มูลนิธิอไซลัม แอคเซส ประเทศไทย (AAT) ออกแถลงการณ์ 6 หน้า ระบุร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศขาดกลไกคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง ยกกรณีผู้ฝึกฝ่าหลุนกงถูกสกัดกั้นไม่ให้ไปแคนาดาเป็นตัวอย่างความเสี่ยงที่จับต้องได้
24 กรกฎาคม 2569 มูลนิธิอไซลัม แอคเซส ประเทศไทย (Asylum Access Thailand: AAT) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านคุ้มครองสิทธิผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2550 ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 แสดงความกังวลต่อมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 กรกฎาคม ที่เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. .... เรียกร้องให้จัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมก่อนประกาศใช้
ประเด็นหลักที่ AAT ชี้ให้เห็นคือหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement) ซึ่งถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ผูกพันทุกรัฐไม่ว่าจะเป็นภาคีสนธิสัญญาหรือไม่ก็ตาม แม้ไทยจะไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 แต่หลักการนี้ถูกบัญญัติซ้ำในสนธิสัญญาที่ไทยเป็นภาคีอยู่แล้ว ทั้งอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหาย (ICPPED) รวมถึงถูกบัญญัติเป็นกฎหมายภายในผ่านมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
AAT ยังชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญระหว่างเจตนารมณ์ที่ประกาศไว้กับขอบเขตจริงของร่างระเบียบ แม้รัฐบาลระบุว่ามุ่งจัดการกับขบวนการฉ้อโกงและอาชญากรรมร้ายแรง แต่หลักเกณฑ์ทั้ง 6 ข้อกลับไม่มีข้อยกเว้นแยกผู้ที่ได้รับสถานะคุ้มครองภายใต้ระบบคัดกรองแห่งชาติ (NSM) หรือผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรองจาก UNHCR ออกจากกลุ่มเป้าหมาย
ประเด็นที่ AAT มองว่าน่ากังวลที่สุดคือเงื่อนไข "ความไม่จริงใจของประเทศที่สาม" ซึ่งกำหนดว่าหากประเทศที่สามล่าช้าในการรับตัวบุคคล ให้ถือเป็นหลักฐานว่าคำร้องขอไม่จริงใจและสามารถเนรเทศได้ทันที โดยยกตัวอย่างกรณีผู้ฝึกฝ่าหลุนกงชาวจีนที่ถูกสกัดกั้นไม่ให้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่แคนาดาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นภาพสะท้อนความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ร่างระเบียบยังขาดกลไกตรวจสอบโดยศาลก่อนบังคับใช้คำสั่งเนรเทศ และขาดการตรวจสอบความปลอดภัยของประเทศปลายทางสำหรับบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งจะถูกส่งไปยัง "ประเทศสุดท้ายที่เคยพำนัก" โดยอัตโนมัติโดยไม่มีการตรวจสอบ
AAT ยังตั้งข้อสังเกตว่าหลักเกณฑ์เรื่อง "ผู้สนับสนุน/ผู้ร่วมกระทำผิด" มีถ้อยคำกว้างจนอาจครอบคลุมถึงนายจ้าง เจ้าของที่พัก หรือเครือข่ายชุมชนที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง ซึ่งอาจสร้างความลังเลในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พร้อมชี้ว่าร่างระเบียบขาดหลักประกันกระบวนการที่เป็นธรรม ทั้งสิทธิรับทราบข้อกล่าวหา สิทธิโต้แย้งคำสั่งก่อนถูกส่งตัว และมาตรการคุ้มครองเฉพาะสำหรับเด็ก
ในบริบทที่ไทยเพิ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระ 2568-2570 AAT ระบุว่าการเดินหน้าร่างระเบียบที่ขาดหลักประกันด้านกระบวนการที่เป็นธรรมนี้ ขัดกับคำมั่นสัญญาที่ไทยให้ไว้ต่อประชาคมโลกในการเสนอตัวเป็นสมาชิก และอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังจัดทำรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามกลไก UPR รอบที่ 4
AAT ยื่นข้อเรียกร้อง 9 ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่การยึดหลักห้ามผลักดันกลับในทุกขั้นตอน การระงับร่างระเบียบไว้ก่อนเพื่อรับฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ การกำหนดข้อยกเว้นชัดเจนสำหรับผู้ได้รับสถานะคุ้มครอง การตัดเงื่อนไข "ความล่าช้าของประเทศที่สาม" การตรวจสอบความปลอดภัยประเทศปลายทางก่อนส่งกลับ การนิยาม "ผู้สนับสนุน" ให้ชัดเจน การเพิ่มหลักประกันขั้นต่ำตามมาตรฐานสากล การยืนยันกลไกอุทธรณ์ตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และการเพิ่มกลไกตรวจสอบโดยศาลก่อนบังคับใช้คำสั่งส่งกลับ พร้อมย้ำว่าพร้อมสนับสนุนข้อมูลทางกฎหมายและประสบการณ์ภาคสนามแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กระบวนการเนรเทศบรรลุเป้าหมายความมั่นคงควบคู่กับการรักษาพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
