บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551 (ภาคจบ): คำชี้แจงของ Nick Nostiz

อ่านย้อนหลัง

บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551, ประชาไท, 11 ต.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14049

 

ภาคต่อ บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551, ประชาไท, 16 ต.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14112

 

บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551 (ภาคสาม): คำถามจาก "Vorapoap", ประชาไท, 18 ต.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14140

 

บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551 (ภาคจบ): คำชี้แจงของ Nick Nostiz, ประชาไท, 22 ต.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14174

 

000

 

 

หลังจากมีการนำเสนอบันทึกของ Nick Nostitz เหตุการณ์ในวันที่ 7 ต.ค. 51 ในเว็บนวมณฑล [http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2008/10/11/what-happened-on-7102008/] และต่อมามีการนำเสนอคำถามและคำวิจารณ์จากคุณวรภพ (Vorapoap) และต่อไปนี้เป็นคำชี้แจงจาก Nick Nostitz และบทสนทนาต่อเนื่องของคุณวรภพ โดยจะขอเสนอเป็นตอนสุดท้าย สำหรับรายงานและความเห็นจากผู้อ่านทั้งหมดสามารถอ่านได้ที่เว็บไซต์นวมณฑลข้างต้น

 

ความคิดเห็นที่ 30 Nick Nostitz //

Oct 14, 2008 at 4:27 am

 

ถึงคุณ "Vorapoap":

 

ขอบคุณมาก ผมรู้สึกยินดีมากเมื่อได้เห็นคำวิจารณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของคุณต่อรายงานของผมในเว็บไซต์ของคุณ ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ และในสถานการณ์เช่นนี้ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่สามารถอ้างความจริงทั้งหมดได้ และผมก็จะไม่อ้างว่าผมรู้ความจริงทั้งหมดด้วยเช่นกัน ความจริงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการสืบสวนระยะยาวโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีคุณสมบัติด้านนี้

 

สำหรับเรื่องรถติดเครื่องขยายเสียง เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันอยู่ในระยะที่สามารถได้ยินได้ แต่ระยะเวลาช่วงระหว่างการเตือนกับการเริ่มโจมตีนั้นมีไม่มากพอ

 

เหตุผลหนึ่งที่ผมเดินตัดผ่านรั้วกั้นจากฝั่งพันธมิตรมายังฝั่งตำรวจนั้น เป็นเพราะห่วงความปลอดภัยของตนเอง ผมเดาไว้แล้วว่าจะมีการโจมตีอย่างหนัก มีการใช้แก๊สน้ำตา และหาทางหนีได้ลำบาก

 

แก๊สน้ำตาไม่สามารถเล็งได้ในระยะใกล้เท่ากับระยะเล็งปืน ผมไม่คิดว่าตำรวจเจตนาต้องการปิดทางไม่ให้พันธมิตรหนี

 

เหตุผลสำหรับการใช้แก๊สน้ำตาคือเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันตัวต่อตัว ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ปะทะที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ มีการต่อสู้กันตัวต่อตัวเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยตำรวจไม่มีโอกาสชนะเลย การต่อสู้หยุดลงเมื่อตำรวจใช้แก๊สน้ำตาโจมตีต่อเนื่องอย่างหนัก และแกนนำ นปก. ประกาศให้ผู้ชุมนุมล่าถอย

 

พันธมิตรฯ ในวันที่ 7 ต.ค. มีอาวุธที่ครบมือกว่าเมื่อเทียบกับ นปก. เมื่อปีที่แล้ว และการต่อสู้แบบตัวต่อตัวจะต้องทำให้ทั้งสองฝ่ายย่ำแย่แน่นอน และผมมั่นใจว่าถ้าสู้แบบตัวต่อตัวจะต้องมีการบาดเจ็บล้มตายมากกว่านี้ โดยเฉพาะฝั่งตำรวจ

 

หลังจากการโจมตีครั้งแรกในช่วงเช้า ตำรวจส่วนมากที่ผมพูดคุยด้วยรู้สึกช็อกกับผลกระทบจากระเบิดแก๊สน้ำตา ไม่มีตำรวจแม้แต่นายเดียวที่รู้สึกยินดีกับการบาดเจ็บอย่างน่าสยดสยองที่เกิดขึ้น

 

วันเดียวกัน ในช่วงเวลาต่อมา โดยเฉพาะหลังจากที่มีการยิงและเรื่องรถปิกอัพ แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจโกรธแค้นพันธมิตรฯ และจนบัดนี้ความโกรธนี้ก็ยังมีอยู่ แน่นอนว่าพวกเขาส่งเสียงเชียร์เมื่อระเบิดแก๊สน้ำตาทำให้ผู้ประท้วงแตกกระเจิง ในแบบเดียวกับที่พันธมิตรฯ ส่งเสียงเชียร์เมื่อหนังสติกยิงถูกเป้าหมาย นั่นกลายเป็นเรื่องปกติ

 

ไม่มีตำรวจคนไหนที่ผมพูดคุยด้วยรู้สึกชอบใจกับความจริงที่ว่ามีการบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย

 

แต่ ผมไม่แน่ใจว่าการ์ดของพันธมิตรฯ ระดับหัวกะทิ (สุดขั้ว?) บางคนจะรู้สึกอย่างเดียวกัน หนึ่งวันถัดจากวันที่มีการปะทะระหว่างพันธมิตรฯ กับ นปก. การ์ดพันธมิตรคนหนึ่งแสดงท่าทีภาคภูมิใจตอนที่โชว์ท่อนเหล็กบุบงอ ที่ยังมีเลือดเศษหนังศรีษะและเส้นผมติดอยู่ให้ผมดู มันชวนให้คลื่นเหียนจริง ๆ

 

การ์ด นปก. คนหนึ่งที่ถูกทุบตีจนปางตายในช่วงที่มีการปะทะยังคงอยู่ที่โรงพยาบาลในอาการโคม่า ผมไม่เห็นมีใครให้ความสำคัญกับกรณีนี้เลย สำหรับผมแล้วสิ่งที่ทำใจยากเป็นพิเศษคือการที่ผมได้ถ่ายรูปชายคนนั้นเพียงครึ่งชั่วโมงก่อนการปะทะ ในตอนนั้นเขายังคงเล่นหยอกล้อกับคนรอบข้างอยู่เลย

 

ผมประหลาดใจเช่นกัน ที่ภาพของผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บในภาพที่แสดงในบล็อกนี้ จะเป็นผู้ประท้วงจากพันธมิตรที่เสียชีวิตในวันนั้น

 

เจ้าหน้าที่จำนวนมากรู้สึกและยังคงรู้สึกยากลำบากหากให้เชื่อว่าระเบิดแก๊สน้ำตาที่พวกเขาใช้จะทำให้เกิดผลเช่นนี้ การทำให้คนบาดเจ็บสาหัสไม่ใช่เป้าหมายของพวกเขา พวกเขาแค่ต้องการทำตามหน้าที่ - คือการเปิดทางเข้าสู่รัฐสภา

 

ผมเชื่อว่าสิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือการไม่มีประสบการณ์ของทั้งพันธมิตรที่เป็นผู้ประท้วงธรรมดา และตำรวจในการจัดการกับการชุมนุมเช่นนี้ (แต่กับการ์ดก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

 

ผมเติบโตมาในเยอรมนี และพวกเราก็มีการชุมนุมกันด้วยความรุนแรงสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ฝ่ายผู้ประท้วงรู้ว่าเหตุการณ์จะพัฒนาไปสู่อะไร เช่นเดียวกับฝ่ายตำรวจ และแทบทุกครั้งแล้วทั้งสองฝ่ายต่างรู้ว่าเวลาไหนควรจะหยุด

 

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นเด็กและคนชราอยู่ในพื้นที่ประท้วง และพวกเขายังอยู่แม้สถานการณ์จะเริ่มมีความสุ้มเสี่ยง มีตัวอย่างคือผมเห็นผู้ประท้วงของพันธมิตรฯ อุ้มเด็กทารกอยู่ขณะที่ตำรวจพยายามจะสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เขาอุ้มเด็กเดินไปมาในบริเวณที่มีการต่อสู้ราวกับกำลังเดินอยู่ในสวนสาธารณะ นี้มันบ้าแล้ว!

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองอะไรก็ตาม - ลานประท้วงไม่ใช่พื้นที่สำหรับเด็ก ผู้ประท้วงฝ่ายพันธมิตรฯ ควรจะเลิกนำเด็กเข้าร่วมชุมนุม มันเป็นเรื่องไร้ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิงหากอนุญาตให้นำเด็กไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากกับเหตุรุนแรง

 

ผมรู้สึกยินดีที่ในวันนั้นไม่มีเด็กได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นพิการ อย่างไรก็ตามผมก็กลัวเมื่อมองจากรูปแบบสถานการณ์ที่ร้อนแรงยิ่งขึ้น แล้วนี่ต้องไม่ใช่เหตุการณ์รุนแรงครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เห็นแน่ และความรุนแรงในครั้งต่อไปจะยิ่งย่ำแย่กว่านี้อีก เพราะผมมองเห็นพื้นที่ของการประนีประนอมกำลังหดหายไปอย่างรวดเร็ว

 

ในตอนนี้ควรจะเป็นเวลาของการไตร่ตรอง และไม่ใช่เวลาสำหรับการปลุกปั่น

 

000

 

 

ความคิดเห็นที่ 31 Vorapoap

// Oct 14, 2008 at 10:24 am

 

 

ในตอนนี้ควรจะเป็นเวลาของการไตร่ตรอง และไม่ใช่เวลาสำหรับการปลุกปั่น

---

 

นิค คุณพูดถูกเรื่องนี้ แต่คนอีกมากมายไม่ได้คิดแบบคุณ ตำรวจไทยควรจะทำสิ่งที่คุณว่าทันทีหลังจากที่มีการปราบปรามผู้ชุมนุม และนี่เป็นเหตุว่าทำไมพันธมิตรฯ จึงพยายามปกป้องชื่อเสียงของผู้ตาย และนี้เป็นเหตุว่าทำไมเว็บไซต์ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้แย่ของผมถึงมาปรากฏตรงนี้เพียงเพื่อจะได้ทำสิ่งที่คุณเสนอมา

 

พวกเขาควรยอมรับว่ามีการใช้อาวุธสงครามในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม การยิงโจมตีจากภายในสำนักงานตำรวจในช่วงเย็นจนเป็นเหตุให้มีผู้หญิงดีๆ คนหนึ่งต้องเสียชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย แต่ตำรวจไทยได้ทำอะไรบ้าง พวกเขามาบอกกับผู้สื่อข่าวว่ามันมีความเป็นไปได้ที่ผู้หญิงคนนั้นจะมีระเบิดอยู่กับตัวเธอ ซึ่งเกิดระเบิดขึ้นมาจนคร่าชีวิตตัวเธอเอง นี่ยังไม่นับพวกสนับสนุนทักษิณในอินเตอร์เน็ตที่พยายามจะบิดเบือนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาสามารถทำได้

 

และหลังจากที่ทุกอย่างสายไปแล้ว อธิบดีกรมตำรวจจึงออกมาสั่งให้เจ้าหน้าที่สองคนที่กำลังเห่ารูดซิปปากและแสดง "ความเสียใจอย่างลึกซึ้งและการขออภัย" เพียงวันเดียวก่อนจะถึงวันตำรวจแห่งชาติ (13 ต.ค.) แต่ในส่วนของนายกรัฐมนตรีล่ะ? เขาบอกว่า "เสียใจ" และยังออกมาเล่นละครโกหกพกลมของเขาในรายการล่าสุดของ NBT ต่อไปในวันเดียวกัน

 

แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะ ? สมเด็จพระราชินีและเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เอง ซึ่งถือเป็นเกียรติอันสูงสุด (ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์?) ที่ครอบครัวพลเมืองธรรมดาได้รับเกียรติเช่นนี้

 

ใครก็ตามที่เป็นผู้จัดเตรียมอาวุธระดับยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการทหารควรจะถูกจำคุก ใครก็ตามที่ยิงประชาชนราวพวกเขาจงใจสังหารก็ควรจะถูกจำคุก รวมถึงใครก็ตามที่สั่งให้ตำรวจทำแบบนี้ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะถูกสาปส่งไปชั่วชีวิตเขาและทำให้เขาจำคุก

 

พันธมิตรฯ คนที่ยิงปืนใส่ตำรวจ (หากว่าเขาเป็นพันธมิตรจริง ๆ ไม่ใช่มือที่ 3 ที่แสร้งปลอมเป็นพันธมิตร) ควรจะต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมที่เขาก่อด้วยเว้นแต่เขาจะพิสูจน์ได้ว่าเขาทำไปเพื่อหกห้องชีวิตเขาเองหรือชีวิตคนอื่น... (อย่างไรก็ตาม การถือปืนไปมาอย่างนั้นก็ยังเป็นเรื่องผิดกฏหมายอยู่ดี)

 

ในกรณีของรถโตโยต้า (ที่ทับตำรวจ- ผู้แปล) ก็ควรใช้มาตรการเดียวกัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าในตอนนี้ผู้ขับรถคันดังกล่าวกำลังอยู่โรงพยาบาลและสูญเสียตาไปข้างหนึ่งจากการปราบปรามการชุมนุม

 

และเช่นที่คุณพูดว่า "เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการสืบสวนระยะยาวโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีคุณสมบัติด้านนี้" ก็เป็นสิ่งที่คนไทย (ไม่เพียงแต่ฝ่ายพันธมิตร) หวังให้เกิดขึ้นตลอดมา แต่คงจะเป็นจริงได้ยาก

 

000

 

 

ความคิดเห็นที่ 32 Nick Nostitz //

Oct 14, 2008 at 1:13 pm

 

ถึงคุณ "Vorapoap":

 

ผมเห็นด้วยอย่างมากในข้อที่ว่า พวกที่มีส่วนรับผิดชอบกับการติดอาวุธให้ตำรวจด้วยระเบิดแก๊สน้ำตาที่แรงเกินไปควรจะได้รับการไต่สวนและอาจจะต้องมีการดำเนินคดี มันเป็นปัญหาอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องงบประมาณและการจัดหาของตำรวจ และในวันนั้นก็เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างน่าเศร้าใจว่าเหตุใดประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือสำหรับตำรวจที่ดีกว่าเดิม ผมสงสัยว่าเรื่องนี้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากออกมาโต้หรือเปล่า

 

แต่เจ้าหน้าที่ในระดับล่างคงมีทางเลือกเพียงน้อยนิด

 

นอกจากนี้ ทางกรุงเทพมหาครซึ่งไม่ยอมส่งรถดับเพลิงไปก็มีส่วนรับผิดชอบด้วย เป็นที่รู้กันว่า กรุงเทพมหานครทำมากกว่าเรื่องสนับสนุนพันธมิตรเล็กๆ น้อยๆ และขัดขวางการทำงานของตำรวจทุกอย่างที่กระทำต่อพันธมิตรฯ นี่เป็นเรื่องบิดพลิ้วอย่างน่าเกลียดมากในวันนั้น แต่จนถึงบัดนี้ ผมก็ยังไม่ได้อ่านถ้อยแถลงอะไรสักอย่างจากกรุงเทพมหานครในเรื่องนี้เลย เพราะเหตุใด?

 

แผ่นพับที่แจกจ่ายโดยพันธมิตรฯ ในตอนนี้เขียนว่า "ตำรวจ ฆ่า ประชาชน" ถือว่าเป็นการปลุกเร้าที่รุนแรงมาก และยังถือเป็นโฆษณาชวนเชื่อด้านเดียวอย่างสุดขั้วด้วย รูปถ่ายที่คัดมาไม่ได้แสดงข้อมูลอย่างเท่าเทียมกันเลย - ไม่มีรูปตำรวจได้รับบาดเจ็บแม้แต่รูปเดียว อย่างเช่นรูปที่ตำรวจถูกแทงกลางหน้าอก หรือเหตุการณ์รถปิกอัพสุดสยอง

 

ผมยังแปลกใจมากที่พบว่ามีการโยงถึง พล.ต.ต.

อำนวย นิ่มมะโน ในแผ่นพับนี้ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผมเคยพูดคุยกับเขาหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระ และรู้ว่าเขาเป็นคนที่เป็นมิตรอย่างผิดวิสัย ไม่เสแสร้ง และใจกว้าง ต่างจากตำรวจอีกหลายคนในชั้นยศเดียวกัน

 

The more distance i get to this day, the more i am convinced that this day was a chain of events that went very wrong, but not "Police killing the People".

 

ยิ่งผมอยู่ในวันนั้นนานเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าวันนี้เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกันที่ดำเนินไปอย่างผิดพลาดมหันต์ แต่มันไม่ใช่เรื่อง "ตำรวจ ฆ่า ประชาชน"

 

ผู้ที่รับผิดชอบในด้านงบประมาณและงานจัดซื้ออุปกรณ์ปราบจลาจลของตำรวจสมควรออกมารับผิดชอบ กรุงเทพมหานครก็สมควรออกมารับผิดชอบ

 

พันธมิตรฯ นี้เห็นชัดว่าเดินก้าวเกินไปหนึ่งก้าวจากการผิดกั้นรัฐสภา ก่อสิ่งกีดขวาง และต้อนรัฐบาลให้จนมุม แกนนำพันธมิตรฯ ที่คอยสั่งการก็ต้องรับผิดชอบ

 

นี่เป็นแผนการที่เลวร้าย พวกเขาต้องรู้แน่ว่ามันมีการกระทำที่เป็นไปตามกฎหมายมากกว่าเรื่องทำให้พื้นถนนเหม็นคาว และคงมีสักครั้งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องตอบโต้

 

ผมรู้สึกเสียใจมากสำหรับผู้ประท้วงธรรมดาที่ถูกทำให้เสียอวัยวะ มีผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิต แต่ผมก็ยังรู้สึกเสียใจมากกับตำรวจผู้ที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าทำตามหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ผมก็อยากให้มีการแสดงความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ออกมาจากฝ่ายพันธมิตรฯ ด้วย และทั้งนี้ยังต้องประณามสมาชิกของพันธมิตรฯ เองที่ทำร้ายตำรวจเหล่านั้นด้วย

 

นี้อาจเป็นก้าวแรกสำหรับการไกล่เกลี่ยประนีประนอม

 

พันธมิตรฯ สนใจการไกล่เกลี่ยประนีประนอมหรือเปล่า หรือสนใจเพียงแค่ "ชัยชนะ" เท่านั้น?

 

000

 

 

ความคิดเห็นที่ 33 Vorapoap

// Oct 14, 2008 at 3:52 pm

 

พันธมิตรฯ สนใจการไกล่เกลี่ยประนีประนอมหรือเปล่า หรือสนใจเพียงแค่ "ชัยชนะ" เท่านั้น?

 

ถึง Nicks

 

ผมเชื่อว่าพวกเขา, แม้แต่กับแกนนำบางคนก็ตาม สนใจการไกล่เกลี่ยแน่ๆ พวกคิดถึงเรื่องนั้นจริงๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาจนถึงตอนนี้รัฐบาลก็ยังไม่ชัดเจนกับพวกเขา ขอความกรุณาอ่านบทความนี้ "สิบคำถามยอดนิยมที่พันธมิตรฯ เบื่อจะตอบแล้ว" ผมพยายามถึงที่สุดในการแปลเป็นภาษาอังกฤษไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และลองดูคณะรัฐบาลขี้เหร่นี้สิ ดูว่ารัฐบาลตัวแทนไม่ยอมทำอะไรกับเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพในอินเตอร์เน็ต ที่สำคัญที่สุดลองมองใบหน้าของสมชายตอนออกมาประกาศครั้งล่าสุดทางช่อง NBT สิ

 

มันสำคัญมากที่พันธมิตรส่วนใหญ่เชื่อในการชุมนุมอย่างสันติจริง ๆ เป็นสาเหตุให้พวกเขามาชุมนุมกันแต่แรก มีหลายครั้งที่แกนนำพันธมิตรเปลี่ยนการตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับกลุ่มเสื้อแดง ถ้าพวกเขาเชื่อในความรุนแรงจริงๆ ล่ะก็ พวกเขาก็ควรหนุนให้พันธมิตรฯ เผชิญหน้ากับพวกเสื้อแดงสิ มีกลุ่มสันติอโศกและพระไทยคอยกล่าวแสดงธรรมะแก่ผู้ประท้วง มีคอนเสิร์ต มีงิ้ว การอ่านบทกวี และ การแสดงศิลปะอื่น ๆ คุณเคยเห็นการประท้วงแบบนี้ในประเทศอื่นไหม? นี้คือสาเหตุว่าทำไมถึงมีคนเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่คุณบอก พ่อแม่หลายคนพาเด็กแบเบาะมากับพวกเขาด้วย บางคนเอาสัตว์เลี้ยงมา ที่พวกเขาทำไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่ามันปลอดภัยสำหรับเด็กหรอกหรือ? การประท้วงนั้นเป็นไปอย่างสงบมากจนกระทั่งมีกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ออกมาตามท้องถนน (พวกเขาไม่ดูเหมือนพวกขี้เมาสำหรับคุณหรือ?) พยายามจะก่อสงคราม ผมแน่ใจว่าคุณคงเห็นว่ามีเด็กน้อยลงหลังจากการปราบปรามจากตำรวจ เพราะพ่อแม่บางคนรู้แล้วว่ามันไม่ได้ปลอดภัยสำหรับเด็กอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขายังคงร่วมสนับสนุนด้วยการบริจาค หรือสวดภาวนาให้กับเพื่อนพันธมิตรฯ คุณสามารถหาอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับพวกเสื้อแดงมาเขียนได้ด้วยนะ (คุณเคยทำหรือยัง?)

 

คุณบอกว่าคุณได้พูดคุยกับตำรวจบางคนหลังจากเหตุการณ์ บางที คุณน่าจะลองพูดคุยกับพันธมิตรฯ บางคนคุยด้วยก็ดี ผมเชื่อว่ามีมกมายหลายคนอยากคุยกับคุณ แสดงความรู้สึกว่าทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ ผมอยู่ในแนวชุมนุมด้านหลังเห็นผู้คนมากมายมาเข้าร่วมมากขึ้นๆ รวมถึงชายวัยผู้ใหญ่ที่สวมเชิ้ตและกางเกงแสล็ก (เหมือนคนจากสีลม) ทำไมพวกเขาต้องทำนั่นทำนี่ด้วย และผมเชื่อจริงๆ ว่า พวกเขาคิดว่าการปิดล้อมรัฐสภาในวันที่ 6, 7 ตุลาคม เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ผมคิดอย่างเดียวกัน แม้กระทั่งบางคนในคณะรัฐบาลสมชายก็ยังคิดจะเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบาย บ้างบอกว่ามันไม่มีปัฐหาที่จะเลื่อนกำหนดการ แต่รัฐบาลแบบสุดขั้วบางคนยืนยันจะให้ดำเนินต่อ คุณสามารถสืบสวนในเรื่องนี้ได้ (ลองหาสัมภาษณ์ของหมอพรทิพย์ดู) นอกจากนี้ยังมีพันธมิตจรฯ บางคนคิดว่าพวกเขาควรยึดรัฐสภา เช่นเดียวกับที่พวกเขายึดทำเนียบ แต่แกนนำไม่อยากให้ทำเช่นนั้น เอกยุทธ์ อัญชัญบุตร จาก Thaiinsider.com บอกว่าแกนนำพันธมิตรฯ กำลังรอรัฐประหารจากทหาร ซึ่งนั่นก็ไม่เป็นความจริง เขายังแสดงความเห้นด้วยว่า ช่วงเวลาของการปฏิวัติโดยประชาชนนั้นผ่านพ้นไปแล้ว (เขาคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาดีกว่าถ้าพันธมิตรฯ ยึดรัฐสภาจริงๆ)

 

คุณไม่ควรดูแคลนพลังใจของพันธมิตรฯ แม้ว่าพันธมิตรฯ บางคนจะสงสัยในตัวของสนธิ บางคนถึงขั้นไม่ชอบเขาเลย แต่พวกเขาคิดว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่พวกเขาจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกเลย การที่พวกเขายังคงเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะรู้ว่ามันไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้วก็ตาม แม้พวกเขาจะรู้ว่าพวกเขามีสิทธิได้รับบาดเจ็บ พวกเขามีสิทธิพิการ .... คุณยังไม่รู้หรืออย่างไรว่าทำไมพวกเขาถึงยังคงเข้าร่วมอยู่? ถูกล้างสมองหมู่งั้นหรือ? ผมจะบอกอีกครั้ง พวกเขาคิดว่านี้เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่พวกเขาจะได้ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ต่อสู้เพื่อพระมหากษัตริย์และพระราชินีของพวกเขา ต่อสู้เพื่อประเทศของพวกเขา ต่อสู้เพื่อบรรพบุรุษ ผมไม่รู้ว่าถ้านี่ยังคงถูกจัดไว้ให้เป็นเรื่องทางการเมืองได้อีกหรือเปล่า แต่มันเริ่มกลายเป็นเรื่องของชีวิตสำหรับพันธมิตรฯ ไปแล้ว คุณรู้ไหมว่าผู้หญิงที่เสียชีวิตไปเธอได้พูดอะไรไว้สั้นๆ ก่อนที่จะสิ้นลม

 

นี่อาจดูเหมือนโฆษณาชวนเชื้อจากพันธมิตรฯ อีกเรื่อง แต่ผมไม่ได้จงใจให้เป็นเช่นนั้น ...ผมแค่อยากแสดงความเคารพต่อพันธมิตรที่มีใจบริสุทธิ์ ขอให้เรื่องราวนี้ได้สดับไปทั่วโลก และเวลาจะช่วยเยียวยา ด้วยความหวังว่าประชาชนจะได้รับการตัดสินจากการกระทำของพวกเขา

 

จนกว่าจะถึงตอนนั้น ลองมองไปยังวันที่ 21 ตุลาคม อย่างเต็มตา

 

000

 

 

อ่านย้อนหลัง

บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551, ประชาไท, 11 ต.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14049

 

ภาคต่อ บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551, ประชาไท, 16 ต.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14112

 

บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551 (ภาคสาม): คำถามจาก "Vorapoap", ประชาไท, 18 ต.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14140

 

บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551 (ภาคจบ): คำชี้แจงของ Nick Nostiz, ประชาไท, 22 ต.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14174

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์