ศาลนัดสืบพยานคดี 'อังคณา-อัญชนา'  ยื่นฟ้องสำนักนายกฯ - ทบ. เป็นจำเลย กรณีทำ IO เริ่ม 10 พ.ค.นี้

  • ศาลแพ่งรัชดานัดสืบพยานคดีที่ อังคณา-อัญชนา 2 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี และกองทัพบก เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเมิด กรณีมีหลักฐานทำให้เชื่อว่าสนับสนุนเว็บไซด์ IO โจมตีการทำงานของทั้งคู่ ในวันที่ 10-11 และ 17 พ.ค.นี้  
  • 'อังคณา' หวังศาลจะให้ความยุติธรรม เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยต่อไป
  • ขณะที่ 'อัญชนา' ระบุสู้ครั้งนี้เพื่อให้สังคมเห็นความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐว่าใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงหรือไม่

9 พ.ค.2565 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีที่ 2 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน คณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ องค์การสหประชาชาติ(UN Human Rights Expert- WGEID) และอัญชนา หีมมิหน๊ะ  อดีตอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ได้ยื่นได้ยื่นฟ้องแพ่งกับสำนักนายกฯ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล กอ.รมน. และกองทัพบก เป็นจำเลย ในความผิดละเมิด ตาม พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 กรณีสนับสนุนการทำไอโอเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนใส่ร้ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิทางโลกออนไลน์ผ่านทางเว็บไซด์ Pulony.blogspot.com โดยศาลแพ่งรัชดาได้นัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกในวันที่  10 -11 และ 17 พ.ค. 65 และสืบพยานจำเลยวันที่ 18-19 พ.ค. 65

อังคณากล่าวถึงรายละเอียดที่จะเกิดขึ้นในการสืบพยานครั้งนี้ว่า ในวันที่ 10 พ.ค. 65  จะเป็นการเบิกความโจทก์ ในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคาม และถูกด้อยค่าจากปฏิบัติการ IO ที่พยายามสร้างความเกลียดชังต่อนักสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะผู้หญิงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี จนส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้เสียหายอีกด้วย  โดยส่วนตัว วันที่ 10 พ.ค. 65   ไม่อาจเดินทางไปศาลได้ เนื่องจากต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ แห่งองค์การสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ดี จะเดินทางมาเบิกความต่อศาลในวันที่ 17 พ.ค. 65 

อังคณากล่าวอีกว่า ในการฟ้องคดีครั้งนี้ ส่วนตัวไม่มีความกังวลใด ๆ แม้ภาระในการพิสูจน์จะตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งถือเป็นความยากและท้าทายอย่างมาก เพราะผู้ถูกกล่าวหาเป็นหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ดี ดิฉันยังเชื่อมั่นว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม เนื่องจากการเบิกความในศาลครั้งนี้ เป็นการแถลงข้อเท็จจริงให้ศาลได้ทราบถึงปัญหาของปฏิบัติการ IO ที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยที่หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่อาจให้ความคุ้มครองได้ เป็นการแถลงความจริงต่อศาลยุติธรรม เพื่อขอความเป็นธรรม ซึ่งข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ปรากฏอยู่แล้วจึงไม่ต้องเตรียมตัวอะไร

“การฟ้องคดีครั้งนี้หวังอย่างยิ่งว่า ศาลจะให้ความยุติธรรม เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยต่อไป เพราะไม่ว่าใครก็ตาม จะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของการสร้างความเกลียดชังและการถูกด้อยค่า” อังคณากล่าว

ขณะที่อัญชนากล่าวว่า  สิ่งที่สำคัญกว่าในการต่อสู้คดีของเราในครั้งนี้คือ การทำให้สังคมเห็นว่าประชาชนควรให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐว่ามีความเหมาะสมและใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือไม่ และเราควรมีกลไกในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะในภาวะที่ประชาชนมีความยากลำบากจากการระบาดของโควิด 19 และปัญหาเศรษฐกิจ และส่วนตัวยังคงยืนยันแนวทางในการทำงานในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและการทำงานเพื่อส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ถึงแม้ว่าเราจะเจอปัญหาอุปสรรคจากความเข้าใจผิดต่าง ๆนานาก็ตาม เราก็จะทำและเพิ่มในการพูดคุยแลกเปลี่ยนมากขึ้นเพื่อให้ผู้คนเข้าใจถึงการเคารพกันและกันในความเป็นมนุษย์เหมือนกันไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะใด ตำแหน่งใด              

อัญชนากล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เราใช้กระบวนการยุติธรรมในการปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งควรเป็นทิศทางของกระบวนการยุติธรรมคือการปกป้องประชาชน นักป้องสิทธิมนุษยชน มิใช่เพื่อปกป้องการทำงานที่ไม่ถูกต้อง การใช้จ่ายที่ไม่ถูกต้อง เราอยากให้ประชาชนติดตามคดีนี้และพิจารณาด้วยตนเองว่าภายใต้การบริหารของรัฐบาล กระทรวงต่าง ๆ และงบประมาณดีหรือไม่ดี ควรปรับปรุงและมีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสอย่างไรต่อไป

“หลายครั้งที่การต่อสู้ คนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้จะถูกมองว่าสู้เพื่อเรียกเงิน กะจะให้รวยเลยใช่หรือไม่  เราอยากบอกว่ามันไม่ใช่เพราะในห้วงเวลา 2-3 ปี ที่คนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ มันทำลายจิตใจของคนที่ถูกกระทำไปที่ละเล็กทีละน้อย มิหนำซ้ำยังทำให้ครอบครัวของพวกเขาวิตกกังวลถึงความปลอดภัย ความเครียดที่สะสม และการถูกตีตรา และยิ่งเป็นการกระทำที่เกิดจากการสนับสนุนโดยรัฐอีก จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งและสังคมควรขจัดสิ่งเหล่านี้ให้หมดไป” อัญชนาระบุ

ปรานม สมวงศ์ องค์กร Protection International ที่ทำงานสนับสนุนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ในบรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งมีการกดขี่และละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมาย ผู้หญิงมักจะถูกโจมตีเป็นกลุ่มแรกๆหรือคนแรกๆ  ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวนมากถูกโจมตีทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์เพราะงานที่พวกเธอทำในการปกป้องการปกป้องสิทธิฯและเพราะความเป็นอัตลักษณ์ผู้หญิงของพวกเธอ  การฟ้องร้องของทั้งสองท่านถือเป็นการแสดงจุดยืนต่อกระบวนการยุติธรรมและสาธารณะเพื่อต่อต้านผู้กระทำการที่ละเมิดสิทธิของพวกเธอ โดยเฉพาะที่มาจากรัฐและใช้ภาษีของประชาชนมากกระทำการดังกล่าว ในการละเมิดสิทธิของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถหาผู้รับผิดชอบและชดใช้ได้และถือว่าเป็นการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะไปด้วย

สำหรับคดีดังกล่าวนี้สืบเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในรัฐสภา เมื่อปี 2563 โดย ส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ต่อมาพบว่าการอภิปรายถึงขบวนการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) กรณีจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนใส่ร้ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯทางโลกออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com จึงทำให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ และจิตใจ จึงมาฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้รับผิดต่อปฏิบัติการข่าวสารที่เกิดขึ้น

โดยเมื่อวันที่  4 พ.ย. 63 ที่ผ่านมา 2 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน  คือ อังคณา นีละไพจิตร และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ พร้อมทั้งทนายความ ได้ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะที่หน่วยงานที่กำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพบก ในความผิดฐานละเมิด ตาม พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 3,000,000 บาท และ 2,000,000 บาท ตามลำดับ กรณีจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนใส่ร้ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯทางโลกออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com และศาลได้นัดนัดชี้สองสถานหรือนัดเตรียมสืบพยานโจทก์ไปเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2564 ก่อนที่จะมีการนัดสืบพยานโจทก์เป็นครั้งแรกในวันที่  10 -11 และ 17 พ.ค. 65 และสืบพยานจำเลยวันที่ 18-19 พ.ค. 65 ที่จะถึงนี้

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท