Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างครอบครัวชนชั้นอีลีท และผลกระทบระหว่างประเทศจากความขัดแย้งที่พรมแดนประเทศไทย-กัมพูชา เราอาจละเลยเรื่องราวที่แท้จริงไป ไม่ใช่แค่เรื่องราวของแพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน หรือการขีดเส้นแบ่งพรมแดนของเจ้าอาณานิคม หรือคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไป และชุมชนที่ยากไร้ของทั้งสองฝั่งพรมแดน ซึ่งยิ่งถูกบีบให้ต้องแบกรับภาระหนี้สินพร้อมความสิ้นหวัง

ในการเดินทางครั้งล่าสุดที่จังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ ผู้เขียนได้สำรวจและบันทึกผลของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่ร้านสะดวกซื้อในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งถูกยิงถล่มด้วยจรวดจากกัมพูชา ผู้รอดชีวิตเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ต้องใช้เวลาถึงสองคืนก่อนกว่าที่จะนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้ทั้งหมด เพราะกลัวว่าอาจจะยังมีเศษซากระเบิดที่ยังไม่ทำงาน แม้ว่าผู้เขียนจะได้เห็นภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของการปะทะกันมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว แต่ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่ใจเมื่อต้องไปยืนอยู่ตรงนั้น ที่ ๆ ควรจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอย ตอนนี้กลับเงียบสงัดไปหมด

รอบนอกของร้านสะดวกซื้อมีเศษกระจกแตกกระจายอยู่ในทุกทิศทาง เศษวัสดุที่ถูกเผาไหม้ปลิวว่อนไปทั่วบนพื้น หลังคาที่ทะลุจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ทำให้แสงแดดส่องเข้ามาภายในร้านซึ่งกระทบให้เห็นเศษซากที่ถูกเผาไหม้ กลิ่นไหม้ยังคลุ้งอบอวล แม้จะมีการฉีดน้ำดับเพลิงและสายฝนที่ชะล้างฝุ่นและขี้เถ้าไปเกือบหมดแล้ว ภาพที่ดูประหลาดตาที่สะดุดตา อย่างถุงพลาสติกใส่ถั่วลิสงที่ถูกเผาไหม้จนละลายติดอยู่บนตะขอเหล็กที่บิดงอ ประตูตู้แช่ทุกบานเปิดอ้าออกเห็นกระจกทุกบานที่แตกกระจาย ภาพเหล่านี้บ่งบอกถึงพลังการทำลายล้างของอาวุธที่ถูกนำมาใช้

ชาวบ้านหลายคนในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษที่ผู้เขียนได้พูดคุยด้วย ยังคงจำเหตุการณ์การปะทะที่แนวชายแดนมื่อปี 2554 พวกเขาบอกว่าการปะทะกันในปีนี้เป็นความตึงเครียดที่ร้ายแรงสุด ไม่ใช่แค่อาวุธที่ถูกนำมาใช้ แต่เป็นเพราะสิ่งที่ต้องสูญเสียไป จรวดเหล่านี้ไม่ได้ตกลงยังค่ายทหารเท่านั้น แต่ยังตกใส่บ้านเรือน ไร่นา ร้านค้า และแม้กระทั่งโรงพยาบาล พลเรือนหลายคนเสียชีวิตจากการปะทะครั้งนี้ หรือจากผลกระทบที่ตามมา รวมถึงชายวัย 65 ปีคนหนึ่ง ซึ่งมีรายงานว่าเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองหลังจากถูกห้ามไม่ให้กลับไปยังบ้านของเขาที่อยู่ตามแนวชายแดน

เพียงหนึ่งวันหลังจาก การระดมยิงจรวดและกระสุนปืนใหญ่จำนวนมากจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาที่สี่จังหวัดติดพรมแดนของประเทศไทย ผู้เขียนได้พูดคุยกับชาวสวนยางคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในที่พักพิงในจังหวัดสุรินทร์ เธอร้องไห้และบอกกับผู้เขียนว่า

ฉันมีไก่ 30 ตัว สามีเลยตัดสินใจไม่มาอยู่ที่พักพิง...ฉันยังคงโทรศัพท์ไปถามไถ่ว่ากินข้าวหรือยัง สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง...แต่เพราะเราต้องหลบหนีมาแบบนี้ ชาวบ้านอย่างเราก็ไม่สามารถไปกรีดยางและขายยางได้ มันกระทบต่อรายได้ของเรา เราก็รู้สึกขอบคุณต่อความสนับสนุนที่ได้รับที่นี่ [ในที่พักพิงชั่วคราว] แต่เราจะนอนหลับตาลงได้หรือ? ฉันเป็นห่วงที่บ้าน

คำบอกเล่าแบบนี้อาจเป็นข้อมูลที่ไม่เข้ากรอบที่จะใส่ไว้ในข่าวประชาสัมพันธ์ของกองทัพ หรือรายงานข้อมูลทางการทูต แต่ล้วนเป็นภาพสะท้อนของสงครามที่ผู้อยู่ในแนวปะทะต้องประสบ แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวบ้านในฝั่งกัมพูชา แต่ก็พอจินตนาการได้ว่าความลำบากของพวกเขาคงไม่แตกต่างจากสิ่งที่ชาวไทยกำลังเผชิญ

ในพรมแดนฝั่งตะวันตกของไทยติดกับเมียนมา ซึ่งเป็นที่ ๆ ผู้เขียนอาศัยอยู่ในตอนนี้ ผู้คนยังคงทุกข์ทรมานจากผลกระทบระยะยาวของสงครามในอีกรูปแบบหนึ่ง ผู้ลี้ภัยหลบหนีจากการขัดกันทางอาวุธในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาในเมียนมา และพวกเขายังคงติดค้างอยู่ในประเทศนี้ ไม่สามารถเดินทางกลับไปบ้านที่เมียนมาได้ และตอนนี้ เมื่อความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาถูกตัดลงอย่างสิ้นเชิง พวกเขาก็ไม่อาจพึ่งพาความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยที่เคยมีอยู่ได้ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม องค์กร The Border Consortium หนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตที่ยังเหลืออยู่ของผู้พลัดถิ่นในภูมิภาคนี้ ก็ได้ยุติความช่วยเหลือต่อผู้ลี้ภัยที่เปราะบางในค่ายที่พักพิงตามพรมแดนทั้งเก้าแห่งจนเกือบหมด เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ ถึงแม้หลายองค์กรจะทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อแก้ไขช่องว่างเหล่านี้ แต่หากปราศจากเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล คงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหาทางออกให้กับชุมชนเหล่านี้อย่างแท้จริง

ชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนประเทศไทย ไม่ควรถูกกีดกันออกจากการคุ้มครองในสังคม ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่เชิดชูให้ประเทศไทยโดดเด่นในฐานะผู้นำของภูมิภาคนี้

ทางชายแดนประเทศกัมพูชา แค่เพียงข้อตกลงหยุดยิงอาจไม่เพียงพอ ทั้งสองประเทศไม่เพียงต้องยุติการสู้รบและแก้ไขข้อพิพาทเรื่องพรมแดนเท่านั้น แต่ยังต้องเริ่มกระบวนการฟื้นฟูอย่างแท้จริงโดยยึดเอาผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง รวมถึงรัฐบาลควรสนับสนุนให้มีระบบประกันภัยเนื่องจากสงคราม การชดเชยเยียวยา และสนับสนุนให้มีการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต เราไม่ได้แค่พูดถึงการชดเชยเยียวยาเชิงสัญลักษณ์ตามกฎหมายเท่านั้น หากยังรวมถึงการฟื้นฟูและความสนับสนุนอย่างแท้จริงที่จะช่วยให้พวกเขาสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ และกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ส่วนชายแดนประเทศเมียนมา ประชาชนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่นฐาน เนื่องจากสงครามและการกดขี่ที่ดำรงสืบมาหลายทศวรรษ พวกเขายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่โดยปราศจากความมั่นคงหรือเสถียรภาพ ทั้งยังมีชีวิตที่เลวร้ายลงจากการตัดงบประมาณช่วยเหลือเมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศไทยต้องให้สถานะด้านกฎหมายกับพวกเขา ช่วยให้พวกเขามีแนวทางประกอบอาชีพที่ยั่งยืน โดยการส่งเสริมให้พวกเขาอยู่ร่วมกับชุมชนในท้องถิ่น เปิดโอกาสให้พวกเขายืนหยัดอย่างเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ ในขณะเดียวกัน สันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริงในเมียนมาภายใต้ระบอบสหพันธรัฐที่เป็นประชาธิปไตย ยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุด

เราไม่เพียงต้องทุ่มเทเพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยที่พรมแดน แต่ต้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นฟูวิถีชีวิต และคืนศักดิ์ศรีให้กับประชาชนทั้งสองฝั่งของพรมแดน ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเงามืดของสงครามที่ยืดเยื้อ สิ่งนี้ต่างหากคือร่องรอยที่หลงเหลือของสงครามและจะคงอยู่ต่อไปอีกยาวนานแม้เสียงปืนเงียบลงแล้ว ซึ่งมักไม่มีใครพูดถึง



เกี่ยวกับผู้เขียน: ฐานิดา ปิยโชติ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน ฟอร์ตี้ฟายไรต์ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง