดังกล่าวโดยเร่งด่วนและมี แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนโดยเร็วที่สุด

ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พนักงานบริการ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง

พนักงานบริการ กรุงเทพฯ, สมุทรสาคร

พนักงานบริการ อุดรธานี, มุกดาหาร

พนักงานบริการ พัทยา, ภูเก็ต, กระบี่, หัวหิน

และมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท