Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อ 22 ก.ค. 2569 กลุ่ม 'กองเรือนรก ทีมเฉพาะกิจเพื่อประชาชน' ได้บุกเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้ป่วยจิตเวช อายุ 42 ปี และแจ้งความมาตรา 112 โดยแกนนำกลุ่มผู้ก่อชี้แจง ทำไปเพราะความคับแค้น เพราะชายคนดังกล่าวอัดคลิปด่าสถาบันฯ ตลอด ด้าน 112WATCH แสดงความกังวล การใช้ความรุนแรงในนามของความจงรักภักดี ไม่เป็นผลดีต่อสถาบันฯ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยุติการบังคับใช้มาตรา 112 และนำตัวศาลเตี้ยมาลงโทษ

 

1. กรณีนี้สืบเนื่องจากเมื่อ 22 ก.ค. 2569 เมื่อศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อ 20.00 น. ได้รับแจ้งเหตุมีกลุ่มคนเข้าไปทำร้ายชายคนหนึ่ง เนื่องจากการแสดงออกเรื่องสถาบันกษัตริย์ และมีการแจ้งความมาตรา 112 รายนี้ไว้

2. จากการตรวจสอบข้อมูลภายหลัง พบว่าผู้ที่ถูกทำร้ายร่างกายชื่อว่า 'ธนิต' (นามสมมติ) อายุ 42 ปี เคยมีประวัติการรักษาอาการทางจิตเวชในโรงพยาบาลตั้งแต่ปี 2550 และเคยถูกคุมขังในเรือนจำระยะหนึ่ง ก่อนได้รับการปล่อยตัวในปี 2567 และไม่ได้รับประทานยาเกี่ยวกับโรค รวมถึงต้องดูแลแม่ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์

3. ขณะที่กลุ่มบุคคลที่เข้าทำร้ายร่างกาย ใช้ชื่อกลุ่มว่า “กองเรือนรก - ทีมเฉพาะกิจเพื่อประชาชน” ได้มีการโพสต์ข้อความในลักษณะติดตามตัวมาธนิต มาตั้งแต่เย็นวันที่ 20 ก.ค. 2569 โดยมีการระบุว่าจะไล่ล่าตัวภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนในช่วงหัวค่ำวันที่ 22 ก.ค. 2569 จะเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวบุกเข้าไปยังที่พักของธนิต ที่ย่านดอนเมือง และนำตัวมารุมทำร้ายด้านนอกที่พัก

4. ผู้สื่อข่าวตรวจสอบภาพในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อออนไลน์ พบว่ากลุ่มคนดังกล่าวสวมเครื่องแต่งกาย เสื้อสีขาว และสีดำ ได้ขึ้นไปลากตัวของธนิต ออกมาจากในห้องในอาคารแห่งหนึ่ง และพาตัวลงมาที่ข้างนอกอาคาร

หลังจากที่ออกมานอกอาคารแล้ว ธนิตถูกหนึ่งในคนที่บุกเข้ามาหา สกัดขาจนล้มลงกับพื้น และมีคนจำนวนมากเข้ามาล้อม พร้อมกับใช้เท้าเหยียบบริเวณหัว-ลำตัวของธนิต เอาไว้ มีการตบและศอกเข้าไปที่หัว และใช้เข่ากระทุ้งเข้าไปที่ลำตัวของธนิต

ภาพบางส่วนจากไลฟ์สด กลุ่มบุคคลทำร้ายร่างกายธนิต เมื่อ 22 ก.ค. 2569 (ภาพจากเพจขี้คุกเขียนรูป ซึ่งจากการเช็กของผู้สื่อข่าวเมื่อ 24 ก.ค. 2569 เวลา 13.47 น. ไม่ปรากฏคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้ว)

5. จากนั้น กลุ่มบุคคลมีการนำตัวธนิต ขึ้นรถกระบะไปส่งยัง สน.เตาปูน โดยจากการติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าได้มีผู้มาแจ้งความในคดีตามมาตรา 112 ไว้ที่สถานีตำรวจดังกล่าว ตั้งแต่ในช่วงวันที่ 21 ก.ค. 2569 แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียก หรือไปขอออกหมายจับใดๆ โดยหลังกลุ่มบุคคลดังกล่าวนำตัวมาส่งตำรวจ ยังคงเฝ้าคอยอยู่บริเวณรอบสถานี

6. ระหว่างที่ทนายความกำลังติดตามเรื่อง ทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำโทรศัพท์ของธนิต ไปตรวจสอบ แม้ยังไม่มีหมายใดๆ ก่อนมีการทำบันทึกการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง ของธนิต เอาไว้

7. ภายหลังตรวจสอบบันทึกการตรวจยึดพบว่า พ.ต.ท.อิทธิกร ตรีประภากร สารวัตรสอบสวน สน.เตาปูน เป็นผู้ทำการตรวจยึด โดยอ้างการตรวจยึดเพื่อเป็นพยานหลักฐานในคดีที่มี นฤพล หนูมงกต มาแจ้งความในข้อหาตามมาตรา 112 ไว้เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 เวลาประมาณ 18.48 น.

กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปวิดีโอผ่านคลิปรีล (reel) โดยมีการกล่าวถึงรัชกาลที่ 10 อันผู้กล่าวหาเห็นว่ามีถ้อยคำเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ บันทึกยังระบุว่าการตรวจยึดได้รับความยินยอมจากธนิต และยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์

8. ต่อมา ทางตำรวจได้ติดต่อทนายความว่าจะนำตัวธนิต ไปส่งตัวที่ สน.ดอนเมือง โดยยังไม่ได้มีการแจ้งข้อหาใดๆ ในส่วนการถูกทำร้ายร่างกายสามารถดำเนินการแจ้งความได้ที่ สน.ดอนเมือง เช่นกัน ทีมทนายความจึงติดตามไปที่สถานีตำรวจในเวลาประมาณ 23.00 น.

9. หลังจากที่ศูนย์ทนายฯ ได้พบธนิต พบว่าเขามีอาการบาดเจ็บฟกช้ำตามร่างกาย ปากเจ่อ ปวดระบมบริเวณศีรษะ เขาได้ขอแจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลที่เข้าทำร้ายร่างกายดังกล่าว โดยมีร้อยเวรของ สน.ดอนเมือง เป็นผู้รับเรื่องเอาไว้ ทางทีมทนายความยังได้ขอให้ตำรวจทำหนังสือส่งตัวผู้บาดเจ็บเพื่อตรวจอาการ และบาดแผลที่โรงพยาบาล

10. ในช่วงเช้าวันที่ 23 ก.ค. 2569 ธนิต ได้เข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล โดยเขายังมีอาการแน่นหน้าอกอย่างมาก ทำให้แพทย์ให้เข้ารับการรักษาฉุกเฉินต่อไป ขณะที่ทางพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ได้ติดต่อขอสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องเหตุทำร้ายร่างกายด้วย

หลังจากนี้ ศูนย์ทนายฯ ระบุว่าหากมีความคืบหน้าของคดีนี้จะมีการรายงานเพิ่มเติมต่อไป

ผู้ก่อเหตุชี้แจง ทำเพราะไม่พอใจด่าสถาบันฯ

11. นฤพล หนูมงกต เจ้าของฉายา ‘กุ้ง สป.’ หรือ ‘กุ้ง สป. 100%’ ประธานชมรมกองเรือนรก ทีมเฉพาะกิจเพื่อประชาชน และหนึ่งในผู้ที่ทำร้ายร่างกายธนิต ผู้ป่วยจิตเวช ได้โพสต์วิดีโอเมื่อ 23 ก.ค. เวลา 14.54 น. ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

12. สำหรับ ทีมกองเรือนรกฯ กุ้ง สป. เคยอธิบายในคลิปติ๊กต๊อกตัวเองว่า ตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานช่วยเหลือประชาชน และสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผ่านการจัดกิจกรรมให้ความรู้ การบริจาคหรือการช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ การระดมทุนช่วยเหลือทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ

13. กลับมาที่กรณีทำร้ายร่างกาย เบื้องต้น นฤพล ระบุว่า เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อ 4-5 วันก่อนหน้านี้ มีลูกเพจแจ้งเข้ามาว่ามีคนอัปคลิปด่าในหลวง และราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นการด่าที่รุนแรงมาก แต่ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจ เพราะว่าคนที่ด่าแรงขนาดนี้ไม่น่าจะอยู่ในประเทศไทย แต่ลูกเพจยังคงส่งคลิป และข้อมูลพิกัดมาให้ว่า บุคคลดังกล่าวยังอยู่ในประเทศไทย

14. หลังจากนั้น เขาก็เริ่มตามเข้าไปดูในเพจฯ ก็พบว่าชายคนดังกล่าวโพสต์คลิปด่าทุก 30 นาที ถึง 1 ชม. ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกคับแค้นใจมาก เพราะว่าเขารักในหลวง เลยคุยกันในทีมว่าจะทำยังไงเรื่องนี้ ก็เลยมีการเสนอให้ใช้กฎหมายก่อน

15. กุ้ง สป. ระบุต่อว่า เขาเริ่มจากแจ้งความมาตรา 112 แต่ว่าทางตำรวจไม่ได้บอกว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไร เพื่อทำให้ชายดังกล่าวหยุดโพสต์คลิป เขาเลยตัดสินใจเริ่มออกตามหาตัวบุคคลดังกล่าว เพื่อหยุดการกระทำนี้ จนกระทั่งเจอตัวและบุกไปหาถึงที่พัก

16. ประธานชมรมกองเรือนรก อ้างว่า วันที่บุกไปหา มีตัวเขา สมาชิกทีม FC และคนละแวกนั้นตามไปด้วย พวกเขาบุกขึ้นไปที่ห้องของธนิต และพาตัวบุคคลดังกล่าวลงมาข้างล่างในที่โล่งแจ้ง เพื่อให้คนเห็นเยอะๆ โดยระหว่างที่อยู่ด้านนอกอาคาร เขาอ้างว่าเห็นธนิต ทำท่าเหมือนล้วงอะไรในกางเกง พอหยิบมือขึ้นมาพบว่ามีมีดอยู่ 1 เล่ม แต่จังหวะนั้นไม่ทราบว่ามีใครหยิบมีดออกไป เขาเห็นมีด ก็เลยโมโหทำร้ายร่างกายธนิต โดยการต่อย 2 ที เข่า 2 ที และตบอีก 2 ที

17. ในช่วงท้ายคลิป กุ้ง สป. กล่าวว่า กรณีนี้เขาจะไม่ขอโทษอะไร เพราะมองว่าตัวเองทำดีแล้ว มันเป็นหนทางที่จะเร็วที่สุดที่จะหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ และจะไม่ว่าอะไรคนที่วิจารณ์การใช้กำลังของเขา

18. หลังจากที่เขาอัปคลิปอธิบายเหตุการณ์ นฤพล โพสต์ข้อความขอโทษต่อกรณีการใช้ความรุนแรง และขอให้เยาวชนไม่กระทำเป็นเยี่ยงอย่าง

หลายฝ่ายประณามไม่เห็นด้วยใช้ศาลเตี้ย ความรุนแรง

19. หลังจากมีคลิปเผยแพร่ออกไปตั้งแต่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวล และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่ม ‘กองเรือนรกฯ’ เช่นกรณีของสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่างทางการเมือง และการอ้างความจงรักภักดี เพื่อก่อความรุนแรง ไม่ใช่การปกป้องหลักนิติรัฐ แต่เป็นการโยงสถาบันฯ เข้ากับความรุนแรง

เขาเสนอว่าหากมีการกระทำผิดจริง ควรตัดสินผ่านกระบวนการยุติธรรม หรือหากมีความเห็นที่แตกต่างกัน ควรมีการถกเถียงกันด้วยเหตุผล

"ถ้าเราเลือกยอมรับความรุนแรงเพียงเพราะผู้ก่อเหตุอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา วันหนึ่งความรุนแรงนั้นก็จะย้อนกลับมาทำร้ายทุกคนในสังคม

"ประชาธิปไตยไม่ได้วัดกันที่เราปกป้องเฉพาะคนที่คิดเหมือนเรา แต่คือการยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเท่าเทียมกัน แม้จะเป็นคนที่เราไม่เห็นด้วยที่สุดก็ตาม" สหัสวัต กล่าว

20. "112WATCH" กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรา 112 ได้แสดงความกังวลในเรื่องนี้เช่นกันว่า เหมือนเป็นประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยกับเหตุการณ์ศาลเตี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงที่รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต เมื่อปี 2559 ครั้งนั้นกลุ่มขวาจัดที่อ้างเรื่องความจงรักภักดี ออกตามล่าคนที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือวิจารณ์สถาบันฯ ทำร้ายร่างกาย และบังคับใช้ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์พระมหากษัตริย์ผู้ล่วงลับ  ซึ่งในท้ายที่สุด การใช้ความรุนแรงและพฤติกรรมนอกกฎหมายเช่นนี้ไม่ได้ช่วยปกป้องสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด หากแต่ยิ่งบั่นทอนและทำลายพระเกียรติยศ รวมถึงภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ให้เสื่อมเสียลงไปอีก 

21. 112WATCH จึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการบังคับใช้มาตรา 112 และเร่งนำตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุศาลเตี้ยมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว

22. ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ย้อนไปเมื่อปี 2559 ช่วงที่รัชกาลที่ 9 สวรรคต เคยมีกรณีหนุ่มโรงงานชาวชลบุรีรายหนึ่งที่โพสต์ขายเหรียญเก่าในเพจเฟซบุ๊ก โต้เถียงผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น ก่อนที่คู่โต้เถียงจะแคปคอมเมนต์หนึ่งของเขามาเป็นประเด็นในการแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112  หลังจากนั้น หนุ่มคนดังกล่าวได้ถูกประชาชนประมาณ 20 คน บุกเข้ามาหาถึงห้องพัก มีการเตะหน้าและเข้าทำร้ายร่างกาย ก่อนจับตัวมาให้กราบขอขมาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาระงับเหตุ พร้อมกับจับกุมหนุ่มโรงงานคนดังกล่าวดำเนินคดี

23. นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่จังหวัดภูเก็ต ที่ชาวบ้านหลายร้อยคนไปรวมตัวกันปิดล้อมบริเวณหน้าร้านน้ำเต้าหู้แห่งหนึ่ง เนื่องจากไม่พอใจข้อความที่บุตรชายของเจ้าของร้านดังกล่าวโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ผู้ชุมนุมได้มีการเขียนป้ายข้อความด่าทอติดไว้หน้าร้าน มีการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินคดี จนต่อมามีการเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ทำให้มีการจับกุมดำเนินคดีมาตรา 112 กับบุตรชายของเจ้าของร้านดังกล่าว

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก "บางปะกง" กรณีหนุ่มโรงงานที่จังหวัดชลบุรี ถูกมวลชนเข้าทำร้ายและกดดันให้ขอขมา (ภาพจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง