เชื้อร้าย: เมื่อร่างกายทางการเมืองไทยติดเชื้อแดง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เหตุการณ์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2553 สะท้อนภาพวิกฤตการเมืองไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี มันอาจจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับเสื้อแดงได้มากยิ่งกว่าข้อกล่าวหาที่รัฐบาลกุขึ้นมาไม่กี่วันก่อนหน้านั้นว่าพวกเขาต้องการล้มเจ้าเสียอีก เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเผยให้เห็นถึงแก่นความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์นี้ได้ดียิ่งกว่าข้อกล่าวหาเลื่อนเปื้อนเรื่องขบวนการล้มเจ้าเราสามารถทำความเข้าใจประเด็นสถาบันกษัตริย์และประเด็นอื่นๆ ได้จากอุปมาของเหตุการณ์นี้ ตัวเหตุการณ์และการรับรู้เหตุการณ์นี้อาจทำหน้าที่เช่นเดียวกับภาพแขวนคอในเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา นั่นคือมันช่วยโหมกระพือความเกลียดชังและความบ้าคลั่ง อันอาจนำไปสู่การล้อมปราบอีกครั้ง อย่างที่ข้อกล่าวหาขบวนการล้มเจ้าทำไม่สำเร็จ  แม้ผมจะหวังไม่ให้มันเกิดขึ้นก็ตาม

บทความนี้ไม่ได้เป็นการแก้ต่างให้กับการกระทำที่แก้ตัวไม่ขึ้นของคนเสื้อแดงที่รพ.จุฬาฯ แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่ควรมองเหตุการณ์นี้อย่างโดดๆ โดยแยกออกจากบริบทของความขัดแย้งที่ใหญ่กว่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่า ไม่ว่าความจริงของเหตุการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร บทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นที่ว่าสังคมไทยเข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างไร และมุมมองต่างๆ บ่งบอกถึงทัศนะทางการเมือง อคติ คำตัดสินและการกระทำของพวกเขาอย่างไร

เหตุการณ์รพ.จุฬาฯ คือการรุกล้ำของเชื้อโรคแดงเข้าสู่ร่างกายทางการเมือง-จริยธรรมของไทย (Thai moral-political body)

เหตุการณ์ตามที่ถูกรายงาน

ผมจะไม่อ้างว่าเป็นผู้รู้ความจริงแม้แต่เพียงน้อยนิดของเหตุการณ์นี้ แต่ที่น่าสนใจคือชุดเรื่องเล่าจำนวนมากที่ถูกนำเสนอในสื่อมวลชนไทย (หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์) ซึ่งคาดว่าคนไทยหลายล้านติดตามอ่านและชม และจากการสื่อสารผ่านทางเครือข่ายเฟซบุค ไม่ว่าคำบอกเล่าเหล่านี้จะจริงแท้แค่ไหนก็ตาม แต่มันเผยให้เห็นว่าสื่อและเครือข่ายเฟซบุคเหล่านี้มองและเข้าใจเกี่ยวกับเสื้อแดงกับการประท้วงของพวกเขาอย่างไร

รายงานข่าว (โดยเฉพาะโทรทัศน์) เต็มไปด้วยคำบอกเล่าจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ถึงความน่ากลัวต่างๆนานา ทั้งแพทย์ พยาบาล คนไข้และญาติต่างอยู่ในภาวะตื่นตระหนก พวกเขาแตกตื่นเคลื่อนย้ายคนไข้ไปอาคารอื่น โดยที่หลายคนอยู่ในอาการหนักและไม่ควรถูกเคลื่อนย้าย ภาพที่แสดงทางโทรทัศน์ไม่ใช่ปฏิบัติการที่ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่เต็มไปด้วยความโกลาหลปั่นป่วนโดยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่กำลังตื่นตระหนก พวกเสื้อแดงกำลังมา! ได้ยินว่าพวกเสื้อแดงกำลังมา! เค้าบอกว่าพวกเสื้อแดงกำลังมา!

แม้จะไม่มีภาพแม้แต่ภาพเดียวว่าเสื้อแดงติดอาวุธ หรือรายงานแม้สักชิ้นถึงเสียงปืนสักนัด แต่สังคมได้ทึกทักไปแล้วว่าเสื้อแดงบุกโรงพยาบาลพร้อมอาวุธครบมือ ข่มขู่แพทย์และคนไข้ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายเมื่อผู้คนพยายามหลบหนีเอาตัวรอด พยาบาลรายหนึ่งพูดในรายงานข่าวว่าเธอต้องทำงานพร้อมกับกลัวลูกกระสุนจากเสื้อแดงทุกๆ วัน ราวกับว่าเคยมีการยิงใส่โรงพยาบาลแม้เพียงสักนัด  (ในที่สุด ก็มีจนได้ ที่บริเวณที่จอดรถของโรงพยาบาลเมื่อกลุ่ม นปช.เผชิญหน้าเข้ากับทหารสองสามนาย และถูกทหารเหล่านั้นยิงเข้าใส่ กลุ่ม นปช.หนีไปได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ) [1]

รพ.จุฬาฯ ที่ตั้งอยู่ขอบด้านหนึ่งของบริเวณสถานที่ชุมนุม ตกอยู่ในสภาพกดดันมาตลอดทั้งเดือน ในสถานการณ์เช่นนั้น กระทั่งแพทย์ที่สนับสนุนเสื้อแดงก็จำต้องรับฟังคำเตือนของโรงพยาบาลให้เพิ่มความระมัดระวัง แต่คนที่พร้อมจะเชื่อไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อพิสูจน์และไม่ถามว่าทำไมเสื้อแดงจึงมา พวกเขาพร้อมที่จะหวาดกลัว โดยอาจได้รับทราบมาก่อนถึงภาพพจน์ความโหดร้ายของเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาในเหตุการณ์ต่างๆ อย่างกรณียิงระเบิดใส่สถานีรถไฟฟ้าสีลมที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้นและกรณีอื่นๆ

คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย สื่อและอื่นๆ พยายามรวบรวมปะติดปะต่อเพื่อหาความจริงของเหตุการณ์ บางคนบอกว่าทางโรงพยาบาลได้เริ่มเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบางส่วนเมื่อสองสามวันก่อนหน้านั้นแล้ว ทาง นปช.อ้างว่าพวกเขายังไม่ทันไปถึงโรงพยาบาลเลยด้วยซ้ำ ทางโน้นก็วุ่นวายกันแล้ว รายงานข่าวภายหลังเหตุการณ์ก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนอกสั่นขวัญแขวน (จากสื่อต่อต้านเสื้อแดง) โดยมีรายงานคัดง้างอีกด้านหนึ่ง (จากสื่อที่ไม่ได้ต่อต้านเสื้อแดง)  อีเมล์ปลิวกันให้ว่อนพร้อมข้อโต้แย้งไปในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าข้อโต้แย้งกันไปมานั้นจะเป็นเช่นไร แต่เป็นที่เข้าใจได้อย่างดีว่าคนที่อยู่ในโรงพยาบาลนั้นหวาดกลัวกันจริงๆ ความหวาดกลัวของพวกเขาที่มีต่อเสื้อแดงเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าพวกเขาจะได้เคยประสบความเลวร้ายของเสื้อแดงมาจริงหรือไม่ก็ตาม พวกเขาต่างรับรู้ถึงความเลวร้ายของเสื้อแดงจากสื่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในขณะเดียวกัน นปช.ก็อาจจะพูดความจริงด้วยเช่นกัน ที่ว่าพวกเขาไม่ได้ยกพวกบุกเข้าไปในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก ไปเพียงกลุ่มเล็กๆ เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีกำลังทหารอยู่ในโรงพยาบาล พวกเขาไม่ได้พกอาวุธ และมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอยู่ด้วยเกือบตลอด ฯลฯ บางคนพูดถึงขนาดว่าทางโรงพยาบาลมีปฏิกิริยาเกินเหตุ (over-react) หรือช่วยสร้างเรื่องให้ดูเลวร้ายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง สื่อและคนกรุงเทพฯ ก่นประณามคนเสื้อแดงที่กระทำการบุ่มบ่าม กระทั่งการค้นโรงพยาบาลด้วยคนกลุ่มเล็กๆ และไม่มีอาวุธก็ไม่สมควรทำ (ผมเห็นด้วยในข้อนี้) ความโกรธไหลบ่าผ่านสื่อและเฟซบุค พวกเขาไม่เพียงแต่ประณามเสื้อแดง แต่ยังเรียกร้องให้มีการจัดการกับภัยเสื้อแดงอย่างเด็ดขาดด้วย

หากเราตัดทัศนะสุดโต่งออกไป (อย่างการกล่าวหาว่าโรงพยาบาลจงใจสร้างเรื่องความวุ่นวาย หรือเสื้อแดงติดอาวุธบุกโรงพยาบาล) เรื่องราวจากสองฝั่งที่ไม่ตรงกันนั้นอาจถูกทั้งสองฝ่ายก็ได้ นั่นคือ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหวาดกลัวอย่างยิ่ง พวกเขากลัวคนเสื้อแดงและต้องทำงานด้วยความกลัวว่ากระสุนจะปลิวเข้ามาในโรงพยาบาล ฯลฯ ไม่ว่าจะลือหรือจริง หรือขยายเกินจริง พวกเขามีปฏิกิริยาด้วยการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างลนลาน แม้ว่า นปช.จะไม่ได้บุกโรงพยาบาลพร้อมอาวุธหรือพวกจำนวนมาก แต่ความกลัวของพวกเขาเป็นเรื่องจริง กระนั้นก็ตามต่อให้สามารถรวบรวมปะติดปะต่อข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ เราก็อาจไม่สามารถเข้าถึงแก่นของเหตุการณ์ได้ เพราะรากของความกลัวนั้นไม่ได้อยู่ในข้อเท็จจริงเหล่านั้น

หมายเหตุข้อเท็จจริงที่สำคัญมาก คือ ผู้ป่วยรายสำคัญที่สุดในโรงพยาบาลจุฬาฯ ขณะนั้นคือ สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงประทับมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว พระองค์ทรงปฏิเสธที่จะได้รับการเคลื่อนย้าย วันถัดจากที่เกิดเหตุการณ์ สมเด็จพระเทพฯ เสด็จยังโรงพยาบาลเพื่อทูลขอให้พระองค์ทรงยอมย้ายไปยังที่ที่ปลอดภัยกว่า คือ โรงพยาบาลศิริราชที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่

ไพร่บุก

การบรรยายเหตุการณ์ให้เป็นโรงพยาบาลในสนามรบนั้นไม่ค่อยถูกต้องนัก ที่ใกล้เคียงกว่าคือนี่เป็นการบุกโดยทัพที่โหดเหี้ยม ทำนองผู้รุกรานที่เหี้ยมโหดกับเหยื่อที่อ่อนแอ ถึงกระนั้นการนำสงครามมาใช้เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้ก็ยังผิดประเด็นอยู่ดี

แพทย์รพ.จุฬาฯ รายหนึ่งเขียนในเฟซบุคของเขาว่าคนเสื้อแดงเดินเข้าออกใช้ห้องน้ำในโรงพยาบาลราวกับว่าเป็นบ้านของตัวเอง และในวันที่ “บุก” เข้ามานั้น เขารู้สึกกลัวแม้แค่เห็นหน้าตาหรือท่าทางของคนเหล่านั้น นักข่าวรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า สื่อนำเสนอเหตุการณ์นี้จนคนเสื้อแดงดูเหมือนเป็นผู้ร้ายในหนังไทยเกรดบี ที่มักเป็นผู้ชายหยาบกร้าน ลูกทุ่ง น่าเกลียดและสกปรก ที่ยิงปืนโป้งป้างโดยไม่มีเหตุผล เพียงเพราะว่าพวกเขาเป็นผู้ร้าย

แม้สื่อมวลชนจะระมัดระวังไม่เสนอภาพเสื้อแดงเป็นคนบ้านนอกชั้นต่ำ แต่ก็ยังหลุดออกมาให้เห็นตามคอลัมน์และรายการโทรทัศน์ การนำเสนอภาพดังกล่าวเป็นไปอย่างแพร่หลายในเฟซบุค ซึ่งในกรณีของเมืองไทยเป็นชุมชนไซเบอร์ที่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนบางเจเนอเรชันและบางพื้นเพทางสังคมเท่านั้น  แม้ว่าเราจะไม่สามารถพูดถึงคนเหล่านี้แบบเหมารวมอย่างง่ายๆ ได้ แต่ก็พูดได้ว่าชุมชนเฟซบุคไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นยัปปี้ (ที่มาในทางประวัติศาสตร์อาจจะต่างจากยัปปี้ในประเทศอื่น) และพวก “สน็อบ” (snobs) [2] (ที่คล้ายกับพวกสน็อบอื่นๆ ทั่วโลก)  พวกเขาพูดถึงคนเสื้อแดงอย่างเปิดเผยว่า เป็นพวกสกปรก น่าเกลียด ถ่อย ต่ำ ด้อย บ้านนอก สน็อบชาวกรุงตามแบบฉบับรายหนึ่งเขียนในเฟซบุคของเธอว่า เธอรู้สึกกลัวจนอกสั่นขวัญแขวนทุกครั้งที่เธอนึกถึงพวกเสื้อแดงจากหน้าตาท่าทางของพวกเขา ที่ตัวดำ สกปรก หยาบกร้าน หน้าตาน่ากลัว

ในการชุมนุมต่อต้านเสื้อแดงคราวหนึ่ง มีป้ายเขียนว่า “พวกบ้านนอกออกไป” ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 หรืออาจจะนานกว่านั้น คำว่าบ้านนอกถูกใช้ในความหมายว่า ล้าหลัง ไร้การศึกษา เซ่อๆ ซ่าๆ ไม่ศิวิไลซ์ ทว่าบ้านนอกก็ยังหมายถึงความซื่อใส บริสุทธิ์ ใกล้ชิดธรรมชาติ ซึ่งตรงข้ามกับความทันสมัย  ดังนั้น การ “หวนคืน” สู่ธรรมชาติตามอุทยานต่างๆ หรือชนบทจึงเป็นกิจกรรมพักผ่อนวันหยุดที่น่ารื่นรมย์สำหรับคนเมือง ในแง่ลำดับชั้นทางสังคม คนบ้านนอก จึงเป็นพวกที่ต่างออกไป อยู่ห่างไกล และแยกจากคนเมือง

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นชื่อฉาวโฉ่ว่ามักเรียกผู้สนับสนุนทักษิณว่า โง่และไร้การศึกษา จึงไม่สมควรออกเสียงเลือกตั้ง ดังนั้นจำเป็นต้องมี “การเมืองใหม่” ที่ให้อภิสิทธิ์แก่คนมีการศึกษาและคุณธรรม พันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นต้นคิดทัศนะเหยียดหยามชาวบ้านเหล่านี้ แต่ทัศนะเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ที่แบ่งลำดับชั้นต่ำสูงทางสังคมอันเป็นปกติวิสัยในวัฒนธรรมไทย

ที่ตลกร้ายก็คือคนเสื้อแดงขานรับสถานะความเป็นไพร่อย่างหน้าชื่นตาบาน โดยกลับตาลปัตรนัยยะเชิงดูถูกเหยียดหยามนี้เสียใหม่ 

ไพร่ อำมาตย์ สงครามชนชั้นของคนบ้านนอก

วาทกรรมไพร่สู้กับอำมาตย์ของ นปช.แสดง (อย่างไม่ถูกเสียทีเดียวนัก) ถึงโครงสร้างลำดับชนชั้นในบริบทไทย นักข่าวไทยและเทศจำนวนมากแปลคำว่า “ไพร่” เป็น serf ในภาษาอังกฤษ นักวิชาการที่เชียร์รัฐบาลโต้ได้ถูกต้องว่าสมัยนี้ไม่มีระบบศักดินาแล้ว แต่ “ไพร่” ในวาทกรรมเสื้อแดงไม่ได้หมายถึงไพร่แบบในประวัติศาสตร์ ไพร่กับคู่ตรงข้ามคือ อำมาตย์ ในวาทกรรมของ นปช.นั้นมุ่งเป้าไปที่การกดขี่และความอยุติธรรมเนื่องมาจากชนชั้นทางสังคมในวัฒนธรรมการเมืองไทย การต่อสู้ของเสื้อแดงเป็นสงครามชนชั้นในแง่ของการลุกขึ้นสู้ของคนบ้านนอกที่ถูกกดขี่ต่อชนชั้นอภิสิทธิ์ทางสังคมและการเมืองคือ อำมาตย์

ปัญญาชนต่อต้านเสื้อแดงปฏิเสธหัวชนฝาว่านี่ไม่ใช่ความขัดแย้งทางชนชั้น พวกเขาเชื่อและพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่าเสื้อแดงเป็นแค่ลิ่วล้อทักษิณกับชาวบ้านที่ถูกหลอกมา พวกเขาและบรรดาสน็อบเฟซบุคไม่เคยเหนียมที่จะยืนยันทัศนะของตนต่อเสื้อแดงว่าเป็นพวกบ้านนอกที่โง่เง่าต่ำทราม แม้ว่าเสื้อแดงจะไม่ได้มีเฉพาะแต่ชาวบ้านชนบทอีกต่อไปแล้ว ยังรวมถึงคนจนเมืองจำนวนมากและชนชั้นกลางมีการศึกษาในกรุงเทพฯ ที่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่ฐานมวลชนและที่มั่นก็ยังอยู่ที่ต่างจังหวัด การเหยียดหยามของบรรดาผู้ดีเหล่านี้ยืนยันถึงภาพพจน์เช่นนี้

ผมได้นำเสนอไว้ในบทความหลายชิ้นว่าในเมืองไทยการจัดแบ่งคนกระทำผ่านมิติเชิงสถานที่ เช่น กรุง บ้านนอก ป่า โดยแต่ละอันหมายถึงระดับความศิวิไลซ์ที่แตกต่างกัน นี่ไม่ได้เป็นการปฏิเสธการจำแนกชนชั้นและชาติพันธุ์แบบอื่นๆ แต่ชนชั้นทางเศรษฐกิจและการจำแนกทางชาติพันธุ์ในเมืองไทยได้ถูกปะปนกับการจำแนกเชิงสถานที่ เพราะมิติเหล่านี้พัฒนาการมาด้วยกัน “ชนชั้น” และ “เชื้อชาติ” ในวาทกรรมวัฒนธรรมและการเมืองไทยถูกนำเสนอและใช้ปะปนกันไปกับ “สถานที่” แม้ว่าทั้งสองจะไม่ใช่สิ่งเดียวกันและไม่สามารถใช้แทนกันได้ แต่ก็มีนัยเชิงสถานที่ ลำดับชั้นต่ำสูงเชิงสถานที่ของคนในทางกลับกันบ่งบอกถึงไม่เพียงแต่ภูมิลำเนาทางภูมิศาสตร์เท่านั้น ยังบ่งบอกถึงชนชั้น ลำดับชั้นทางสังคมและบางครั้งเชื้อชาติอีกด้วย

เชื้อโรค

นับแต่ความขัดแย้งคุกรุ่นขึ้นมาในปี 2548 การต่อต้านทักษิณพุ่งเป้าไปที่ข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ฉ้อฉลมากที่สุดที่เคยมีมาในเมืองไทย ฉ้อฉลในที่นี้มีหลายความหมาย ทั้งการฉ้อฉลอำนาจและทรัพยากรสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การเมืองที่สกปรก อย่างที่แย่ที่สุดคือ การซื้อเสียง แต่นอกเหนือจากการเมืองสกปรกและการกอบโกยผลประโยชน์แล้ว ภัยร้ายแรงยิ่งกว่าของนักการเมืองฉ้อฉลอย่างทักษิณก็คือการเสื่อมทรามทางจริยธรรมอันเป็นผลจากทุนสามานย์ และการคุกคามสถาบันสูงสุดของประเทศที่ดำรงไว้ด้วยคุณธรรมสูงสุด นั่นคือ สถาบันกษัตริย์

ประชาธิปไตยไทยไม่เคยเป็นเพียงระบบการเมืองที่กลุ่มผลประโยชน์ทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่ขัดแย้งกันได้ต่อสู้และประนีประนอมกันเลย สืบเนื่องจากอิทธิพลของจักรวาลทัศน์แบบพุทธ ระบบการเมืองที่ดี (รวมถึงที่เรียกว่าประชาธิปไตยด้วย) จึงจะต้องเป็นการเมืองที่มีจริยธรรม อำนาจเชิงการเมืองและอำนาจเชิงจริยธรรมแยกกันไม่ออก ต่างส่งเสริมกันและกัน โดยคติเรื่อง “จริยธรรม” นั้นแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ประชาธิปไตยไทยจึงเป็นอวตารของธรรมาธิปไตยโดยผู้ทรงอำนาจทางจริยธรรมในฉบับสมัยใหม่

ทักษิณเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสุดยอดต่อการเมืองเชิงจริยธรรมของไทยเพราะเขาเป็นตัวแทนของสุดยอดความโสมมหลายๆ แบบ เขาเป็นเชื้อโรคร้ายต่อองค์จริยธรรมไทย เช่นเดียวกับคอมมิวนิสต์ในยุคก่อนหน้า แม้ว่าเขาจะไม่มีอะไรเหมือนคอมมิวนิสต์เลยก็ตาม พวกเสื้อแดงคือพวกที่ติดเชื้อโรคทักษิณมา

คอมมิวนิสต์ในอดีตเป็นเชื้อโรคแปลกปลอมที่แพร่ระบาดในหมู่เยาวชนที่บริสุทธิ์และทำให้พวกเขากลายเป็นไม่ใช่คนไทย คนเสื้อแดงไม่สามารถถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นไทยได้ง่ายๆ แม้ว่าบางส่วนของเสื้อแดงจะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะป้ายสีพวกเขาว่าไม่เป็นไทยหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไทย ฐานมวลชนเสื้อแดงคือประชาชนที่ยังคงนับถือศาสนา ชาตินิยมและจงรักภักดีอย่างเหนียวแน่น แม้จะรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้รับการเหลียวแลอยู่บ้างก็ตามตัวแกนนำ นปช.สะท้อนให้เห็นการเมืองของมวลชนของพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยแสดงวี่แววว่าต่อต้านสถาบันฯ แม้แต่น้อย ถ้าจะมีก็เป็นการแสดงความจงรักภักดีเสียมากกว่า ความเห็นที่แรงที่สุดคือการแสดงความผิดหวัง และพวกเขาก็วิงวอนขอพระมหากรุณาธิคุณ

แต่สำหรับคนเกลียดทักษิณแล้ว พวกบ้านนอกเหล่านี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อทักษิณชั้นดี เนื่องจากขาดการศึกษาและภูมิคุ้มกันทางจริยธรรม พวกบ้านนอกถูกล่อลวงด้วยผลประโยชน์ฉาบฉวยเฉพาะหน้า ด้วยความละโมบและวัตถุนิยม พวกเขากลายเป็นเชื้อโรคที่กำลังรุกล้ำร่างกายทางการเมืองเชิงศีลธรรมที่มีชนชั้นนำในเมืองเป็นตัวแทนมาตลอดประวัติศาสตร์ไทย

นปช.มีหลายองค์ประกอบที่สะท้อนลักษณะชาวบ้านชนิดที่อาจกวนใจชนชั้นสูงในกรุงเทพฯและบรรดาสน็อบเหล่านั้นเป็นอย่างมาก การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ต่างจากที่เคยเป็นมาในอดีตที่คนหาเช้ากินค่ำส่วนใหญ่เฉยเมย คนเสื้อแดงได้รับการต้อนรับจากชนชั้นล่างและชนชั้นกลางระดับล่าง อย่าง พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย พนักงานห้างร้าน รปภ. คนขับแท็กซี่ รถเมล์ และคนทำงานบริการทางเพศ ลีลาของผู้นำ นปช.ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในการเคลื่อนไหวที่นำโดยปัญญาชน พวกเขาเป็น “นักเลง” ลูกผู้ชายลูกทุ่ง พวกเขาตลกเฮฮา แต่ห้าวหาญ ติดกรุ้มกริ่มแต่ก็ไม่ละลาบละล้วง โหดและหยาบต่อศัตรู พวกเขาไม่พูดศัพท์แสงการเมืองนามธรรม ยกเว้นคำว่าไพร่และอำมาตย์ ไม่ค่อยคำนึงถึงความถูกต้องทางการเมืองเวลาโจมตีฝ่ายตรงข้ามเรื่องโฮโมเซ็กชวลหรือเชื้อชาติ การปราศรัยของพวกเขาไม่ลึกซึ้ง เนื้อหาไม่เคยพัฒนาเลยตลอดการชุมนุมหนึ่งเดือน แต่พวกเขาก็ดูไม่ยี่หระ พวกเขามักร้องเพลงลูกทุ่งและเพลงป็อปไร้รสนิยมบ่อยกว่าเพลงเพื่อชีวิตของฝ่ายซ้ายเก่า มวลชนเสื้อแดงดูหยาบกร้าน ค่อนข้างหยาบคาย และ...บ้านนอกอย่างไม่ต้องสงสัย

พฤติกรรมของผู้นำและมวลชนเสื้อแดงที่อาจระคายเคืองชนชั้นสูงในเมืองมากที่สุดคือ พวกเขามีแนวโน้มที่จะรุนแรงและตอบโต้อย่างรุนแรง แม้พวกเขาจะประกาศยึดมั่นสันติวิธีและการชุมนุมอย่างสงบ พวกเขาก็เลยเส้นในทางคำพูดแทบทุกวัน การกระทำของพวกเขายั่วยุปฏิกิริยาที่รุนแรง พวกเขาลั่นปากทุกวันว่าเมื่อตีมาจะตีกลับทุกครั้ง สันติวิธีของพวกเขาหมายความเพียงการไม่ติดอาวุธและไม่เริ่มโจมตีก่อน ซึ่งห่างไกลโขจากสันติวิธีแบบคานธี แต่อาจจะเป็นสันติวิธีแบบ “นักเลง” เหตุการณ์ที่รพ.จุฬาฯ เป็นปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของพวกเขาต่อข้อมูลข่าวสารที่ว่าโรงพยาบาลอนุญาตให้ทหารเข้าไปหลบซ่อนตัวอาจจะเพื่อจัดการกับผู้นำ นปช. โดยไม่ยั้งคิดถึงผลทางการเมืองที่จะตามมา ผู้นำบางส่วนก็นำกลุ่ม “นักเลง” ตรงไปยังโรงพยาบาลเพื่อหาความจริง พวกเขาควรจะตระหนักว่า “นักเลง” นั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับชนชั้นนำในเมือง ที่มักมองนักเลงไม่ต่างจากกุ๊ยอันธพาล

อันธพาลเสื้อแดงกำลังท้าทายอำนาจของชนชั้นนำในเมือง เสื้อแดงยึดกรุง!

เหตุการณ์ที่ไม่ได้รับการรายงาน: เชื้อโรคแดง

ในเดือนตุลาคม 2551 หลังจากพันธมิตรฯ ปะทะกับตำรวจ กลุ่มแพทย์นำโดยแพทย์บางคนที่จุฬาฯ ขู่ว่าจะไม่รับรักษาตำรวจ เนื่องจากตำรวจเป็นเครื่องมือของทักษิณในการปราบปรามพันธมิตรฯ แม้ว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงจากสังคม ไม่ปรากฏว่ามีคำวิจารณ์หรือคำตำหนิจากองค์กรแพทย์ใดๆ ไม่มีการรายงานว่าพวกเขากระทำตามที่ขู่จริงหรือไม่ แต่ก็มีข่าวว่าแพทย์ที่อื่นปฏิเสธการรักษาเสื้อแดง กรณีนี้สร้างความอื้อฉาวแก่แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ ว่า “เหลือง” จัด กิตติศัพท์ดังกล่าวได้รับการตอกย้ำด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ ที่เอาการเอางานที่สุดคนหนึ่ง และในช่วงนี้ก็กลายเป็นผู้นำการชุมนุมของเสื้อชมพู สนับสนุนรัฐบาล ต่อต้านเสื้อแดง เป็นแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ แพทย์คนอื่นๆ และผู้บริหารรพ.จะเป็นอย่างไรก็ตาม รพ.จุฬาฯ ก็ปรากฏอยู่แนวหน้าของความขัดแย้ง ทั้งทางกายภาพ เชิงสถานที่ เชิงการเมืองและเชิงอุปมา

คำบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่รพ.จุฬาฯ ตามสื่อและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น และคำบอกเล่าในเฟซบุคของเหล่ายัปปี้และสน็อบดูยังกับเป็นหนังสยองขวัญหรือมนุษย์ต่างดาวบุกโลก นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  นปช.ผิดพลาดนั้นแก้ตัวไม่ขึ้น แต่วิธีการมอง การรายงาน และการเข้าใจการกระทำของคนเสื้อแดง ดังที่แสดงให้เห็นจากสื่อ กลุ่มเฟซบุค และผู้บริโภคสื่อเหล่านี้ ล้วนถูกกำกับโดยการจัดจำแนกลำดับชั้นของคนในสังคมผ่านสถานที่ ซึ่งเป็นประเด็นหัวใจของความขัดแย้งในปัจจุบัน

สื่อ นักวิชาการ กลุ่มประชาสังคมและกลุ่มเฟซบุคพร้อมใจกันประณามการบุกของเสื้อแดงอย่างรุนแรง เสียงดังกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้เลยกับท่าทีหน่อมแน้ม (หรือจริงๆ เงียบเฉย) ที่มีต่อการที่รัฐบาลใช้กำลังและกระสุนจริงที่ทำให้คนเสียชีวิต 25 รายในวันที่ 10 เม.ย. ร่างกายของการเมืองเชิงจริยธรรมที่สะอาดปลอดเชื้อที่มีโรงพยาบาลเป็นตัวแทนดูจะมีคุณค่าสูงส่งกว่าความตายของคนเสื้อแดง  ซึ่งตอกย้ำสาสน์ก่อนหน้านั้นว่าความตายของนายทหารที่สั่งการการปราบปรามอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.นั้นมีคุณค่าสูงส่งกว่าเสื้อแดงที่เป็นเหยื่อในการปะทะคราวเดียวกัน อันทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องสื่อและชนชั้นนำในเมืองเป็นพวก “สองมาตรฐาน” ยิ่งดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ที่จริงแล้วมันเป็นมาตรฐานชุดเดียวกัน กล่าวคือกฎหมาย เหตุผล สิทธิ บำเหน็จรางวัลและโทษทัณฑ์ ตลอดจนระบบคุณค่าอื่นๆ นั้นใช้กับคนตามฐานะชนชั้นของแต่ละคน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบ “สองมาตรฐาน” ที่เป็นอยู่นี้คือรูปแบบหนึ่งของระบบแบ่งแยกคนในสังคม

การชุมนุมของเสื้อแดงที่ราชประสงค์ไม่เพียงแต่เป็นการยึดครองพื้นที่ที่หรูหราฉูดฉาดมากที่สุดของกรุงเทพฯ ยังเป็นการบุกจู่โจมเข้ายึดครองเมืองเทวดา (กรุงเทพฯ) โดยเชื้อโรคจากบ้านนอกที่สกปรกหยาบกร้าน คำว่า “เสื้อแดงบุก” จึงมีนัยยะของความน่าสะพรึงกลัวกว่าความหมายตามตัวอักษรมากนัก นั่นคือ โรงพยาบาลจุฬาฯ อยู่แนวหน้าเผชิญกับเชื้อโรคและโรคร้าย  และถูกโรคร้ายบุกจู่โจม

การปราบปรามที่กำลังจะเกิดอาจถูกมองว่า (และกล่าวกันว่า) เป็นการฆ่าเชื้อโรค หยุดการติดเชื้อที่เกิดจากการบุกของพวกบ้านนอกเข้ามาในพื้นที่การเมือง เพื่อที่จะฟื้นฟูสุขภาพขององค์การเมืองเชิงจริยธรรมของไทย

 

หมายเหตุจากผู้แปล

[1] ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายบุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์มีการแถลงเมื่อ 3 พ.ค. ว่าบริเวณดังกล่าวเป็นตีกชาญอิสระ ตรงข้าม รพ.จุฬาลงกรณ์

[2] snob หมายถึง คนชอบอวดตัวว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ทั้งในแง่การศึกษา รสนิยม สาแหรก ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม อาจรวมคุณสมบัติต่างๆ ดังต่อไปนี้ เดิ้น ดัดจริต กระแดะ กรีดกราย อวดภูมิ ยกตัว ที่สำคัญคือ ชอบดูถูกคนอื่นว่าต่ำต้อยกว่า

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์