ผู้ต้องขัง ม.112 ถูกลงโทษวินัยเหตุถูกเหมาทะเลาะวิวาทในคุกทั้งที่ไม่มีโอกาสแก้ต่าง

ศูนย์ทนายความฯ แจงกรณีผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.คอมฯ เหตุโพสต์หมิ่นสถาบัน ถูกใส่ตรวนและห้ามรับของเยี่ยมเหตุถูกกล่าวหาว่าร่วมทะเลาะวิวาทในเรือนจำ แต่เจ้าตัวปฏิเสธว่าตอนเกิดเหตุไม่ได้ร่วมด้วย แต่เรือนจำไม่เปิดโอกาสชี้แจง

8 ส.ค.2566 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานถึงกรณีของ "ศุภากร" (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี ผู้ต้องขังในคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ขณะนี้ถูกคุมอยู่ที่เรือนจำพิเศษธรบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ลงโทษทางวินัยเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเข้าร่วมการทะเลาะวิวาทในเรือนจำ อย่างไรก็ตามเขาถูกใส่ตรวนและถูกห้ามรับของเยี่ยมจากญาติมาตั้งแต่ 8 ก.ค.2566 โดยที่กระบวนการพิจารณาลงโทษทางวินัยโดยเจ้าหน้าที่เรือนจำยังไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามทางศูนย์ทนายความฯ ได้อัพเดตเพิ่มเติมว่า 8 ส.ค.ทางเรือนจำได้สั่งถอดโซ่ตรวนของศุภากรแล้วแต่ยังไม่ได้อนุญาตให้รับของเยี่ยมจากญาติอยู่

สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นศูนย์ทนายความฯ ระบุว่า ทนายความได้เข้าเยี่ยมศุภากรเมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่เรือนจำพิเศษธนบุรีทำให้ทราบว่าเรือนจำลงโทษศุภากรด้วยการใส่ตรวนและกักบริเวณ 24 ชั่วโมง รวมถึงไม่ให้รับของฝากจากญาติ เป็นระยะเวลา 3 เดือน สืบเนื่องมาจากการถูกเหมารวมว่า ร่วมก่อเหตุทะเลาะวิวาทผู้ต้องขังด้วยกัน เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2566

ทั้งนี้ทนายความได้ทราบเบื้องต้นมาตั้งวันที่ 20 ก.ค.แล้วว่าศุภากรถูกลงโทษด้วยเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่เกิดเหตุโดยไม่มีกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงและไม่เปิดโอกาสให้ศุภากรได้แก้ต่างให้ตัวอง แม้เขาจะยืนยันว่าไม่ได้ร่วมก่อเหตุทำร้ายร่างกายหรือทะเลาะวิวาทกับผู้ใดในเรือนจำ แต่ในการเข้าเยี่ยมครั้งนี้ของทนายความเบื้องต้นถูกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธไม่ให้เยี่ยมก่อนมีการเปลี่ยนเป็นอนุญาตในไม่กี่นาที

ทางศูนย์ทนายความไล่เรียงเหตุการณ์ในการเข้าเยี่ยมเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ไว้ว่า 

  1. ประมาณ 09.30 น. ทนายความยื่นคำร้องขอเข้าเยี่ยมศุภากร แต่ต้องนั่งรออยู่ในห้องเยี่ยมผู้ต้องขังสำหรับทนายความนานนับชั่วโมง ภายหลังทราบจากศุภากรว่า ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พยายามเจรจาขอปลดตรวนออกให้ แต่ศุภากรยืนยันว่าจะต้องเข้าพบทนายความก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอื่นๆ ต่อไป
  2. ราว 10.30 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แจ้งกับทนายความว่า ไม่สามารถเข้าเยี่ยมศุภากรในฐานะทนายความได้แล้ว เนื่องจากตอนนี้คดีความของศุภากรสิ้นสุดแล้ว เมื่อถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยม ทนายความจึงเดินจากห้องเข้าผู้ต้องขังดังกล่าว
  3. ผ่านไปครู่เดียว ไม่ถึง 3 นาที เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เดินกลับมาเรียกทนายความ และบอกว่าสามารถเข้าเยี่ยมศุภากรได้แล้วที่ห้องเยี่ยมผู้ต้องขังสำหรับทนายความห้องเดิม ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.30 น. จนถึง 11.30 น. ทนายความจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับศุภากรและสอบถามรายละเอียดการถูกลงโทษในครั้งนี้อย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์หลังจากทนายความได้เข้าเยี่ยมศุภากรแล้วนั้น ศุภากรระบุว่า  

  1. เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2566 เวลาช่วงประมาณ 14.00 น. ขณะนั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนประมาณ 8-10 คน ได้มีเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่ง (สมมติว่าคือนาย A) วิ่งมาหาและตะโกนบอกว่า ถูกคู่กรณีซึ่งเป็นผู้ต้องขังร่วมแดนด้วยกันทำร้ายมา สรุปเรื่องราวได้ว่า นาย A นั่งเล่นหมากรุกกับคู่กรณี แต่สักพักเกิดมีปากเสียงกัน จนคู่กรณีใช้เท้าเตะใส่บริเวณใบหน้าของนาย A ทำให้นาย A วิ่งกลับมาบอกกลุ่มเพื่อนว่าถูกทำร้าย
  2. กลุ่มเพื่อนที่มีศุภากรนั่งอยู่ด้วยพากันเดินไปถามคู่กรณีว่า เหตุใดจึงทำร้ายนาย A จากนั้นไม่นานได้เกิดเหตุชุลมุนและรุมทำร้ายกันขึ้น ศุภากรยืนยันกับทนายความว่า ก่อนหน้าจะเกิดเหตุชุลมุนนั้นเขาได้ปลีกตัวออกจากกลุ่มมาอยู่ด้านนอก ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10-12 เมตร แล้ว 
  3. ศุภากรยอมรับว่า ในตอนแรกเขาเดินไปกับกลุ่มเพื่อนร่วมกับนาย A จริง เพื่อไปถามสาเหตุการทำร้ายจากคู่กรณี แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการทำร้ายร่างกายผู้ใดเลยแม้แต่น้อย 
  4. ภายหลังเกิดเหตุ เรือนจำได้ประกาศเรียกชื่อผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมก่อเหตุทะเลาะวิวาทไปพบ โดยมีศุภากรและพวกรวม 8 คน ส่วนฝั่งคู่กรณีและพวกรวม 3 คน รวมทั้งสิ้น 11 คน ในวันนั้นผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดถูกลงโทษครั้งแรก โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ใช้ไม้กระบองฟาด ไม่ทราบจำนวนครั้ง ส่วนศุภากรอ้างว่าตนเองไม่ได้ถูกทำโทษครั้งนั้นด้วย แต่พูดตอบด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าเดิมและมีท่าทีหลบตา
  5. ทั้งนี้ ห้องเยี่ยมสำหรับทนายความที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันนั้นไม่ได้มีความเป็นส่วนตัวแต่อย่างใด โดยมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) อยู่หลายตัว พร้อมกับมีการจับตาของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ผ่านจอมอนิเตอร์อยู่ตลอดเวลา 
  6. วันเดียวกัน ศุภากรและผู้ต้องขังอีก 10 คน ถูกทำโทษอีก 3 ประการด้วยกัน ซึ่งศุภากรแจ้งว่ามีกำหนดโทษนาน 3 เดือน อันได้แก่ การถูกใส่โซ่ตรวนตลอด 24 ชั่วโมง กักบริเวณอยู่ในห้องขังตลอด 24 ชั่วโมง และ ไม่ให้รับของเยี่ยมจากญาติ

เจ้าหน้าที่อ้าง พ.ร.บ.คุกฯ ให้ใส่ตรวนได้ทันทีแม้ยังไม่ได้สอบสวน

ศูนย์ทนายความฯ ระบุว่าหลังเยี่ยมศุภากรแล้วได้เข้าพบกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ของเรือนจำด้วย โดยมีสุธรรม นาคบำรุง หัวหน้าฝ่ายนิติกรของเรือนจำ และพนม มีแฟง ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำ ชี้แจงและรับมอบหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงและร้องขอหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากทนายความไว้ และจะได้เสนอต่อผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรีต่อไป 

สำหรับข้อมูลเบื้องที่ทางเจ้าหน้าที่ให้แก่ทนายความมีดังนี้

1. การลงโทษที่ศุภากรและผู้ต้องขังคนอื่นๆ จากเหตุวิวาทเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2566 ด้วยการใส่ตรวน กักบริเวณ และไม่ให้รับของฝากจากญาตินั้น เป็นการลงโทษมาตรการทางปกครองที่เรือนจำมีอำนาจสั่งลงโทษบังคับใช้ได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีกระบวนสอบสวนหรือค้นหาข้อเท็จจริง และมาตรการลงโทษเหล่านี้ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย ซึ่งจะมีกระบวนการแยกอีกต่างหาก

เจ้าหน้าที่ลงโทษทางปกครองกับศุภากรและเพื่อน โดยอ้าง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 21 (2) ซึ่งมีใจความว่า “ห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง เว้นแต่ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมหรืออาการส่อว่าเป็นบุคคลวิกลจริตหรือไม่สมประกอบ ซึ่งอาจจะทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น”

อ้างว่าตามข้อกฎหมายดังกล่าว ถ้อยคำที่ระบุว่า ‘อาจจะ’ นั้น สามารถตีความได้ว่า ผู้กระทำผิดไม่จำเป็นต้องก่อเหตุกระทำความผิดแล้วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีที่มีพฤติกรรมว่าอาจจะกระทำความผิดได้ด้วย อย่างเช่นกรณีของศุภากรที่ร่วมเดินไปกับกลุ่มเพื่อนมุ่งหน้าไปหาคู่กรณี แม้ก่อนจะมีเหตุทำร้ายร่างกายศุภากรจะแยกตัวออกมาแล้วก็ตาม 

2. จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการลงโทษทางวินัยเกิดขึ้น เนื่องจากต้องรอเวลาตามกระบวนการ ซึ่งอาจจะค่อนข้างนาน เนื่องจากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำแห่งนี้มีจำนวนมาก ประมาณ 3,000 คน จึงมีหลายคดีให้พิจารณา อีกทั้งในกรณีของศุภากรมีผู้ถูกกล่าวหารวมกันมากถึง 11 คน จึงต้องใช้เวลาพอสมควร

การลงโทษทางวินัยมีกระบวนการโดยสรุป ดังนี้

2.1. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะดำเนินการสอบสวนและสืบสวนข้อเท็จจริงจากผู้กล่าวหาโดยเบื้องต้น

2.2. จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาการกระทำความผิดทางวินัยของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมีกรอบระยะเวลาว่าจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้แล้วแต่กรณีไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการด้วย 

2.3. เมื่อคณะกรรมการพิจารณาความผิดทางวินัยดำเนินการวินิฉัยจนได้ข้อยุติแล้ว จึงจะแจ้งบทลงโทษหรือผลว่าพ้นจากข้อกล่าวหาเป็นลำดับสุดท้าย

ศูนย์ทนายความฯ ยังได้ระบุถึงปัญหาอีกว่าหลังจากเกิดเหตุเวลาผ่านไปแล้วกว่า 15 วันแต่กระบวนการพิจารณาก็ยังไม่เริ่มขึ้น โดยทางเจ้าหน้าที่อธิบายอย่างคลุมเครือว่าศุภากรยังมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดเจ้าหน้าที่กลับตอบด้วยเหตุผลตามข้อ 1 และ 2 ข้างต้น

นอกจากนั้นเมื่อทนายความยื่นหนังสือต่อเรือนจำเพื่อต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องและบทลงโทษของศุภากร เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายแจ้งว่าไม่สามารถให้หลักฐานได้เนื่องจากเป็นไปตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ และกระบวนการพิจารณาลงโทษยังไม่แล้วเสร็จจึงให้หลักฐานไม่ได้ เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุ, รายงานพฤติการณ์ที่ศุภากรถูกกล่าวหา รวมถึงคำให้การของศุภากร 

อย่างไรก็ตามเมื่อทนายความติดตามความบคืบหน้าหนังสือทวงถามข้อเท็จจริงกับทางเรือนจำเมื่อ 8 ส.ค. เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเมื่อวันที่ 3 ส.ค.

คณะกรรมการได้นัดประชุมกันถึงกรณีของศุภากรและผู้ต้องขังคนอื่นๆ ที่ถูกลงโทษพร้อมกัน และมีมติเห็นพ้องกันว่า ศุภากรถูกลงโทษด้วยการใส่ตรวนมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จึงเห็นสมควรให้ถอดตรวนออกได้ พร้อมกับเพื่อนผู้ก่อเหตุร่วมกันอีกประมาณ 2-3 คน โดยให้ถอดออกภายในเย็นของวันที่ 3 ส.ค. นั้นทันที 

ส่วนผู้ต้องขังคนอื่นจากเหตุเดียวกันอีกประมาณ 9 คนนั้น ยังคงถูกให้ใส่ตรวนต่อไป โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาความประพฤติของผู้ต้องขังเหล่านั้นอีกครั้งเพื่อพิจารณาปลดตรวนต่อไป

ในส่วนมาตรการลงโทษอื่นๆ นั้นยังคงเดิม อันได้แก่ การให้ถูกคุมขังโดยกักบริเวณ และไม่ให้รับอาหารหรือของใช้ญาติซื้อฝากเข้าไปให้ 

ด้านข้อเท็จจริงและเอกสารเกี่ยวกับการลงโทษศุภากรที่ทนายความร้องขอจากเรือนจำ โดยได้ระบุแจ้งผ่านหนังสือที่ยื่นไปนั้น เรือนจำแจ้งว่า ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการ ยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ในขณะนี้ เรือนจำจะให้ข้อมูลเป็นหนังสือตอบกลับไปได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการของเรือนจำได้พิจารณาโทษความผิดทางปกครองเสร็จแล้วเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ให้คำตอบไม่ได้ว่ากระบวนดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด บอกเพียงแต่ว่า น่าจะรออีกเป็นเวลานาน เพราะยังมีกรณีการพิจารณาทางปกครองของผู้ต้องขังอีกเป็นจำนวนมาก 

สำหรับ “ศุภากร” ปัจจุบันอายุ 24 ปี ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษธนบุรีมาตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 2564 ภายหลังถูกศาลชั้นต้น (ศาลอาญาธนบุรี) พิพากษาจำคุก 9 ปี ก่อนลดเหลือ 54 เดือน (ราว 4 ปี 6 เดือน) เพราะให้การรับสารภาพ ในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการถูกกล่าวหาว่าสร้างบัญชีเฟซบุ๊กอวตารเพื่อโพสต์ภาพและข้อความอันเป็นเท็จ บิดเบือนให้ร้ายสถาบันกษัตริย์ ในกลุ่มเฟซบุ๊กหลายกลุ่ม รวมทั้งสิ้น 9 ข้อความ ในช่วงปี 2563

ศุภากรถูกคุมขังเรื่อยมาตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ภายหลังศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันระหว่างอุทธรณ์ เขาและครอบครัวตัดสินใจไม่อุทธรณ์คำพิพากษาอีก ทำให้คดีสิ้นสุดลง และศุภากรมีฐานะเป็น “ผู้ต้องขังเด็ดขาด” จนถึงปัจจุบันศุภากรถูกคุมขังมาเป็นเวลามากกว่า 2 ปี 4 เดือนแล้ว  จากการบอกเล่าของศุภากรครั้งล่าสุด หลังจากได้รับอภัยโทษตามวาระต่างๆ เขาจะถูกขังครบกำหนดโทษในวันที่ 5 พ.ย. 2566 หรืออีกประมาณ 3 เดือนเศษต่อจากนี้ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net
ข่าวรอบวัน
สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท